ความสุขระหว่างวัน

ที่โรงพยาบาลจะยุ่งและวุ่นวายสุดๆ อยู่ไม่กี่ช่วง หนึ่งคือวันรับการตรวจเยี่ยมจากทีมประเมินคุณภาพโรงพยาบาล และวันที่คลีนิกจิตเวชตรงกับวันคลินิกเบาหวาน และแล้วสัปดาห์ที่ผ่านมา โชคชะตาได้พาวันยุ่งทั้งสองวันนั้นมาอยู่ติดกันให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนได้หัวฟู & ขอบตาดำกันเล่น แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการแสวงหาความสุขระหว่างวันของตัวเองแต่อย่างใด

1) แว่วเสียงมาจากทางเดินหลังห้องยา

ป้าสม : วันนี้ดีใจ๋หลาย นึกว่าจะได้นอนโฮงบาลเสียแล้ว
ป้าบุญนำ : เป๋นไดก๊ะ ?
ป้าสม : น้ำต๋านสูงนะก่า ดีว่าขอหมอปิ๊กไปผ่อบ้านได้ แล้วป้าเลาะ หมอว่าใด ?
ป้าบุญนำ : น้ำต๋านสูงเหมือนกั๋น แต่หมอบ่ฮื้อปิ๊กบ้านเดื่อ แล้วหยั๋งบ่นอนเป๋นหมู่เป๋นจุมกันก่อน
ป้าสม : บ่เอาเล๊าะ คืนนี้ละคอนม่วน เฮาตึงบ่นอนโตยแต้เนอ

(( ฮา ))

ขอแสดงความยินดีกับความสุขที่คุณป้าสมเธอเลือกได้ด้วยค่ะ อิอิ อันที่จริงตอนนี้คนไข้วัณโรคมีเยอะด้วยค่ะ ถ้าไม่หนักหนาก็อยากให้ไปพักรักษาตัวที่บ้านดีกว่า ไว้ซาๆ ลงกว่านี้ค่อยว่ากันใหม่นะคะคุณป้า

2) ช่วงพักกลางวันของวันอยู่เวร คุณยายของสาวน้อยวัย 5-6 ขวบ พาเธอมาฝากไว้ที่ห้อง

แป้ง : น้องฝ้ายจะทำอะไรคะ ?
ฝ้าย : ฝ้ายจะเป็นชาวนา
แป้ง : ?
ฝ้าย : นี่ไง ฝ้ายจะเป็นปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ในนี้
แป้ง : อ๋อ จ้าๆๆๆ ปลูกในจอคอมพ์ นี่ใช่ไหมคะ ?
ฝ้าย : นั่นแหละ ๆ ปลูกแล้วรดน้ำด้วย ใส่ปุ๋ยด้วย
แป้ง : จ้าๆ ว่าแต่นี่ดอกอะไรคะ ?
ฝ้าย : ดอกนี้ดอกทานตะวัน แล้วดอกนี้เป็นเป็นดอกทานพระจันทร์ค่ะ

(( ฮา ))

เหตุที่เธอให้ชื่อ ‘ดอกทานพระจันทร์’เพราะดอกนั้นมีสีเหลืองนวลกว่านั่นเอง

แม้ยุ่งกับงานทั้งวันทั้งคืนจนไม่ได้หยิบงานถักมาทำ ไม่ได้ยกหนังสือมาอ่าน หรือกระทั่งตามดูละครย้อนหลังไม่ทัน แต่เสียงความคิดซื่อๆ ของน้องฝ้าย และเสียงความคิดน่ารักๆ ของคุณป้าสม สามารถสร้างความสุขใจให้ไม่น้อยเลยค่ะ

อย่าละเว้น หรือเพิกเฉยต่อความสุขเล็กน้อยที่มีอยู่รอบตัวนะคะ
สวัสดีค่ะ😀

7 comments

  1. ไม่น่าเชื่อว่าความสุขของเธอจะหาได้ง่ายขนาดนั้น…

    .

    เซอวิยอง บลอง (Sauvignon Blanc)

    ปิน็อต จริโอ (Pinot Grigio)

    ฌาดอนเน่ (Chardonnay)

    คาเบอร์เน็ต เซอวิยอง (Cabernet Sauvignon)

    .

