You can do no wrong

You can do no wrong

 

โอ ไม่ได้มาชวนฟังเพลงนี้ดอกนะคะ หากเจี๊ยบเก็บถ้อยความนี้ได้จากการบรรยายและเสวนาของนักจัดรายการวิทยุชื่อดังเมื่อวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมานี้เองค่ะ

 

ผู้พูดประโยคโดนใจนี้ คือ อาจารย์อภิชัย มัทวพันธุ์ผู้สื่อข่าว นักจัดรายการวิทยุ อสมท.เชียงใหม่ ที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ลุงโทน’ ค่ะ ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวอิสระที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เจอประโยคนี้ถูกใช้เป็น motto ขององค์กรแห่งหนึ่งที่นั่น และท่านได้พูดคุยสอบถามกับประธานองค์กรแห่งนั้นว่า ทำไมต้อง You can do no wrong? คำตอบที่ได้ก็คือ “เมื่อคุณพูดอยู่หลังไมโครโฟน มีคนฟังคุณอยู่เท่าไร? เป็นผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน ? เด็กกี่คน คนทำงานกี่คน ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้สูงวัยกี่คน? คนไม่รู้กี่คน คนที่รู้เรื่องที่คุณพูดเป็นอย่างดีมีกี่คน? ถ้าคุณเองก็ไม่รู้แล้วคุณจะพูดอะไรผิดๆ ไปได้อย่างไร?”

 

เจ๋งเป็นบ้าเลยค่ะ

 

ประโยคนี้เหมาะกับคนทำงานทุกอาชีพเลยจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชีวิตของคนอย่างเจี๊ยบ และคนที่ทำงานด้านสาธารณะ ผลงานที่ออกจากมือทั้งสองและอ่องออของเรา ควรเป็นงานที่ถูกกลั่นกรอง ถูกต้อง ดีงาม แล้วเท่านั้น เรื่องดีๆ อย่างนี้ควรโยนิโส นมัสการอย่างยิ่ง

 

ผู้สื่อข่าว และ นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์อีกท่านที่ร่วมบรรยายในช่วงเช้านั้นคือ อาจารย์คีรินทร์ หินคง ท่านเล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานให้ฟังอย่างน่าสนใจมากค่ะ ไม่น่าเชื่อว่านักบินที่มีชั่วโมงบินยาวนานกว่า 18 ปี จะพลิกผันมาเป็นผู้ทำงานด้านสื่อประชาสัมพันธ์ได้ ท่านเริ่มเข้าสู่วงการด้วยการเป็นพิธีกรรายการ ‘ข่วงธรรม’ และ ต่อมาได้เป็นผู้ดำเนินรายการ ‘สาระธรรมนำสุข’ ร่วมกับ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์กระทั่งอาจารย์ประมวลท่านได้ลาออกไปเพื่อปฏิบัติภารกิจแห่งปรัชญาชีวิตที่ท่านศรัทธา ด้วยเดินทางจากเชียงใหม่สู่ปักษ์ใต้บ้านเกิดของท่านด้วยสองเท้า ซึ่งต่อมาได้ตกผลึกเขียนเล่าเป็นหนังสือขายดีเป็นสิบล้าน อาจารย์คีรินทร์ท่านจึงเป็นตัวหลักของรายการ ‘สาระธรรมนำสุข’ ต่อจากนั้น เอ่อ ท่านได้เฉลยด้วยค่ะว่า 18 ปีที่ทำการบินนั้น ท่านเป็นนักบิณฑบาตค่ะ ถึงว่าสิคะแต่ละรายการที่ผ่านมือท่านช่างเข้ากั๊น เข้ากัน

 

นอกจากนี้ อาจารย์คีรินทร์ ได้พูดถึง การเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดีนั้นประกอบด้วย 3 รูป คือ

 

รูปเขียน : บทความที่พูดที่เขียน

รูปคำ : ควรมีวาทะคำคมแทรกอยู่เป็นนิจ

รูปร่าง : เด่นด้วย body วจีไพเราะ ช่างเสาะช่างหา รู้ค่าของสื่อ หารือผู้เชี่ยวชาญ ดูงานของจริง อย่าทิ้งตำรา

 

ท่านถอดบทเรียน ถ่ายทอดความหมายที่ซ่อนในแต่ละคำให้เจี๊ยบและผู้เข้าร่วมรับฟังได้อย่างลุ่มลึก ลึกจนเจี๊ยบไม่กล้าเขียนเล่าต่ออีกทอดหนึ่ง ด้วยเกรงว่าจะเหมือนเป็นการเขียนบันทึกข้อความรายงานการประชุมเสนอผู้อำนวยการอย่างไรอย่างนั้น เอาล่ะค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเขียนเล่าที่หนักเกินไป มาอ่านนิทานก้อมเบาๆ ปิดท้ายสักเรื่องนะคะ

 

