“กรอบอากาศ” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

April 4, 2011 at 5:23 pm
.

.

“หล่อนคือปติมากรรมธรรมชาติที่ขังอยู่ในกรอบอากาศ”

ผมเก็บประโยคนี้มาจากพ่ออาวรงค์ วงษ์สวรรค์

บัดดลที่อ่านประโยคนี้จบ ภาพของสาวน้อยโมนาลิซ่า ของอัจฉริยะเส้นสายและแสงสี เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็เดินคลี่ยิ้มเข้ามาในความคิดของผม บ่ห่อนนาน เธอก็หายวับกลับไปสถิตอยู่ในกรอบทอง ณ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ประเทศฝรั่งเศส เช่นเดิม

ครับ ใช่ เธอถูกขังอยู่ที่นั่น

ผมต้องซูฮกให้กับเซ้นต์ศิลป์ที่ซอกซอนเข้าถึงความสวยของพ่ออาวรงค์ ที่หยิบคำเพียงไม่กี่ถ้อยมาทอดเป็นความงามได้อย่างลึกซึ้งและกว้างไกลยิ่งนัก เพราะการเปรียบเทียบหญิงสาวว่าสวยราวปติมากรรมนั้นนับว่ามีมิติให้ตรึกตรองแล้วว่าหล่อนจะงามเพียงใด ยิ่งได้รู้ว่ามือที่ปั้นหล่อนขึ้นมาคือ ‘ธรรมชาติ’ ยิ่งชวนให้ฉงนสนเท่ห์เข้าไปใหญ่ เพราะอะไรก็ตามที่งามแบบ ‘ธรรมชาติ’ หรือ ‘ธรรมดา’ มัก ‘ไม่ธรรมดา’ คือยากจะหาถ้อยคำมาพรรณาได้

เท่านั้นยังไม่พอ

การเติมคำว่า ‘กรอบอากาศ’ เข้ามาในประโยคนี้ด้วยยิ่งขับเน้นถึงความงามแบบทะลุกรอบ ไร้ขีดจำกัดเรื่องกาล สถานที่ และอิริยาบถ คือไม่ว่าเธอจะอยู่ในเวลาใด แห่งหนไหน ท่วงท่าใด ความงามที่ธรรมชาติมอบให้จะเปล่งประกายออกมาประจุอยู่ในมวลอากาศซึ่งเป็นกรอบรายรอบตัวเธออยู่นั่นเอง

เคยมีใครบางคนหล่นคำพูดเอาไว้แถวนี้ว่า “ผู้หญิงทุกคนจะสวยเมื่อมีความรัก”

ฉะนั้น ถ้าอยากรู้ว่าผู้หญิงคนใดคือปติมากรรมธรรมชาติที่ขังอยู่ในกรอบอากาศแล้วล่ะก็ ให้ถามชายหนุ่มผู้กำลังหลงรักผู้หญิงคนนั้นๆ อยู่ เพราะเขาเท่านั้นที่มีสายตาอันธรรมชาติมอบให้มองเห็นความงามในตัวเธอ

เอาล่ะครับ ผมพาเดินทอดน่องชื่นชมความงามมาพอสมควรแล้ว คราวนี้มาเข้าเรื่องที่ผมจะกล่าวถึงจริงๆ เสียที

สิ่งที่ว่านี้คือ “กรอบอากาศ”

ในอากาศนี้ประจุกรอบอยู่ ๕ กรอบ เป็นเครื่องครอบหรือเป็นสิ่งกั้นผู้คนออกจากกัน

๑. กรอบที่อยู่อาศัย – ว่ากันไปตั้งแต่ห้องแคบๆ เท่ารูหนู หรืออาณาบริเวณแค่เชิงสะพานลอย ไปจนถึงคฤหาสน์อลังการ คนเราได้แบ่งพื้นที่เพื่อมีสิทธิ์เข้าถือครองบริเวณนั้นๆ กันทั้งสิ้น ทั้งที่จริงแล้วผืนดิน แผ่นฟ้า อากาศและแสงอาทิตย์ ไม่ได้ผูกขาดว่าจะเป็นของใครเลย

กรอบอากาศประเภทแรกนี้รวมไปถึงความเป็นประเทศต่างๆ ของผู้คนในแต่ละสัญชาติซึ่งเปรียบเหมือนผู้อาศัยอยู่ในดินแดนนั้นๆ ด้วย

๒. กรอบสกุล – ความเป็นวงศาคณาญาติคือมีนามสกุลเดียวกัน ความเป็นภาคนิยม และชาตินิยม

๓. กรอบผลประโยชน์ – การดำรงชีวิตของคนเราล้วนต้องประกอบสัมมาอาชีพไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุข้าวของ เครื่องอุปโภคบริโภค เหตุนั้นมนุษย์จึงมีความโน้มเอียงที่จะรักษาผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ การปกป้องผลประโยชน์ทั้งหลายโดยไม่เลือกวิธีการ เป็นปัญหาซึ่งมองเห็นได้ในทุกองคาพยพสังคมคน

๔. กรอบสรรเสริญ – เสียงสรรเสริญเยินยอคือกรอบชนิดหนึ่งซึ่งกั้นผู้ที่กำลังถูกมันเล่นงานอยู่ให้ห่างไกลจากความจริงออกไปเรื่อยๆ เว้นเสียแต่ผู้ฟังจะมีใจหนักแน่นเป็นกลาง มองทะลุม่านมายาแห่งถ้อยคำได้ จึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อของถ้อยคมคารมความ

