“ดอง” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

August 9, 2011 at 4:46 pm

.

.

“…ฆ่าความคิด…”

.

ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำพูดประโยคนี้จาก พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ แห่งวัดหลวงขุนวิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกิดความอึงอลในความคิด และท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น ผมคว้าความสงสัยประการหนึ่งเอาไว้ได้ จึงนำมันมาออกมาแสดงต่อพระอาจารย์ว่า

“ความคิดมีตัวตนด้วยหรือครับ?”

แส้สัจธรรมของพระอาจารย์ก็ฟาดเฟี้ยวว่า

“ความคิดไม่มีตัวตนหรอก”

‘อ้าว ไหง๋เป็นงั้น’ คำตอบของพระอาจารย์สร้างคำถามใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว แต่ก่อนที่ผมจะถามออกมา ท่านก็อธิบายขยายความซึ่งเป็นส่วนที่ผมกำลังสงสัยอยู่พอดีว่า

“ความคิดไม่มีตัวตนก็จริง แต่ก็อาศัยตัวตนของคนและสัตว์ทั้งหลายนี่ล่ะ ความคิดจึงมีเครื่องมือ คือมีช่องทางในการแสดงตัวออกมา”

‘บ่ะ! แร่วกัลล์’ กระจอกน้อยในด้านธรรมะแอบอุทานในใจ

พระอาจารย์อธิบายต่อว่า “การจะฆ่าความคิดได้นั้น ต้องทำลายความรู้สึกว่าเป็นตัวตน โดยมีสติอยู่ในกาย พิจารณาอาการสามสิบสอง ทำความเพียรอยู่ตรงนี้ หมั่นเจริญไปเรื่อยๆ แล้วความรู้เข้าใจในตัวเองจะค่อยๆ เติบโตขึ้นตามลำดับ ยิ่งเห็นแจ้งในตัวเองมากเท่าไหร่ ความเข้าใจต่อระบบความคิดก็จะยิ่งเข้าที่เข้าทางที่ถูกมากขึ้นเท่านั้น การกระทำแบบนี้เป็นการฆ่าความคิดที่ไม่ดี ให้เหลือแต่ความคิดที่ไม่มีพิษภัย ไม่เสียดแทงใจ เชื่อง – ง่ายต่อการควบคุมและดูแลรักษา”

“เอ…การพิจารณาแบบนี้ จะไม่ใช่การใช้ความคิดเหมือนกันหรอกหรือครับพระอาจารย์” อ่ะฮ้า ผมรู้สึกทึ่งที่ตัวเองตั้งแง่มุมอันคมคายได้แบบนี้ “แบบนี้จะจัดเป็นปัญญาที่ถูกตรงตามองค์มรรคหรือ” แล้วความเขลาของผมก็เหิมเกริมทยอยออกมาอวดฉลาดมากขึ้นว่า “แบบนี้จะไม่เหมือนการตกลงไปในบ่อน้ำเน่าของความคิด แล้ววิดน้ำเน่านั้นมาชะล้างตัวเองให้สะอาดหรอกหรือครับ”

“อืมม์ มันก็ใช่” พระอาจารย์เมตตาอธิบายต่อ “ความคิดแบ่งเป็นหมวดใหญ่ได้สองแบบ ประเภทแรกคือคิดเรื่อยเปื่อย เหลวไหลไร้สติ อีกประเภทคือความคิดอันประกอบด้วยปัญญา คิดแยกแยะตามขั้นตอนของเหตุผล โดยเฉพาะการคิดพิจารณาตนแบบนี้ จัดเป็นสัมมาสังกัปโป คือความดำริชอบ…”

“ในเมื่อชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด สำคัญผิด และความคิดผิดๆ การใช้ความคิดแทงย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองให้เห็นจริงตามสิ่งที่มี คือ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำเสลด น้ำลาย ฯลฯ ซึ่งเป็นความจริง มีอยู่จริง จึงเป็นการฝึกใจให้ยอมรับความจริง อยู่กับความจริง จัดเป็นความเห็นถูก”

แล้วต้นไผ่แห่งคำถามของผม ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นด้ามพร้าของคำตอบอันคมกริบของพระอาจารย์ ก็ตีวงเหมือนบูมเมอแรงย้อนกลับมาฟันฉับเข้าที่ตัวความโง่ซึ่งนั่งหัวโด่อยู่อย่างจังว่า

