ประชุมวิชาการประจำปี 54

ฉันมีนัดตอนเช้าตรู่ หกนาฬิกาของวันอังคารที่ 6 กันยายน 2554 โชคดีมีคนตัวไกลใจดีโทรมาปลุกให้ลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้ามืด ทำให้ทำธุระได้เรียบร้อยก่อนเวลานัดหมายหลายสิบนาที ก่อนออกจากบ้านฉันเข้าไปกราบพระ จุดธูปไหว้หน้ารูปพ่อในห้องพระเพื่อเป็นศิริมงคล จากนั้นจึงขนกระเป๋าและข้าวของมารอท่าไว้แล้วเดินไปไหว้ขอพรจากแม่ในห้องครัว – เป็นอันเสร็จพิธีเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเดินทางไกลค่ะ

ก่อนไป แม่เหมียวสุดสวยได้นั่งส่งเสียงเรียกลูกๆ ให้มาส่งฉันรอรถอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และรถของโรงพยาบาลได้เดินทางมาถึงที่บ้านหลังเวลานัดหมายราวครึ่งชั่วโมง การเดินทางเป็นหมู่คณะเป็นเรื่องที่ต้องเผื่อใจและเผื่อเวลาไว้เสมอค่ะ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะล่าช้ากว่าตารางเวลาที่กำหนดไว้

การเดินทางเป็นไปด้วยความสนุกสนาน คุยกันไป กินกันไป หัวเราะกับไป ประกอบกับคนขับไม่ชำนาญทางจึงขับรถหลงทางไปนับครั้งไม่ถ้วน โชคดีที่ในรถไม่มีใครหงุดหงิด อารมณ์เสีย เมื่อรู้ว่าหลงทางต่างพากันสอบถามและคอยช่วยกันดูป้ายบอกทางกระทั่งถึงที่หมาย คือ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน ราวๆ สามทุ่มครึ่ง เพลียและสะบักสะบอมมากค่ะ

เมื่อทำการเช็คอินเรียบร้อยแล้ว ฉันและพี่ๆ ลากกระเป๋าขึ้นห้องไปอย่างทุลักทุเล หลังจากตามช่างมาช่วยเปิดไฟในห้องและเก็บข้าวของไว้เรียบร้อย จึงได้พากันออกมากินอาหารค่ำที่ร้านเดอะวิว ไม่ใกล้ไม่ไกลจากโรงแรมที่พัก ที่นี่อาหารอร่อยดี เพลงเพราะ มีที่นั่งกลางหาดทรายริมชายหาดอีกด้วย บรรยากาศดีมากค่ะ หลังจากอิ่มท้องแล้วเราก็กลับเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับการประชุมในวันรุ่งขึ้น

ภาพนี้มองจากชั้นสามสิบสองของโรงแรมค่ะ ทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สวยงามกว่าที่กล้องในโทรศัพท์เคลื่อนที่บันทึกมาได้นี้หลายเท่าตัว

เช้านี้เรานัดกันเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อไปทานอาหารเช้าพร้อมกัน แต่ประเหมาะกับที่เช้าวันนี้พัทยาไฟฟ้าดับทำให้เราติดอยู่ในลิฟต์นานมากๆ คงเพราะมีผู้คนหลั่งไหลมาที่นี่กันมากมาย เฉพาะการประชุมวิชาการครั้งนี้ทราบว่ามีผู้มาร่วมงานกว่าห้าพันคนและต้องจองโรงแรมถึง 15 แห่งทีเดียว ดังนั้นอัตราการใช้พลังงานคงสูงเป็นเงาตามตัว เหตุการณ์นี้ทำให้เราเปลี่ยนเวลานัดหมายใหม่ ว่าเช้าวันถัดไปจะออกจากห้องให้เร็วขึ้น 

หลังจากทานอาหารเช้า พากันไปลงทะเบียนที่ห้องโถง ค่อนข้างวุ่นวายแม้จะมีป้ายและคนคอยอธิบายลำดับขั้นตอนอยู่ แต่มองดีๆ ก็มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยให้ได้เรียนรู้ ว่าเมื่อต้องจัดงานที่มีผู้เข้าร่วมงานหลากหลายบทบาท ทั้งผู้เข้าร่วม ผู้นำเสนอผลงาน ผู้ติดตาม ฯลฯ ควรบริหารจัดการอย่างไร และการจัดงานใหญ่คราวนี้นับว่าทำได้ดีทีเดียว เอการที่ได้จากการลงทะเบียนประกอบด้วยตารางแสดงรายละเอียดของงาน อาทิกำหนดการ สถานที่นำเสนอผลงานทั้งชนิดนำเสนอด้วยวาจา และนำเสนอด้วยป้ายนิทรรศการ จากนั้นนำคูปองไปรับของที่ระลึก หนังสือ/ซีดีที่รวบรวมผลงานวิชาการที่ได้รับคัดเลือกทั้งหมดในปี 2554 โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่และเรียงตามลำดับเวลาการนำเสนอ ทำให้ผู้ร่วมงานสามารถเข้าร่วมรับฟังรับชมเรื่องที่สนใจได้สะดวก

