ร้อยแปดพันเก้า : ป้ายอักษร

ในชั่วโมงเร่งด่วน ยามต้องเร่งรีบไปเสียทุกอย่าง หากพบเรื่องผิดพลาดเล็กน้อยก็พาลจะพาให้หงุดหงิดหัวใจได้ง่ายๆ เรื่องเล็กน้อยที่เจอบ่อยเช่น ออกจากบ้านแล้วลืมกุญแจ ลืมมือถือ หรือหยิบติดมือมาแล้วแต่พบว่าไม่ใช่ชิ้นที่ต้องการ เรื่องเล็กน้อยที่ว่านั้นสามารถทำให้หลายคนกุมขมับกันเลยทีเดียว

ปัญหาที่ว่ามานี้ สามารถป้องกันได้ง่ายมากค่ะ เพียงเตรียมตัวให้พร้อม มีสติอยู่เสมอ รวมถึงเผื่อเวลาสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือหาตัวช่วยด้วยการติดป้ายชื่อเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับข้าวของเครื่องใช้ที่หน้าตาคล้ายๆ กัน เมื่อมีความแตกต่างก็แยกแยะง่าย หยิบใช้ได้สะดวกอีกด้วยค่ะ

มาติด ป้ายชื่อ  ให้กับข้าวของเครื่องใช้ด้วยกันนะคะ จะทำใช้ก็ได้ ทำเป็นของขวัญที่ระลึกก็ดี หรือบางทีอาจเป็นงานอดิเรกที่สร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย

เพียงติด ‘ป้ายชื่อ’ ลงไป เหมือนทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านั้นพูดได้เลยนะคะ
‘หาก็ง่าย หายก็รู้ ดูก็งามตา’

😀

ป.ล. ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยทุกท่านค่ะ ขอให้มีพลัง ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดี

8 comments

  1. ใช่ครับท่านรองฯ น่ารัก…และ…สวยงาม…(^_^)

  2. ขอบคุณค่า

    เอ .. ชมของ หรือชมคนทำกันละน๊อ ?
    ขออุ๊บอิ๊บไว้ทั้งหมดเลยนะคะ 555+
    😀

    ป.ล. เพลานี้บ้านเมืองมีเรื่องวุ่นวาย รักษาสุขภาพกายและใจให้เข้มแข็ง & แข็งแรงเด้อค่ะ

    1. สวัสดีจ้าทุกคน

      ผมเอา หลอก ตอนที่ ๒ มาฝากให้อ่านกันจ้า

      รักษาสุขภาพกันด้วยนะ

  3. หลอก ตอนที่ ๒………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    พระภิกษุที่มรณภาพในป่าชื่อพระอาจารย์คำตัน…

    น้ำ คือหนึ่งในแม่ธาตุทั้งสี่ที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตมาก ทว่าถ้าน้ำท่วมดินจนไม่มีที่จะเดินก็เป็นปัญหาใหญ่ ร่างกายขาดน้ำจนริมฝีปากแตกระแหงคอแห้งเป็นผุยผงก็เป็นปัญหาใหญ่อีกเหมือนกัน

    วันที่พบศพพระอาจารย์คำตันนั้น น้ำดื่มในกระติกของผมหมดตั้งแต่ตอนบ่ายแล้ว หลังจากทนเดินกระหายน้ำอีกครู่ใหญ่ ผมจึงเปิด “ก๊อกน้ำส่วนตัว” รินน้ำสีเหลืองเข้มจนเกือบจะกลายเป็นสีน้ำตาลออกมาดื่ม รสชาติของมันเค็ม ฝาด และขมอย่างประหลาด พระ-เณรสายวัดป่านั้น คุ้นชินกับรสชาติของน้ำชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นส่วนประกอบของนิสัยสี่

    ขอขยายความ “นิสัยสี่” สักนิด เพื่อให้เห็นภาพชีวิตอันเรียบง่ายของพระภิกษุสมัยพุทธกาล