“คนที่จะรู้จักวิดน้ำเน่ามาชำระความสกปรกของตัวเองได้นั้น แสดงว่าเขารู้แล้วว่ากำลังเกลือกกลั้วอยู่กับของเน่า จึงพยายามจะออกจากสิ่งนั้น การใช้ความคิดพิจารณาตัวเองก็เหมือนกัน แรกเริ่มมันก็เป็นความคิด แต่พอดำริแบบนี้นานวันเข้า ตัวสติจะค่อยๆ อบรมจิตคือตัวรู้ให้เจริญกลายเป็นปัญญา และจากการเป็นปัญญาเจตสิกในขั้นแรกคือเป็นปัญญาในระดับความคิดนึก หากจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นสติปัญญา เป็นญาณทัสสนะ ที่จะรู้แจ้งเห็นจริงต่อสภาวะธรรมทั้งหลายต่อไป”

.

.

“…ดองสันดาน…”

.

ผมรับคำเทศน์นี้มาจาก หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

โดนนัก! หลวงปู่ใช้คำได้โดนใจผมนัก!

ก็อันใดเล่าหนอคือเครื่องหมักดองสันดานของสัตว์ทั้งหลายให้อุบัติในสภาพต่างๆ กัน และแม้ในประเภทเดียวกันก็มีลักษณะและมีนิสัยที่ผิดแผกแตกต่างไม่เหมือนกันเลยสักตน

น้ำดองสันดานที่ว่านี้มีสามชนิด ทว่าผลิตสัตว์ออกมาได้มากมายนับไม่ถ้วน

โลภ โกรธ หลง คือน้ำดองที่ว่า

โอ้ว…อย่าเลย อย่าได้คิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว และอย่าได้เอาสัจธรรมนี้ไปผูกไว้กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ชนชาติใดชนชาติหนึ่ง และแม้แต่คิดว่าเป็นเรื่องของมนุษย์เพียงอย่างเดียวเองก็ด้วย หากแต่ความรู้สึกที่ว่านี้กระเทือนไปหมดทุกตัวตนทั้งตัวคนและตัวสัตว์ ทั้งที่มีรูปหยาบและมีรูปละเอียด

.

.

“ความยินดีทั้งหลายคือความโลภ
ความยินร้ายทั้งหลายคือความโกรธ
ความไม่รู้เท่าทันในความยินดียินร้ายคือความหลง”

.

องค์บูรพาจารย์ใหญ่ของพระป่าในภาคอีสาน – หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้สรุปอารมณ์ทั้งสามนี้เอาไว้ในหนังสือมุตโตทัยของท่าน

กระเทือนไหม? สัจธรรมนี้กระเทือนจิตทุกดวงไหม?

ว่าให้ถึงที่สุด จิตที่เคลื่อนออกไปเป็นความคิดทั้งหลายนั้น ล้วนมีเวทนาสามอย่างเป็นมูลเหตุ

ชอบ – เรื่องราวและวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีนั้นมีมากมายเหลือเกิน รวมไปถึงสภาวะ สถานะ ยศ ตำแหน่ง ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความชอบได้ทั้งสิ้น เช่น การเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสภาวะหนึ่งที่จิตมาถือครองแล้วก็ติดอยู่ในภาวะนี้ การแตกดับจากภาวะนี้จึงเป็นความทุกข์ หนอนในกองอาจมก็เป็นภาวะหนึ่งที่จิตเข้าถือครอง แล้วก็เพลิดเพลินอยู่ในนั้น การพรากออกจากภาวะที่ชอบนั้นจึงเป็นความทุกข์มาก นกบนฟ้า ปลาในน้ำ สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนดาวปั๊กกะตื๋น ฯลฯ สรุปคือ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะ สถานะใดก็ตาม หากจิตเกิดความยินดีขึ้นแล้ว นั้นล้วนคือการตกอยู่ในน้ำดองแห่งความโลภทั้งสิ้น

ชัง – และเช่นกัน เมื่อมีควันย่อมมีไฟ ในด้านตรงข้ามของความชอบจะยืนอยู่ด้วยสิ่งใดไปไม่ได้นอกจากความชัง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกในด้านตรงข้าม ความหงุดหงิด ความอึดอัดขัดเคือง ความไม่ได้ดังใจทั้งหลาย ล้วนคือรากฝอยของความโกรธทั้งสิ้น

ไม่รู้ – อวิชชาคือความไม่รู้นี้เป็นเจ้าครองจิต เป็นพื้นรองใจ คือเป็นสนามให้ความชอบกับความชังวิ่งพล่านไปในภพ ในสภาพ ในสภาวะทั้งหลายนั่นเอง

.

