ของขวัญ

คุณคะ ..

ยังจำได้ไหม ?
เคยได้รับของขวัญครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?
เคยให้ของขวัญอะไรไปบ้าง ?

คุณยังจำได้ไม่ลืมใช่ไหม ?
ว่าเรานั้นต่างเป็น “ของขวัญ” ของกันและกัน

8 comments

  1. “คุณคะ…”

    “อืม มีอะไรหรือ”

    “ยังจำได้ไหม?”

    “ยังจำได้อยู่จ้า ความจำยังไม่เสื่อม และไม่ได้เป็นโรคอัลไซน์เมอร์แต่อย่างใด”

    “เคยได้รับของขวัญครั้งสุดท้ายเมื่อไร?”

    “ไม่รู้”

    “เคยให้ของขวัญอะไรไปบ้าง?”

    “ไม่ทราบอีกเหมือนกัน”

    “คุณยังจำได้ไม่ลืมใช่ไหม? ว่าเรานั้นต่างเป็น “ของขวัญ” ของกันและกัน”

    “ก็เพราะอย่างนี้นั่นแหละจ้า ผมเลยไม่ทราบว่าจะได้รับของขวัญครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้ผมยังได้รับ “ของขวัญ” อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ส่วนคุณจะได้รับ “ของขวัญ” อะไรจากผมบ้างนั้น ผมก็ยิ่งไม่ทราบเข้าไปใหญ่ ทว่าถ้าคุณอยากจะรู้จริงๆ จงนั่งนิ่งๆ แล้วหลับตา เมื่อนั้นหัวใจของคุณจะกระซิบให้ทราบเองว่าได้รับ “ของขวัญ” อะไรจากผมไปบ้าง…นะจ๊ะ”

    .

    .

    .

    วุ้ย เอาล่ะ หวานจนขัณฑสกรอายแล้ว มาอ่านเรื่องผีกันต่อดีกว่าเนาะ

  2. โค้งฝังแค้น (ตอนที่ 2)………………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    เมื่อหนุ่มเจ้าถิ่นมาถึงหน้าร้านค้า ต่างยืนกระจายคนละจุด บ้างด่าบ้างตะโกนมึงมาพาโวย

    ฝ่ายสามคนจร หลังจากดันหลังเถ้าแก่อ้นเข้าร้านก็รีบดึงบานประตูพับปิด แล้วเก็บตัวนิ่งอยู่ในนั้น

    น้าแก่น หนุ่มใหญ่วัยกลางคนที่ค่อนจะสุขุมกว่าใคร เปิดปากเจรจาขึ้นว่า “พวกมึงออกมากราบตีนขอขมาคนบ้านนี้ซะดีๆ แล้วพวกข้าจะยกโทษให้”

    “เอาไงดีวะชวน” จวบ ขอความเห็น

    ชวน ซึ่งคอยสังเกตการณ์ผ่านช่องฝาบ้านอยู่เป็นระยะ เห็นหนุ่มเจ้าถิ่นแต่ละคนล้วนมีท่าทางถมึงทึง บ้างกำมีดบ้างถือปืน ก็รู้ว่าเรื่องนี้เห็นทีจะยอมความกันดีๆ ด้วยคำพูดไม่ได้แน่ เขาหันไปมองหน้าเถ้าแก่อ้นแน่วพลางขบคิดหาทางถอยให้ตัวเองกับพวกพ้อง

    ข้างหนุ่มเจ้าถิ่นที่อารมณ์นับแต่จะฮึกเหิมขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเมื่อยปากจะก่นด่า ไอ้หนุ่มเลือดร้อนผู้หนึ่งจึงเสนอขึ้นว่า “ก็ถ้าพวกมันไม่ยอมออกมาดีๆ แบบนี้ เห็นทีต้องบุกเข้าไปฉะกะมันแล้ว”

