‘ลุงยิ้ม’ โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

December 8, 2011 at 6:30 am

 

คืนหนึ่งของหน้าหนาวปลายเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕ เวลาประมาณ ๒ ทุ่ม พระธุดงค์คณะหนึ่งเดินอย่างอ่อนล้าขึ้นสู่อาศรมพระธรรมจาริก ณ หมู่บ้านปะลาทะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก
เงาที่วูบไหวส่ายไปมาขณะเดิน ส่อว่าร่างกายของพระหลายรูปกำลังล้าเต็มทน พระบางรูปเท้าแตก บางรูปขาเคล็ดหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิม จริงอยู่ว่าวันนี้เดินมาประมาณ ๓๕ กิโลเมตร บนถนนลูกรังที่สะดวกสบายมากแล้ว แต่ระยะเวลาเกือบเดือนในป่าห้วยขาแข้งนั้นต่างหากที่แปรสภาพร่างกายให้บอบช้ำไปได้ถึงเพียงนี้
“ผมเคยมาพักที่อาศรมนี้หลายครั้งแล้ว” พระอาจารย์พฤธิพงษ์ หรืออาจารย์หมีพูดขึ้น “มีพระธรรมจาริกจากวัดศรีโสดา เชียงใหม่ มาอยู่ประจำ เราจะไปขออาศัยพักกับท่านสักสองคืน ให้อาการของท่านชัชดีขึ้นกว่านี้ แล้วค่อยเดินทางต่อ” คำพูดของท่านสร้างความพอใจให้กับพระบางรูป แต่จะเป็นรูปไหนบ้างผมก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่เพียงหนึ่งในนั้นมีผม (ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระได้ ๔ พรรษา) รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

คณะธุดงค์เดินตามทางลูกรังออกจากหมู่บ้านไปประมาณ ๑ กิโลเมตร สองข้างทางคือทุ่งนากว้างซึ่งตั้งเต็มอยู่ด้วยตอข้าวที่ถูกตัดรวงไปหมดแล้ว กำซาบสาบฟางที่โชยมาอาจแสลงจมูกใครบางคนที่คุ้นชินแต่กลิ่นเมือง แต่สำหรับผมมันช่างหอมชื่นรื่นชนบทดีแท้

แสงจันทร์เสี้ยวของคืนข้างแรมส่องผ่านเมฆหม่นลงมา บวกกับแสงไฟฉายที่สาดซ้ายส่องขวา เพียงพอต่อการจำแนกลักษณะของอาศรมพระธรรมจาริกเมื่อแรกเดินไปถึงว่า เป็นศาลาไม้มุงสังกะสี ยกพื้นขึ้นสูงชั่วบันไดสามขั้น โดยใช้ซุงขนาดใหญ่ผ่าครึ่งต้นกว้างเกือบครึ่งเมตรและยาวราวสองเมตรวางเป็นขั้นบันได ศาลาล้อมฝาสามด้าน ด้านหน้าเปิดกว้างรอต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่าน ให้ขึ้นไปกราบพระประธานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่ด้านซ้ายสุดของศาลา

รอบอาศรมรกทึบด้วยพงหญ้า มีเพียงบริเวณทางเดินและรอบศาลาเท่านั้นที่ถูกถางจนเตียนโล่ง สองข้างทางเท้าที่ทอดสู่อาศรมมีมะละกอยืนต้นสูงห่างกันพอประมาณเป็นแนวยาวเข้าไป

พุทธอาณาจักรแห่งนี้ล้อมเอาไว้ด้วยรั้วไม้ไผ่ มีไม้ไผ่สามลำกั้นเป็นประตูทางเข้าลักษณะคล้ายประตูคอกวัว/ควายตามชนบท ความจริงประตูนี้อาจจะเป็นปากคอกจริงๆ ก็ได้ เพราะคอกด้านนอกรั้วไม้ไผ่นี้กว้างใหญ่นัก กำแพงซ่อนรูปและโซ่ตรวนไร้สภาพที่ล่าม “สัตวะ – ผู้ติดข้อง” ทั้งหลายให้ตกอยู่ในภาวะของนักโทษนั้นแข็งแกร่งหยุ่นเหนียว ยิ่งกว่าการเคี่ยวหลอมเหล็กไหลหล่อเป็นคุกขึ้นมาเสียอีก