ฉันได้โหลดตารางการประชุมมาศึกษาล่วงหน้าก่อนเดินทางแล้ว ทว่าเมื่อมาพื้นที่จัดงานจริงก็รู้ได้เลยว่าต้องปวดขาจากการวิ่งรอกเข้าฟังห้องโน้นห้องนี้ และจากที่เดินดูตามป้ายนิทรรศการอย่างแน่นอนค่ะ เอาน่ะเสียเหงื่อกันหน่อยจะเป็นไรไป

กำหนดการวันแรก เป็นการรับฟังการบรรยายก่อนแยกย้ายไปฟัง ไปชมตามห้องต่างๆ ฉันและคณะเข้าไปในห้องประชุมตามเวลาแต่พบว่ายังมีที่นั่งว่างๆ อีกหลายพัน คงกำลังลงทะเบียนกันอยู่อีกอาคารหนึ่งฟากโน้น

พวกเราได้ที่นั่งโซนด้านหน้า ตามประสาคนโชคดี และเมื่อจบการบรรยายช่วงเช้า ผู้จัดได้ประชาสัมพันธ์ให้แยกย้ายไปรับฟังตามหัวข้อที่สนใจ ฉันจึงได้หันไปเห็นว่าผู้คนจุเต็มห้องไม่ว่างแม้เก้าอี้เสริม

ครั้งนี้มีเรื่องได้รับคัดเลือกนับพันเรื่อง มีการจัดแสดงบู๊ทจากเอกชนอีกนับร้อย น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถชมได้ครบทุกเรื่อง

ทางโรงพยาบาลมีผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอด้วยวาจาหนึ่งเรื่อง เมื่อถึงเวลานำเสนอผลงานทุกคนมารวมตัวกันเพื่อเป็นกำลังใจ พวกเราต่างมีกำลังใจมีแรงฮึดขึ้นมากหลังได้เข้าชมตามห้อง เดินอ่านตามป้ายมาส่วนหนึ่ง หลายเรื่องทางโรงพยาบาลของเราเคยทำมาแล้ว บางเรื่องนำไปประยุกต์ใช้ได้ บางเรื่องเราทำไปได้ไกลกว่านั้น

หลังเสร็จการประชุมวันแรก เราไปทานอาหารเย็นที่ร้านบรรยากาศดีมากอีกแห่งหนึ่งของพัทยาเหนือคือ ร้านริมผา ลาพิน จากนั้นกลับมากันเดินย่อยอาหารที่ชายหาดของโรงแรม ทุกคนต่างกดโทรศัพท์ไปหาคนรักบ้าง ลูกบ้าง เพื่อนบ้าง ส่วนตัวฉันเดินย่ำทรายไปนั่งเอนหลังบนเก้าอื้ชายหาดฟังเสียงคลื่นเงียบๆ

ความคิดถึงของฉันถึงไม่ได้บอกออกไปตอนนั้นแต่มันก็ถึงอยู่ดีแหละค่ะ .. จริงๆ นะ

ขอขอบคุณพี่ๆ ที่ชวนมา และเปิดโอกาสให้ฉันมาร่วมงานนี้ เป็นการเข้าร่วมประชุมวิชาการครั้งแรกที่ดีจริงๆ ค่ะ ครั้งต่อไปจะหอบหิ้วงานวิชาการมาร่วมนำเสนอ ไม่มาร่วมประชุมมือเปล่าอย่างแน่นอน

😀

23 comments

  1. เป็นกำลังใจให้สำหรับการประชุมทางวิชาการที่คุณจะหอบงานวิชาเกินไปร่วมแสดงด้วยนะจ๊ะ

    ว่าแต่ว่า…ตอนนั่งอยู่เก้าอี้ริมชายหาดนั้น คุณคิดถึงใคร? หรือว่าใครกำลังคิดถึงคุณ?

  2. ขอบคุณมากค่า

    .
    .
    คุณคิดถึงใคร ?