ณ ศาลาริมน้ำ มีชายหญิงนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง

แม่ญิง : ‘อ้าย ฟังเลาะ น้องเหมือนได้ยินเสียงอึ่งมันฮ้องตางปู้น’

ป้อจาย : ‘บ่ใจ๊เสียงอึ่งนา อ้ายว่าเสียงกบต่างหาก’

แม่ญิง : ‘เสียงอึ่งเจ้า น้องได้ยินกะหู’

 

เสียงเธอเริ่มสั่นเครือ

 

ป้อจาย : ‘น้องนี่จะใด ฟังเสียงกบเป๋นเสียงอึ่งได้ ฮึ’

แม่ญิง : ‘เสียงอึ่ง อึ่ง อึ่ง น้องได้ยินเสียงอึ่งแต้ๆ นา’

 

แล้วหญิงสาวผู้นั้นวิ่งพลางเช็ดน้ำตาออกจากศาลาไป

 

ป้อจาย : ‘สมน้ำหน้าตั๋วเก่าละ อาจ๋านเปิ้นเกยสอนแล้วว่า You can do no wrong’

 

 

สวัสดีค่ะ

5 comments

  1. “นิมนต์เทศน์ต่อ…”

    หลวงปู่ชา สุภัทโท กล่าวกับพระฝรั่งรูปหนึ่งซึ่งสรุปกัณฑ์เทศน์และกำลังจะลงจากธรรมาสน์หลังจากท่านได้พยายามใช้ภาษาไทยพูดธรรมะกับพ่อออกแม่ออกชาวไทยหลายร้อยคนมานานนับชั่วโมงแล้ว

    ‘มันจะเป๋นไป๋ด้ายยางง้าย จะห้ายผ้มพูดธรรมะต่ออีกหรือลวงพ้อ’ ท่านคงจะคิดยังงี้ แต่ทำไงได้ พระสายปฏิบัติน่ะ เคารพครูบาอาจารย์สุดเกล้าสุดเศียรอยู่แล้ว เมื่อครูบาอาจารย์สั่งมาแบบนี้ ท่านจึงปฏิบัติตามแต่โดยดี

    “นิมนต์เทศน์ต่อ”

    หลวงปู่ชา ยังคงพูดประโยคเดิม แต่ไม่ใช่หลังจากการเทศน์จบในครั้งที่สอง ทว่านี่เป็นครั้งที่สามแล้ว แน่นอนว่าชั่วโมงเทศน์ต่อไปนั้น หมายถึงชั่วโมงที่สี่

    ลำพังการพูดธรรมะในภาษาอังกฤษซึ่งท่านถนัด หากจะให้ท่านแสดงธรรมนานขนาดนั้น ท่านก็คงหมดเรื่องที่จะนำมาสาธยายสู่ญาติโยมฟังแล้ว แต่นี่ต้องพูดภาษาไทยซึ่งในคลังคำของท่านนั้น หลังจากเค้นสมองค้นหาอยู่นานท่านก็พบว่ามีภาษาไทยอยู่ในนั้นไม่มาก อ้อ เผลอๆ ภาษาอีสานอาจจะมีมากกว่าภาษาไทยกลางเสียด้วยซ้ำ การพูดผิดๆ ถูกๆ ไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ วนๆ ปนๆ เปๆ อยู่กับเรื่องเดิมๆ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าผู้ฟังชั้นเฟิร์สคลาสจะนั่งหาว มีบ้างที่แอบหลับ ชั้นอีโคโนมี่จะมีปัญหาทางบ้านที่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้สดๆ ร้อนๆ ตอนนั้นว่าต้องรีบกลับไปทำในทันที หลายคนนึกปวดฉี่ขึ้นมาดื้อๆ จึงต้องขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ไม่ใช่ที่ท้ายศาลา ทว่าเป็นห้องน้ำที่บ้านของตัวเอง ส่วนผู้ฟังชั้นประหยัดที่สุดซึ่งนั่งอยู่ท้ายศาลานั้น หากเดินทางไกลกลับกรุงเทพฯ ก็คงจะออกจากวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ เข้าเขตจังหวัดโคราชบ้านเอ็งไปแล้วกระมัง

    พระฝรั่งรูปนั้น ซึ่งบัดนี้ได้กลายมาเป็นครูบาอาจารย์นักสอนธรรมะชั้นเลิศบอกว่า ตั้งแต่วันนั้นท่านไม่กลัวที่จะใช้คำพูดผิดๆ ถูกๆ อีกต่อไป เพราะหากมีใจดี มีเจตนาที่จะบอกกล่าวสิ่งซึ่งท่านคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงามแล้ว … you can do no wrong

    .

    .