การเปิดประตูใจไขเข้าสู่ “พุทธจักร – อาณาจักรแห่งผู้รู้” ของตน กระทั่งลุถึง “อาศรม – ที่วางภาระทั้งมวล, ที่พักพิงแท้, ที่ป้องแดดกันฝน” สถานที่อันจักทำให้ไม่ต้องรอนแรมเดินทางไกลอย่างเหนื่อยล้าในค่ำคืนอันหนาวเหน็บอย่างไร้จุดหมายอีกต่อไป คือภาวะที่ปลอดโปร่งโล่งสบาย ปราศจากสิ่งบีบคั้นเสียดแทงทั้งมวล
“ศาลามืดยังงี้เหมือนจะไม่มีใครอยู่” พระอาจารย์สมควรพูดพลางเปิดประตูรั้วไม้ไผ่เข้าไป

พระอาจารย์สุพจน์ซึ่งเดินตามหลังมาบอกว่า “โน่นไง มีแสงไฟอยู่หลังศาลา คงมีคนอยู่ทางโน้น”

พอคณะธุดงค์เดินเข้าไปจวนถึงศาลามีตาแก่คนหนึ่งกุลีกุจอมาต้อนรับ แกส่งภาษาทักทายมา เหมือนจะเป็นภาษาพม่าหรือไม่ก็ภาษาไทยใหญ่ ไม่ใช่ภาษาของปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ถิ่นนี้ที่พระพอจะคุ้นหูอยู่บ้าง พระจึงตอบกลับไปเป็นภาษาไทยพร้อมทำมือใบ้ประกอบว่าจะมาขอพักอาศัยที่นี่ แม้จะคุยกันคนละภาษาแต่แกก็เข้าใจ ยกมือบอกให้พระหยุดอยู่ที่บันไดก่อน แกผลุนผลันหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมถังใส่น้ำครึ่งถังและผ้าห่มเก่าๆ ที่แปรสภาพเป็นผ้าเช็ดเท้าแล้ว

แกนั่งลงที่ตีนบันได ตักน้ำล้างเท้าให้พระอาจารย์ ซึ่งท่านก็รับศรัทธาให้แกทำให้ ส่วนพระรูปอื่นต่างขอเอาขันน้ำจากแกมาล้างเท้าเอง เพราะรู้สึกสงสารร่างกายอันแก่ชราคราวปู่ที่ต้องมานั่งยองๆ ยักแย่ยักยันล้างเท้าให้พระเช่นนี้

เมื่อพระขึ้นไปบนศาลาหมดทุกรูปก็ครองจีวรนั่งลงกราบพระพุทธรูปซึ่งตั้งเป็นพระประธาน แล้วมานั่งคุยกันอยู่บนอาสน์สงฆ์ ได้ยินเสียงสับฟืนเร่งไฟมาจากเพิงหน้ากระต๊อบของตาแก่ สักพักหนึ่งแกก็เดินขึ้นบันไดท้ายอาศรมมาพร้อมกับกระติกน้ำร้อน งบน้ำอ้อย และห่อใบชาเก่าๆ
แสงเทียนที่จุดสว่างบนศาลาทำให้เห็นสภาพของแกได้ชัดเจน คำนวนจากหลังอันงองุ้มนั้นพอจะเดาได้ว่าแกคงแบกฟ้ามาไม่ต่ำกว่า ๗๐ ปี แกสวมหมวกไหมพรมใบเก่าราวกับเก็บได้จากกลางทุ่ง เสื้อสีเทาถูกย้อมด้วยคราบไคลจนมอมดำแทบจะกลายเป็นสีใหม่ มีแต่กางเกงผ้าสีดำสนิทของแกเท่านั้นที่คงสีเดิมอยู่ได้