    เปล่าครับ ผมไม่ได้มาชวนดื่มไวน์ ที่ผมร่ายชื่อสายพันธุ์องุ่นซึ่งให้ผลผลิตเป็นไวน์ชั้นดีในท้องตลาดมานี้ เพื่อจะบอกว่า เธอผู้ซึ่งผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ เธอมีความสุขง่ายๆ สบายๆ กับไวน์เหล่านี้ แบบที่ผมยังอิจฉาเธอเลยว่า ทำไมเธอถึงหาความสุขได้ง่ายขนาดนั้น

    การทำงานในร้านอาหารของผม อดไม่ได้ที่จะต้องข้องแวะกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์เหล่านี้

    ให้ตายเถอะครับ ผมสาบานได้ว่าผมแอบดื่มไวน์พวกนี้บ้างเป็นครั้งคราว…คราวเมื่อ…คราวเมื่อเจ้านายไม่เห็น? โอ้..ไม่เลยครับ คราวเมื่อเจ้านายบังคับให้ดื่มเป็นเพื่อนต่างหาก

    ผมชอบรสชาติของเซอวิยอง บลอง จากชิลี เพราะไม่หวานเหมือนฌาดอนเน่ ที่มาจากถิ่นเดียวกัน แล้วก็ไม่อมเปรี้ยวมากเหมือนปิน็อต จริโอ จากอิตาลี่ ซึ่งความกลมกล่อมและหอมละมุนทั้งมวลนั้นผมค้นพบมันจาก ฌาดอนเน่ แห่ง แคลิฟอร์เนีย…

    อ้าว! ไหนว่าแค่แอบจิบตามเจ้านาย แต่นี่ผมท่าจะคล้ายผู้เชี่ยวชาญเรื่องไวน์เข้าไปทุกทีเสียแล้ว เอาน่าครับ ผมก็โม้ไปงั้นแหละ เพื่อไม่ให้เสียฟอร์มผู้จัดการร้าน ที่ต้องคอยตอบคำถามลูกค้าว่าไวน์ตัวไหนรสชาติเป็นยังไง ผมเลยแอบจำคำอธิบายที่นักดื่มไวน์เขาแนะนำมา เพื่อใช้ตอบถั่วๆ เอาตัวรอดไปวันๆ เท่านั้น ให้ตายเถอะครับ เรื่องไวน์นี่สร้างปัญหาให้ผมมากเลยทีเดียว แค่เรื่องเบียร์สิงห์ต่างจากเบียร์ช้างยังไง ผมก็อธิบายให้ลูกค้าฟังจนน้ำลายจะหมดปากอยู่แล้ว … แฮ่ม แถมเมื่อยมืออีกต่างหาก… โธ่! ไม่ใช่เมื่อยมือเพราะยกขวดเบียร์ดื่ม พวกคุณเห็นนักธรรมเอกเช่นผมเป็นคนแบบนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนี่หือ?

    เอ..ผมว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่ล่ะเนี่ย

    อ้อๆ จำได้แล้ว…

    .

    ผมอิจฉาหล่อนผู้นั้นที่หาความสุขได้ง่ายๆ จากไวน์เย็นๆ

    เธอมิได้ดื่มมันดอกครับ แต่เธอหาความสุขจากมันได้จาก…

    โอ้ว ผมขอเล่าเรื่องของเธอหน่อยนะครับ หล่อนคือเจ้านายน้อยของผม

    ฟรานเชสก้า คือชื่อสาแหรกฝั่งพ่อของเธอ

    ใบเตย คือชื่อหอมๆ พร้อมกลิ่นกรุ่นสาวคราวฉี่เปื้อนแน็ปปี้

    สาวน้อยผู้นี้เกิดตรงกับวันแม่ คือวันที่ 12 สิงหาฯ เมื่อเดือนสิงหาฯ ก่อนโน้น ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาฯ ที่เพิ่งจะผ่านมานี้ อ้าว ก็คือเดือนนี้เองนี่นา สรุปคือว่าเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา เธอก็มีอายุครบ 1 ขวด เอ้ย 1 ขวบถ้วนพอดี

    เธออ้วนจ้ำม่ำ ผิวของเธอขาวเหมือนหยวกที่กลายเป็นหยก แก้มเธอย้วยราวกับจะหยดย้อยลงไปกองบนพื้น

