“(พ)ล่าม” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

June 7, 2011 at 3:43 pm

“จับดูก็รู้”

วนิพกท่านหนึ่งกล่าวถึงวิธีพิสูจน์ความงามของหญิงอันเป็นที่รัก หลังถูกถามว่า ในเมื่อตาทั้งสองข้างบอดสนิท แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสตรีที่ตัดสินใจร่วมใช้ชีวิตด้วยนี้ เป็นคนสวยและเป็นคนดี

“เขาดีกว่าคนดีๆ”

ฝ่ายสตรีตอบ ว่าความดีที่ซ่อนอยู่ในร่างพิการนี้คือสิ่งสำคัญ ที่ทำให้บุรุษผู้นี้มีคุณสมบัติครองใจเธอ

ความดีและการเข้าอกเข้าใจกันจึงเป็นโซ่ทองคล้องรักให้ทั้งสองครองคู่จนแก่เฒ่า

ว่าไปแล้วความพิการของคนเราเป็นแค่เครื่องมือชำรุดชุดหนึ่ง การที่ตาบอด หูหนวก หรือพิการแขนขาไปบ้างนั้น หากจิตใจซึ่งเปรียบประดุจผู้ใช้เครื่องมือยังปกติ คือครองสภาวะมั่นคงสม่ำเสมอ ไม่คิดว่าเป็นปมด้อยและไม่ท้อถอยในการใช้ชีวิตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังสามารถสร้างงานที่บางครั้งแม้แต่คนร่างกายสมบูรณ์ยังสู้ไม่ได้ ถึงแม้จะพยายามสู้ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทำได้เหมือนท่านเหล่านั้นหรือไม่

นอกจากคุณป้าและคุณลุงผู้พิการทางสายตาที่บรรเลงเพลงชีวิตเลี้ยงชีพมาด้วยกันจะทำให้ผมประทับใจแล้ว มีผู้พิการอีกสองคู่ที่ทำให้ผมเผลอขอบตารื้นเวลาชมท่านเหล่านี้บรรเลงเพลงร่วมกัน

คู่แรก คือ น้องติ๊ก – ศิตาพร พิภพวรไชย ผู้พิการทางการได้ยิน ซึ่งบรรเลงเปียโนในโลกเงียบ และน้องตั๊ก – อธิศรี สงเคราะห์ ผู้พิการทางสายตา ทว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาคราขับร้องเพลงนั้น เปรียบประดุจแสงแดดอุ่นส่องละมุนฝ่าความมืดออกมาก็ปานนั้น

คู่ที่สอง คือ บีโทเฟน นักประพันธ์เพลงหูหนวกผู้ล่วงลับ ทว่าซิมโฟนี่หมายเลข ๕ ยังเป็นอมตะในโลกดนตรีคลาสสิค คราเมื่อโน้ตดนตรีที่ทอดความอลังการยกพลจากลุ่มน้ำไรน์ใส่สูทผูกเน็คไทมาหล่อเหลา หลอมรวมเข้ากับเสียงแคนแห่งแดนลุ่มน้ำโขง โดยมี อ.สมบัติ สิมหล้า ขุนแคนตาบอดจากบรบือ มหาสารคาม เป็นผู้ถกโสร่งจกปลาร้าออกมาต้อนรับขับสู้กันแล้ว

บัดดลนั้นอวิชชาที่ฉาบทาดวงตาของผมก็มลาย กลายเป็นความประจักษ์แจ้งขึ้นมาว่าศาสตร์แห่งเสียงแคนจากแดนกันดารนี้ไม่ด้อยไปกว่าดนตรีใดๆ ในสากลโลกเลย

ดูบันทึกการสำแดงสดนี้คราวใด ในใจได้แต่ชื่นชมผู้ที่นำดนตรีจากโลกตะวันตกมาผสานกับดนตรีไทยได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว หาที่ขัดแย้งแสลงหูไม่มี

เห็นการทำงานของเครื่องดนตรีวงใหญ่ทั้งของไทยและของเทศที่ผูกคีย์สอดประสานเป็นบทเพลงนี้ขึ้นมา อันเป็นส่วนปรโตโฆสะซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกคือได้จากตาดูหูฟังแล้ว โยนิโสมนสิการอันเป็นส่วนของการตรึกภายในของผมก็ไหลไปถึงธรรมอันเป็นเครื่องผูกชีวิตทั้งหลายเอาไว้ในภพต่างๆ ตั้งแต่สุดก้นนรกไปถึงสูงสุดคือพรหมโลก

กายกับใจ รูปกับนาม หรือจะเรียกรวมว่า “ชีวิต” นี้ มีเชือกร้อยอยู่ ๑๐ เส้น คอยชักซ้ายดึงขวากำกับให้ชีวิตทั้งหลายเคลื่อนไปในท่วงทำนองต่างๆ