แกยกกระติกน้ำร้อนกับห่อใบชาและงบน้ำอ้อยเข้ามาถวายพระ แล้วถอยออกไปนั่งพับเพียบยกมือไหว้ฉีกยิ้มอยู่ด้านข้างด้วยความดีใจที่ได้รับใช้พระ แม้สภาพร่างกายจะดูแก่ แต่รอยยิ้มที่เปิดกว้างจนมองหาฟันไม่เห็นสักซี่นั้นดูซื่อบริสุทธิ์ดุจเด็กน้อย ผลจากการพูดด้วยมือและสื่อด้วยใจกับแกทำให้ทราบว่าพระที่อยู่ประจำที่นี่เดินทางไปทำธุระนานแล้ว ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่

ฉันน้ำปานะและพูดคุยกันเสร็จ พระแต่ละรูปต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามส่วนต่างๆ บนศาลา คืนนี้เป็นคืนแรกที่แผ่นหลังได้กระทบพื้นไม้อันราบเรียบ หลังจากถูกเสี้ยนหนามและก้อนกรวดทิ่มตำมาเกือบเดือน และไม่ต้องคอยระแวงว่าจะมีสัตว์ร้ายผ่านมาที่กลดขณะนอนด้วย แม้ไม่มีเสียงเสือเสียงช้างร้องกล่อมเหมือนตอนอยู่ในห้วยขาแข้ง แต่การนอนฟังเสียงน้ำค้างหยดจากต้นไม้ตกใส่หลังคาสังกะสีดังเปาะแปะนั้นไพเราะไปอีกแบบ
รุ่งเช้าพระออกบิณฑบาตได้ข้าวเปล่ามาเยอะมาก กับมาม่าและปลากระป๋องอย่างละ ๔ ซอง/กระป๋อง และน้ำพริกที่ห่อใบตองตึงอีก ๒ ห่อ พอฉันภัตตาหารเสร็จก็รวบรวมอาหารที่เหลือให้ลุงยิ้ม (ไม่รู้ว่าแกชื่ออะไร แต่แกจะยิ้มอยู่ตลอดเวลาตอนคุยกับพระ จึงเรียกแกว่า “ลุงยิ้ม”)
วันนั้นถือเป็นวันซักผ้าบริขารและปลงผมปลงหนวด

หมู่บ้านปะลาทะ (หรืออาจจะเป็นหมู่บ้านเซปะหละที่อยู่ไม่ไกลกัน) เป็นหมู่บ้านชายป่า พระธุดงค์เมื่อออกจากป่า มักจะมาแวะพักซักผ้า ซ่อมแซมบริขาร และปลงผมปลงหนวดก่อนจะเดินเข้าเมือง

บ่ายวันนั้นลุงยิ้มจัดเตรียมอาหารเอาไว้ถวายพระในเช้าถัดไปเป็นการใหญ่ แกเที่ยวเดินเก็บผักเด็ดพริก อุ้มเอาฟักทองลูกเขื่อง (อาหารชั้นอ๋องของชาวป่า) ที่เก็บข้ามปีไว้ทำอาหารในโอกาสสำคัญมาปอกฝาน พอพระเดินผ่านไปทางกระต๊อบมุงใบตองตึงเพื่อเอาผ้าไปซักที่ก๊อกน้ำปะปาดอย แกจะส่งภาษาและทำมือบอกใบ้ราวกับจะบอกว่า “พรุ่งนี้แหละตุ๊เจ้า ผมจะโชว์ฝีมือแกงฟักทอง และตำน้ำพริกกะเหรี่ยงอันลือเลื่อง ให้อร่อยสะท้านสะเทือนปฐพีกันไปเลย”

ก่อนค่ำวันนั้นผมไม่เห็นลุงยิ้มอยู่ที่เพิงของแกจึงถามพระอาจารย์รูปอื่นๆ ว่าเห็นแกบ้างไหม พระอาจารย์สมควรบอกว่าเห็นแกเดินหิ้วกระป๋องข้าวก้นบาตรลงไปหมู่บ้านนานแล้ว