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเธอแวะมาเยี่ยมคุณตา คุณยาย คุณป้าแครอล และลุงสิญจน์ ที่ร้าน เผอิญว่าวันนั้นร้านก็ยุ่งได้ใจ ลูกค้าแห่มาจากไหนก็ไม่ทราบ โจมตีพรวดเดียวหลายสิบคน คาดว่าน่าจะเพิ่งเงินเดือนออกกันด้วย จึงพากันสั่งไวน์มาดวดดื่มเสียขนาดใหญ่ คุณแม่ของเธอจึงต้องออกมาช่วยงานหน้าร้านกับผมโดยปริยาย ปล่อยให้เธอนั่งตุ้ยนุ้ยพุงพลุ้ยอยู่บนไฮแชร์หน้าห้องเก็บไวน์

    ทุกคราวที่ผมเดินเข้าไปหยิบเอาไวน์ขาวในตู้แช่มาเสิร์ฟให้ลูกค้า เวลาเดินผ่านหล่อนทีไร แก้มยุ้ยๆ ของเธอจะมีแรงดึงดูดที่ประหลาดมาก จนผมอดหยิกไม่ได้…

    ผมรู้จุดอ่อนของเธอ รู้ว่าเธอชอบจับอะไรเย็นๆ เล่น

    บัดดลนั้น ขวดไวน์เย็นๆ ของผมจึงนาบป้าบเข้ากับแก้มของหล่อน หล่อนจะฉีกแก้มยุ้ยๆ ยิ้มร่า มืออวบๆ ของหล่อนจะคว้าขวดไวน์หมับเข้าให้ ซึ่งถ้าผมยังขืนชักช้าไม่ดึงขวดไวน์ออก จากการคว้าจับธรรมดา เธอจะกอดมันเอาไว้อย่างมีความสุข ราวกับคนที่เป็นแอลกอฮอลล์ลิซซึ่มซึ่งพลัดพรากจากน้ำวิเศษที่พระเจ้าประทานมาจากสรวงสวรรค์ แล้วมาพบกันเข้าด้วยความบังเอิญ

    เห็นรอยยิ้มและกิริยาของเธอแล้ว…

    ผมอิจฉาเธอ! อิจฉาที่เธอหาความสุขได้ง่ายๆ

    โอ้ว อานุภาพของเครื่องดื่มชนิดนี้ช่างมีมากซะเหลือเกิน นี่ถ้าผมได้นั่งจิบไวน์พลางดูเธอกอดขวดเย็นๆ ของมันเล่นไปด้วย ผมจะมีความสุขขนาดไหนนะ

    อ้าว เวร

    วุ้ย จบดีกว่า ยิ่งเขียนยิ่งเปรี้ยวปาก เอ้ย ยิ่งมันมือ

    เอวัง

  2. โอ้ ท่านรองฯ มาเฝ้าบ้านให้ท่านประธานหรอกหรือครับ ท่านคงทราบกระมังว่าท่านประธานไปประชุมที่ชลบุรีหลายวัน จะกลับก็วันเสาร์โน่นล่ะครับ

    งั้น มานั่งอ่านบทความหอมๆ รอไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ

  3. ตด……………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    เมื่ออดีตกาลนานโพ้น ประมาณการณ์ได้ว่าน่าจะหลายชั่วอายุยุง ความสงสัยประการหนึ่งซึ่งเหนื่อยล้าจากการรอนแรมในเวิ้งนภากาศ ได้ปราดเข้าพักในสมองของคนผู้หนึ่ง ครั้นหายเหนื่อยแล้วจึงแผ้วออกจากปากของเขา เปิดเผยตัวตนให้นักเขียนสองซีไรท์นามอุโฆษแห่งสยามประเทศเห็นว่า

    “พี่วินทร์ครับ ทำไมคนเราถึงใช้ภาษาสื่อสารกันด้วยครับ ใช้อย่างอื่นได้ไหม?”

    นักเขียนผู้ปราดเปรื่องเลื่องระบือว่ามีความคิดอันคมคายได้ฆ่าความสงสัยนั้นว่า

    “…ภาษาน่าจะมาจากการที่คนรวมตัวกันมากขึ้น หากไม่มีการรวมกลุ่ม ก็คงไม่เกิดภาษา ลองนึกภาพคนป่าห้าหกคนกำลังล่าเสือเขี้ยวดาบ หากไม่สามารถสื่อสารกันว่า ‘เฮ้ย เสืออยู่ด้านหลังเอ็งว่ะ’ มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว…”