    ใครคนนั้น คือ คนที่คุณก็รู้ว่าเป็นใครนั่นแหละค่ะ ทั้ง ‘เจ้าชายน้อย’ จอมเบ่ง กับผองเพื่อน และ ‘พ่ออ้อย’ จอมบ๊อง ก็พากันเดินขบวนเข้ามาในความคิดถึงของเจี๊ยบทั้งนั้น อิอิ

    แล้วใครกำลังคิดถึงคุณ ?
    อืม .. คุ้นๆ เหมือนจะรู้ว่าเป็นใครอยู่นะคะ 555+
    😀

    1. โอ้…สัญญาณการมีชีวิตอยู่สินะเนี่ย ใช่ไหมท่านรองฯ

  3. สวัสดีค่าท่าน Z2you

    ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะคะ
    เสียง ‘หุ หุ’ ของท่านเซ็กซี่มากค่ะ 555+

    สบายดีนะคะ ^ ^

    .
    .

    พักนี้ข้าพเจ้าทั้งงานเข้า ทั้งชีพจรลงเท้าเลยค่ะ
    รักษาสุขภาพด้วยนะคะทุกท่าน
    😀

  4. 5555+

    สวัสดีวันจันทร์ค่ะทั้งสองท่าน อิอิ

    มารายงานตัวยังมีชีวิตและมิได้หายหัวหายตัวไปไหน

    ยังวนเวียนอยู่แถวนี้เสมอ เพียงแต่ช่วงนี้พูดไม่ค่อยออกอ่ะคะ😛

    รักษาุสุขภาพด้วยนะคะ

    อ้อ ท่านประธาน ระวังฝน ระวังแดด ระวังตัว ระวังใจได้ด้วยนะคะ

    ขอให้ทุกท่านโชคดีมีความสุขค่ะ คุ คุ คุ

  5. 55555+

    ไม่ทันแล้วค่ะท่านรอง ฯ Z
    ระวังไม่ทันซะแล้วล่ะ
    คำเตือนของท่านนี้มาช้าไปน้อยเดียว 555+

    .
    .

    ว่าแต่อาการพูดไม่ออกของท่านนั้นเป็นเพราะเหตุใดกันน๊อ ?

    น้ำท่วมปาก !
    ปวดฟัน !
    ปวดเฮด !
    ปวดตับ !
    เอ๋ .. หรือจะ ปวดใจ !

    มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันจ้า
    😀

  6. ข้าพเจ้าพูดไม่ออกเพราะ เพราะ เพราะ ปวดใจค่ะ อิอิ

    1. อืมมม .. ปวดใจต้องไปหาหมอค่ะ

      โรคนี้หากได้ ‘ยาใจ’ อย่างทันท่วงที อาการจะทุเลาในเร็ววัน
      อย่าปล่อยทิ้งไว้นานนักนะคะ ประเดี๋ยวจะลุกลามเป็นโรคปวดใจเรื้อรังเอาได้ค่ะ

      .
      .

      อ้อ ท่านรองคะ

      สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าหนีน้ำท่วมที่เชียงใหม่ได้อย่างทุลักทุเล
      ตอนนี้ยังตื่นเต้นกับเสียงหวอเตือนภัยอยู่ไม่หาย น้ำมาเร็วมากๆ

      เมื่อคืนได้ดูข่าวน้ำท่วมแล้วนึกเป็นห่วงเพื่อนๆ มากเลยค่ะ รวมทั้งตัวท่านเองด้วยอีกคน ไม่ทราบว่าได้รับผลกระทบอะไรบ้างไหม ? หากมีอะไรให้ช่วยก็บอกเล่าเก้าสิบมาด้วยนะคะ หรือจะหนีน้ำขึ้นมาเมืองน่านในช่วงนี้ก่อนก็ได้ค่ะ ตอนนี้ที่น่านอากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว ฝนก็เริ่มแผ่วๆ ตกบ้างประปราย

      รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
      ^ ^

  7. ผมเอาบทความที่เขียนให้ก้าวรอก้าวฉบับนี้มาฝากเหมือนเช่นเคยจ้า

  8. หลอก………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    ผมเคยถูกผีหลอกหลายครั้ง แต่ที่จำขึ้นใจ นึกถึงเหตุการณ์นั้นทีไรยังเสียวสยองไม่หายมีอยู่สองครั้ง

    ครั้งแรก คือตอนที่ผมไปนอนกับผี

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

    กลางปี พ.ศ. 2536 ขณะนั้นผมเป็นเณรเถื่อนที่ชอบท่องไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าใหญ่ชายแดนไทย – พม่า คือ ทุ่งใหญ่นเรศวรและป่าห้วยขาแข้ง

    ใช่ว่าผมจะแก่วิชา กล้าท่องป่าคนเดียวรึก็หาไม่ ในการเดินธุดงค์ตามป่าเขาทุกครั้ง ผมจะไปในฐานะสามเณรที่คอยติดตามปรนนิบัติครูบาอาจารย์ต่างหาก