๑. ความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตน (สักกายทิฏฐิ) – ในโลกแห่งวัตถุที่มองไปทางไหนก็เห็นสัตว์ต่างๆ รวมทั้งมนุษย์หลากชาติพันธุ์นี้ มีก้อนกายที่จับต้องได้ (รูป) นอกจากนี้ “ชีวิต” ยังมีกองแห่งความรู้สึกชอบ ชัง และเฉยๆ (เวทนา) กองแห่งเครื่องหมายที่ตกลงร่วมกันว่านั่นเป็นนั่นนี่เป็นนี่ (สัญญา) กองแห่งการเคลื่อนไปของจิต (สังขาร) และกองแห่งธาตุรู้ (วิญญาณ) ซึ่งสัตว์ทั้งหลายต่างหมายเอาว่านี่เป็นเรา นั่นเป็นเขา

๒. ความไม่รู้ สงสัย ไม่แน่ใจ (วิจิกิจฉา) – ชีวิตนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? (ไม่รู้) ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละวันนี้เพื่ออะไร? (ไม่ทราบ) บทสุดท้ายของชีวิตเล่า จะไปจบสิ้นที่ตรงไหน? ชีวิตหลังความตายมีแน่หรือ? (ไม่แจ้งใจเหมือนกัน) ความไม่รู้ ไม่แน่ใจทั้งหลาย ดูเหมือนจะมีมากมายทั้งเรื่องไกลตัวระดับเอกภพ มาจนถึงเรื่องใกล้ตัวที่สุดคือเรื่องของตัวตนและจิตใจของใครของท่าน

๓. การทำตามความเชื่อ (สีลัพพตปรามาส) – ในเมื่อมีความไม่รู้แทรกอยู่ทุกอณูของชีวิต สัตว์ทั้งหลายจึงดำเนินไปตามความเชื่อ ตั้งแต่เรื่องหยาบๆ คือเชื่อในวัตถุว่าต้องมีนั่นมีนี่ พ้นจากวัตถุขึ้นมาก็เชื่อในความคิด ทฤษฎี หรืออุดมการณ์ ว่าชีวิตควรจะดำเนินไปแบบนั้นแบบนี้ กระทั่งเชื่อในอำนาจที่อยู่เหนือขึ้นไป เช่น สิ่งศักดิ์สิทธ์หรือพระเจ้าทั้งหลาย เมื่อเชื่อในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้เกิดการกระทำทั้งหลายขึ้นมา

การทำตามความเชื่อนี้ มีทั้งดีและไม่ดี ส่วนที่ดีคือ หากผู้บัญญัติแนวความประพฤติท่านนั้นแจ่มแจ้งและเข้าใจในชีวิตจริง ก็จะเป็นที่วางใจได้ว่าวิถีที่ท่านผู้นั้นวางเอาไว้ให้ดำเนินจะเป็นไปเพื่อความสงบสุขทั้งของตนเองและผู้อื่น ครั้นเรียนรู้และปฏิบัติตามหลักการนั้นได้หมดจดจริงๆ แล้ว จะทำให้รู้แจ้ง คือเข้าใจสภาวะทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก กระทั่งปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระอยู่เหนืออำนาจการบงการของสิ่งทั้งปวง (หลวงพ่อพุทธทาส บันทึกเอาไว้ใน คู่มือมนุษย์ ว่า ถ้าปฏิบัติถูกตรงจนรู้แจ้งจริงๆ นั้น จะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งมวล แม้แต่อำนาจของพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์)

ส่วนที่ไม่ดีคือ เมื่อเกิดความเชื่อจนยอมตนทำตามวิถีนั้นๆ แล้ว โดยมากผู้ศรัทธามักจะทำตามแต่โดยดี ขาดการพิจารณาใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ ผู้นำกล่าวอะไรหรือตำราบันทึกไว้แบบไหนก็ยอมรับและดำเนินตนตามนั้น ขาดอิสรภาพที่จะควบคุมความคิดและการกระทำของตนเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกชักนำไปในทางที่ไม่ถูกตรงตามกฎธรรมชาติหรือหลักสัจธรรม

(ในกาลามสูตร พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า อย่าเชื่อตามที่ฟังๆ ต่อกันมา, อย่าเชื่อตามที่ทำๆ ต่อกันมา, อย่าเชื่อคำเล่าลือ, อย่าเชื่อตามตำรา, อย่าเชื่อโดยนึกเอา, อย่าเชื่อโดยคะเนเอา, อย่าเชื่อโดยนึกคิดเอาตามแนวเหตุผล, อย่าเชื่อเพราะเข้ากับทฤษฎีของตน, อย่าเชื่อเพราะมีลักษณะน่าเชื่อ, อย่าเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน)