    นิสัย คือวัตรปฏิบัติที่ทำเป็นอาจิณ

    สี่ คือมากกว่าสามแต่น้อยกว่าห้า

    หนึ่ง อยู่โคนไม้เป็นวัตร – ตัดปริโภธ (ตัดความกังวล) เรื่องที่อยู่อาศัย

    สอง เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร – ตัดปริโภธเรื่องอาหารการกิน

    สาม ใช้ผ้าบังสุกุลเป็นวัตร – เก็บผ้าพันศพหรือเศษผ้าที่ทิ้งแล้วมาเย็บย้อมเป็นจีวรเครื่องนุ่งห่ม ตัดปริโภธเรื่องอาภรณ์

    สี่ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า – ใช้น้ำปัสสาวะดองยาสมุนไพรฉันแก้โรคภัยไข้เจ็บ ตัดปริโภธเรื่องยารักษาโรค

    พระพุทธองค์ทรงวางแนวดำเนินชีวิตอันเรียบง่ายด้านกายภาพพื้นฐานสี่ประการนี้ไว้ ให้สมณะผู้ปรารถนาจะปลดแอกที่ครอบคาจิตวิญญาณเป็นอิสระได้นำไปปฏิบัติ เพราะแนวทางการแสวงหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคดังกล่าวนั้น ไม่ต้องใช้เงินทองซื้อหา ไม่ต้องขวนขวายประกอบสัมมาชีพอันจักให้ได้มาซึ่งเงินทอง จะได้ใช้เวลาทั้งหมดที่มีมาพัฒนากาย ศีล จิต ปัญญา สู่ความบริสุทธิ์อย่างบริบูรณ์

    .

    ณ ยอดเขาแห่งหนึ่งในป่าคลองลาน…

    ท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่มีต้นสนสามใบเป็นพระเอก คือมีอยู่เยอะและล้วนแต่ต้นใหญ่ๆ ขนาดสอง – สามคนโอบ พระอาจารย์และสามเณรรูปอื่นได้หยุดรอผมอยู่ที่ยอดเขาแห่งนั้น ครั้นผมพาข้อเท้าแพลง เล็บฉีก และริมฝีปากแห้งผากกะโผลกกะเผลกตามขึ้นมาทันจึงหย่อนก้นลงนั่งพักให้หายเหนื่อยบ้าง สายลมเอื่อยพัดเฉื่อยฉิวไล่ยอดอ้อเล่นริ้วเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา ราวกับกำลังเต้นระบำรับเสียงหวีดหวิวของใบสนที่กรีดอากาศบริสุทธิ์อยู่สูงขึ้นไป

    โน่น ที่หลุบเขาฝั่งทางโน้น พระอาทิตย์ดวงโตราความร้อนลงมากแล้ว หลุบลู่จวนลับตาลาพสุธาและฟากฟ้าฝั่งทางนี้ ไปอรุณสวัสดิ์กับสรรพชีวิตอีกฝั่งโลก ซิมโฟนี่แห่งพงไพรเดินทำนองด้วยเสียงร้องของแมลงน้อยใหญ่ สลับกับเสียงร้องเป๊ก เป๊ก ของนางกวางรุ่นกำลังแตกเนื้อสาว ทั้งภาพ เสียง และสัมผัสที่ได้จากบรรยากาศโดยรอบนั้นบอกว่า ถ้าไม่ดั้นด้นเดินเท้าเข้าป่าใหญ่เป็นเวลาหลายวัน คงไม่มีโอกาสได้รับผัสสะอันปราศจากสื่ออื่นที่มาจากมนุษย์แบบนี้

    “โรแมนติกไหม?” หากใครบางคนจะถามผมแบบนี้

    “หึ” คือคำตอบสั้นๆ ที่อัดอารมณ์หลายอย่างเอาไว้ในนั้นจนผมสรรหาถ้อยคำมาบรรยายไม่ถูก