    ใบไม้ตกใครก็เห็น

    แอปเปิลหล่นใครก็ทราบ

    แต่คนที่ทราบนั้น กลับทราบในเรื่องที่ไม่เหมือนกัน

    พระรูปหนึ่งเห็นใบไม้หล่นแล้วบรรลุธรรม

    ฝรั่งคนหนึ่งชื่อ… ชื่อ… อ้อ บอกชื่อของแกก็ได้ เพราะแกไม่ใช่ฆาตกรผู้น่ากลัวที่แม้แต่เพียงเอ่ยชื่อของเขาออกมา เด็กๆ จะหยุดร้องไห้ ผู้ใหญ่บางคนที่ขวัญอ่อนจะโวยวาย เช่น จอมโจรองคุลีมาล เพราะชื่อของฝรั่งผู้นี้คือ ไอแซก นิวตัน บุรุษผู้เฝ้าครวญหวนนึกถึงการตกของผลไม้บาปแห่งสวนเอเดน – แอปเปิล กระทั่งเข้าใจกฎของแรงโน้มถ่วง

    ใบไม้หล่นเคยหล่นมาก่อนไหม? – เคย

    แอปเปิลหล่นเคยมีมาก่อนแล้วใช่หรือไม่? – เคย

    ใครเห็น? – ทุกคนที่ตาไม่บอดล้วนเคยเห็น

    ผลจากการเห็นเหมือนกันไหม? – ไม่

    ทำไม? – เพราะมี โยนิโสมนสิการ คือ การตรึกอย่างแยบคายภายในใจ ต่างกัน

    ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส และกายกระทบสัมผัส ของสัตว์ทั้งหลายนั้นเหมือนกัน แต่ที่ไม่เหมือนกันก็คือจิตของผู้ที่รับสัมผัสนั้นๆ

    .

    .

    “ขอบคุณครับ” พระเซ็นรูปหนึ่งกล่าวขอบคุณพระอาจารย์ที่ใช้กระบองฟาดหลังขณะที่ท่านกำลังนั่งปฏิบัติธรรมทว่าค่อนไปทางเคลิบเคลิ้มจะหลับใหลซึ่งล้วนเป็นเรื่องของการหลงใหล

    “อ้าว! งี้ก็สวยสิครับพี่น้อง!” หากพระอาจารย์เซ็นรูปนั้นเดินออกไปนอกวัด แล้วเห็นคนซึ่งกำลังเดินขวักไขว่ไปมา ซึ่งล้วนแต่เดินไม่เพื่อเดิน แต่เดินเพื่ออย่างอื่น ด้วยเมตตาสงสารของท่านอยากจะให้คนทั้งหลายตื่นอยู่กับการเดิน ท่านจึงใช้กระบองธรรมของท่านฟาดเปรี้ยงเข้าให้ คำตอบที่ได้ก็คงจะเป็นดังตอนต้นของย่อหน้านี้

    โอ้…โยนิโสมนสิการ นี่เองดอกหรือที่ทำให้คนทั้งหลายฉลาดต่างกัน ทั้งๆ ที่ร่วมรับรู้ในประสบการณฺ์เดียวกันแท้ๆ

    .

    .

    หว่าย … ว่าจะเขียนอะไรง่ายๆ สบายๆ คล้ายๆ กับใส่ซีทรูเดินอยู่กลางห้างแท้ๆ แต่ไหง๋ทำท่าจะกลายเป็นเรื่องหนักไปอีกแล้ว

    วุ้ย งั้นจบดีกว่าเนาะ

  2. เชิญเล่าต่อค่ะ .. เชิญเล่าต่อ ..

    อ่านข้อเขียนของท่านทีไร ให้หลงใหลในตัวอักษรของท่านได้ทุกทีเลยเชียว (อะแฮ่ม ! ‘ตัวอักษร’ นะคะท่าน ‘ตัวอักษร’ ค่ะ) เขียนปรื้ดเขียนปรื้ด คล่องอย่างกับปลาไหลอย่างไรอย่างนั้น

    -เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาฝึกงาน –

    พี่คนหนึ่งกำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่กับบีกเกอร์ปรุงยาขนาดใหญ่ตรงหน้า เธอไม่พูดไม่จา หากแต่คนน้ำยาในหม้อข้างหน้าแรงขึ้นเร็วขึ้น ผ่านไปครู่ใหญ่ก็วางมือไม่ทราบว่าด้วยความเมื่อย หรือความอ่อนอกอ่อนใจ ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันไปบ่นกับคนงานว่า “ทำไมมันแยกชั้น ไม่เข้ากันอย่างนี้ละเนี่ย” คนงานเกาศรีษะตัวเองแทนคำตอบ เจี๊ยบพูดโพล่งออกไปว่า “ยาอิมัลชั่นก็อย่างนี้แหละค่ะ ถึงใส่อิมัลซิฟายเออร์เต็มที่ไปแล้ว พอทิ้งไว้นานๆ มันก็แยกตัวกันอีกอยู่ดี”

    พี่คนงานตบขาตัวเองฉาดใหญ่ “เออใช่ น่านๆ ผลิตอิมัลชั่นที พี่ก็ลืมไปเลย” แต่พี่อีกคนนั้นกับนิ่งเฉย ไม่พูดว่าอะไร ถึงเจี๊ยบจะไม่ได้พูดอะไรผิด แต่ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไร ๆ something wrong เสียแล้ว ..