ประมาณ ๔ ทุ่มคืนนั้น หลังจากฉันน้ำปานะและสากัจฉาธรรมเสร็จ ผมลงจากศาลาไปแปรงฟันที่ตุ่มน้ำข้างเพิงของลุงยิ้ม โดยมีพระอาจารย์แรมนั่งต้มร้อนอยู่ที่เตาก้อนเส้าใต้ชายคาเพิง ผมได้ยินเสียงกระหืดกระหอบระคนเสียงถังพลาสติกแกว่งชนต้นไม้กับขาของผู้ถือตรงมาที่เพิง พอเสียงเข้ามาถึงรัศมีแสงไฟก็เห็นลุงยิ้มเดินเหนื่อยหอบเข้ามา แกเหวี่ยงถังน้ำพลาสติกทิ้ง ทรุดหอบตรงชายคาเพิง ก่อนจะโซเซไปที่ประตูกระต๊อบ แกผลักประตูเต็มที่ด้วยแรงอันน้อยนิดจากร่างผอมเกร็ง ซึ่งเป็นแรงเฉื่อยเฮือกสุดท้ายแล้วฟุบลงคาธรณีประตูนั้น

“อ้าว! ลุงแกเป็นอะไรแล้ว?” พระอาจารย์แรมพูดขึ้นขณะผวาเข้าไปประคองร่างลุงยิ้มออกมานอนบนพื้นดินชายคาเพิง

บ้วนฟองยาสีฟันและล้างปากเสร็จผมก็พูดกับท่านว่า “แกไม่เป็นไรหรอก คงจะเหนื่อยมากไปหน่อยเลยเป็นลมไปเท่านั้น” ที่ผมพูดเช่นนี้เพราะเห็นแกจัดนู่นเตรียมนี่ทั้งวัน จึงไม่คิดว่าแกจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้

ด้วยมือที่สัมผัสศีรษะ ด้วยตาที่สังเกตจากสีหน้า และด้วยใจที่รับรู้ทางความรู้สึก พระอาจารย์แรมก็ทราบว่าอาการของลุงยิ้มไม่ใช่แค่การเป็นลมธรรมดาแล้ว ท่านจึงร้องบอกให้พระอาจารย์รูปอื่นๆ มาช่วยกันปฐมพยาบาลลุงยิ้มเป็นการด่วน

เป็นการระดมยาหม่อง ยาลม ยาดม ยาหอม เท่าที่จะหาได้มาช่วยเหลือลุงยิ้ม พระบางรูปนวดขา บางรูปนวดแขน บางรูปใช้ฝาหม้อที่เสียบอยู่ข้างกระต๊อบพัดให้อากาศถ่ายเทสะดวกขึ้น โดยพระอาจารย์แรมประคองศีรษะของแกเอาไว้ตลอดเวลา

“ท่านสมควร ท่านชัชครับ” พระอาจารย์หมีซึ่งเชี่ยวชาญการปฐมพยาบาลมากที่สุดหันไปพูดกับพระอาจารย์ทั้งสองรูป “ผมว่าอาการของลุงแกหนักขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ พวกท่านรีบเข้าไปแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านทราบจะดีกว่า เผื่อจะได้พาแกไปหาหมอหรือไปอนามัยที่ใกล้ที่สุด” พระอาจารย์ทั้งสองรูปก็รับคำ รีบครองจีวรแล้วเดินลงไปที่หมู่บ้านทันที

“ลุง ลุง” ผมนวดแขนแกพลางเขย่าเรียกให้แกรู้สึกตัว “เป็นอะไรมากหรือเปล่าลุง ทำใจดีๆ ไว้นะ นึกถึงพระเอาไว้” ผมคงจะลืมไปว่าที่รายล้อมปฐมพยาบาลให้แกอยู่ตอนนี้คือพระทั้งนั้น ไม่เข้าท่าเลยที่จะบอกให้แกนึกถึงพระที่ไหนอีก แต่ทำยังไงได้ล่ะ เพราะการหยิบยื่นคำปลอบใจให้แกคือสิ่งที่ผมพอจะทำได้ดีที่สุดในตอนนี้

แกเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ มองดูพระที่รายล้อมอยู่รอบตัวเหมือนจะกล่าวลา สายตาที่มองนั้นเหนื่อยอ่อน แต่เคลือบแววแห่งความดีใจและขอบคุณในการช่วยเหลือของพระ ก่อนจะเหลือบขึ้นบน ร่างเกร็งกระตุกอย่างแรงเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเงียบหายไปดุจว่าวขาดสายป่าน

“ลุงแกไปแล้วล่ะ ทวารของแกเปิดแล้ว” พระอาจารย์สัญญาซึ่งนวดขาและฝ่าเท้าให้แกพูดขึ้น หลังสังเกตเห็นปัสสาวะของแกไหลชื้นกางเกงออกมา

“อืม เหมือนหลวงพี่บุญเลิศเลย” ท่านอาจารย์แรมกล่าวสนับสนุน เพราะเมื่อปีที่แล้วก็เห็นพระช็อคตายแบบนี้มาก่อน

ฝ่ายพระอาจารย์หมียังไม่ยอมแพ้ ท่านพยายามยื้อชีวิตลุงยิ้มจากพญามัจจุราชด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอดเท่าที่จะทำได้ แต่ความพยายามทั้งมวลที่ท่านกำลังทำนั้น เหมือนโปรยปุยนุ่นที่นุ่มเบาลงถมเหวกว้างและมืดลึกสุดหยั่ง รังแต่จะเสียเวลาเปล่า

เมื่อตรวจดูชีพจรจนแน่ใจว่าแกสิ้นลมแล้ว ท่านจึงบอกพระอาจารย์สุพจน์ว่า “ท่านพจน์ เข้าไปเอาหมอนมาหนุนหัวกับเอาผ้าห่มมาคลุมตัวแกเถอะ”
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา พระอาจารย์สมควร พระอาจารย์ชัชวาลย์ และชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งก็มาถึง พอทุกคนรู้ว่าลุงยิ้มสิ้นลมแล้วต่างสลดสังเวช
“แกมีญาติพี่น้องบ้างไหมล่ะโยม” พระอาจารย์หมีถามชาวบ้าน

“มีก็เหมือนไม่มีแหละตุ๊เจ้า” ชายผู้บอกว่าเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอบ “ลุงแกเป็นคนพม่าครับ หนีสงครามมาอยู่ที่นี่ พาหลานน้อยมาด้วยคนนึง อายุแค่ ๑๐ ขวบเอง ตอนนี้อาศัยอยู่กับครูที่โรงเรียนน่ะครับ ส่วนตัวแกเองก็มาอาศัยอยู่ที่วัด คอยดูแลรับใช้พระพอได้กินข้าวก้นบาตร ออกไปรับจ้างถางหญ้าบ้างพอได้เงินซื้อยากิน”

“อ้อ… เหรอ” พอทราบว่าแกเป็นคนจรหมอนหมิ่น ระหกระเหินจากถิ่นกำเนิดมาไกลแบบนี้ ชีวิตของแกจึงน่าเวทนายิ่งขึ้นกว่าเดิม “แกมีโรคภัยไข้เจ็บหรือเปล่า?” พระอาจารย์หมีถามผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน

“มีครับ แกเป็นโรคหืดหอบ ต้องกินยาเป็นประจำ เมื่อหัวค่ำแกไปกินข้าวที่บ้านผม เห็นบ่นว่าลืมเอายาลงไปกินด้วย แกเอาข้าวก้นบาตรไปแลกปลาแห้งกับผมน่ะครับ เห็นบอกว่าจะเอามาตำน้ำพริกถวายพระพรุ่งนี้”

