“หลอก” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

October 6, 2011 at 4:18 pm

.

.

ผมเคยถูกผีหลอกหลายครั้ง แต่ที่จำขึ้นใจ นึกถึงเหตุการณ์นั้นทีไรยังเสียวสยองไม่หายมีอยู่สองครั้ง

ครั้งแรก คือตอนที่ผมไปนอนกับผี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

กลางปี พ.ศ. 2536 ขณะนั้นผมเป็นเณรเถื่อนที่ชอบท่องไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าใหญ่ชายแดนไทย – พม่า คือ ทุ่งใหญ่นเรศวรและป่าห้วยขาแข้ง

ใช่ว่าผมจะแก่วิชา กล้าท่องป่าคนเดียวรึก็หาไม่ ในการเดินธุดงค์ตามป่าเขาทุกครั้ง ผมจะไปในฐานะสามเณรที่คอยติดตามปรนนิบัติครูบาอาจารย์ต่างหาก

ปีนั้น พระอาจารย์รัตนชัย มีความประสงค์จะเดินธุดงค์ไปหาที่จำพรรษาเพื่อภาวนาในป่าเขา เป้าหมายที่ท่านบอกเอาไว้คร่าวๆ คือ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงสักแห่งหนึ่งในป่าชายแดนเหนือทุ่งใหญ่ฯ

“ไปด้วยกันไหมล่ะเณร” ท่านออกปากชวนผม

“ไปครับอาจารย์” ผมตอบแทบจะทันที เพราะอยากจะออกธุดงค์ตลอดเวลาอยู่แล้ว

“งั้นก็ไปเก็บของ” ท่านบอก แล้วก่อนที่ผมจะเดินไปไกล ท่านก็สั่งตามมาอีกว่า “อ้อ ไม่ต้องเอาเสบียงอะไรไปด้วยนะ เอาเฉพาะบริขารและยาเท่าที่จำเป็นก็พอ” ที่ท่านสั่งมาแบบนี้ เพราะปกติที่วัดของเราเวลาจะออกธุดงค์ สามเณรมักจะเตรียมข้าวสารและน้ำพริกเผาติดย่ามไปด้วย ซึ่งจะนำออกมาหุงฉันเมื่อคราวจำเป็น เช่น ระหว่างทางที่ต้องเดินในป่าหลายวันแล้วไม่พบบ้านคนให้บิณฑบาต หรือเมื่อคราวที่หลงป่า ไม่พบผู้คนและไม่มีอาหารฉัน พระภิกษุเก็บอาหารไม่ได้อยู่แล้ว หน้าที่เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สามเณรต้องทราบและจัดเตรียมไปเอง เมื่อพระอาจารย์สั่งมาแบบนี้ แสดงว่าการออกธุดงค์คราวนี้ จะเป็นการธุดงค์แบบพระวัดเส้าหลินที่สำเร็จ “วิชาตัวเบา” แล้วเป็นแน่

แต่ผมกลับสำเร็จ “วิชาตัวหนัก” ที่วัดป่าผาตาดฯ ทองผาภูมิ

คืนนั้นร่างกายของผมเกร็งจนก้าวขาแทบไม่ออก อาการนี้เกิดขึ้นมาจากความอวดดีของผม

ครับ ใช่ ผมนั้นเลวมาซะมาก ไม่มีดีจะอวดใคร เมื่อได้ฟังคำแนะนำจากพระอาจารย์ว่า ต้องรักษาศีลให้ดี แล้วตั้งใจทำสมาธิ ฝึกจิตให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะการไปฝึกสมาธิในป่า ในที่น่ากลัว จะทำให้จิตเป็นสมาธิได้เร็ว เกิดปัญญาได้ง่าย ผมก็เลยทำตามคำแนะนำของท่าน

วัดป่าผาตาดฯ เป็นวัดป่าสมชื่อ คือเต็มไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ กุฏิแต่ละหลังจะอยู่ไกลกันมาก หนึ่งในนั้นมีกุฏิกรรมฐานอยู่หลังหนึ่งซึ่งแตกต่างจากกุฏิทั้งหลายตรงที่มีโลงแก้วบรรจุศพตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในกุฏิด้วย