    -เมื่อเริ่มเข้าทำงานใหม่-

    เจี๊ยบได้รับเกียรติให้ไปร่วมกับทีมป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในโรงเรียนของทางอำเภอ เริ่มจากไปให้ความรู้กับเด็กนักเรียนถึงโทษภัยของยาเสพติด และยาบางชนิดที่ถูกใช้ผิดข้อบ่งชี้ (อันที่จริงผู้ใหญ่ใช้ผิดมากกว่าเด็กอีกนะคะ อย่างพวกยาปลุก เอ้ย ! ยาปลูกผมอะไรทำนองนี้น่ะค่ะ) จากนั้นก็จะมีการตรวจปัสสาวะในเด็กกลุ่มเสี่ยงกัน คนไหนไม่มีปัญหาเด็กๆ พากันร้องเฮ แต่หากคนไหนที่พบปัสสาวะเปลี่ยนสี หน้าก็จะถอดสีตามไปด้วย และหนึ่งในกลุ่มที่ปัสสาวะเปลี่ยนเป็นสีม่วงเธอบอกว่ากำลังกินยารักษาตัวอยู่ชนิดหนึ่ง เธอส่งยาที่พกมานั้นให้กัตำรวจ คุณตำรวจเอามาให้เจี๊ยบช่วยดูว่ายานี้มีผลเปลี่ยนสีปัสสาวะให้ผลบวกเทียมได้ไหม ? เจี๊ยบตอบไปโดยไม่คิดอะไรว่า “ยาชนิดนี้ไม่ทำให้เกิดผลบวกเทียมค่ะ” หลังจากพูดออกไปแล้ว รู้สึกตกใจ เสียใจที่ทำให้เด็กคนนั้นเสียขวัญอย่างหนัก ..

    ต้องมี something wrong อีกแล้วเรา

    -เมื่อปีก่อน-
    เจี๊ยบก็เพิ่งให้คำตอบกับคุณตำรวจในเรื่องทำนองนี้ไปอีกราย เป็นหนุ่มใหญ่ต่างถิ่นที่มีบุคลิกท่าทางไม่น่าไว้วางใจ จึงสะดุดตาด่านตรวจไปจังเบ้อเร่อ ครั้งนี้เจี๊ยบไม่ใช่เด็กจบใหม่เหมือนครั้งนั้นอีกแล้ว ผู้ต้องสงสัยแสดงความบริสุทธิ์ใจ และร้อนใจกับผลการตรวจปัสสาวะอย่างมาก หลังจากพิจารณายาทุกรายการที่ผู้สงสัยอ้างว่ากำลังรับประทานอยู่เป็นประจำแล้วก็ยังไม่พบตัวที่เป็นสาเหตุได้ เจี๊ยบบอกคุณตำรวจให้ไปสอบถามซ้ำอีกครั้งว่านอกจากยาประจำนี้แล้วช่วงนี้เจ็บไข้ไม่สบายอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ? เมื่อคุณตำรวจเดินกลับไป เจี๊ยบมองเห็นชายคนนั้นหน้าตาดูมีสีสัน แววตาค่อยสดใสขึ้นอย่างคนมีความหวังพลางล้วงกระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกงวุ่นวายไปหมด และค้นได้ยาที่มีร่องรอยถูกแกะรับประทานไปแล้วหนึ่งแผง โชคดีค่ะที่ยาแผงนั้นมันมีโอกาสทำให้เกิดผลบวกเทียมได้จริงๆ

    .. You can do no wrong ..

    วุ้ย เขียนอะไรไปปะล้ำปะเหลือนี่เรา เล่าเรื่องเบาๆ ให้อ่านปิดท้ายนิดนะคะ

    หลังเลิกงาน เจี๊ยบและน้องๆ กำลังเตรียมตัวกลับบ้าน มีพ่อค้าแบกตะกร้าหวายมาขาย อยู่หน้าห้อง

    พ่อค้า : ตะกร้าไหมครับ ใบละ 180 เองครับ

    เจี๊ยบ : โห แพงจังลดได้เท่าไรคะ ? (ในใจคิดถ้าให้ใบละ 150 น่าสน)

    พ่อค้า : เอากี่ใบครับ ถ้าหลายใบคิดให้ใบละ 150 ก็พอ

    เจี๊ยบ : ลดอีกหน่อยไม่ได้หรือคะ ? (ตกใจเล็กน้อย แปลว่าถ้าเผลอต่อราคาไปละก้อเสร็จแน่ๆ)

    พ่อค้า : ค่าหวายมันแพงนะครับ นี่ผมมาตั้งไกล มาจากอีสานเลยนะครับ

    เจี๊ยบ : (ทำทีไม่สนใจ)

    น้องอั้มสุดสวยเดินมาจากข้างใน : เหมาหมดนี้ ลดอีกเท่าไรคะ ?