    “…แต่ทำไมต้องเป็นภาษา? ไม่ทราบครับ แต่เชื่อว่าหากเราไม่ได้พัฒนาการใช้เสียงเป็นการพูดกับการได้ยิน เราก็คงพัฒนาไปทางอื่นแทน เช่นสื่อสารกันโดยกะพริบตา ขยับกล้ามเนื้อใบหน้า ภาษากาย ภาษามือ หรือกระทั่งการใช้กลิ่นในการสื่อสาร เช่น ผายลมแปลว่ามีความสุขโว้ย”

    ชนผู้ล้นอยู่ด้วยความมั่วซ้ำหนักไปทางโม้เช่นผม ได้ฟัง (อ่าน) เช่นนั้น พลันบรรลุถึงภาษาแรกสุดแห่งเวิ้งจักรวาล…

    …นั่นคือ…

    ตด!

    ใช่ว่าผมจะมั่วไปเองคนเดียวรึกระไร แต่ผมโม้ไปตามคนอีกกลุ่มใหญ่ที่พะยี่ห้อว่า ‘นักวิทยาศาสตร์’ ซึ่ง ‘อุตริเดา’ หรือภาษาสวมสูทยกแก้วเชมเพญในทำเนียบโนเบลเรียกว่า ‘ประมาณการณ์’

    ประมาณการณ์กันว่าเมื่อไม่นานมานี้ ริบๆ หรี่ๆ สักราวๆ หมื่นล้านปี “ณ ขณะที่เวลายังไม่ได้เริ่มต้น ณ ขณะที่ไม่มีสรรพสิ่งใดเลยในจักรวาล เป็นเพียงสภาพความว่างเปล่าอันมืดดำ ทว่าอัดแน่นด้วยมวลมหาศาลทรงไว้ซึ่งพลังแห่งความโน้มถ่วง และร้อนแรงยิ่งกว่าไฟประลัยกัลป์ ไม่มีมนุษย์คนใดจะล่วงรู้ได้ หรือแม้แต่จะเข้าใจสภาพก่อนกำเนิดจักรวาลนี้เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วในฉับพลันนั้นเอง พลังบางอย่างซึ่งซ่อนเร้นจากความเข้าใจของมนุษย์ ได้ผลักดันให้เกิดการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ สาดกระจายมวลสารทั้งหลายออกไปในความว่างเปล่า เอกภพของอวกาศและเวลาจึงได้เริ่มต้นวินาทีแรกของมันตั้งแต่บัดนั้น” (ข้อความจากหนังสือ สารคดี ฉบับที่ 73 เรื่อง สู่ดวงดาวกับความลี้ลับแห่งเอกภพ หน้าที่ 99)

    ถ้าพูดตามทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ก็ต้องบอกว่า “การตดของจักรวาล” หรือการเกิด “บิ๊กแบง” เป็นภาษาแรกสุดที่ทำให้เกิดการสื่อสารที่เป็นรูปธรรม เพราะนับแต่นั้นมา สัมภวะธาตุทั้งหลายได้อุบัติและแปรเปลี่ยนรูปมาเรื่อย

    เดากันว่า เมื่อไม่นานมานี้ราวห้าพันล้านปีคงจะได้ ท่ามกลางลมตดซึ่งพ่นออกไป ต่อนแดงๆ น้อยใหญ่เริ่มเย็น ได้ก่อเกิดดาราจักรขึ้นมานับหมื่นล้านดาราจักร หนึ่งในนั้นมีชื่อที่สมมุติเรียกกันในปัจจุบันว่า Milky Way หรือ ดาราจักรทางช้างเผือก เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือกนี้มีดาวฤกษ์ที่สุกสกาววาวแสงแห่งความร้อนหรือที่รู้จักกันในนามว่าดวงอาทิตย์นับล้านๆ ดวง ซึ่งดาวฤกษ์ใหญ่ๆ เช่นนี้จะมีดาวเคราะห์เป็นบริวารหมุนโคจรรอบกันอยู่อีกหลายดวงเป็นระบบสุริยจักรวาลหนึ่ง และในระบบสุริยะเล็กๆ แห่งหนึ่งของมหาดาราจักรทางช้างเผือกนี้ มีดาวเคราะห์ซึ่งมีนามที่แสนจะไพเราะเพราะพริ้งว่า ‘โลก’ เกิดขึ้นมาด้วยเมื่อประมาณสี่พันห้าร้อยล้านปีที่แล้ว