    “โน่นล่ะ กำแพงเพชรอยู่ทางโน้น” พระอาจารย์ชัชวาลย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทิศทางกางแผนที่ออกดู พลางชี้นิ้วข้ามยอดเขาที่สลับซับซ้อนอยู่ไกลตาให้พระเณรทุกรูปทราบว่ากำลังจะเดินไปทางไหนกันต่อ

    “เจอน้ำเมื่อไหร่ เราจะพักปักกลดกันเมื่อนั้น” พระอาจารย์วิจักษ์ซึ่งเป็นผู้นำบอก เพราะน้ำคือปัจจัยที่สำคัญมากของการดำรงชีวิตในป่า อีกอย่าง วันนี้ก็เดินกันมาทั้งวันแล้ว เรี่ยวแรงที่ได้จากมาม่าคนละห่อต้มรวมกับยอดผักกูดและผักละว้าตีเมีย (ผักกาดน้ำ ก็เรียก) นั้น น่าจะหมดไปตั้งแต่ตอนบ่ายอ่อนๆ โน่นแล้ว “เตรียมไฟฉายกันด้วยล่ะ จะมืดแล้ว” พระอาจารย์ให้คำแนะนำเพิ่ม

    นั่งพักพอหายเหนื่อยและเตรียมไฟฉายกันพร้อมแล้วก็ออกเดินทางต่อ ทางเดินเบื้องหน้าต่อจากนี้มองจากยอดเขาลงไปราวกับปูลาดด้วยพรมนุ่มสีเขียวของดงอ้อ แน่ล่ะ เมื่อมีพรมก็ต้องมีสิ่งที่อยู่ใต้พรม นั่นคือความรกชัฏของกออ้อและใบอันคมกริบดุจใบมีดของมัน สภาพเช่นนี้ทำให้การเดินง่ายขึ้นมาก คือไม่ต้องมีพิธีรีตรองเยื้องยุรยาตรอย่างองอาจเยี่ยงพญาคชสาร ทว่าเดินกันแบบกองโจรแตกขบวน คือใช้ผ้าอาบน้ำฝนคลุมหัวให้มิด ตัดไม้เท้ามาท่อนหนึ่ง ยกขึ้นกำขวางหน้าไว้เป็นใบเบิกทางแล้วก็ลุยฝ่าเข้าดงอ้อกันเลยทันที งูเงี้ยวเขี้ยวขอตะขาบแมลงป่องก็ทางใครทางอาตมา ประมาณว่า “เอ็งมาข้าก็เหยียบ ถ้าเอ็งเหยียบข้าก็กัด” นั่นแหละ

    ผู้นำหัวขบวนยังคงเป็นพระอาจารย์วิจักษ์และพระอาจารย์ชัชวาลย์เหมือนเดิม ส่วนตำแหน่งรั้งท้ายจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผม ที่เดินไปน้ำตาไหลไป

    ผมร้องไห้ทำไมงั้นหรือ

    ผมไม่ได้ร้องไห้ หากแต่กำลังระบายน้ำที่เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หิว กระหาย หนาว คัน เจ็บ แสบ ปวด ว้าเหว่ ไร้จุดหมาย มืดมนอนธกาล…

    เดินลุยดงอ้อไปได้ครู่ใหญ่ ขณะนั้นมืดสนิทแล้ว จมูกของผมจับกลิ่นเหม็นเน่าของอะไรบางอย่างได้ เป็นเรื่องธรรมดาของการเดินในป่าที่มักได้กลิ่นเหม็นของซากสัตว์พวกเก้ง กวาง หมู หรือวัวป่าที่ป่วยตายหรือถูกฆ่าโดยเสือ บางคราวหากเนื้อนั้นยังไม่เน่าดี เพื่อนสามเณรผู้เจนป่าของผมยังเคยบังสุกุลหั่นเอามาย่างถวายพระอาจารย์ก็มี แต่เหม็นคราวนี้มันเหม็นประหลาด เหม็นฉุนๆ ไม่เหมือนกลิ่นซากสัตว์ทั่วไป