    “ก็เอาซีวะ! – เอาเลย!” มีหลายเสียงสนับสนุนเร่งเร้าอารมณ์ให้พลุ่งพล่าน เมื่อเดือดดาลจนได้ที่ หนึ่งในนั้นก็โผเข้าถีบบานประตู ครั้นมีคนจุดประกายอีกหลายคนก็เอาเยี่ยง ทั้งถีบทั้งดันงัดแงะกระทั่งกลอนประตูหลุด

    ขณะเปิดบานประตูออกก็มีเสียงเตือนว่า “ระวังนะโว้ยมันมีปืน!” พอคำว่าปืนหลุดปาก หนุ่มเจ้าถิ่นหลายคนผวาหลบตามสัญชาตญาณของความกลัว

    เงียบ – ทั้งในและนอกร้านค้า ทว่าเป็นเพียงเสี้ยวเวลาสั้นๆ เท่านั้น เพราะในห้วงต่อมา ความสับสนอลหม่านได้ถาโถมเข้าไปจนคับร้าน ทั้งถีบทั้งค้นหาคนร้ายกันไปทั่ว คนดีบางคนเห็นสบโอกาสสวยจึงแอบฉวยเอาสิ่งของภายในร้านติดมือไปด้วย

    หลังแยกย้ายกันค้นหาจนทั่วร้านก็ยังไร้วี่แววของคนร้าย มีเสียงหนึ่งตะโกนมาจากครัวหลังบ้านว่า “พวกมันหนีออกไปทางนี้แล้วโว้ย”

    อีกหลายเสียงก็ดังขึ้นราวกับเป็นฉันทามติว่า “มันหนีก็ตามซีวะ” พูดเสร็จก็กรูออกติดตามคนร้ายไป

    ยามนั้นพระอาทิตย์เรี่ยลงไล้ไหล่เขาแล้ว หมู่วิหคนกกากำลังเหินฟ้ากลับรวงรัง ฝั่งชาวไร่ที่ล้าจากการงาน ก็คอนจอบกำพร้าบ่ายหน้าเข้าหมู่บ้าน ครั้นมาปะกับขบวนผู้ผดุงความยุติธรรมซึ่งกำลังไล่ล่าคนร้ายอยู่ ก็สืบสาวเอาความ จึงแจ้งใจคล้ายกันว่า คนร้ายสามคนนี้จรมาหมายจะฉุดผู้หญิงในหมู่บ้านไปข่มขืน แต่มีคนรู้เท่าเอาทัน ก็เลยพากันบุกเข้าปล้นร้านค้าแทน ซึ่งตอนนี้มิเพียงปล้นเอาเงินทองไปเท่านั้น ยังจับตัวเถ้าแก่อ้นเป็นตัวประกันไปด้วย
    ยิ่งขบวนไล่ล่าคนร้ายทอดยาวออกไปเท่าไหร่ ความจริงยิ่งถูกฆ่ามากเท่านั้น

    ประเด็นเท็จต่างๆ ถูกประดิดประดอยขึ้นมาประดับเรื่องเล่าราวกับสามคนร้ายนี้เป็นฆาตกรที่ฆ่าคนตายจริงๆ บ้างก็ว่าพวกมันมีอาวุธสงครามทั้งปืนเอ็มสิบหกและลูกระเบิด หลายคนบอกว่าคาถาอาคมของพวกมันฉมังนัก อยู่ปืนยืนดาบ ไม่งั้นคงไม่รอดมือกฎหมายมาจนทุกวันนี้ ที่ฟันธงว่าพวกมันคือเสือใหญ่ซึ่งทอดลายมาเหยียบเกียรติคนบางนี้ก็มาก