“นี่ก๊า ปลาแห้งที่คิงว่า” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดพลางล้วงปลาแห้งตัวเท่านิ้วมือสองตัวออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายของลุงยิ้ม

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านพยักหน้ารับขณะมองดูชายผู้นั้นเอาปลาแห้งใส่กลับคืน

“แล้วนี่จะทำศพแกยังไงหรือ?” พระถามเป็นเชิงปรึกษาหารือ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพวกผมจะเอาศพแกไปฝังเองครับ” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอบ

พูดคุยกันต่ออีกครู่ใหญ่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านก็ขอตัวกลับ ชาวบ้านสามคนอาสาเฝ้าศพลุงยิ้มในคืนนี้ โดยได้รับน้ำใจ…กล้า… (เหล้า) สองขวดจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นน้ำหล่อลื่นให้คืนนี้ผ่านไปแบบไม่ฝืดขัดจนเกินควร

รุ่งเช้า พอพระกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเสร็จ ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ก็มาถึง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบอกให้ชาวบ้านใช้ผ้าห่มห่อศพแล้วม้วนห่อรอบนอกด้วยเสื่อลำแพน ตอนแรกชาวบ้านจะหามศพไปฝังเลย แต่พระอาจารย์หมีให้หามศพขึ้นศาลาก่อน เพราะพระจะสวดมาติกาบังสุกุลให้แก เสร็จแล้วค่อยนำศพไปฝัง

ระยะทางจากอาศรมไปป่าเห้ว (ป่าช้า) ไกลพอสมควร กอปรกับเป็นทางชันขึ้นดอยค่อนข้างสูง ชาวบ้านที่หามศพเริ่มเดินปัดเป๋และเปลี่ยนกันหามถี่ขึ้น พระอาจารย์แรม พระอาจารย์สุพจน์ และพระอาจารย์สัญญา นึกสงสาร จึงรับเอาคานศพลุงยิ้มมาหามแทน

พอขึ้นไปถึงป่าช้า หมอผีประจำหมู่บ้านก็ทำพิธีฝังศพตามประเพณีของชาวกะเหรี่ยง แกสวดพึมๆ พำๆ ใส่ไข่ไก่แล้วโยนออกไป แปลกที่ว่าแกโยนสูงและไกลไม่น้อย แต่กว่าไข่จะแตกต้องโยนอยู่หลายครั้งเหมือนกัน เชื่อกันว่าหากไข่แตกตรงไหนแสดงว่าผีอยากจะอยู่ตรงนั้น (ว่าไปนั่น รู้ใจผีกันเสียจริง)

เมื่อได้สถานที่แล้วก็ขุดหลุมฝังศพ กลบดินเรียบร้อย หนุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงผู้หนึ่ง (คงจะเป็นลูกชายของหมอผีที่จ่อคิวขึ้นเป็นหมอผีประจำหมู่บ้านคนต่อไปแน่ๆ เลย) ทำหน้าที่พ่อครัวเลี้ยงอาหารลุงยิ้มเป็นมื้อสุดท้าย เขาเปิดปลากระป๋องเทใส่ชามเคลือบวางไว้ เก็บเศษไม้ใกล้มือมาหักก่อไฟแล้วใช้กระป๋องเปล่านั้นหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ ลีลาการหุงข้าวต้องยอมรับว่าชั้นครูจริงๆ เพราะข้าวสุกเม็ดสวย ไม่ดิบ ไม่แฉะ ไม่ไหม้ด้วย ผมเองแม้จะใช้ชีวิตในรูปแบบเณรเถื่อนมาห้าปี ผ่านสมรภูมิทั้งทุ่งใหญ่ฯ ห้วยขาแข้ง อมก๋อย ดอยหลวง ขุนวินเชียงใหม่ หัวน้ำแม่ฮ่องสอน ฯลฯ แต่จะหุงข้าวได้รวดเร็วและสวยหมดจดเช่นนี้ เห็นทีต้องฝึกฝนอีกหลายปีจึงจะเจนจัด