    ผมเดินไปพลางสาดไฟฉายมองหาแหล่งที่มาของกลิ่นเหม็น

    อ้าว นั่น พระอาจารย์หยุดเดินกันทำไมหนอ ไหนท่านบอกว่าเจอแหล่งน้ำถึงจะหยุดพัก นี่ยังอยู่บนเขานี่นา ไม่มีลักษณะว่าจะมีน้ำได้ เพราะโดยธรรมชาติแล้วลำธารหรือบึงบ่อจะอยู่ต่ำในหุบเขาทั้งนั้น พอผมเดินเข้าไปใกล้เห็นสามเณรจิ๋วมีสีหน้าซีดและตื่นตระหนกเหมือนกำลังตกใจมาก พระอาจารย์บุญรุ่งยืนปลอบอยู่ข้างๆ ครั้นผมเดินเข้าไปใกล้ ท่านก็รี่เข้ามาหาผมอีกคน พูดปลอบผมขึ้นก่อนเลยว่า “เณร เณร อย่าตกใจนะเณร”

    เฮ่ย ชักจะยังไงเสียแล้ว “มีอะไรหรือครับอาจารย์” ผมอดที่จะถามท่านไม่ได้ คำตอบที่ได้รับพร้อมกับฝ่ามือที่ท่านยกขึ้นมาลูบไหล่ยังคงเหมือนเดิม “อย่าตกใจนะ อย่าตกใจนะ”

    เมื่อไม่ได้คำตอบจากท่านผมจึงค้นหามันด้วยตัวเอง ผมสาดไฟฉายไปยังจุดที่พระอาจารย์วิจักษ์กับพระอาจารย์ชัชวาลย์นั่งดูอะไรบางอย่างอยู่ เอ…นั่น บริขารของพระนี่นา มีทั้งย่าม ผ้าจีวร บาตร กลด กระติกน้ำ วางอยู่บนผ้าใบบางๆ ซึ่งพระธุดงค์จะใช้ปูนอน สิ่งของเหล่านี้มาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร
    จมูกของผมจับมวลกลิ่นเหม็นที่เข้มข้นได้จากอากาศทางซ้ายมือ จึงสาดไฟฉายไปสำรวจดูทางทิศนั้น

    ภาพที่ปรากฏทำให้ร่างกายของผมแข็งทื่อ ชาวูบตั้งแต่ศีรษะไล่ลงไปถึงปลายเท้า เมื่อความชาหายไปก็กลายเป็นความหนาวเหน็บระคนความกลัว

    สิ่งที่ให้กำเนิดกลิ่นเหม็นนั้นคือ ศพของพระรูปหนึ่ง ซึ่งต่อมาเมื่อได้วิเคราะห์กันอย่างละเอียดแล้ว ท่านน่าจะพาร่างกายอันบอบช้ำจาก…จากพิษไข้? จากการถูกงูพิษกัด? จากการหลงป่าแล้วเดินรอนแรมอย่างอ่อนล้าด้วยความหิวกระหายอดข้าวอดน้ำมาหลายวัน? หรือจะจากอะไรก็ตาม แต่สรุปคือท่านพาร่างกายอันอ่อนล้านั้นไปนั่งพิงขอนไม้แห้ง ทำสมาธิภาวนาสู้กับความเจ็บปวดและกิเลสมารที่ยกรี้พลมาทำศึกในฉากสุดท้ายของชีวิต

    ผลของมหาสงครามการช่วงชิงจิตในครั้งนั้น ท่านจะเป็นฝ่ายกำชัยหรือพ่ายแพ้ก็คงไม่มีใครทราบได้ นอกจากสันทิฏฐิโกธรรม คือการรับรู้ประสบการณ์ตรงของจิตของท่าน ว่าได้ชำระม่านมายาอยู่เหนือกิเลสาทั้งมวล หรือยังติดค้างอยู่จุดไหน ให้ต้องไปตามเก็บหน่วยกิตในภพภูมิต่อไปจนกว่าจะสอบผ่านอริยสัจบรรลุสู่ภูมิแห่งอริยสงฆ์