    ต่างพูดกันไป

    ต่างเชื่อกันไป

    ตามความต้องการที่จะให้มันเป็น

    คนที่มีรถมอเตอร์ไซค์ถูกไหว้วานให้เข้าไปแจ้งความกับตำรวจในเมือง และในระหว่างทางที่จะผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปนั้นให้แวะเตือนชาวบ้านด้วยว่า ขณะนี้มีโจรปล้นร้านค้าแล้วจับเจ้าของร้านเป็นตัวประกันหนีมาด้วย หากใครพบเห็นคนแปลกหน้าซึ่งคาดว่าจะเป็นคนร้าย ให้หลบหลีกแล้วรีบแจ้งข่าวให้ผู้ใหญ่บ้านและคณะติดตามไล่ล่าทราบเบาะแสนั้นๆ ด้วย

    การไล่ล่ายังคงดำเนินต่อไป

    ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายทั้งสามคน เมื่อเห็นว่าเรื่องราวชักจะบานปลาย มีคนมาเข้าร่วมในเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำยืนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพวกตนอีกด้วย ก็เริ่มคำนึงถึงความปลอดภัยในการถอยหนี เพราะชาวบ้านไม่ได้เข้าร่วมมือเปล่าแต่มีทั้งปืนทั้งมีด จึงจำใจจับเถ้าแก่อ้นมาเป็นโล่กันภัยไม่ให้ชาวบ้านยิงใส่พวกตน แต่นั่นกลับเหมือนราดน้ำมันใส่กองเพลิง ไฟความแค้นของชาวบ้านที่ถูกจุดประกายความไม่พอใจขึ้นมากระพือโหมมากขึ้นเพราะเข้าใจว่าพวกตนคิดจะทำร้ายตัวประกันจริงๆ

    ความที่เป็นคนต่างถิ่นรู้จักแต่ทางเข้าหมู่บ้านหนองไข่น้ำ สามคนจรจึงถอยหนีโดยยึดทิศทางของถนนออกหมู่บ้านเป็นหลัก การหนีเลียบเลาะถนนออกมาเช่นนี้เท่ากับเปิดโอกาสให้ชาวบ้านติดตามได้ง่ายขึ้น แทนที่จะหนีเข้าป่าลึกในอีกด้านของหมู่บ้านซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่า

    แล้วทั้งสามก็ถูกต้อนไปจนมุมที่โคกแห่งหนึ่ง

    “วางปืนซะ ปล่อยตัวประกันแล้วออกมาดีๆ เถอะ” ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่เกลี้ยกล่อม “กลับตัวตอนนี้ยังทันนะ มีอะไรก็ออกมาคุยกันได้”

    สามคนจรเริ่มลังเล เพราะรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้พวกตนกำลังตกอยู่ในอันตราย ถูกชาวบ้านซึ่งมีอาวุธครบมือโอบล้อม หากตัดสินใจผิดพลาดอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงถึงชีวิตได้

    “พูดกับมันดีๆ ทำไมผู้ใหญ่” พวกคิดจะหาเรื่องก็เอาแต่ยุ “ปากคนรึจะสู้ปลายปืน ไอ้โจรพวกนี้ต้องยิงทิ้งให้หมดจะได้ไม่หนักแผ่นดิน”

    “เออสิวะ ข้าก็ว่างั้น” อีกหลายเสียงสนับสนุนเพราะอยากจะเห็นความรุนแรง

    สามคนจรและเถ้าแก่อ้นที่ถูกจับมาด้วยยังคงซ่อนอยู่หลังจอมปลวกบนโคกแห่งนั้น หวินกับจวบร่ำๆ ว่าจะออกมามอบตัวกับชาวบ้านหลายครั้งแล้ว แต่ชวนซึ่งลอบสังเกตกิริยาของชาวบ้านอยู่ตลอดเวลาเห็นว่ามีหลายคนที่จ้องจะเอาเรื่องให้ถึงเลือดเนื้อ คงจะจบที่เจรจากันดีๆ ไม่ได้แน่ เว้นเสียแต่จะมีคนที่เชื่อถือได้มาเป็นคนกลางในการพูดคุย