.

“สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา”

.

ผมขอยกเอาปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้มาสากัจฉาต่อ

สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดผัสสะ คือ เกิดการกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์ทางใจ

เมื่อเกิดการกระทบดังว่า เวทนาคือความรู้สึกชอบ ชัง และเฉยๆ จึงเกิด

ที่ผมยกปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้มาเพราะว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนล้วนประสบพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือจะพูดว่าทุกขณะของชีวิตเลยก็ว่าได้ ครับใช่ ไม่เว้นแม้แต่การหลับ เพราะขณะหลับ แม้ทวารทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย จะปิดแล้ว แต่ทวารทางใจ คือธรรมารมณ์ยังท่องเที่ยวไปเรื่อยไม่ยอมหยุด เราเรียกอาการนี้ว่าอะไรนะครับ?

ฝัน

อ้อ ครับ ฝันก็ฝัน

ธรรมารมณ์ทางใจที่เกิดในตอนหลับใหลนี้ หากชัดเจน คนเราจะจำได้ แต่หากบางเบาและเลื่อนลอยจนเกินไป คนเราจะจำไม่ได้ แต่ให้ตายเถอะ คนเราน่ะฝันกันได้ฝันกันดี ทว่าจำไม่ค่อยได้ก็เท่านั้น เพราะอย่าว่าแต่จะสามารถจำความฝันในตอนที่ทวารทั้งห้าปิดเลยเนาะครับ ตอนโพลงอยู่ในภาวะที่เรียกว่าตื่นนี้ก็เถอะ เราก็ยังจำความคิดทั้งหลายของตนเองได้ไม่หมดเลย นี่แหละเนาะครับ พระท่านถึงได้ว่า สัญญาคือความจำได้หมายรู้นี้ไม่เที่ยงหนอ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของสัตว์ทั้งหลาย (สัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้เจ๋งมากก็ตรงนี้แหละครับ เพราะเป็นความจริงซึ่งครอบคลุมหมดทุกตัวสัตว์ที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และไม่ได้ทรงสอนให้เชื่อ แต่ทรงชี้ความจริงให้ดูว่าสภาวะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ๆ) เมื่อกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ จะเกิดเวทนาคือความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกชอบ – ชัง ที่เกิดเป็นพืดอยู่ตลอดเวลานี่แหละคือความโลภและความโกรธดังกล่าว

การที่จิตท่องทะยานไปกับสภาวะเหล่านี้ โดยมี “น้ำดองอารมณ์” หมักบ่มอยู่เสมอ จึงทำให้สัตว์ทั้งหลายมีสภาพทางกาย ความคิด การกระทำ และคำพูด แตกต่างกันออกไปตามอัตราของน้ำดองว่าใครจะหนักไปทางโลภ หรือโกรธ

คนบางคนทำไมถึงดีนัก ราวกับดีมาตั้งแต่เกิด

คนบางคนทำไมถึงร้ายนัก ราวกับร้ายมาตั้งแต่ต้น

ล้วนเกิดมาจากน้ำดองที่หมักจิตมายาวนานทั้งสิ้น

มิพักจะพูดไปถึงสัตว์บางประเภท ที่เกิดมาก็ดุร้ายเลย คือมีพิษ มีเขี้ยว มีเล็บ นั่นล้วนเป็นผลของน้ำดองแห่งความโกรธ

บางประเภทก็เกิดมาสวยงาม วิจิตรบรรจงด้วยลวดลาย สีสันก็พรรณารายเพริศแพร้ว ล้วนแต่แล้วขึ้นมาจากผลของน้ำดองแห่งความโลภ

ทว่าจิตซึ่งครองสภาพสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย แม้จะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเหมือนมนุษย์ แต่จะไม่สามารถฝึกสติกระทั่งยกจิตให้เกิดความรู้ความเข้าใจกระบวนการของกายและใจของตนได้ นับแต่ภพของมนุษย์ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาจิตให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตได้