    พันล้านปีต่อมาเดากันว่าสิ่งมีหน่วยแรกได้ปรากฏกายขึ้น อาจจะอุบัติขึ้นที่นี่เองเลย หรืออาจจะโดยสารอุกกาบาตเดินทางเข้ามาก็สุดจะเดา (เชิญเดากันได้ตามสะดวก) แต่เชื่อกันว่าเจ้าปั๊กกะตืนนี่แหละคือบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย…

    (ซึ่งผมต้องขอวงเล็บไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า (เฉพาะส่วนที่เป็นรูปธรรม) เพราะหากจะว่าถึงสิ่งมีชีวิตที่มีแต่นามธรรมแล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ‘สัตวะ (สัตว์)’ แปลว่า ‘ผู้ข้องอยู่ในภพ’ นั้น มีภพที่เป็นนามธรรมอีกมากมาย จึงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไรเลยที่จิตเหล่านั้น จะมาถือเอาธาตุเหล่านี้เป็นที่อยู่ของจิตขึ้นมาด้วย ภพของสัตว์ที่มีรูปทั้งหลายจึงเป็นเพียงกลุ่มของภพๆ หนึ่ง และไม่ใช่การเข้าถือครองเอาก้อนธาตุเป็นตัวตนนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อตอนสิ่งมีชีวิตหน่วยแรกอุบัติขึ้นในโลกโน้นเลยก็หาไม่ แม้ในปัจจุบันนี้สัตว์ทั้งหลายก็ยังเกิดให้เราเห็นอยู่ทุกวัน แต่ใครจะมีจิตใจที่ละเอียดมากพอจะรับรู้หรือสัมผัสได้หรือเปล่าเท่านั้นเองว่า จิตวิญญาณทั้งหลายเข้าถือปฏิสนธิในครรภ์เมื่อใด จุดนี้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ยังจนแต้มอยู่ คือจับตัววิญญาณมาใส่รูปไม่ได้ ทำได้ก็เพียงสร้างรูปให้เหมาะสม คือมีสภาวะที่เอื้อให้วิญญาณเข้ามาปฏิสนธิ และจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อรูปนั้นเริ่มแสดงอาการว่ามีชีวิตแล้วเท่านั้น ทว่าผู้ละเอียดอ่อนทางด้านจิตภาวนา ท่านรับรู้และทราบได้ตลอด แต่ก็เป็นความรู้ที่ทราบได้เฉพาะตน พูดไปเดี๋ยวคนเพี้ยนจะว่าท่านบ้า การเห็นเฉพาะภพของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป แล้วเข้าใจว่าสิ่งมีชีวิตคงจะมีเพียงเท่านี้นั้น ไม่ต่างจากการมองเห็นโลกใบนี้ แล้วคิดว่ามันคือศูนย์กลางของจักรวาล ทั้งๆ ที่เอกภพภายนอกนั้นกว้างขวางมากเกินกว่าจินตนาการจะเดินทางไปถึงเสียด้วยซ้ำ)

    …สิ่งมีชีวิตทั้งหลายได้วิวัฒน์รูปมาเรื่อยตามเหตุปัจจัยของดินน้ำลมไฟ ไม่ใช่เป็นไปตามทฤษฎีของใครทั้งนั้น กระทั่งทุกวันนี้เชื่อตามกันมาอีกว่า เมื่อสี่หมื่นปีที่แล้ว เจ้าตัวดิ้นได้จำพวกหนึ่ง พากันอุตริยกขาหน้าทั้งสองข้างขึ้น เดินด็อกด๋อยกะโผลกกะเผลกด้วยสองขาหลัง เผ่าพันธุ์นี้ได้ฉายแววเห็นแก่ตัวกว่าสปีชีส์อื่น รู้จักเอาตัวรอดด้วยการคิดค้นอาวุธขึ้นมาล่าและทำลายเผ่าพันธุ์อื่น ซึ่งต่อมาเมื่อหาคู่ต่อกรได้ยากจึงหันมาทำลายกันเองอย่างมโหฬารนับครั้งไม่ถ้วน

    นอกจากจะคิดค้นอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว พวกเขายังคิดอะไรที่สลับซับซ้อนอีกมากมาย เช่น สร้างระบบเสียงขึ้นเป็นภาษา และสร้างภาษาขึ้นเป็นภาพหรือตัวอักษร เพื่อใช้สื่อสารกันคราวเมื่อไม่เห็นตัว ไม่เจอปาก แต่สื่อสารกันรู้เรื่องได้จากอะไรที่ขยุกขยุยบนผนังหิน บนแผ่นไม้ บนหนังสัตว์ บน… ฯลฯ