    พ่อค้า : ผมเอามา 4 ใบ คิด 500 เอ้า ลดให้สุดๆ เลย

    สาวๆ ทุกคน : โหย แพงอ่ะพี่ ลดอีกหน่อยเถอะ

    เจี๊ยบ : ใบละร้อยก็พอละก๊า

    พ่อค้า : งั้นผมลดให้อีกใบละห้า เหลือ 120 ละกัน

    อั้ม : เอางี้ไหม เรามาเป่ายิ้งฉุบกัน ถ้าพ่อค้าชนะเราเหมาหมด ในราคาใบละ 120 แต่ถ้าพ่อค้าแพ้ ต้องขายให้เราใบละร้อยนะ

    พ่อค้า : (อึ้งไปเลยค่ะ คงคิดไม่ถึงว่าจะเจอสาวสวยที่คิดอะไรประหลาดๆ กันขนาดนี้)

    สาว ๆ : โอเคไหม ๆ (พูดไปหัวเราะไปกันร่วน)

    พ่อค้า : เอ้า เอาก็เอา ตั้งแต่ขายมาไม่เคยเจอะเคยเจอ วัดดวงกันไปเลยเอา

    ทุกคน : เปา ยิ้ง ฉุบ .. เปา ยิ้ง ฉุบ .. เปา ยิ้ง ฉุบ ..

    แล้วความเครียดจากงานวันนี้ก็ถูกสลัดไป เจี๊ยบแบกตะกร้าหวายพร้อมเสียงหัวเราะกลับบ้าน 2 ใบค่ะ

    อิอิ

  3. หึๆ พิลึกคนจริงๆ คุณนี่ ทำไมถึงเพี้ยนได้น่ารักขนาดนี้

    เอาล่ะจ้า ผมเอาบทความที่โพสต์ในก้าวฯ ฉบับล่าสุดมาฝากไว้ที่นี่ด้วยจ้า

    1. ไม่เพี้ยนน่ารักขนาดนี้ ก็เสียชื่อประธาน ฯ กันพอดีสิคะ
      55555+

      .

      ขอบคุณสำหรับ “ดอง” ด้วยค่า
      😀

  4. ดอง…………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “…ฆ่าความคิด…”

    .

    ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำพูดประโยคนี้จาก พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ แห่งวัดหลวงขุนวิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ให้เกิดความอึงอลในความคิด และท่ามกลางความสับสนอลหม่านนั้น ผมคว้าความสงสัยประการหนึ่งเอาไว้ได้ จึงนำมันมาออกมาแสดงต่อพระอาจารย์ว่า

    “ความคิดมีตัวตนด้วยหรือครับ?”

    แส้สัจธรรมของพระอาจารย์ก็ฟาดเฟี้ยวว่า

    “ความคิดไม่มีตัวตนหรอก”

    ‘อ้าว ไหง๋เป็นงั้น’ คำตอบของพระอาจารย์สร้างคำถามใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว แต่ก่อนที่ผมจะถามออกมา ท่านก็อธิบายขยายความซึ่งเป็นส่วนที่ผมกำลังสงสัยอยู่พอดีว่า

    “ความคิดไม่มีตัวตนก็จริง แต่ก็อาศัยตัวตนของคนและสัตว์ทั้งหลายนี่ล่ะ ความคิดจึงมีเครื่องมือ คือมีช่องทางในการแสดงตัวออกมา”

    ‘บ่ะ! แร่วกัลล์’ กระจอกน้อยในด้านธรรมะแอบอุทานในใจ

    พระอาจารย์อธิบายต่อว่า “การจะฆ่าความคิดได้นั้น ต้องทำลายความรู้สึกว่าเป็นตัวตน โดยมีสติอยู่ในกาย พิจารณาอาการสามสิบสอง ทำความเพียรอยู่ตรงนี้ หมั่นเจริญไปเรื่อยๆ แล้วความรู้เข้าใจในตัวเองจะค่อยๆ เติบโตขึ้นตามลำดับ ยิ่งเห็นแจ้งในตัวเองมากเท่าไหร่ ความเข้าใจต่อระบบความคิดก็จะยิ่งเข้าที่เข้าทางที่ถูกมากขึ้นเท่านั้น การกระทำแบบนี้เป็นการฆ่าความคิดที่ไม่ดี ให้เหลือแต่ความคิดที่ไม่มีพิษภัย ไม่เสียดแทงใจ เชื่อง – ง่ายต่อการควบคุมและดูแลรักษา”

    “เอ…การพิจารณาแบบนี้ จะไม่ใช่การใช้ความคิดเหมือนกันหรอกหรือครับพระอาจารย์” อ่ะฮ้า ผมรู้สึกทึ่งที่ตัวเองตั้งแง่มุมอันคมคายได้แบบนี้ “แบบนี้จะจัดเป็นปัญญาที่ถูกตรงตามองค์มรรคหรือ” แล้วความเขลาของผมก็เหิมเกริมทยอยออกมาอวดฉลาดมากขึ้นว่า “แบบนี้จะไม่เหมือนการตกลงไปในบ่อน้ำเน่าของความคิด แล้ววิดน้ำเน่านั้นมาชะล้างตัวเองให้สะอาดหรอกหรือครับ”