พ่อครัวหัวป่าก์คดข้าวสวยจากกระป๋อง คลุกกับปลาซาดีนเนื้อแน่น ขยำขลุกขลิกให้เข้าพริกเข้าเกลือ ปั้นเป็นคำวางลงบนปากหลุมศพลุงยิ้ม เสร็จแล้วก็ล้วงกระป๋องโค้กออกมาจากย่าม เปิดฝาเทราดตามลงไป พระบางรูปถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกด้วยความกระหาย (ผู้อ่านคงทราบนะครับว่าพระตะกละรูปนั้นคือใครในตอนนี้ แต่ให้ดิ้นตายเล่นอีกสักคนเถอะ ที่จะให้ผมเกิดจิตอกุศลนึกอิจฉาลุงยิ้มที่ได้ลิ้มรสโค้กนั้นไม่มี)

เมื่อเสร็จพิธีฝังศพ ทั้งพระและโยมต่างทยอยกลับ ผมเดินลงดอยด้วยจิตวิจารณ์ถึงลุงยิ้ม ที่เมื่อวานแกยังยิ้มรื่นหยอกเย้าพระคราวหลาน แค่คล้อยอีกวัน ยิ้มบริสุทธิ์ซื่อใสไร้ฟันฟาง กลับถูกดินกลบหายไปเสียแล้ว

ทว่า…

ใช่สินะ ศพของแกมิได้เปลี่ยวเหงาซะทีเดียว เพราะมีซากปลาแห้งสองตัวนอนเรียงเคียงสามเป็นเพื่อน ปลาที่ทอดกายเป็นสะพานบุญให้แกเดินข้ามไปภพหน้า จริงอยู่ว่าซากปลายังอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย แต่บุญกุศลใดๆ อันจักพึงได้พึงมีจากปลานั้น ได้ซึมซาบลงสู่จิตใจของแกเรียบร้อยแล้ว
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การให้ทานกับการรบนั้นเหมือนกันตรงที่อาจจะไม่มีกำลังพลมาก ไม่ได้จัดกระบวนรบอย่างโอ่อ่าทรงเกียรติ หากแม่ทัพมีสติปัญญา พลรบมีความองอาจกล้าหาญ ย่อมเอาชนะศัตรูหมู่มารที่มีกำลังมากกว่าได้ฉันใด การให้ทานก็เหมือนกันฉันนั้น อาจไม่เป็นวัตถุทานอันประณีต สูงเลิศด้วยมูลค่า ประดับประดาด้วยลวดลายอันวิจิตร หากแต่ทำด้วยจิตอันบริสุทธิ์ กอปรด้วยทิฏฐิอันเป็นสัมมาแล้วไซร้ อานิสงส์ที่ได้อาจจะมากกว่าการทำบุญด้วยเพชรพลอยเป็นไหนๆ

พักผ่อนให้สบายนะครับลุงยิ้ม เจอกันคราวหน้าผมได้แต่หวังว่าเราจะร่ำน้ำชากันจนชุ่มจิตเหมือนเคย
ผู้หลาน – สิญจน์ สวรรค์เสก
ป.ล. ผมอุตริตั้งนามปากกาเท่ห์ๆ ไปงั้นเองแหละครับ แต่ถึงผมจะเปลี่ยนนามและเปลี่ยนสถานภาพมายังไง ผมคิดว่าลุงคงจำรอยยิ้มของผมได้ เหมือนที่ผมไม่เคยลืมรอยยิ้มของลุงเลย

-คม-

“การใช้ชีวิตก็เหมือนการพายเรือทวนน้ำ แค่อยู่เฉยๆ ก็ถอยหลังแล้ว”
“วัฒนธรรมทั้งหลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ และอะไรก็ตามที่ประดิษฐ์โดยมนุษย์เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เสมอ”

-ขำ-

“แมนว่ะ”
เสียแฟนไม่เป็นไร อย่าเสียศักดิ์ศรีและวิญญาณของตัวเองไปด้วย

-วินทร์ เลียววาริณ-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s