    จะเป็นเสียงก็ดี เป็นตัวอักษรก็ตาม ล้วนแต่เกิดขึ้นมาจากการประดิษฐ์ของคน การคิดอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียวนั้นไม่เกิดผลอะไร หากผู้อื่นไม่ร่วมรับรู้ และไม่ทราบความหมายนั้นๆ ตามไปด้วย จึงได้เกิดการตกลงร่วมกันว่า ถ้าเปล่งเสียงแบบนี้จะหมายถึงอย่างนี้ ถ้าเห็นตัวอักษรแบบนั้นจะหมายความว่าดังนั้นเป็นต้น

    และแล้วอนาคตของสิ่งมีชีวิตเมื่อสี่หมื่นปีก็เดินทางมาถึง… ปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษามีบทบาทหน้าที่ต่อผู้คนมาก แต่เดิมที่มนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อสื่อสารเรื่องราวที่ต้องการจะบอก แต่ทุกวันนี้ภาษาเดินทางมาไกลถึงการเป็นสื่อเพื่อใช้เสพความบันเทิง เป็นเสียงเพลง เป็นบทกวี เป็นวรรณกรรม เป็นภาพวาด เป็นงานศิลป์ เป็น… ฯลฯ

    ภาษาจะสำเร็จประโยชน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้สื่อกับผู้รับสารมีความเข้าใจตรงกัน เพราะถ้าสื่อไม่ตรงกันก็จะไม่เข้าใจ ซึ่งเอาเข้าจริง ภาษาเสียงหรือภาษาพูดที่มีมากมายในโลกนี้ คนเราก็รู้ได้แค่ไม่กี่ภาษา ภาษาเขียนก็เหมือนกัน เราอ่านออก เราเข้าใจจริงๆ เพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้น มิพักจะพูดถึงภาษาซึ่งแฝงมาในรูปของโค้ด ระหัส หรือรูปลักษณ์ต่างๆ อีกนับไม่ถ้วน (เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ หากใครจะบอกว่าพระอรหันต์บางรูปที่แตกฉานเรื่องจิตและมีคุณพิเศษเฉพาะองค์จะสามารถรู้ภาษาสัตว์ทั้งหลายได้ เพราะภาษาสัตว์ก็คือคลื่นหรือเสียง – เสียงที่เปล่งออกมาจากจิตที่คิดจะสื่อให้พวกพ้องของตนรู้ว่าคืออะไร เพื่ออะไร ต้องการอะไร ฯลฯ … ไม่เชื่อ? ก็อย่าเพิ่งปฏิเสธ แต่ต้องกล้าที่จะพิสูจน์ตามทฤษฎีที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ เพราะการเชื่ออะไรง่ายๆ ก็คือความงมงาย การตะบี้ตะบันไม่เชื่ออะไรเสียตั้งแต่ต้นโดยไม่พิสูจน์ทราบให้ถ่องแท้ก็คือความงมงายอีกเหมือนกัน งมงายที่จะจอดจมอยู่กับความไม่เชื่อ)

    ตด คนไทยที่อ่านหนังสือออกจะรู้ว่าหมายถึงอะไร

    ตด คนไทยที่อ่านหนังสือไม่ออกก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร

    ตด ถ้าเปล่งเป็นเสียง หรือว่าพูดออกมาเป็นคำพูดแทน ทุกคนที่รู้ความจะทราบว่าคืออะไร (ที่ต้องใช้คำว่า ‘คนที่รู้ความ’ เพราะหากเป็นเด็กเล็กเกินไปที่ยังไม่ทราบสมมุติของคำๆ นี้ก็จะไม่รู้ หรือหากเป็นคนเสียจริตผิดเพี้ยนไป ก็อาจจะไม่ทราบ … เห็นความยุ่งยากของการสื่อสัจธรรมไหมล่ะครับ)

    แต่ทุกคนในโลกนี้รู้ว่าอาการที่ร่างกายขับแก๊สออกมาทางก้นนั้นเป็นอย่างไร เราจะสมมุติศัพท์อื่นขึ้นมาเรียกอาการนี้ได้ไหม ก็ย่อมได้เช่นกันหากเป็นความต้องการ เป็นการยอมรับของผู้คน เช่น ก้นเรอ หรือ ตูดหาว เป็นต้น

