“ตด” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

September 8, 2011 at 4:04 pm
.

.

เมื่ออดีตกาลนานโพ้น ประมาณการณ์ได้ว่าน่าจะหลายชั่วอายุยุง ความสงสัยประการหนึ่งซึ่งเหนื่อยล้าจากการรอนแรมในเวิ้งนภากาศ ได้ปราดเข้าพักในสมองของคนผู้หนึ่ง ครั้นหายเหนื่อยแล้วจึงแผ้วออกจากปากของเขา เปิดเผยตัวตนให้นักเขียนสองซีไรท์นามอุโฆษแห่งสยามประเทศเห็นว่า

“พี่วินทร์ครับ ทำไมคนเราถึงใช้ภาษาสื่อสารกันด้วยครับ ใช้อย่างอื่นได้ไหม?”

นักเขียนผู้ปราดเปรื่องเลื่องระบือว่ามีความคิดอันคมคายได้ฆ่าความสงสัยนั้นว่า

“…ภาษาน่าจะมาจากการที่คนรวมตัวกันมากขึ้น หากไม่มีการรวมกลุ่ม ก็คงไม่เกิดภาษา ลองนึกภาพคนป่าห้าหกคนกำลังล่าเสือเขี้ยวดาบ หากไม่สามารถสื่อสารกันว่า ‘เฮ้ย เสืออยู่ด้านหลังเอ็งว่ะ’ มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว…”

“…แต่ทำไมต้องเป็นภาษา? ไม่ทราบครับ แต่เชื่อว่าหากเราไม่ได้พัฒนาการใช้เสียงเป็นการพูดกับการได้ยิน เราก็คงพัฒนาไปทางอื่นแทน เช่นสื่อสารกันโดยกะพริบตา ขยับกล้ามเนื้อใบหน้า ภาษากาย ภาษามือ หรือกระทั่งการใช้กลิ่นในการสื่อสาร เช่น ผายลมแปลว่ามีความสุขโว้ย”

ชนผู้ล้นอยู่ด้วยความมั่วซ้ำหนักไปทางโม้เช่นผม ได้ฟัง (อ่าน) เช่นนั้น พลันบรรลุถึงภาษาแรกสุดแห่งเวิ้งจักรวาล…

…นั่นคือ…

ตด!

ใช่ว่าผมจะมั่วไปเองคนเดียวรึกระไร แต่ผมโม้ไปตามคนอีกกลุ่มใหญ่ที่พะยี่ห้อว่า ‘นักวิทยาศาสตร์’ ซึ่ง ‘อุตริเดา’ หรือภาษาสวมสูทยกแก้วเชมเพญในทำเนียบโนเบลเรียกว่า ‘ประมาณการณ์’

ประมาณการณ์กันว่าเมื่อไม่นานมานี้ ริบๆ หรี่ๆ สักราวๆ หมื่นล้านปี “ณ ขณะที่เวลายังไม่ได้เริ่มต้น ณ ขณะที่ไม่มีสรรพสิ่งใดเลยในจักรวาล เป็นเพียงสภาพความว่างเปล่าอันมืดดำ ทว่าอัดแน่นด้วยมวลมหาศาลทรงไว้ซึ่งพลังแห่งความโน้มถ่วง และร้อนแรงยิ่งกว่าไฟประลัยกัลป์ ไม่มีมนุษย์คนใดจะล่วงรู้ได้ หรือแม้แต่จะเข้าใจสภาพก่อนกำเนิดจักรวาลนี้เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วในฉับพลันนั้นเอง พลังบางอย่างซึ่งซ่อนเร้นจากความเข้าใจของมนุษย์ ได้ผลักดันให้เกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ สาดกระจายมวลสารทั้งหลายออกไปในความว่างเปล่า เอกภพของอวกาศและเวลาจึงได้เริ่มต้นวินาทีแรกของมันตั้งแต่บัดนั้น” (ข้อความจากหนังสือ สารคดี ฉบับที่ 73 เรื่อง สู่ดวงดาวกับความลี้ลับแห่งเอกภพ หน้าที่ 99)