ผมทราบประวัติคร่าวๆ ของซากนั้นว่า แกชื่อวิโรจน์ เคยบวชเป็นพระ ก่อนเสียชีวิตได้อุทิศศพของตนให้วัดแห่งนี้ เพื่อบรรจุเอาไว้ในโลงแก้วให้พระภิกษุและสามเณรได้พิจารณาถึงมรณานุสติที่ซุ่มซ่อนอยู่ในรูปขันธ์ทุกตัวตนทั้งตัวคนและตัวสัตว์

ตอนกลางวันผมเข้าไปปัดกวาดทำความสะอาดกุฏิหลังนี้ เตรียมทางเดินจงกรมและกางกลดเอาไว้ดีแล้วก็กลับออกมาที่ศาลาใหญ่ กว่าจะฉันน้ำปานะและทำวัตรสวดมนต์เย็นร่วมกันเสร็จก็เป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว

เอาล่ะ ได้เวลาที่ผมจะออกผจญภัยตามลำพังเสียที

ตอนที่ผมเดินออกจากศาลาใหญ่ซึ่งเป็นเหมือน “ศูนย์กลางความอบอุ่น” ไปกุฏิผีเน่านั้น รู้สึกราวกับว่ากำลังเดินเข้าสู่ “จุดเยือกแข็งแห่งสูญญากาศ” ก็ไม่ปาน เพราะยิ่งเดินไปเท่าไหร่ ความอบอุ่น ความทะนงตน ความยโสโอหังประดามีของผม ก็ค่อยๆ หล่นหายไปตามทางเท้าสายน้อยที่เลียบเลาะไปตามป่าเขา

สติของผมเริ่มจะเข้ารูปเข้าร่างอีกครั้งก็ตอนจุดเทียนไขที่ข้างทางเดินจงกรมเรียบร้อยแล้ว และกำลังกำหนดรู้อยู่ที่ขาทั้งสองข้างในการยกขึ้น ย่างออกไป แล้วก็เหยียบลง แต่สติที่เพิ่งจะก่อรูปก็ต้องมลายออกจากร่างในเวลาไม่นาน เมื่อลมกรรโชกหนัก ฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่อเค้าว่าสายฝนจะพรมกระหน่ำในเวลาไม่นาน

ลมเป่าเทียนที่จุดเอาไว้ข้างทางจงกรมดับหมดแล้ว…

‘ขืนเดินต่อไปไม่แน่ว่างูเงี้ยวเขี้ยวขออาจจะเลื้อยผ่านมา เราอาจจะเดินไปเหยียบมัน แน่ล่ะ มันจะต้องกัดเราแทนคำขอบคุณหรือคำขอโทษที่มันเลื้อยซุ่มซ่ามผ่านมาแถวนี้เป็นแน่’ นี่คือเหตุผลที่ผมสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง และมันก็เป็นเหตุผลที่ดีมากๆ เสียด้วย ผมควรจะเชื่อตัวเองด้วยการหยุดเดินจงกรมข้างโลงผีเน่าๆ เหม็นๆ นี้เสียที แล้วเข้าไปนั่งสมาธิต่อในกลดคงจะดีกว่าเป็นไหนๆ

กุฏิหลังนี้เป็นกุฏิต่ำๆ ยกพื้นขึ้นนิดเดียว มีฝาผนังสามด้าน ด้านหน้าจะเปิดโล่งเอาไว้ ให้อะไรก็ตามที่อยากจะมาเยี่ยมเยียนยามวิกาลเข้ามาได้เลย…ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเคาะประตูขออนุญาตให้เสียเวลาอีกด้วย

การนั่งกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจของผมดำเนินไปได้ไม่นานก็มีอันให้สะดุด เพราะรู้สึกว่ามีอะไรมาระใบหน้า ขวัญผวาว่าผีคงจะเปิดมุ้งกลดเข้ามาเยี่ยมแล้วเป็นแน่ แต่พอเปิดเปลือกตาดูจึงรู้ว่าลมได้ตีมุ้งกลดเปิดกระเจิงขึ้นหมดแล้ว