    แล้วคนในโลกอีกมากมายที่อ่านภาษาไทยไม่ออกล่ะ กระทั่งการจะบอกกล่าวเขาด้วยเสียงหรือคำพูดก็เหมือนกัน ถ้าเขาฟังคำนี้ไม่เข้าใจล่ะ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะสื่อให้เขารู้ว่า ตด หมายถึงอะไร นอกเสียจากจะตดให้เขาฟังเสียงและดมกลิ่นโดยตรงเลย เพราะเชื่อว่าทุกคนในโลกนี้รู้จักตดอย่างแน่นอน

    ก่อนจบบทความนี้ ผมขอน้อมกรกราบเท้าท่านเจ้าคุณอาจารย์ – พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ผู้จุดประกายความคิดให้ผม หลังจากที่ผมอ่านหนังสือ การสื่อภาษาเพื่อเข้าถึงสัจธรรม : The language and the truth ของท่านจบลง

    และผมขอนำ “ถ้อยทองคำ” ของท่านเจ้าคุณอาจารย์มาฝากทุกท่านด้วยครับ

    .

    “ภาษาสื่อสารสัจธรรมได้ไม่สมบูรณ์ คือมันไม่สามารถเอาสัจธรรมมาตั้งตรงหน้าได้ มันจะต้องอาศัยประสบการณ์เก่าที่เรามีอยู่ ถ้าไม่มีประสบการณ์ก็ตีบตัน ไม่สามารถรู้ความจริงได้เต็มที่”

    .

    “ภาษาไม่สามารถแสดงให้รู้ ให้สัมผัสกับประสบการณ์ตรงได้ เช่นพูดว่า ฉันกินมะม่วง คนฟังก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเป็นมะม่วงอะไร รสชาติเป็นอย่างไร ความรู้สึกต่างๆ ก็เหมือนกัน ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้สมบูรณ์”

    .

    “แม้แต่ประสบการณ์ตรงก็อาจจะใช้ภาษาสื่อสารได้ไม่สมบูรณ์ เช่น คนตาบอดที่มีประสบการณ์ตรงในการคลำช้างในส่วนต่างๆ กัน แล้วสื่อออกมาเป็นภาษาในลักษณะต่างกันออกไป”

    .

    “การรับรู้ของเราถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกของเรา ความรู้สึกที่ชัดเจนมากก็คือ ความชอบ และ ความชัง การรับรู้ของเราพอมีความยินดียินร้ายเข้ามาผสม เราจะมองภาพสิ่งนั้นไปตามความรู้สึกที่ยินดียินร้ายนั้น สิ่งนั้นจะไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของมัน มันจะผสมด้วยการย้อมสีของความรู้สึกของเราที่มีความยินดียินร้ายนั้น เพราะฉะนั้น ในการรับรู้โลกที่เราบอกว่าไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่เข้าถึงสัจธรรมนี้ ตัวเหตุอันหนึ่งเกิดจากตัวเราเอง ซึ่งก็คือการรับรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่ถูกย้อมสีด้วยความรู้สึกชอบชัง หรือ ยินดียินร้าย”

    .

    “สภาพอวิชชาที่อยู่ในตัวคนนั้นเองเป็นฐานของความผิด ในการที่จะนำมาสู่การสื่อภาษาผิดพลาด ด้วยการวินิจฉัย concept อะไรต่างๆ ผิดพลาด สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการใช้ภาษาเป็นสื่อก็คืออวิชชาในตัวคน

    อวิชชาในตัวคนนี้คืออะไร คือการไม่รู้จักวิเคราะห์ของตนเอง ไม่รู้จักวิเคราะห์ความจริง ทำให้มองเพียงแง่ใดแง่หนึ่งของเรื่องนั้นๆ หรือมองสิ่งนั้นๆ ผิวเผินแล้วตีขลุมไป อันนี้เป็นเรื่องของการไม่รู้จักวิเคราะห์

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่จะต้องฝึกหัดก็คือความคิดของคนว่าจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ในการที่จะเข้าถึงความจริง นิสัยของจิตในการวิเคราะห์สิ่งต่างๆ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปลูกฝัง มิฉะนั้น คนเราจะถูกชักพาให้หลงไปโดยประสบการณ์หรือข้อมูลที่เข้ามาได้ง่าย เราได้ประสบการณ์ เราไม่วิเคราะห์ แล้วเราหลงผิด ได้ข้อมูลมา ไม่วิเคราะห์ ไม่สืบค้น ก็หลงผิดได้”