ถ้าพูดตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า “การตดของจักรวาล” หรือการเกิด “บิ๊กแบง” เป็นภาษาแรกสุดที่ทำให้เกิดการสื่อสารที่เป็นรูปธรรม เพราะนับแต่นั้นมา สัมภวะธาตุทั้งหลายได้อุบัติและแปรเปลี่ยนรูปมาเรื่อย

เดากันว่า เมื่อไม่นานมานี้ราวห้าพันล้านปีคงจะได้ ท่ามกลางลมตดซึ่งพ่นออกไป ต่อนแดงๆ น้อยใหญ่เริ่มเย็น ได้ก่อเกิดดาราจักรขึ้นมานับหมื่นล้านดาราจักร หนึ่งในนั้นมีชื่อที่สมมุติเรียกกันในปัจจุบันว่า Milky Way หรือ ดาราจักรทางช้างเผือก เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือกนี้มีดาวฤกษ์ที่สุกสกาววาวแสงแห่งความร้อนหรือที่รู้จักกันในนามว่าดวงอาทิตย์นับล้านๆ ดวง ซึ่งดาวฤกษ์ใหญ่ๆ เช่นนี้จะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารหมุนโคจรรอบกันอยู่อีกหลายดวงเป็นระบบสุริยจักรวาลหนึ่ง และในระบบสุริยะเล็กๆ แห่งหนึ่งของมหาดาราจักรทางช้างเผือกนี้ มีดาวเคราะห์ซึ่งมีนามที่แสนจะไพเราะเพราะพริ้งว่า ‘โลก’ เกิดขึ้นมาด้วยเมื่อประมาณสี่พันห้าร้อยล้านปีที่แล้ว

พันล้านปีต่อมาเดากันว่าสิ่งมีหน่วยแรกได้ปรากฏกายขึ้น อาจจะอุบัติขึ้นที่นี่เองเลย หรืออาจจะโดยสารอุกกาบาตเดินทางเข้ามาก็สุดจะเดา (เชิญเดากันได้ตามสะดวก) แต่เชื่อกันว่าเจ้าปั๊กกะตืนนี่แหละคือบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย…

(ซึ่งผมต้องขอวงเล็บไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า (เฉพาะส่วนที่เป็นรูปธรรม) เพราะหากจะว่าถึงสิ่งมีชีวิตที่มีแต่นามธรรมแล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ‘สัตวะ (สัตว์)’ แปลว่า ‘ผู้ข้องอยู่ในภพ’ นั้น มีภพที่เป็นนามธรรมอีกมากมาย จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไรเลยที่จิตเหล่านั้น จะมาถือเอาธาตุเหล่านี้เป็นที่อยู่ของจิตขึ้นมาด้วย ภพของสัตว์ที่มีรูปทั้งหลายจึงเป็นเพียงกลุ่มของภพๆ หนึ่ง และไม่ใช่การเข้าถือครองเอาก้อนธาตุเป็นตัวตนนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อตอนสิ่งมีชีวิตหน่วยแรกอุบัติขึ้นในโลกโน้นเลยก็หาไม่ แม้ในปัจจุบันนี้สัตว์ทั้งหลายก็ยังเกิดให้เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่ใครจะมีจิตใจที่ละเอียดมากพอจะรับรู้หรือสัมผัสได้หรือเปล่าเท่านั้นเองว่า จิตวิญญาณทั้งหลายเข้าถือปฏิสนธิในครรภ์เมื่อใด จุดนี้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังจนแต้มอยู่ คือจับตัววิญญาณมาใส่รูปไม่ได้ ทำได้ก็เพียงสร้างรูปให้เหมาะสม คือมีสภาวะที่เอื้อให้วิญญาณเข้ามาปฏิสนธิ และจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อรูปนั้นเริ่มแสดงอาการว่ามีชีวิตแล้วเท่านั้น ทว่าผู้ละเอียดอ่อนทางด้านจิตภาวนา ท่านรับรู้และทราบได้ตลอด แต่ก็เป็นความรู้ที่ทราบได้เฉพาะตน พูดไปเดี๋ยวคนเพี้ยนจะว่าท่านบ้า การเห็นเฉพาะภพของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป แล้วเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตคงจะมีเพียงเท่านี้นั้น ไม่ต่างจากการมองเห็นโลกใบนี้ แล้วคิดว่ามันคือศูนย์กลางของจักรวาล ทั้งๆ ที่เอกภพภายนอกนั้นกว้างขวางมากเกินกว่าจินตนาการจะเดินทางไปถึงเสียด้วยซ้ำ)

…สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้วิวัฒน์รูปมาเรื่อยตามเหตุปัจจัยของดินน้ำลมไฟ ไม่ใช่เป็นไปตามทฤษฎีของใครทั้งนั้น กระทั่งทุกวันนี้เชื่อตามกันมาอีกว่า เมื่อสี่หมื่นปีที่แล้ว เจ้าตัวดิ้นได้จำพวกหนึ่ง พากันอุตริยกขาหน้าทั้งสองข้างขึ้น เดินด็อกด๋อยกะโผลกกะเผลกด้วยสองขาหลัง เผ่าพันธุ์นี้ได้ฉายแววเห็นแก่ตัวกว่าสปีชีส์อื่น รู้จักเอาตัวรอดด้วยการคิดค้นอาวุธขึ้นมาล่าและทำลายเผ่าพันธุ์อื่น ซึ่งต่อมาเมื่อหาคู่ต่อกรได้ยากจึงหันมาทำลายกันเองอย่างมโหฬารนับครั้งไม่ถ้วน

นอกจากจะคิดค้นอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว พวกเขายังคิดอะไรที่สลับซับซ้อนอีกมากมาย เช่น สร้างระบบเสียงขึ้นเป็นภาษา และสร้างภาษาขึ้นเป็นภาพหรือตัวอักษร เพื่อใช้สื่อสารกันคราวเมื่อไม่เห็นตัว ไม่เจอปาก แต่สื่อสารกันรู้เรื่องได้จากอะไรที่ขยุกขยุยบนผนังหิน บนแผ่นไม้ บนหนังสัตว์ บน… ฯลฯ

จะเป็นเสียงก็ดี เป็นตัวอักษรก็ตาม ล้วนแต่เกิดขึ้นมาจากการประดิษฐ์ของคน การคิดอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียวนั้นไม่เกิดผลอะไร หากผู้อื่นไม่ร่วมรับรู้ และไม่ทราบความหมายนั้นๆ ตามไปด้วย จึงได้เกิดการตกลงร่วมกันว่า ถ้าเปล่งเสียงแบบนี้จะหมายถึงอย่างนี้ ถ้าเห็นตัวอักษรแบบนั้นจะหมายความว่าดังนั้นเป็นต้น

และแล้วอนาคตของสิ่งมีชีวิตเมื่อสี่หมื่นปีก็เดินทางมาถึง… ปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษามีบทบาทหน้าที่ต่อผู้คนมาก แต่เดิมที่มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อสื่อสารเรื่องราวที่ต้องการจะบอก แต่ทุกวันนี้ภาษาเดินทางมาไกลถึงการเป็นสื่อเพื่อใช้เสพความบันเทิง เป็นเสียงเพลง เป็นบทกวี เป็นวรรณกรรม เป็นภาพวาด เป็นงานศิลป์ เป็น… ฯลฯ

ภาษาจะสำเร็จประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้สื่อกับผู้รับสารมีความเข้าใจตรงกัน เพราะถ้าสื่อไม่ตรงกันก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งเอาเข้าจริง ภาษาเสียงหรือภาษาพูดที่มีมากมายในโลกนี้ คนเราก็รู้ได้แค่ไม่กี่ภาษา ภาษาเขียนก็เหมือนกัน เราอ่านออก เราเข้าใจจริงๆ เพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้น มิพักจะพูดถึงภาษาซึ่งแฝงมาในรูปของโค้ด ระหัส หรือรูปลักษณ์ต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน (เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากใครจะบอกว่าพระอรหันต์บางรูปที่แตกฉานเรื่องจิตและมีคุณพิเศษเฉพาะองค์จะสามารถรู้ภาษาสัตว์ทั้งหลายได้ เพราะภาษาสัตว์ก็คือคลื่นหรือเสียง – เสียงที่เปล่งออกมาจากจิตที่คิดจะสื่อให้พวกพ้องของตนรู้ว่าคืออะไร เพื่ออะไร ต้องการอะไร ฯลฯ … ไม่เชื่อ? ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ต้องกล้าที่จะพิสูจน์ตามทฤษฎีที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ เพราะการเชื่ออะไรง่ายๆ ก็คือความงมงาย การตะบี้ตะบันไม่เชื่ออะไรเสียตั้งแต่ต้นโดยไม่พิสูจน์ทราบให้ถ่องแท้ก็คือความงมงายอีกเหมือนกัน งมงายที่จะจอดจมอยู่กับความไม่เชื่อ)