    และแล้วคนกลางที่ว่าก็มา…

    “นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจนะ ออกมามอบตัวเถอะ” หนึ่งในสองของตำรวจที่ขึ้นรถมอเตอร์ไซค์บึ่งมาถึงที่เกิดเหตุกล่าว “ผมรับประกันความปลอดภัยให้พวกคุณได้ ว่าจะไม่มีใครทำอะไรรุนแรงที่นี่เด็ดขาด” ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ให้คำมั่นสัญญา

    “เอาไงดีวะชวน ตำรวจก็มาแล้วนะโว้ย” จวบขอความเห็น

    ชวนซึ่งจับแขนเถ้าแก่อ้นไพล่หลังใช้ปืนจี้ขู่อยู่เริ่มลังเลว่าจะตัดสินใจยังไงดี เพราะถ้าจะให้เจรจากับชาวบ้านคงหนีไม่พ้นการพิพากษาอย่างรุนแรงของกฎหมู่ แต่เมื่อมือของกฎหมายยื่นมาช่วยแบบนี้ น่าจะพูดคุยตกลงกันได้ ว่าพวกตนไม่ได้มีเจตนาร้ายมาตั้งแต่แรกแล้ว ที่เหตุการณ์ดำเนินมาถึงจุดนี้ล้วนเกิดจากการเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น

    “ปล่อยตัวประกันแล้วออกมามอบตัวเถอะครับ” ตำรวจอีกนายกล่าวขึ้นบ้าง “มีอะไรก็ออกมาคุยกันได้”

    “น้า” ชวนพูดกับเถ้าแก่อ้น “ผมจะปล่อยน้าออกไปก่อน แต่น้าต้องเป็นพยานให้กับพวกผมนะว่าพวกผมไม่ได้ปล้นน้า แล้วก็ไม่ได้ทำอันตรายอะไรด้วย”

    “เออๆ ได้ๆ” อีกฝ่ายรีบรับคำ

    ชวนจึงคลายมือปล่อยแขนอีกฝ่าย เมื่อเป็นอิสระแล้วเถ้าแก่อ้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ตะโกนบอกไม่ให้ใครยิง แกค่อยๆ เดินอ้อมจอมปลวกออกมา เมื่อคิดว่าปลอดภัยก็รีบวิ่งเข้าไปหาชาวบ้านทันที

    “เป็นอะไรไหมตาอ้น!?” ต่างชิงกันถาม “พวกมันทำอะไรแกหรือเปล่านี่หือ!?”

    “โอย นึกว่าจะไม่รอดแล้ว” ละล่ำละลักเล่าอย่างตื่นเต้น “พวกมันเอาปืนจ่อคอข้าตลอดเวลาเลย”

    หนึ่งในชาวบ้านที่กำปืนลูกซองยาวมาด้วยพูดเสียงกร้าวว่า “มันจะเหี้ยมเกินไปแล้ว ท่าจะเอาไว้ไม่ได้ไอ้โจรพวกนี้”

    เมื่อเห็นตัวประกันรอดมาได้อย่างปลอดภัย ตำรวจทั้งสองนายก็ใจชื้นขึ้นเป็นกอง หนึ่งในนั้นจึงกล่าวกับสามคนจรที่ยังหลบอยู่หลังจอมปลวกว่า “เอาล่ะ ออกมามอบตัวกันได้แล้ว”

    หวินซึ่งตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวอยู่ตลอดเวลาหมดความอดทนกับเหตุการณ์ที่ลุกลามมามากขนาดนี้แล้ว ยิ่งตำรวจซึ่งน่าจะเป็นผู้มอบความเป็นธรรมให้พวกตนมาถึงเช่นนี้ จึงชิงพรวดขึ้นจอมปลวก ชูมือขึ้นสองข้างกล่าวว่า

    “ผมขอมอบตัวครับ ผมไม่มีอา…..”