    “หาฟืนมาเผาท่านเอาบุญกันเถอะ” พระอาจารย์วิจักษ์บอกกับพระเณร “แต่เอ…” เมื่อหันไปพิจารณาดูศพนั้นอีกครั้งพระอาจารย์ก็เปลี่ยนความคิด “เผาไม่ได้ มีหนอนเยอะมาก เผาศพก็หนอนตาย งั้น…” แล้วท่านก็ได้ข้อสรุป “สวดอภิธรรมให้ท่านก็แล้วกัน” พระอาจารย์วิจักษ์หันไปทางพระอาจารย์ชัชวาลย์แล้วบอกว่า “ท่านชัชครับ ช่วยตรวจดูใบสุทธิของท่านด้วย ว่าท่านชื่ออะไร อยู่วัดไหน ออกจากป่าไปจะได้แจ้งให้วัดต้นสังกัดของท่านทราบว่าท่านมรณภาพแล้ว”

    เมื่อตรวจดูหนังสือสุทธิของท่านจึงทราบว่า ท่านชื่อพระอาจารย์คำตัน (ขออภัยที่ผมจำฉายาของท่านไม่ได้แล้วครับ ทว่ามีเงาเลือนๆ ในสมองว่า ท่านฉายา “โชติปัญโญ” หรือไรนี่ล่ะ) สังกัดอยู่วัดสว่างภพ ปทุมธานี อายุ ๔๔ ปี บวชมาได้ ๒๔ พรรษาแล้ว (พบศพท่านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖)

    ครั้นปูผ้าร่มเสร็จ พระเณรทุกรูปก็ครองจีวรพาดสังฆาฏิ แต่งองค์ทรงแบบศิษย์ศักยมุนี เพื่อเป็นเกียรติแด่ศิษย์ผู้พี่ที่จากไป นั่งลงเรียงรายกันตามลำดับพรรษาการบวชก่อนหลัง พร้อมแล้วพระอาจารย์วิจักษ์ก็นำสวดขึ้นว่า “นะโม ตัสสะ ภควะโต…” ตามด้วยบทพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ “กุสลา ธัมมา…อกุสลา ธัมมา…”

    คลื่นเสียงสวดก้องกังวานฝ่าความมืดในหุบเขา ดุจการประกาศพระสัทธรรมอันแจ้งชัดขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าสังขารธรรมทั้งหลายล้วนเป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไปเช่นนี้ ไม่มีสิ่งใดอยู่เหนือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไร้ตัวตนได้

    เณรบวชใหม่เช่นผมยังสวดอะไรไม่เป็นกับเขา ได้แต่งึมๆ งำๆ “ถั่วงาๆๆ” ไปตามเรื่อง ทว่าจิตใจในขณะนั้น รู้สึกอาจหาญแกล้วกล้าคราน้อมใจไปกับเสียงสวด สลับกับความกลัวจนขนลุกซู่ว่า ขนาดพระภิกษุยังเอาชีวิตมาสังเวยป่าคลองลานแห่งนี้ แล้วเราล่ะ จะรอดกลับออกไปพบหน้าชาวบ้านร้านตลาดหรือไม่ประการใดหนอ

    สวดอภิธรรมเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ คราวนี้ความกลัววิ่งเข้าจับขั้วหัวใจของผมหมดแล้ว จึงขอร้องพระอาจารย์ว่า ผมไม่ขอเดินตามหลังอีกต่อไป ให้พระอาจารย์รูปใดก็ได้มาเดินปิดท้ายขบวนได้ไหม พระอาจารย์ชัชวาลย์จึงรับปากว่าจะเป็นผู้เดินรั้งท้ายเอง แต่พอเดินกันจริง สภาพป่าที่รกชัฏ ทำให้ต้องแยกย้ายกันหาช่องทางบุกซ้ายป่ายขวากันไปเรื่อย บางจุดต้องดันกออ้อให้เอนแล้วลื่นไถลผ่านไปก็มี พระเณรรูปอื่นก็ไม่สู้จะเท่าไหร่ แต่ผมซึ่งมีจุดอ่อนที่เล็บเท้าซ้ายฉีกเผยอ เมื่อมาลุยดงอ้อแบบไม่เกรงใจเล็บเช่นนี้ มันจึงอุทธรณ์ความเจ็บเป็นระยะ หนักบ้างเบาบ้างตามจังหวะและลีลาการลุย กระทั่งท้ายสุดผมค้นพบสัจธรรมที่ว่า “อัตตาหิ อัตโน นาโถ – ตนเป็นที่พึ่งของตน” นั้นลึกซึ้งนัก เพราะพระเณรรูปอื่นๆ ได้เดินห่างจากผมออกไปทีละน้อย จากไม่กี่เมตรเป็นสิบเมตรและหลายสิบเมตรขึ้นเรื่อยๆ

    คงไม่ผิดบาปมากใช่ไหมที่ผมจะบอกว่า ผมกลัว ผมเจ็บ ผมปวด ผมเมื่อย ผมหิว และอากาศคืนนั้นทำไมมันถึงได้หนาวเหน็บซะเหลือเกิน ตอนหัวค่ำก็เย็นเฉยๆ ทว่ายิ่งดึกหมอกหนาวก็ยิ่งพรมกระทั่งผืนป่าเปียกราวกับฝนปรอยลงมาแล้ว หนาวกายก็หนักพออยู่แล้ว หนาวใจกลับยิ่งทรมานมากกว่า

    ผมร้องไห้ – ผมอาจจะไม่ได้ร้องไห้

    น้ำตาผมไหล – นั่นอาจจะไม่ใช่น้ำตาของผม

    น้ำที่ไหลอาบแก้มอาจเป็นเพียงน้ำหมอกที่ลงจัดในคืนนี้

    ม่านหมอกอันอึมครึมที่กลั่นน้ำแห่งความขมขื่นออกมา จะมลายหายไปเมื่อสุริโยทัยไขแสงยามเช้า

    รอเวลา…ผมได้แต่รอให้ถึงเวลานั้น รอให้พระอาทิตย์เกิด รอให้พระอาทิตย์โต จะโดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ความอดทนได้ค่อยๆ สอนผมให้รู้จักความงดงามของการรอ…รอโมงยามแห่งรุ่งอรุณนั้นไปด้วย ปล่อยให้ประสบการณ์เหล่านี้ค่อยๆ กล่อมเกลาชีวิตให้เติบโตไปด้วย พยายามทำใจเป็นกลางเรียนรู้เรื่องการปล่อยวางไปด้วย

    หมอกยังลงจัด

    น้ำยังคงไหล

    ประมาณห้าทุ่มคืนนั้นเราถึงค้นพบลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง ผมสร้างความอบอุ่นมอบให้ทุกคนกองใหญ่ และเราใช้มันต้มน้ำร้อนดื่มด้วย บทสนทนารอบกองไฟคืนนี้มีแต่ประเด็นการมรณภาพของพระอาจารย์คำตันล้วนๆ สามเณรจิ๋วหยิบเอาภาพเก่าๆ จากความทรงจำมาเล่าซ้ำเดิมไม่รู้กี่รอบว่า ปีก่อนตอนมาธุดงค์กับพระอาจารย์มนตรี ก็พากันมาหลงป่าคลองลานแห่งนี้เจ็ด – แปดวัน ไม่มีอาหารอย่างอื่นฉันนอกจากต้มหยวกกล้วยป่า พอกันตายเอาชีวิตรอดออกไปได้ คุยกันไปก็ได้แต่ยอมรับความใจเด็ดของท่านที่กล้าธุดงค์เดี่ยวในป่าใหญ่แห่งนี้ แม้บทสรุปอาจจะเป็นอย่างที่เห็น แต่สิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นคือความรู้สึกที่อาจหาญ คือกำลังใจอันแกล้วกล้า คือสติ คือปัญญา ที่หากจะว่าตามวิถีของพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและการสะสมนิสัยในจิตใจ (กรรม) แล้ว เชื่อว่าท่านคงจะได้กำไรติดตัวไปภพหน้ามากโขอยู่ หรือไม่งั้น ท่านอาจจะรวยเป็นเศรษฐีธรรม สะสมอริยทรัพย์จนลุสู่ภูมิอริยสงฆ์ไปแล้วก็ได้