กระนั้น การจะยกจิตขึ้นจากน้ำดองของความรักและความชังก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายต่อมนุษย์ (ซึ่งต้องขอวงเล็บต่อท้ายมนุษย์คนนั้นด้วยว่า (ผู้ซึ่งรู้และพอจะเข้าในกระบวนการของธรรมชาติอันนี้แล้ว) เพราะถ้ายังไม่เข้าใจกระบวนการของกายและใจที่ว่านี้ มนุษย์ผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ผู้มืดบอดตัวหนึ่งเท่านั้น) เนื่องจากน้ำดองแห่งความรักและความชังที่แฝงอยู่ในสภาพของความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็น… และ เป็น… มีหน้าที่ต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ และทำ… มีความชอบใน… มีความต้องการใน… ซึ่งล้วนเป็นผลของความรักและความชังนั้น มันหนาแน่น และลึกซึ้ง ยากต่อการจะทำความเข้าใจ สลัด และตัดละสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ออกไปได้ง่ายๆ

.

.

พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ แห่งวัดหลวงขุนวิน สรุปวิธีทำลายหม้อน้ำดองให้ผมฟังง่ายๆ ว่า อารมณ์ทั้งหลายจะตั้งอยู่ได้เพราะคนเรามีความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา การมีสติอยู่ในกาย พิจารณากายให้แยบคายด้วยการถอดรื้อผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น โครงร่าง โครงกระดูก ฯลฯ อยู่ตลอดเวลานั้น เหมือนเป็นการโจมตีเข้าศูนย์บัญชาการใหญ่ของอารมณ์ทั้งหลาย เพราะความชอบจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีกายนี้เป็นที่ตั้ง ความชังจะทรงอยู่ได้เพราะมีกายนี้เป็นที่รอง ถ้าแยกกายนี้ออกจนเห็นชัดด้วยญาณปัญญาจริงๆ แล้ว อารมณ์รัก – ชัง จะตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีเหตุ ร่างกายนี้คือมหาเหตุ เมื่อไม่มีเหตุคือความยึดถือว่าเป็นตัวตน อารมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีพิษ

การดับทุกข์หรือที่เรียกว่าดับสังขารตัวปรุงแต่งนั้นดับอย่างนี้

แร่วกัลล์ – ธรรมะนี่ช่างแจ่มแจ้งดีจริง

.

.

.

.

-คม-

.

ศิลปินไม่ว่าแขนงใด ก็มีแบบที่ทำงานอย่างมีอุดมคติและไม่ค่อยมีอุดมคติ และในหลายครั้ง งานตลาดบางชิ้นก็สามารถจุดประกายคนเสพได้ ขณะที่งานอุดมคติไม่สามารถ ดังนั้นอย่าไปซีเรียสกับคุณลักษณะของศิลปินนัก ดูที่ตัวงานแต่ละชิ้นดีกว่า

ผมมองว่า ศิลปินก็ไม่ได้มีคุณค่าสูงส่งกว่าแม่ค้าขายปลาทูในตลาด หรือคนขายปลาหมึกบด ต่างเป็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งของสังคม

.

.

.

-ขำ-

.

“อ่ะโด่ พี่เคยมาแล้วน้องเอ้ยยย”

เล่า : คิดถึงแต่เค้าคนเดียว ความผิดหวังเป็นแบบนี้เองหรือคะ ช่วยนำทางคนแพ้ด้วยค่ะ

ตอบ : อาการอกหักก็เป็นอย่างนี้ครับ มีทางเดียวที่คุณทำได้ก็คือ ตั้งสติ แล้วพิจารณาว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว พยายามอย่าให้ความเสียหายลามมากไปกว่านี้ ผ่านช่วงเวลานี้อย่างอดทน แล้วอาการมันจะดีขึ้นเอง มองในแง่ดีก็คือ คุณไม่ใช่คนเดียวที่เจอเรื่องแบบนี้ ทุกๆ วันมีคนเป็นล้านๆ คนที่เจอโรคนี้ มันรักษาหายแน่นอนครับ แต่ต้องอดทน

.
.

-วินทร์ เลียววาริณ-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s