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    การเขียนตามข้อมูล ออกจะเป็นตำรามากกว่านะครับ โดยเฉพาะเมื่อทุกคนต่างมีข้อมูลเดียวกันนั้น
    ผมเห็นว่างานวิจารณ์ไม่มีถูกหรือผิด ก็เหมือนงานทนาย จะว่าความให้คนผิดก็ได้ ความสนุกอยู่ที่มุมมองและการใช้เหตุผลรองรับมุมมองของคุณ ซึ่งอาจจะต่างจากจุดประสงค์ของคนสร้างสรรค์งานโดยสิ้นเชิง

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “โอ้ย! เครียด!”

    เล่า : “จงอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง แต่จงสนุก และเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมันดีกว่า”

    “จงมองอุปสรรคและความผิดพลาดเป็นบทเรียนบทใหม่ของชีวิต แล้วคุณจะทราบว่าชีวิตนี้ยังมีอะไรให้คุณเรียนรู้อีกมากมาย”

    อืม…มม ผมล่ะชอบคำกล่าวแบบนี้จริงๆ (เวลาเปลี่ยนแปลงความคิดและมุมมองของคนๆ หนึ่งได้จริงๆ นะครับ) ขอบคุณแนวคิดดีๆ ที่ได้รับจากพี่วินทร์ในแต่ละวัน (จากหนังสือของพี่ด้วยครับ!!) (เวลาเครียดๆ ช่วยได้จริงๆ)

    ตอบ : งั้นเอาอีกหน่อยเป็นของแถมดีไหม?

    “จงอย่ากลัวการเปลี่ยนใจของคนรัก แต่จงสนุกและเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมันดีกว่า”

    “จงมองการอกหักเป็นบทเรียนบทใหม่ของชีวิต แล้วคุณจะทราบว่าโลกนี้ยังมีคนใหม่ๆ ให้คุณเรียนรู้อีกมากมาย”

    อุ้ย! คงไม่ได้สะเทือนใจใครนะครับ! (เวลาเครียดๆ ช่วยได้จริงๆ!)

    .

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  4. โว้วววว ขอบคุณสำหรับบทความนะคะท่านสิญจน์

    เมื่อคืนข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง 500 days of summer

    มีประโยคที่น้องสาวบอกพี่ชายผู้อกหักประมาณว่า

    “ยังมีปลาอีกหลายตัวในทะเล” ^^”

    เกี่ยวไหมเนี่ย 555

  5. สวัสดีค่ะทุกท่าน

    ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายหน้าไปเสียนาน แถมไม่ได้บอกกล่าวเล่าขานไว้ล่วงหน้าอีกต่างหากว่าจะหายหัว และขอขอบคุณท่านสิญจน์ไว้ ณ โอกาสนี้ ที่กรุณาเข้ามาส่งข่าวให้ทราบ และส่งกลิ่น ‘ตด’ อันอบอวลให้ดม !

    ข้าพเจ้าไปประชุมวิชาการประจำปีของกระทรวงสาธารณสุขมาค่ะ ปีนี้จัดที่โรงแรมเอมบาสเดอร์จอมเทียน จังหวัดชลบุรี การไปครั้งนี้นอกจากจะพากันหลงทางกันสะบั้นหั่นแหลกแล้ว ข้าพเจ้ายังตาแหกเพราะความกลัวผีอีกด้วย ฮือ ๆ โชคดีที่ได้ความรู้ ได้กลิ่นอายของงานวิชาการติดมือกลับบ้านมาบ้าง จึงพอถูๆ ไถๆ ไม่งั้นคงเข็ดขยาดไปอีกนาน

    ไม่ได้เครียดนะคะ แต่เวลากลัวผีนี่สะเทือนใจจี จี

    .
    .

    อืม .. ท่านรอง ฯ Z คะ ข้าพเจ้าเคยอ่านเจอมาว่า ‘ปลา’ เป็นอาหารที่ทรงคุณค่า มีไขมันดีช่วย เรื่องสารสื่อประสาทในสมองได้ด้วย

    อาจดูไม่เกี่ยว แต่อยากมีเอี่ยวมาร่วมโม้ด้วยน่ะค่ะ
    5555+

    รักษาสุขภาพด้วยค่า 😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s