    จบเถอะเนาะครับ หากจะเขียนต่อก็ไม่มีประเด็นใดให้น่าสนใจแล้ว

    อ้อ เรื่องนี้ผมไม่ได้หลอกนะครับ เรื่องจริงล้วนๆ ไม่ใช้สลิง (มีแต่เชือกร่มแขวนกลด) ไม่มีตัวแสดงแทน เดินจริง เจ็บจริง แล้วก็ตายกันจริงๆ ด้วย

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    “อยู่ใกล้คนพาล ก็เหมือนใช้มือจับถ่านไฟ เมื่อร้อนก็ไหม้มือ เมื่อเย็นก็เปื้อนดำ”

    “ไม่มีประสบการณ์ใดที่มันไร้ค่า แม้แต่งานที่ลงตะกร้าก็สอนเราได้ หากเรารู้จักเรียนจากมัน”

    .

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “น้ำกำลังท่วม คนกำลังหิว จึงไม่เข้าใจ”

    เราทั้งหลายล้วนเป็นซากของดวงดาว เมื่อแยกแยะองค์ประกอบเคมีที่ประกอบเป็นคน ก็พบว่าพวกมันคือสารเคมีเดียวกับที่ประกอบเป็นดวงดาว ไปจนถึงสิ่งไร้ชีวิตทั้งหลาย

    ความรู้สึก ความคิด อารมณ์ต่างๆ จิต ของมนุษย์เป็นเพียงการ “ปรุงแต่ง” เป็นผลพลอยได้จากการประกอบเข้ากันเป็น “ชีวิต” เมื่อชีวิตสลายรูปกลับสู่ธาตุดั้งเดิม สิ่งปรุงแต่งหรือเปลือกทั้งหลายก็หายวับไป

    ท่านรัฐมนตรีแดกด่วนทั้งหลายจะเข้าใจในสัจธรรมนี้หรือไม่หนอ?

    .

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  4. สาธุ…

    กลับมาสวัสดีกันอีกครั้งเมื่อใกล้สิ้นเดือน เหมือนว่าเราไม่ได้เจอกันนานจังเลยเนาะ

    ช่วงหน้างานกลับมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่ข้าพเจ้าได้พาร่างกายและจิตใจไปพักผ่อนไกลถึงจังหวัดกระบี่ กลับมาคราวนี้ หวังว่าทุกอย่างจะดีกว่าเดิม

    สุขสันต์วันสุขคุ่ะ ^__^

  5. โอ่ …

    สวัสดีค่าท่านรอง ฯ
    ขอโทษที่มาทักทายช้านะคะ

    ข้าพเจ้ามัวแต่ออกไปปฏิบัติภารกิจอยู่ข้างนอก ที่ปราศจากสัญญาณอินเตอร์เนตไวไฟ เอ้ย วายฟาย เอ้ย ! วุ้ย ! จะเรียกจะไดก่บ่ถูก บ่ถอง จ๊างมันเต๊อะ

    ยินดีและดีใจที่ทราบข่าวว่าท่านรองได้มีโอกาสไปพักผ่อนหย่อนใจ ไกลได้ใจจริงๆ ค่ะ ท่าทางจะเติมพลังใจกลับมาเต็มถังกระมังคะ

    ((ขอบคุณที่พักเผื่อด้วยค่า อุ๊บอิ๊บซะเลย อิอิ))

    .
    .

    สุขสันต์วันอากาศเย็นดีด้วยค่ะ
    😀

    ป.ล. แล้วจะหาโอกาสเอาผลงานของหนาวนี้มาฝากให้ชมนะคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s