    “อืมม์ มันก็ใช่” พระอาจารย์เมตตาอธิบายต่อ “ความคิดแบ่งเป็นหมวดใหญ่ได้สองแบบ ประเภทแรกคือคิดเรื่อยเปื่อย เหลวไหลไร้สติ อีกประเภทคือความคิดอันประกอบด้วยปัญญา คิดแยกแยะตามขั้นตอนของเหตุผล โดยเฉพาะการคิดพิจารณาตนแบบนี้ จัดเป็นสัมมาสังกัปโป คือความดำริชอบ…”

    “ในเมื่อชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด สำคัญผิด และความคิดผิดๆ การใช้ความคิดแทงย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองให้เห็นจริงตามสิ่งที่มี คือ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำเสลด น้ำลาย ฯลฯ ซึ่งเป็นความจริง มีอยู่จริง จึงเป็นการฝึกใจให้ยอมรับความจริง อยู่กับความจริง จัดเป็นความเห็นถูก”

    แล้วต้นไผ่แห่งคำถามของผม ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นด้ามพร้าของคำตอบอันคมกริบของพระอาจารย์ ก็ตีวงเหมือนบูมเมอแรงย้อนกลับมาฟันฉับเข้าที่ตัวความโง่ซึ่งนั่งหัวโด่อยู่อย่างจังว่า

    “คนที่จะรู้จักวิดน้ำเน่ามาชำระความสกปรกของตัวเองได้นั้น แสดงว่าเขารู้แล้วว่ากำลังเกลือกกลั้วอยู่กับของเน่า จึงพยายามจะออกจากสิ่งนั้น การใช้ความคิดพิจารณาตัวเองก็เหมือนกัน แรกเริ่มมันก็เป็นความคิด แต่พอดำริแบบนี้นานวันเข้า ตัวสติจะค่อยๆ อบรมจิตคือตัวรู้ให้เจริญกลายเป็นปัญญา และจากการเป็นปัญญาเจตสิกในขั้นแรกคือเป็นปัญญาในระดับความคิดนึก หากจะค่อยๆ ตกผลึกเป็นสติปัญญา เป็นญาณทัสสนะ ที่จะรู้แจ้งเห็นจริงต่อสภาวะธรรมทั้งหลายต่อไป”

    .

    .

    “…ดองสันดาน…”

    .

    ผมรับคำเทศน์นี้มาจาก หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

    โดนนัก! หลวงปู่ใช้คำได้โดนใจผมนัก!

    ก็อันใดเล่าหนอคือเครื่องหมักดองสันดานของสัตว์ทั้งหลายให้อุบัติในสภาพต่างๆ กัน และแม้ในประเภทเดียวกันก็มีลักษณะและมีนิสัยที่ผิดแผกแตกต่างไม่เหมือนกันเลยสักตน

    น้ำดองสันดานที่ว่านี้มีสามชนิด ทว่าผลิตสัตว์ออกมาได้มากมายนับไม่ถ้วน

    โลภ โกรธ หลง คือน้ำดองที่ว่า

    โอ้ว…อย่าเลย อย่าได้คิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว และอย่าได้เอาสัจธรรมนี้ไปผูกไว้กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ชนชาติใดชนชาติหนึ่ง และแม้แต่คิดว่าเป็นเรื่องของมนุษย์เพียงอย่างเดียวเองก็ด้วย หากแต่ความรู้สึกที่ว่านี้กระเทือนไปหมดทุกตัวตนทั้งตัวคนและตัวสัตว์ ทั้งที่มีรูปหยาบและมีรูปละเอียด

    .

    .

    “ความยินดีทั้งหลายคือความโลภ
    ความยินร้ายทั้งหลายคือความโกรธ
    ความไม่รู้เท่าทันในความยินดียินร้ายคือความหลง”

    .

    องค์บูรพาจารย์ใหญ่ของพระป่าในภาคอีสาน – หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้สรุปอารมณ์ทั้งสามนี้เอาไว้ในหนังสือมุตโตทัยของท่าน

    กระเทือนไหม? สัจธรรมนี้กระเทือนจิตทุกดวงไหม?