    เปรี้ยง!

    เสียงปืนแผดขึ้นในจวนจะโพล้เพล้

    กระสุนนัดนั้นไม่ยอมให้หวินได้มอบตัว มันพุ่งแหวกอากาศมาจากสุมทุมพุ่มไม้ทางซ้ายมือ เจาะเข้าหน้าอกแล้วพาร่างของเขาหมุนคว้างหล่นจากจอมปลวก

    “เชี้ยเอ้ย!” ชวนเดือดดาล “ไหนว่าจะคุยกันดีๆ อีแบบนี้มันหลอกกันชัดๆ นี่หว่า!” พูดเสร็จก็วาดปลายปืนออก กระหน่ำยิงตอบโต้ระบายแค้นที่เพื่อนถูกฆ่า

    ทั้งตำรวจและชาวบ้านต่างกระโดดหลบคมกระสุนกันเป็นแถว ครั้นได้ที่กำบังแล้วก็ยิงตอบโต้เป็นพัลวัน เสียงปืนสั้นปืนยาวลั่นกราวสะเทือนไพรหลายสิบนัด

    เมื่อไฟสงครามมอด ทุกอย่างจมอยู่ในความเงียบ มีเพียงควันปืนลอยอ้อยอิ่งในอากาศและใจทุกดวงที่เต้นรัวราวจะกระดอนออกจากอก ตำรวจและชาวบ้านจึงค่อยๆ กระชับวงล้อมเข้าหาจอมปลวกนั้นช้าๆ พอเข้าใกล้จึงสังเกตเห็นว่า สองในสามคนจรคือหวินกับชวนถูกยิงแน่นิ่งไปแล้ว ส่วนจวบซึ่งดึงร่างเพื่อนมาเป็นโล่กันกระสุนให้ตัวเองยังมีชีวิตอยู่

    “ปล่อยผมไปเถอะนะครับ ผมขอร้องล่ะ” จวบยกมือไหว้ขอชีวิตจากชาวบ้านที่ตีวงล้อมกันเข้ามา

    การไหว้วอนไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคมมีดขอที่หวดลงมาตัดมือทั้งสองข้างนั้นขาดกระเด็นไปแล้ว เขาประคองกอดแขนที่ขาดด้วยความเจ็บปวด ตวัดตาแดงฉานราวกับชโลมด้วยเลือดขึ้นมองเจ้าของมีด แล้วแช่งด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ นานา ก่อนคำสาปส่งของคนใกล้ตายจะแสลงหูไปมากกว่านั้น คมมีดก็แหวกอากาศลงอีกคำรบ คราวนี้คอของเขาแทบจะหลุดออกจากบ่าเลยทีเดียว

    “ไม่น่าจะรุนแรงขนาดนี้เลยนะครับ” ตำรวจก็พูดไปตามเพรง “ไหนๆ เขาก็ยอมมอบตัวแล้ว”

    “ปั๊ดโธ่ คุณตำรวจนี่” เสียงชาวบ้านดังขรม “ก็เห็นๆ อยู่ว่าพวกมันเป็นโจร ซ้ำยิงต่อสู้อีกต่างหาก หรือจะรอให้ชาวบ้านถูกยิงตายก่อนงั้นหรือครับ”

    เมื่อเสียงของกฎหมู่ดังระงมรอบทิศทาง เสียงของกฎหมายก็ค่อยๆ แผ่วลงกระทั่งหายไปกับควันรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งออกจากจุดเกิดเหตุไปในที่สุด

    ชาวบ้านหลายคนที่เสร็จจากไร่นาและคอนจอบติดไหล่มาด้วย ทนดูสภาพศพที่แสนจะอุจาดนั้นไม่ไหว เลยช่วยกันลากศพทั้งสามออกจากหลังจอมปลวก ขุดดินฝัง ณ ทางโค้งแห่งนั้นนั่นเอง