นั่งสมาธิก็ไม่ได้เรื่อง งั้นนอนดีกว่า ว่าแล้วผมก็ล้มกายลงนอนตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์หรือ “ท่านอนแห่งพญาราชสีห์” ทว่าราชสีห์ตัวนี้คงจะเป็นราชสีห์ขี้เรื้อน ที่หนาวสั่นด้วยความคันหยุกหยิกในหัวใจ จนต้องขดขาทั้งสองข้างขึ้นมากระจุกถึงก้นแล้วดึงผ้าจีวรมาคลุมโปงจนมิด เพราะคิดเอาเองว่าผีคงไม่กล้าเลิกผ้าจีวรออกมาปลิ้นตาหลอกแน่ๆ แต่ไม่จริงหรอกครับ เพราะคืนนั้นผมนอนหลับฝันว่าผีหลอกทั้งคืน สะดุ้งตื่นขึ้นมาแอบดีใจว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ความจริงกลับโหดร้ายกว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ที่ด้านข้างกุฏิมีผีเน่านอนยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวอยู่เป็นเพื่อน

สรุปว่าคืนนั้นผีหลอกผมทั้งคืน ภาวนาไม่ได้เรื่องอะไรสักกระผีกริ้น

.

.

ครั้งที่สองผมถูกผีพระหลอก

ปีนั้นพระอาจารย์วิจักษ์นำผมออกธุดงค์

เราสตาร์ทกันที่อุทัยธานี – สุพรรณบุรี เดินไปนอนยอดเขาที่เครื่องบินเลาดาร์แอร์ตกหนึ่งคืนพอให้ชื่นใจ (ผมกลัวเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่โดยรวมถือว่าชิลๆ)

จากนั้นก็ลุยผ่าเข้าทุ่งใหญ่นเรศวร ว่ากันไปตั้งแต่หน่วยทินวย ทิกอง ซ้งไท้ ดงวี่ แม่กะสะ ทะลุออกจะแก ข้ามภูกู่ก้อง (ก่องก๊อง ก็เรียก… โธ๊ะ! ขึ้นครึ่งวัน ลงครึ่งวัน ภูเขาบ้าอะไร สวยด้วยความสูงได้น่ารักจริงๆ) ลงจากกู่ก้องก็ถึงตะละโค่ง ไปแม่จันทะ กรูโบ ยูไนท์ ม่องกั๊ว ข้ามดอยใหญ่อีกลูกไปบ้านกะเหรี่ยงฤาษีเลตองคุ เดินเลาะลำห้วยทีหม่อโกรให้เย็นกายสบายเท้า แวบเข้าเขตพม่าบ้างพอได้เสียวว่าจะมีลูกเอ็มสิบหกแล่นออกมาต้อนรับไหมหนอ (พระอาจารย์ที่ผมรู้จักเคยถูกทหารพม่าเอาปืนเอ็มสิบหกจ่อหัว ร่ำๆ ว่าจะยิงท่านทิ้งกลางป่ามาแล้ว เพราะคิดว่าเป็นสายลับจากฝั่งไทยปลอมตัวเข้าไปสืบข่าว) ทะลุถึงเปิ่งเคิ่ง จากหมู่บ้านนี้ไปจะมีถนนที่รถโฟร์วิลพอจะเข้าถึงแล้ว (ผมเขียนจากความจำเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คาดว่าทุกวันนี้สภาพหมู่บ้านชาวดอยแถวนั้นคงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก)

กระทั่งถึงตัวอำเภออุ้มผาง เข้าพักที่วัดบน (วัดอุ้มผางธรรมาราม) จากอุ้มผางนี้มีทางสองเส้นให้รองเท้าฟองน้ำเลือกเดิน คือเดินตามทางลอยฟ้าสามพันโค้งออกมาทางอำเภอแม่สอด หรือจะวกกลับเข้าป่าคลองลาน ทะลุลงมาจังหวัดกำแพงเพชร

แน่ล่ะ คณะเราเป็นพระป่าเณรเถื่อนที่ชอบภูเขาลำเนาไพรกันอยู่แล้ว ทางสบายเส้นแรกจึงถูกตัดออก เลือกทางโหดแห่งโขดหินมาเดินกันต่อ