    ปีนั้น พระอาจารย์รัตนชัย มีความประสงค์จะเดินธุดงค์ไปหาที่จำพรรษาเพื่อภาวนาในป่าเขา เป้าหมายที่ท่านบอกเอาไว้คร่าวๆ คือ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงสักแห่งหนึ่งในป่าชายแดนเหนือทุ่งใหญ่ฯ

    “ไปด้วยกันไหมล่ะเณร” ท่านออกปากชวนผม

    “ไปครับอาจารย์” ผมตอบแทบจะทันที เพราะอยากจะออกธุดงค์ตลอดเวลาอยู่แล้ว

    “งั้นก็ไปเก็บของ” ท่านบอก แล้วก่อนที่ผมจะเดินไปไกล ท่านก็สั่งตามมาอีกว่า “อ้อ ไม่ต้องเอาเสบียงอะไรไปด้วยนะ เอาเฉพาะบริขารและยาเท่าที่จำเป็นก็พอ” ที่ท่านสั่งมาแบบนี้ เพราะปกติที่วัดของเราเวลาจะออกธุดงค์ สามเณรมักจะเตรียมข้าวสารและน้ำพริกเผาติดย่ามไปด้วย ซึ่งจะนำออกมาหุงฉันเมื่อคราวจำเป็น เช่น ระหว่างทางที่ต้องเดินในป่าหลายวันแล้วไม่พบบ้านคนให้บิณฑบาต หรือเมื่อคราวที่หลงป่า ไม่พบผู้คนและไม่มีอาหารฉัน พระภิกษุเก็บอาหารไม่ได้อยู่แล้ว หน้าที่เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สามเณรต้องทราบและจัดเตรียมไปเอง เมื่อพระอาจารย์สั่งมาแบบนี้ แสดงว่าการออกธุดงค์คราวนี้ จะเป็นการธุดงค์แบบพระวัดเส้าหลินที่สำเร็จ “วิชาตัวเบา” แล้วเป็นแน่

    แต่ผมกลับสำเร็จ “วิชาตัวหนัก” ที่วัดป่าผาตาดฯ ทองผาภูมิ

    คืนนั้นร่างกายของผมเกร็งจนก้าวขาแทบไม่ออก อาการนี้เกิดขึ้นมาจากความอวดดีของผม

    ครับ ใช่ ผมนั้นเลวมาซะมาก ไม่มีดีจะอวดใคร เมื่อได้ฟังคำแนะนำจากพระอาจารย์ว่า ต้องรักษาศีลให้ดี แล้วตั้งใจทำสมาธิ ฝึกจิตให้เกิดปัญญา โดยเฉพาะการไปฝึกสมาธิในป่า ในที่น่ากลัว จะทำให้จิตเป็นสมาธิได้เร็ว เกิดปัญญาได้ง่าย ผมก็เลยทำตามคำแนะนำของท่าน

    วัดป่าผาตาดฯ เป็นวัดป่าสมชื่อ คือเต็มไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ กุฏิแต่ละหลังจะอยู่ไกลกันมาก หนึ่งในนั้นมีกุฏิกรรมฐานอยู่หลังหนึ่งซึ่งแตกต่างจากกุฏิทั้งหลายตรงที่มีโลงแก้วบรรจุศพตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในกุฏิด้วย

    ผมทราบประวัติคร่าวๆ ของซากนั้นว่า แกชื่อวิโรจน์ เคยบวชเป็นพระ ก่อนเสียชีวิตได้อุทิศศพของตนให้วัดแห่งนี้ เพื่อบรรจุเอาไว้ในโลงแก้วให้พระภิกษุและสามเณรได้พิจารณาถึงมรณานุสติที่ซุ่มซ่อนอยู่ในรูปขันธ์ทุกตัวตนทั้งตัวคนและตัวสัตว์

    ตอนกลางวันผมเข้าไปปัดกวาดทำความสะอาดกุฏิหลังนี้ เตรียมทางเดินจงกรมและกางกลดเอาไว้ดีแล้วก็กลับออกมาที่ศาลาใหญ่ กว่าจะฉันน้ำปานะและทำวัตรสวดมนต์เย็นร่วมกันเสร็จก็เป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว

    เอาล่ะ ได้เวลาที่ผมจะออกผจญภัยตามลำพังเสียที

    ตอนที่ผมเดินออกจากศาลาใหญ่ซึ่งเป็นเหมือน “ศูนย์กลางความอบอุ่น” ไปกุฏิผีเน่านั้น รู้สึกราวกับว่ากำลังเดินเข้าสู่ “จุดเยือกแข็งแห่งสูญญากาศ” ก็ไม่ปาน เพราะยิ่งเดินไปเท่าไหร่ ความอบอุ่น ความทะนงตน ความยโสโอหังประดามีของผม ก็ค่อยๆ หล่นหายไปตามทางเท้าสายน้อยที่เลียบเลาะไปตามป่าเขา