    ว่าให้ถึงที่สุด จิตที่เคลื่อนออกไปเป็นความคิดทั้งหลายนั้น ล้วนมีเวทนาสามอย่างเป็นมูลเหตุ

    ชอบ – เรื่องราวและวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความยินดีนั้นมีมากมายเหลือเกิน รวมไปถึงสภาวะ สถานะ ยศ ตำแหน่ง ล้วนเป็นที่ตั้งแห่งความชอบได้ทั้งสิ้น เช่น การเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสภาวะหนึ่งที่จิตมาถือครองแล้วก็ติดอยู่ในภาวะนี้ การแตกดับจากภาวะนี้จึงเป็นความทุกข์ หนอนในกองอาจมก็เป็นภาวะหนึ่งที่จิตเข้าถือครอง แล้วก็เพลิดเพลินอยู่ในนั้น การพรากออกจากภาวะที่ชอบนั้นจึงเป็นความทุกข์มาก นกบนฟ้า ปลาในน้ำ สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาบนดาวปั๊กกะตื๋น ฯลฯ สรุปคือ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะ สถานะใดก็ตาม หากจิตเกิดความยินดีขึ้นแล้ว นั้นล้วนคือการตกอยู่ในน้ำดองแห่งความโลภทั้งสิ้น

    ชัง – และเช่นกัน เมื่อมีควันย่อมมีไฟ ในด้านตรงข้ามของความชอบจะยืนอยู่ด้วยสิ่งใดไปไม่ได้นอกจากความชัง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดความรู้สึกในด้านตรงข้าม ความหงุดหงิด ความอึดอัดขัดเคือง ความไม่ได้ดังใจทั้งหลาย ล้วนคือรากฝอยของความโกรธทั้งสิ้น

    ไม่รู้ – อวิชชาคือความไม่รู้นี้เป็นเจ้าครองจิต เป็นพื้นรองใจ คือเป็นสนามให้ความชอบกับความชังวิ่งพล่านไปในภพ ในสภาพ ในสภาวะทั้งหลายนั่นเอง

    .

    .

    “สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
    ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
    เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา”

    .

    ผมขอยกเอาปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้มาสากัจฉาต่อ

    สฬายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เกิดผัสสะ คือ เกิดการกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทางกาย และธรรมารมณ์ทางใจ

    เมื่อเกิดการกระทบดังว่า เวทนาคือความรู้สึกชอบ ชัง และเฉยๆ จึงเกิด

    ที่ผมยกปฏิจจสมุปบาทท่อนนี้มาเพราะว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนล้วนประสบพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือจะพูดว่าทุกขณะของชีวิตเลยก็ว่าได้ ครับใช่ ไม่เว้นแม้แต่การหลับ เพราะขณะหลับ แม้ทวารทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย จะปิดแล้ว แต่ทวารทางใจ คือธรรมารมณ์ยังท่องเที่ยวไปเรื่อยไม่ยอมหยุด เราเรียกอาการนี้ว่าอะไรนะครับ?

    ฝัน

    อ้อ ครับ ฝันก็ฝัน

    ธรรมารมณ์ทางใจที่เกิดในตอนหลับใหลนี้ หากชัดเจน คนเราจะจำได้ แต่หากบางเบาและเลื่อนลอยจนเกินไป คนเราจะจำไม่ได้ แต่ให้ตายเถอะ คนเราน่ะฝันกันได้ฝันกันดี ทว่าจำไม่ค่อยได้ก็เท่านั้น เพราะอย่าว่าแต่จะสามารถจำความฝันในตอนที่ทวารทั้งห้าปิดเลยเนาะครับ ตอนโพลงอยู่ในภาวะที่เรียกว่าตื่นนี้ก็เถอะ เราก็ยังจำความคิดทั้งหลายของตนเองได้ไม่หมดเลย นี่แหละเนาะครับ พระท่านถึงได้ว่า สัญญาคือความจำได้หมายรู้นี้ไม่เที่ยงหนอ

    ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของสัตว์ทั้งหลาย (สัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นี้เจ๋งมากก็ตรงนี้แหละครับ เพราะเป็นความจริงซึ่งครอบคลุมหมดทุกตัวสัตว์ที่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ และไม่ได้ทรงสอนให้เชื่อ แต่ทรงชี้ความจริงให้ดูว่าสภาวะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ๆ) เมื่อกระทบกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ จะเกิดเวทนาคือความรู้สึก ซึ่งความรู้สึกชอบ – ชัง ที่เกิดเป็นพืดอยู่ตลอดเวลานี่แหละคือความโลภและความโกรธดังกล่าว

    การที่จิตท่องทะยานไปกับสภาวะเหล่านี้ โดยมี “น้ำดองอารมณ์” หมักบ่มอยู่เสมอ จึงทำให้สัตว์ทั้งหลายมีสภาพทางกาย ความคิด การกระทำ และคำพูด แตกต่างกันออกไปตามอัตราของน้ำดองว่าใครจะหนักไปทางโลภ หรือโกรธ

    คนบางคนทำไมถึงดีนัก ราวกับดีมาตั้งแต่เกิด

    คนบางคนทำไมถึงร้ายนัก ราวกับร้ายมาตั้งแต่ต้น

    ล้วนเกิดมาจากน้ำดองที่หมักจิตมายาวนานทั้งสิ้น

    มิพักจะพูดไปถึงสัตว์บางประเภท ที่เกิดมาก็ดุร้ายเลย คือมีพิษ มีเขี้ยว มีเล็บ นั่นล้วนเป็นผลของน้ำดองแห่งความโกรธ