ผมเล่าแบบรวบรัดราวกับว่าการเดินธุดงค์ในป่าเป็นเรื่องรื่นรมย์พบเห็นอะไรก็โรแมนติกเสียเต็มประดา แต่เปล่าเลย…

ชีวิตจริงในป่านั้นโหดร้ายเกินกว่าภาพฝันในอุดมคติจะคาดถึง

ระยะเวลาเดือนกว่าซึ่งกลืนกินระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรด้วยการเดินนั้นทำให้…

พระอาจารย์ชัยวุฒิเท้าแตกจนคร้านที่จะปะพลาสเตอร์ยาแล้ว

พระอาจารย์ชัชวาลย์ลื่นลงภูเขาถูกไม้ไผ่บาดเท้าเป็นแผลยาวต้องฉีกผ้าบริขารมาพันแผล

สามเณรตุ่น แพ้พิษคุ่นจนมือเท้าแขนขาเปื่อยหมด

ผมเองนั้น เดินกะโผลกกะเผลกข่มพิษความปวดที่ข้อเท้าแพลงมาหลายอาทิตย์จนอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่มาพลาดให้โขดหินแห่งหนึ่งในป่าคลองลานจนเล็บเท้าฉีกเผยอ

และพระธุดงค์รูปหนึ่งถึงกับเอาชีวิตไปทิ้งในป่า…

.

-ติดตามต่อฉบับหน้านะครับ-

.

.

.

-คม-

.

มีสองสัจธรรมที่ผมได้จากประสบการณ์การทำงานมานานปี :

1. ไม่มีงานใดที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่งานประจำที่มั่นคงที่สุด

2. ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยไม่ทำงานหนัก

ผมยังเชื่อว่าคนเราอยากได้อะไรก็ได้ ถ้ายอมจ่ายราคาของมัน คำถามเดิม : คุณอยากได้มันมากจริงหรือไม่ และคุณยอมจ่ายราคาของมันไหม เท่านี้เองครับ

.

.

.

-ขำ-

.

“คำเตือน : เรื่องนี้เศร้า!”

.

เล่า : ชีวิตนั้นสั้นนิดเดียว สิ่งที่เราทำมีค่าพอหรือยัง อย่างคุณวินทร์ได้เขียนหนังสือที่ชอบ ผมว่านั่นคือสิ่งมีค่าสำหรับคนๆ หนึ่ง และเพื่อคนส่วนใหญ่ ส่วนผมเอง ที่อายุก้าวเข้ามาสู่เลข 3 แล้ว ยังหาจุดยืนที่แน่นอนไม่ได้เลย คำถาม คุณวินทร์มีอะไรแนะนำ สำหรับผมสักอย่างไหมครับ?

ตอบ : ชีวิตคนเรามันสั้นเสียจริงๆ ไม่ทันรู้ตัวเราก็จากไปแล้ว และไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ว่า เราเคยอยู่ในโลกใบนี้ ในกาแล็กซีนี้ ในจักรวาลนี้ พูดง่ายๆ คือ ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงมายา ปรากฏเพียงแวบเดียว ไม่ต่างจากมดแมลง

แต่เพราะชีวิตมันไร้สาระนี่เอง และเพราะเรามีโอกาสที่มีสติปัญญา ได้ถือกำเนิดในจักรวาล ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไร้ชีวิตอื่นๆ เราจึงน่าจะฉวยโอกาสสั้นๆ นี้ กระทำเรื่องที่น่าพึงใจ ไม่ต้องหวังถึงเพื่อสังคมหรือมนุษยชาติหรอกครับ แค่ใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีที่สุด ก็ถือว่าไม่เสียเวลาเปล่าแล้ว

(ขำตรงไหนเนี่ย? เอาน่า…ชีวิตนี้จะซีเครียสไปทำไมนักหนา ขำหน่อยเถอะนะ)

.

.

-วินทร์ เลียววาริณ-

-(สิญจน์ สวรรค์เสก แอบทะลึ่งขำคนเดียวในวงเล็บ)-

One comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s