    สติของผมเริ่มจะเข้ารูปเข้าร่างอีกครั้งก็ตอนจุดเทียนไขที่ข้างทางเดินจงกรมเรียบร้อยแล้ว และกำลังกำหนดรู้อยู่ที่ขาทั้งสองข้างในการยกขึ้น ย่างออกไป แล้วก็เหยียบลง แต่สติที่เพิ่งจะก่อรูปก็ต้องมลายออกจากร่างในเวลาไม่นาน เมื่อลมกรรโชกหนัก ฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่อเค้าว่าสายฝนจะพรมกระหน่ำในเวลาไม่นาน

    ลมเป่าเทียนที่จุดเอาไว้ข้างทางจงกรมดับหมดแล้ว…

    ‘ขืนเดินต่อไปไม่แน่ว่างูเงี้ยวเขี้ยวขออาจจะเลื้อยผ่านมา เราอาจจะเดินไปเหยียบมัน แน่ล่ะ มันจะต้องกัดเราแทนคำขอบคุณหรือคำขอโทษที่มันเลื้อยซุ่มซ่ามผ่านมาแถวนี้เป็นแน่’ นี่คือเหตุผลที่ผมสร้างขึ้นมาให้ตัวเอง และมันก็เป็นเหตุผลที่ดีมากๆ เสียด้วย ผมควรจะเชื่อตัวเองด้วยการหยุดเดินจงกรมข้างโลงผีเน่าๆ เหม็นๆ นี้เสียที แล้วเข้าไปนั่งสมาธิต่อในกลดคงจะดีกว่าเป็นไหนๆ

    กุฏิหลังนี้เป็นกุฏิต่ำๆ ยกพื้นขึ้นนิดเดียว มีฝาผนังสามด้าน ด้านหน้าจะเปิดโล่งเอาไว้ ให้อะไรก็ตามที่อยากจะมาเยี่ยมเยียนยามวิกาลเข้ามาได้เลย…ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเคาะประตูขออนุญาตให้เสียเวลาอีกด้วย

    การนั่งกำหนดรู้อยู่กับลมหายใจของผมดำเนินไปได้ไม่นานก็มีอันให้สะดุด เพราะรู้สึกว่ามีอะไรมาระใบหน้า ขวัญผวาว่าผีคงจะเปิดมุ้งกลดเข้ามาเยี่ยมแล้วเป็นแน่ แต่พอเปิดเปลือกตาดูจึงรู้ว่าลมได้ตีมุ้งกลดเปิดกระเจิงขึ้นหมดแล้ว

    นั่งสมาธิก็ไม่ได้เรื่อง งั้นนอนดีกว่า ว่าแล้วผมก็ล้มกายลงนอนตะแคงขวาในท่าสีหไสยาสน์หรือ “ท่านอนแห่งพญาราชสีห์” ทว่าราชสีห์ตัวนี้คงจะเป็นราชสีห์ขี้เรื้อน ที่หนาวสั่นด้วยความคันหยุกหยิกในหัวใจ จนต้องขดขาทั้งสองข้างขึ้นมากระจุกถึงก้นแล้วดึงผ้าจีวรมาคลุมโปงจนมิด เพราะคิดเอาเองว่าผีคงไม่กล้าเลิกผ้าจีวรออกมาปลิ้นตาหลอกแน่ๆ แต่ไม่จริงหรอกครับ เพราะคืนนั้นผมนอนหลับฝันว่าผีหลอกทั้งคืน สะดุ้งตื่นขึ้นมาแอบดีใจว่าเป็นเพียงความฝัน แต่ความจริงกลับโหดร้ายกว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ที่ด้านข้างกุฏิมีผีเน่านอนยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวอยู่เป็นเพื่อน

    สรุปว่าคืนนั้นผีหลอกผมทั้งคืน ภาวนาไม่ได้เรื่องอะไรสักกระผีกริ้น

    .

    .

    ครั้งที่สองผมถูกผีพระหลอก

    ปีนั้นพระอาจารย์วิจักษ์นำผมออกธุดงค์

    เราสตาร์ทกันที่อุทัยธานี – สุพรรณบุรี เดินไปนอนยอดเขาที่เครื่องบินเลาดาร์แอร์ตกหนึ่งคืนพอให้ชื่นใจ (ผมกลัวเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่โดยรวมถือว่าชิลๆ)