    บางประเภทก็เกิดมาสวยงาม วิจิตรบรรจงด้วยลวดลาย สีสันก็พรรณารายเพริศแพร้ว ล้วนแต่แล้วขึ้นมาจากผลของน้ำดองแห่งความโลภ

    ทว่าจิตซึ่งครองสภาพสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย แม้จะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเหมือนมนุษย์ แต่จะไม่สามารถฝึกสติกระทั่งยกจิตให้เกิดความรู้ความเข้าใจกระบวนการของกายและใจของตนได้ นับแต่ภพของมนุษย์ขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถพัฒนาจิตให้เข้าใจธรรมชาติของชีวิตได้

    กระนั้น การจะยกจิตขึ้นจากน้ำดองของความรักและความชังก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายต่อมนุษย์ (ซึ่งต้องขอวงเล็บต่อท้ายมนุษย์คนนั้นด้วยว่า (ผู้ซึ่งรู้และพอจะเข้าในกระบวนการของธรรมชาติอันนี้แล้ว) เพราะถ้ายังไม่เข้าใจกระบวนการของกายและใจที่ว่านี้ มนุษย์ผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ผู้มืดบอดตัวหนึ่งเท่านั้น) เนื่องจากน้ำดองแห่งความรักและความชังที่แฝงอยู่ในสภาพของความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็น… และ เป็น… มีหน้าที่ต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ และทำ… มีความชอบใน… มีความต้องการใน… ซึ่งล้วนเป็นผลของความรักและความชังนั้น มันหนาแน่น และลึกซึ้ง ยากต่อการจะทำความเข้าใจ สลัด และตัดละสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ออกไปได้ง่ายๆ

    .

    .

    พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ แห่งวัดหลวงขุนวิน สรุปวิธีทำลายหม้อน้ำดองให้ผมฟังง่ายๆ ว่า อารมณ์ทั้งหลายจะตั้งอยู่ได้เพราะคนเรามีความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา การมีสติอยู่ในกาย พิจารณากายให้แยบคายด้วยการถอดรื้อผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น โครงร่าง โครงกระดูก ฯลฯ อยู่ตลอดเวลานั้น เหมือนเป็นการโจมตีเข้าศูนย์บัญชาการใหญ่ของอารมณ์ทั้งหลาย เพราะความชอบจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีกายนี้เป็นที่ตั้ง ความชังจะทรงอยู่ได้เพราะมีกายนี้เป็นที่รอง ถ้าแยกกายนี้ออกจนเห็นชัดด้วยญาณปัญญาจริงๆ แล้ว อารมณ์รัก – ชัง จะตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะมันไม่มีเหตุ ร่างกายนี้คือมหาเหตุ เมื่อไม่มีเหตุคือความยึดถือว่าเป็นตัวตน อารมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีพิษ

    การดับทุกข์หรือที่เรียกว่าดับสังขารตัวปรุงแต่งนั้นดับอย่างนี้

    แร่วกัลล์ – ธรรมะนี่ช่างแจ่มแจ้งดีจริง

    .

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    ศิลปินไม่ว่าแขนงใด ก็มีแบบที่ทำงานอย่างมีอุดมคติและไม่ค่อยมีอุดมคติ และในหลายครั้ง งานตลาดบางชิ้นก็สามารถจุดประกายคนเสพได้ ขณะที่งานอุดมคติไม่สามารถ ดังนั้นอย่าไปซีเรียสกับคุณลักษณะของศิลปินนัก ดูที่ตัวงานแต่ละชิ้นดีกว่า

    ผมมองว่า ศิลปินก็ไม่ได้มีคุณค่าสูงส่งกว่าแม่ค้าขายปลาทูในตลาด หรือคนขายปลาหมึกบด ต่างเป็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งของสังคม

    .

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “อ่ะโด่ พี่เคยมาแล้วน้องเอ้ยยย”

    เล่า : คิดถึงแต่เค้าคนเดียว ความผิดหวังเป็นแบบนี้เองหรือคะ ช่วยนำทางคนแพ้ด้วยค่ะ

    ตอบ : อาการอกหักก็เป็นอย่างนี้ครับ มีทางเดียวที่คุณทำได้ก็คือ ตั้งสติ แล้วพิจารณาว่า ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว พยายามอย่าให้ความเสียหายลามมากไปกว่านี้ ผ่านช่วงเวลานี้อย่างอดทน แล้วอาการมันจะดีขึ้นเอง มองในแง่ดีก็คือ คุณไม่ใช่คนเดียวที่เจอเรื่องแบบนี้ ทุกๆ วันมีคนเป็นล้านๆ คนที่เจอโรคนี้ มันรักษาหายแน่นอนครับ แต่ต้องอดทน

    .
    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s