    คล้อยไปอีกหลายเดือน เมื่อข่าวคราวการเสียชีวิตของสามโจรเริ่มเหือดหายไปกับเลือดเนื้อที่เน่าเปื่อยของพวกเขา มีหญิงชราคอนหาบกระบุงมาจากด่านขุนทดจรเข้ามาในหมู่บ้านหนองไข่น้ำ ใบหน้าของแกซีดตอบ ผิวหนังเหี่ยวย่น หลังงองุ้มเหมือนเคียวขึ้นสนิทที่เกาะอยู่ริมข้างฝาห้างนามานานปี แววตาเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่นเหมือนคนที่ตั้งความหวังเอาไว้สูงแต่ในขณะเดียวกันก็กลัวที่จะผิดหวังด้วย

    ตอนกลางวันแกบอกชาวบ้านว่าจะมาหาซื้อพริกซื้อมะเขือ

    ตอนกลางคืนแกกลับแอบออกไปทำหน้าที่ของ “แม่” ที่ควรจะทำต่อลูก

    เช้าวันถัดมาแกก็จากหมู่บ้านหนองไข่น้ำไปเงียบๆ แต่ดวงตานั้นผิดกับเมื่อวานอย่างชัดเจน เพราะเช้าวันนี้แววตาของแกไม่อ้างว้างว้าเหว่ ราวกับภารกิจลับที่แกแอบมาทำเสร็จสมบูรณ์แล้ว บนปากกระบุงทั้งสองใบพูนอยู่ด้วยพริกแห้งและเครื่องเทศต่างๆ ที่จะช่วยดับกลิ่นเหม็นของกระดูกลูกชายของแกซึ่งซ่อนอยู่ข้างในนั้นได้

    แม้กระดูกของทั้งสามจะไม่อยู่ที่โค้งแห่งนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่ความอาฆาตแค้นของดวงวิญญาณยังถูกฝังอยู่ ณ โค้งแห่งนั้น รอเวลาระบายแค้นกับใครก็ตามที่ถึงคราวเคราะห์ซึ่งผ่านมาด้วยความไม่รู้ตราบเท่าทุกวันนี้

    1. อ่า ..

      ตั้งแต่ที่ท่านอุตส่าห์เอามาแปะไว้ให้ ข้าพเจ้ายังไม่มีโอกาสได้เข้า blog ตอนกลางวันเลยค่ะ ครั้นจะอ่านตอนกลางคืนก็ยังไงอยู่

      คืนนี้ก็อีกคืนนึง ขออนุญาตแปะโป้งไว้ก่อนนะคะ

      แหะๆ .. ^ ^’

      ป.ล. ได้รับวารสารจากทางวัดแล้ว ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะท่าน
      -/\-

  3. อ่า…ของขวัญๆ ในนี้มีแต่ของขวัญทั้งนั้นเลย

    ขอบคุณค่ะ ^^

    1. จะรีบไปไหนคะท่าน
      จะรีบไปไหน

      .
      .

      อยู่ช่วยกันห่อของขวัญก่อนค่า

      ^o^

      1. ห่อเสร็จแล้วขอกลับบ้านด้วยนะคะ หุหุ

  4. อุ๊ย มีเทคอะเวย์กันด้วย

    กินได้ไหม? กินด้วยคนสิ

  5. 555555+

    ท่านทั้งสองนี่จริง ๆ เล้ยยย

    .
    .

    ช่วงเวลาที่ได้คุยกะเหล่าท่านนี่ ข้าพเจ้ารู้สึกดีจริงๆ
    เหมือนชีวิตได้เข้าสู่ Safe Mode เลยค่ะ

    (( เข้ายุคดาวเทียมดื้อหน่อยเนาะ ทันสมัยกะเค้านิดนึง .. อิอิ))

    ขอบพระคุณมากนะคะ
    สุขสันต์วันศุกร์ค่า ^ ^ v

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s