ตด คนไทยที่อ่านหนังสือออกจะรู้ว่าหมายถึงอะไร

ตด คนไทยที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

ตด ถ้าเปล่งเป็นเสียง หรือว่าพูดออกมาเป็นคำพูดแทน ทุกคนที่รู้ความจะทราบว่าคืออะไร (ที่ต้องใช้คำว่า ‘คนที่รู้ความ’ เพราะหากเป็นเด็กเล็กเกินไปที่ยังไม่ทราบสมมุติของคำๆ นี้ก็จะไม่รู้ หรือหากเป็นคนเสียจริตผิดเพี้ยนไป ก็อาจจะไม่ทราบ … เห็นความยุ่งยากของการสื่อสัจธรรมไหมล่ะครับ)

แต่ทุกคนในโลกนี้รู้ว่าอาการที่ร่างกายขับแก๊สออกมาทางก้นนั้นเป็นอย่างไร เราจะสมมุติศัพท์อื่นขึ้นมาเรียกอาการนี้ได้ไหม ก็ย่อมได้เช่นกันหากเป็นความต้องการ เป็นการยอมรับของผู้คน เช่น ก้นเรอ หรือ ตูดหาว เป็นต้น

แล้วคนในโลกอีกมากมายที่อ่านภาษาไทยไม่ออกล่ะ กระทั่งการจะบอกกล่าวเขาด้วยเสียงหรือคำพูดก็เหมือนกัน ถ้าเขาฟังคำนี้ไม่เข้าใจล่ะ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะสื่อให้เขารู้ว่า ตด หมายถึงอะไร นอกเสียจากจะตดให้เขาฟังเสียงและดมกลิ่นโดยตรงเลย เพราะเชื่อว่าทุกคนในโลกนี้รู้จักตดอย่างแน่นอน

ก่อนจบบทความนี้ ผมขอน้อมกรกราบเท้าท่านเจ้าคุณอาจารย์ – พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ผู้จุดประกายความคิดให้ผม หลังจากที่ผมอ่านหนังสือ การสื่อภาษาเพื่อเข้าถึงสัจธรรม : The language and the truth ของท่านจบลง

และผมขอนำ “ถ้อยทองคำ” ของท่านเจ้าคุณอาจารย์มาฝากทุกท่านด้วยครับ

.

“ภาษาสื่อสารสัจธรรมได้ไม่สมบูรณ์ คือมันไม่สามารถเอาสัจธรรมมาตั้งตรงหน้าได้ มันจะต้องอาศัยประสบการณ์เก่าที่เรามีอยู่ ถ้าไม่มีประสบการณ์ก็ตีบตัน ไม่สามารถรู้ความจริงได้เต็มที่”

.

“ภาษาไม่สามารถแสดงให้รู้ ให้สัมผัสกับประสบการณ์ตรงได้ เช่นพูดว่า ฉันกินมะม่วง คนฟังก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นมะม่วงอะไร รสชาติเป็นอย่างไร ความรู้สึกต่างๆ ก็เหมือนกัน ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้สมบูรณ์”

.

“แม้แต่ประสบการณ์ตรงก็อาจจะใช้ภาษาสื่อสารได้ไม่สมบูรณ์ เช่น คนตาบอดที่มีประสบการณ์ตรงในการคลำช้างในส่วนต่างๆ กัน แล้วสื่อออกมาเป็นภาษาในลักษณะต่างกันออกไป”

.