“เชือกชักชีวิต” สามเส้นแรกนี้ ถือว่าสำคัญที่สุด หากผู้ใดตัดขาดได้ ตามวิถีพุทธกล่าวว่าท่านผู้นั้นคือ “โสดาบัน” ซึ่งจะเชื่อมั่นในการกระทำของตน (เชื่อกรรม) ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีเหตุจึงจะมีผล จะไม่หวังพึ่งความเพียรจากผู้อื่น (มีตนเป็นที่พึ่ง) ไม่หวังผลดลบันดาลจากอำนาจภายนอกคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าทั้งหลาย บาทวิถีที่ย่างไปจะมุ่งตรงตามสัจธรรมอันเป็นหลักความจริงตามธรรมชาติ

เชือกที่เหลืออีก ๗ เส้นนั้น ผมจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้ เพราะสูงเกินกว่าภูมิปัญญาที่ผมจะเข้าใจ จึงไม่สามารถนำมาตีความได้ลึกซึ้ง ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น เชิญอ่านคร่าวๆ ได้ในเชิงอรรถนะครับ

.

.

.

ข้อมูลอ้างอิงจาก : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

โดย : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

.

.

สังโยชน์ ๑๐ (กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล – fetters; bondage)

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ – lower fetters)

๑. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น – personality – view of individuality)

๒. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล ไม่แน่ใจ – doubt; uncertainty)

๓. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร – adherence to rules and rituals)

๔. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ – sensual lust)

๕. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง – repulsion; irritation)

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง – higher fetters)

๖. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ – greed for fine-material existence; attachment to realms of form)

๗. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ – greed for immaterial existence; attachment to formless realms)

๘. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ – conceit; pride)

๙. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน – restlessness; distraction)

๑๐. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง — ignorance)

.

.

.

.

.

-คม-

.

ตัวเลขเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ในการใช้นับและวัด และต่อมาใช้ในศาสตร์อื่นๆ เช่นฟิสิกส์ เคมี ฯลฯ ส่วนการใช้ตัวเลขในเชิงโหราศาสตร์และไสยศาสตร์นั้นเป็นผลพลอยได้ที่ผู้ประดิษฐ์ตัวเลขทีแรกคงคาดไม่ถึง

ผมคงไม่แปลกใจหากวันหนึ่งใครคนหนึ่งจะใช้อักษร ก ข ค ง … เพื่อความมงคล เช่น อักษร ก. ทำให้โชคดี อักษร ข. ทำให้มีคนรัก ฯลฯ เพราะคนเราสามารถโยงเรื่องอะไรก็ตามเข้ากับความเชื่อได้หมด แม้แต่ใบชาในถ้วยที่เราดื่ม กรุ๊ปเลือด ก็ยังใช้เพื่อโหราศาสตร์ได้

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนมีสิบนิ้ว นี่เป็นเหตุผลให้ระบบตัวเลขของเราเป็นหลักฐาน 10 และมีตัวเลข 0-9 สมมุติว่าเราเป็นสายพันธุ์ที่มีเพียงหกนิ้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะประดิษฐ์ระบบฐาน 6 นั่นหมายความว่าเลข 7 ที่คุณชอบจะไม่มีในโลก และหมอดูที่ชอบอ้างอิงเลข 7 ว่าหมายถึงอะไรสักอย่างก็คงต้องหาเลขอื่นมาเล่นแทน

ดังนั้นตัวเลขมีอิทธิพลต่อมนุษย์หรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับตัวมนุษย์เอง ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข เพราะมันไม่เคยมีอยู่แล้วแต่ต้น!

.

.

-ขำ-

.

“โลภตัวพ่อ”

ถาม : มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ไม่เคยพอ ยากนักที่จะหาคนที่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ได้ง่ายๆ ปัจจุบัน คุณวินทร์พอใจในสิ่งที่มีแล้วหรือยังคะ?

ตอบ : ยังครับ! ยังอยากได้ทรัพย์สินอีกสักเจ็ดหมื่นล้าน ยังอยากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล ยังอยากเป็นนายกฯเพื่อที่จะได้พูดทุกวันอาทิตย์ ยังอยากเป็นอีกสารพัด ฯลฯ

ที่เขียนมาก็แค่จะบอกว่า ยังอยากกระแนะกระแหน dak done ชาวบ้านอยู่ ส่วนกิเลสอย่างอื่นก็ซาลงไปมากแล้วครับ!

.

-วินทร์ เลียววาริณ-

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s