    จากนั้นก็ลุยผ่าเข้าทุ่งใหญ่นเรศวร ว่ากันไปตั้งแต่หน่วยทินวย ทิกอง ซ้งไท้ ดงวี่ แม่กะสะ ทะลุออกจะแก ข้ามภูกู่ก้อง (ก่องก๊อง ก็เรียก… โธ๊ะ! ขึ้นครึ่งวัน ลงครึ่งวัน ภูเขาบ้าอะไร สวยด้วยความสูงได้น่ารักจริงๆ) ลงจากกู่ก้องก็ถึงตะละโค่ง ไปแม่จันทะ กรูโบ ยูไนท์ ม่องกั๊ว ข้ามดอยใหญ่อีกลูกไปบ้านกะเหรี่ยงฤาษีเลตองคุ เดินเลาะลำห้วยทีหม่อโกรให้เย็นกายสบายเท้า แวบเข้าเขตพม่าบ้างพอได้เสียวว่าจะมีลูกเอ็มสิบหกแล่นออกมาต้อนรับไหมหนอ (พระอาจารย์ที่ผมรู้จักเคยถูกทหารพม่าเอาปืนเอ็มสิบหกจ่อหัว ร่ำๆ ว่าจะยิงท่านทิ้งกลางป่ามาแล้ว เพราะคิดว่าเป็นสายลับจากฝั่งไทยปลอมตัวเข้าไปสืบข่าว) ทะลุถึงเปิ่งเคิ่ง จากหมู่บ้านนี้ไปจะมีถนนที่รถโฟร์วิลพอจะเข้าถึงแล้ว (ผมเขียนจากความจำเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คาดว่าทุกวันนี้สภาพหมู่บ้านชาวดอยแถวนั้นคงจะเปลี่ยนแปลงไปมาก)

    กระทั่งถึงตัวอำเภออุ้มผาง เข้าพักที่วัดบน (วัดอุ้มผางธรรมาราม) จากอุ้มผางนี้มีทางสองเส้นให้รองเท้าฟองน้ำเลือกเดิน คือเดินตามทางลอยฟ้าสามพันโค้งออกมาทางอำเภอแม่สอด หรือจะวกกลับเข้าป่าคลองลาน ทะลุลงมาจังหวัดกำแพงเพชร

    แน่ล่ะ คณะเราเป็นพระป่าเณรเถื่อนที่ชอบภูเขาลำเนาไพรกันอยู่แล้ว ทางสบายเส้นแรกจึงถูกตัดออก เลือกทางโหดแห่งโขดหินมาเดินกันต่อ

    ผมเล่าแบบรวบรัดราวกับว่าการเดินธุดงค์ในป่าเป็นเรื่องรื่นรมย์พบเห็นอะไรก็โรแมนติกเสียเต็มประดา แต่เปล่าเลย…

    ชีวิตจริงในป่านั้นโหดร้ายเกินกว่าภาพฝันในอุดมคติจะคาดถึง

    ระยะเวลาเดือนกว่าซึ่งกลืนกินระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรด้วยการเดินนั้นทำให้…

    พระอาจารย์ชัยวุฒิเท้าแตกจนคร้านที่จะปะพลาสเตอร์ยาแล้ว

    พระอาจารย์ชัชวาลย์ลื่นลงภูเขาถูกไม้ไผ่บาดเท้าเป็นแผลยาวต้องฉีกผ้าบริขารมาพันแผล

    สามเณรตุ่น แพ้พิษคุ่นจนมือเท้าแขนขาเปื่อยหมด

    ผมเองนั้น เดินกะโผลกกะเผลกข่มพิษความปวดที่ข้อเท้าแพลงมาหลายอาทิตย์จนอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่มาพลาดให้โขดหินแห่งหนึ่งในป่าคลองลานจนเล็บเท้าฉีกเผยอ

    และพระธุดงค์รูปหนึ่งถึงกับเอาชีวิตไปทิ้งในป่า…

    .

    -ติดตามต่อฉบับหน้านะครับ-

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    มีสองสัจธรรมที่ผมได้จากประสบการณ์การทำงานมานานปี :

    1. ไม่มีงานใดที่ไม่มีความเสี่ยง แม้แต่งานประจำที่มั่นคงที่สุด

    2. ไม่มีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยไม่ทำงานหนัก

    ผมยังเชื่อว่าคนเราอยากได้อะไรก็ได้ ถ้ายอมจ่ายราคาของมัน คำถามเดิม : คุณอยากได้มันมากจริงหรือไม่ และคุณยอมจ่ายราคาของมันไหม เท่านี้เองครับ

    .

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “คำเตือน : เรื่องนี้เศร้า!”

    .

    เล่า : ชีวิตนั้นสั้นนิดเดียว สิ่งที่เราทำมีค่าพอหรือยัง อย่างคุณวินทร์ได้เขียนหนังสือที่ชอบ ผมว่านั่นคือสิ่งมีค่าสำหรับคนๆ หนึ่ง และเพื่อคนส่วนใหญ่ ส่วนผมเอง ที่อายุก้าวเข้ามาสู่เลข 3 แล้ว ยังหาจุดยืนที่แน่นอนไม่ได้เลย คำถาม คุณวินทร์มีอะไรแนะนำ สำหรับผมสักอย่างไหมครับ?