“การรับรู้ของเราถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกของเรา ความรู้สึกที่ชัดเจนมากก็คือ ความชอบ และ ความชัง การรับรู้ของเราพอมีความยินดียินร้ายเข้ามาผสม เราจะมองภาพสิ่งนั้นไปตามความรู้สึกที่ยินดียินร้ายนั้น สิ่งนั้นจะไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของมัน มันจะผสมด้วยการย้อมสีของความรู้สึกของเราที่มีความยินดียินร้ายนั้น เพราะฉะนั้น ในการรับรู้โลกที่เราบอกว่าไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่เข้าถึงสัจธรรมนี้ ตัวเหตุอันหนึ่งเกิดจากตัวเราเอง ซึ่งก็คือการรับรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่ถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกชอบชัง หรือ ยินดียินร้าย”

.

“สภาพอวิชชาที่อยู่ในตัวคนนั้นเองเป็นฐานของความผิด ในการที่จะนำมาสู่การสื่อภาษาผิดพลาด ด้วยการวินิจฉัย concept อะไรต่างๆ ผิดพลาด สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการใช้ภาษาเป็นสื่อก็คืออวิชชาในตัวคน

อวิชชาในตัวคนนี้คืออะไร คือการไม่รู้จักวิเคราะห์ของตนเอง ไม่รู้จักวิเคราะห์ความจริง ทำให้มองเพียงแง่ใดแง่หนึ่งของเรื่องนั้นๆ หรือมองสิ่งนั้นๆ ผิวเผินแล้วตีขลุมไป อันนี้เป็นเรื่องของการไม่รู้จักวิเคราะห์

เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องฝึกหัดก็คือความคิดของคนว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ในการที่จะเข้าถึงความจริง นิสัยของจิตในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝัง มิฉะนั้น คนเราจะถูกชักพาให้หลงไปโดยประสบการณ์หรือข้อมูลที่เข้ามาได้ง่าย เราได้ประสบการณ์ เราไม่วิเคราะห์ แล้วเราหลงผิด ได้ข้อมูลมา ไม่วิเคราะห์ ไม่สืบค้น ก็หลงผิดได้”

.

.

.

-คม-

.

การเขียนตามข้อมูล ออกจะเป็นตำรามากกว่านะครับ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนต่างมีข้อมูลเดียวกันนั้น
ผมเห็นว่างานวิจารณ์ไม่มีถูกหรือผิด ก็เหมือนงานทนาย จะว่าความให้คนผิดก็ได้ ความสนุกอยู่ที่มุมมองและการใช้เหตุผลรองรับมุมมองของคุณ ซึ่งอาจจะต่างจากจุดประสงค์ของคนสร้างสรรค์งานโดยสิ้นเชิง

.

.

-ขำ-

.

“โอ้ย! เครียด!”

เล่า : “จงอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงสนุก และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมันดีกว่า”

“จงมองอุปสรรคและความผิดพลาดเป็นบทเรียนบทใหม่ของชีวิต แล้วคุณจะทราบว่าชีวิตนี้ยังมีอะไรให้คุณเรียนรู้อีกมากมาย”

อืม…มม ผมล่ะชอบคำกล่าวแบบนี้จริงๆ (เวลาเปลี่ยนแปลงความคิดและมุมมองของคนๆ หนึ่งได้จริงๆ นะครับ) ขอบคุณแนวคิดดีๆ ที่ได้รับจากพี่วินทร์ในแต่ละวัน (จากหนังสือของพี่ด้วยครับ!!) (เวลาเครียดๆ ช่วยได้จริงๆ)

ตอบ : งั้นเอาอีกหน่อยเป็นของแถมดีไหม?

“จงอย่ากลัวการเปลี่ยนใจของคนรัก แต่จงสนุกและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมันดีกว่า”

“จงมองการอกหักเป็นบทเรียนบทใหม่ของชีวิต แล้วคุณจะทราบว่าโลกนี้ยังมีคนใหม่ๆ ให้คุณเรียนรู้อีกมากมาย”

อุ้ย! คงไม่ได้สะเทือนใจใครนะครับ! (เวลาเครียดๆ ช่วยได้จริงๆ!)

.

.

-วินทร์ เลียววาริณ-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s