    ตอบ : ชีวิตคนเรามันสั้นเสียจริงๆ ไม่ทันรู้ตัวเราก็จากไปแล้ว และไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้ว่า เราเคยอยู่ในโลกใบนี้ ในกาแล็กซีนี้ ในจักรวาลนี้ พูดง่ายๆ คือ ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงมายา ปรากฏเพียงแวบเดียว ไม่ต่างจากมดแมลง

    แต่เพราะชีวิตมันไร้สาระนี่เอง และเพราะเรามีโอกาสที่มีสติปัญญา ได้ถือกำเนิดในจักรวาล ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไร้ชีวิตอื่นๆ เราจึงน่าจะฉวยโอกาสสั้นๆ นี้ กระทำเรื่องที่น่าพึงใจ ไม่ต้องหวังถึงเพื่อสังคมหรือมนุษยชาติหรอกครับ แค่ใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีที่สุด ก็ถือว่าไม่เสียเวลาเปล่าแล้ว

    (ขำตรงไหนเนี่ย? เอาน่า…ชีวิตนี้จะซีเครียสไปทำไมนักหนา ขำหน่อยเถอะนะ)

    .

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

    -(สิญจน์ สวรรค์เสก แอบทะลึ่งขำคนเดียวในวงเล็บ)-

  9. แจ้งข่าวคราว…

    ขณะนี้ข้าพเจ้าอยู่กำแพงเพชร แต่บ้านที่อำเภอบ้านตากขณะนี้น้ำปิงได้ทะลักเข้าท่วมตั้งแต่เมื่อวานแล้วขณะ โชคดีที่บ้านยกพื้นสูง (แต่ไม่สูงมาก) ระดับน้ำตอนนี้ใต้ถุนถึงหน้าอก(แม่) อีกนิดนึงจะถึงพื้นบ้าน แต่พ่อและแม่ยังสบายดีแม้จะเข้าออกบ้านลำบากนิดหน่อย เพราะต้องลุยน้ำออกมานอกซอยซึ่งน้ำไม่สูงมาก แต่ไม่ต้องห่วงทุกคนยังช่วยเหลือตัวเองได้ (แม่บอกว่างั้น) แต่ข้าพเจ้าก็ยังห่วงอยู่ดี แต่กลับบ้านไม่ได้เนื่องจากระดับน้ำก่อนขึ้นสะพานบ้านตากสูงมาก อีกทั้งตัวสะพานบ้านตากก็ถูกน้ำท่วมไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ขณะนี้ระดับน้ำยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถสัญจรไปมาได้

    แต่ระดับน้ำฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงที่มีแม่น้ำวังมาบรรจบน้ำไ้ด้เข้าท่วมที่ลุ่มตั้งแต่เมื่อสาม สี่วันก่อน แต่ขณะนี้บางบ้านระดับน้ำนสูงจะถึงหลังคาแล้ว ชาวบ้านจำนวนมากต้องไปอาศัยนอนที่วัดและโรงเรียนที่สูงกว่า

    สถานการณ์ตอนนี้เฝ้ารอวันน้ำลดอย่างอย่างใจจดจ่อ

    จีงเรียนมาเพื่อทราบ

  10. โอ .. สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจเลยค่ะ

    ว่าแต่บ้านของท่านรอง ฯ ที่ถูกน้ำปิงทะลักเข้าท่วมนั้น ไม่ทราบว่าที่นั่นได้รับผลกระทบจากน้ำที่เขื่อนภูมิพลปล่อยเพิ่มด้วยหรือเปล่าคะ ? ข้าพเจ้าดูข่าวแล้วรู้สึกไม่สบายใจเลย ขอให้เขื่อนยังแข็งแรง ต้านแรงน้ำไหวได้ตลอดรอดฝั่งด้วยเถอะ สาธุ

    เพียงวันเดียวน้ำขึ้นสูงถึงอก นับว่าเร็วมากนะคะ หากเป็นไปได้อยากให้วางแผนอพยพออกมาอยู่พื้นที่ที่ปลอดภัยเถอะค่ะ เป็นห่วงจริงๆ

    ข้าพเจ้าเอาใจช่วย และรอวันน้ำลดด้วยคนค่ะ
    ขอบคุณที่ช่วยส่งข่าวนะคะ

  11. เรียนท่านประธาน

    ผลจากที่เขื่อนปล่อยมาไม่เท่าไหร่ค่ะ แต่เป็นช่วงที่น้ำวังซึ่งมาจากลำปางล้นอ่างเก็บน้ำที่ลำ้ปางมาด้วยค่ะ เจอไปทั้งคู่เลยหนักหน่อย แต่วันนี้น้ำวังลดลง ส่วนน้ำปิงเขื่อนก็ยังต้องเร่่งระบายออก ทำให้น้ำเริ่มลดลงแล้วค่ะ บางพื้นที่ที่สูงน้ำแห้งแล้ว แต่บ้านข้าพเจ้ายังคงมีน้ำท่วมเมือเช้าแม่ลดเหลือถึงเอว แต่เจอฝนตกหนักทำให้เพิ่่มขึ้นอีกนิดหน่อย ส่วนเรื่องเขื่อนนั้น คนเมืองตากเค้าเข้าใจว่าเขื่อนจำเป็นต้องระบายน้ำออกค่ะ ส่วนความแข็งแีรงของเขื่อนเชื่อใจได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหาแน่นอน แม้จะเหลือพื้นที่เก็บน้ำไม่ถึง 1% แต่เขื่อนตามโครงสร้างแล้วสามารถรับน้ำได้เกินความจุได้อีกนิดหน่อยค่ะ

    ชาวบ้านที่น้ำึขึ้นสูงอพยพแล้วค่ะ ยังมีบางส่วนที่ไม่ยอมที้ิงบ้าน แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แถวบ้านข้าพเ้จ้าคนชราได้ย้ายไปอยู่ที่สูงตั้งแต่วันแรกที่น้ำเข้าแล้วค่ะ ตอนนี้ห่วงก็แต่คนท้ายน้ำ เจอน้ำระลอกใหม่เข้าไปเกรงว่าจะรับมือไม่ไหว

    ขอบคุณสำหรับความห่วงใยนะคะ ^__^

  12. ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ด้วยคนนะครับ

  13. ขอบคุณแทนคนที่ประสบภัยด้วยค่ะท่านเลขาฯ ขณะนี้ระดับน้ำที่จังหวัดตากลดลงมากแล้วค่ะ ^__^

  14. ระดับน้ำลดลงแล้ว ! .. เป็นข่าวที่น่ายินดีมากค่ะ

    ภัยธรรมชาติครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดคิดไว้จริงๆ
    ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนด้วยอีกครั้งค่ะ

    ^ ^

  15. ครับ เป็นข่าวที่น่ายินดีมาก

    เมื่อเช้าผมโทร.กลับไปถามข่าวคราวแม่ที่อำเภอบ้านด่านฯ (ติดจังหวัดตากนั่นแหละครับ) ทราบว่าแถวนั้นไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไหร่ แต่ทางด้านตัวเมืองสุโขทัยนั้น น้ำท่วมหนักไม่น้อย ทว่าก็ลดลงมากแล้ว ตอนนี้น้ำกำลังม่วนอยู่แถวโซนภาคกลาง ตั้งแต่นครสวรรค์ลงไป แถบลพบุรี อ่างทอง อยุธยา จังหวัดเหล่านี้กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัส

    ธรรมชาติเนาะครับ เขาจะไปก็ไม่เกี่ยวว่าใครจะมา (เป็นนายกฯ) อยู่แล้วล่ะ (แต่เท่าที่ผมเข้าไปอ่านข่าวดู คอนักการเมืองทั้งหลายชอบโยงเรื่องน้ำไปเข้ากับเรื่องการเมืองอยู่เรื่อยเลย…เฮ้ยยยย คนหนอคน คนกันเข้าไป)

  16. จริงอย่างที่ท่านเลขาฯ ว่าเลยค่ะ ช่วงนี้เฟสบุ๊คถูกป่วนมาก ทั้งจากพวกแบ่งฝ่าย พวกชอบสร้างความแตกตื่นสร้างข่าวลือ น้ำก็มาคนก็จะมาตีกันอีก

    ขณะนี้น้ำได้ล้อมกรุงเทพฯ ไว้หมดแล้ว อาสาสมัครกำลังพยายามป้องกันเมืองหลวงของเราไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นกันค่ะ ^__^

  17. สวัสดีค่ะท่านทั้งสอง

    ณ เวลานี้ ต้องใช้ ‘สติ’ กำกับ ‘ปัญญา’ อย่างยิ่งยวดค่ะ
    ไม่ตื่นตูม แตกตื่น ขณะเดียวกันต้องไม่ประมาท ภัยธรรมชาติครั้งนี้ยิ่งใหญ่จริงๆ

    บ่ดีลาสา ..
    ของจะอี้ บ่ดีลาสาแต้ๆ ..

    ป.ล. ท่านรอง ฯ ว่าเหมือน ‘จอมมารน้ำ’ จับ ‘เมืองหลวง’ เป็นตัวประกันเลยนะคะ ^ ^”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s