๕. กรอบวิชาความรู้ – สิทธิบัตร สิทธิทางภูมิปัญญา และอีกสารพัดสิทธิฯ ที่ผู้คนจะจดทะเบียนเพื่อถือครองหรือแสดงความเป็นเจ้าของสิ่งที่ตนคิดค้นขึ้นมา

ครั้นถึงคราที่จะถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นต่อก็จะบอกไม่หมด เพราะกลัวผู้อื่นจะรู้เท่าตนหรือรู้มากกว่าตน

การทะลวงกรอบวิชาความรู้ได้ นอกจากจะเป็นคนไม่หวงความรู้แล้วยังจะเป็นผู้มองอะไรแบบสัมพันธ์กันหมดอีกด้วย

กรอบห้ากรอบนี้คือ “เปลือกของคน” ซึ่งรอการ “ลอกคราบ” จากผู้ที่คิดจะปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ นั่นคือ

ไม่ยึดติดอยู่กับถิ่นฐานบ้านเกิด จะอยู่ที่ไหนก็ใต้ฟ้าตะวันเดียว

ไม่มีเชื้อชาติมีแต่มนุษยชาติ โลกทั้งผองพี่น้องกัน

ไม่ให้ความสำคัญเรื่องการได้มาเท่ากับการแบ่งปันออกไป

ไม่ติดจมอยู่กับคำชมเชย มีจิตอิสระ เป็นไทเหนือถ้อยคำ

ไม่หวงแหนความรู้ ไม่ผูกตัวเองอยู่กับวิชาการแขนงเดียว

.

.

.

-คม-

.

.

“งานเขียนหนังสือเป็นการทำงานโดดเดี่ยวอยู่กับตัวเอง เป็นงานความคิด ดังนั้นการอ่าน การสังเกตชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สำหรับคนที่อยากเข้ามาเขียน ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการอ่าน อ่านมากๆ อ่านให้แตก แล้วก็ฝึกฝน ก็มีเท่านี้แหละครับ ที่เหลืออยู่ที่คนอยากเขียนอึดพอหรือเปล่า”

.

.

.

-ขำ-

.

.

“หมอดูปราบดา”

ถาม : คุณวินทร์เคยเขียนเอาไว้ว่า “ศาสตร์หมอดูก็คือหลักความน่าจะเป็น” งั้นคุณปราบดาก็เป็นหมอดูได้ซิคะ!

ตอบ : ขำอ่ะ

-วินทร์ เลียววาริณ-

10 comments

  1. สวัสดีค่ะทุกท่าน

    เข้ามาปุ๊บก็ได้อ่านงานดีดีอีกล่ะ ขอบคุณคุณสิญจน์ที่นำมาแ่บ่งปันนะคะ

    ช่วงนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้เข้าเน็ตอ่ะ ห่างหายไปบ้างแต่ไม่ห่างเหินนะคะ
    ที่ไม่ได้เข้าเพราะโรคขี้เกียจกำเริบ บวกกับงานการที่มากขึ้น ^^”

    รักษาสุขภาพด้วยค่ะทุกท่าน

  2. สวัสดีจ้าคุณแซดฯ

    ครับ ด้วยความเต็มใจครับ

    รักษาสุขภาพด้วยนะครับ เพราะอะไรๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการมีสุขภาพที่ดี

  3. เอาเรื่องผี่ตาโบ๋วมาหลอกคนแถวนี้เล่นดีกว่า

    นี่แน่ะ!

  4. โค้งฝังแค้น (ตอนที่ 1) …………….. โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “มีคนตายที่นั่นเรื่อยแหละ โค้งมันมีอาถรรพ์” คุณลุงที่ผมมาทำงานด้วยพูดถึงทางโค้งแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ “ตอนที่ลุงกลับจากอังกฤษคราวก่อนโน้น พ่อใหญ่ตู้ คนรู้จักมักคุ้นกันก็มาหาที่บ้าน กินเหล้าด้วยกันอยู่แท้ๆ พอแกเดินกลับบ้านเท่านั้น ยังไม่ทันพ้นโค้งที่ว่า ก็ไปถูกปิคอัพชนเละกลางถนน ไส้ไปทาง หัวไปทาง”

    คุณป้าซึ่งกำลังหั่นผักอยู่ข้างๆ เสริมขึ้นบ้างว่า “ตอนที่ลูกชายไปดูศพพ่อนั้น ป้าก็อยู่ด้วย ลูกชายชี้ไปที่เศษไส้เศษหัวของพ่อ แล้วพูดสั่นงันงกตลอดเวลาว่า พ่อกูหรือนี่ ไหนพ่อกู นี่เหรอ” คุณป้าเล่าด้วยน้ำเสียงสลดแล้วกระแทกเสียงอย่างสังเวชต่อภาพที่ติดตามาว่า “โอ้ย! เนาะ! ก็คนมันเละหมด ใครจะจำได้ เหลือแต่ไส้กับหัว ไส้ใครหัวใครก็คือๆ กันนั่นแหละ”

    คุณลุงว่าต่อ “จั๊กมันเป็นอะไร แกถึงไปตายที่นั่นก็ไม่รู้ ผีบังตาละมั้ง เลยมองไม่เห็นรถ”

    “ก็ตั้งแต่ไอ้สามคนแรกตาย ที่ตรงนั้นก็มีคนตายมาเรื่อย วิญญาณพวกมันคงแค้นที่ถูกฆ่าเหมือนหมูเหมือนหมา” คุณป้าเปิดประเด็นไปถึงปฐมกรรมอันเป็นรากฐานของอาถรรพ์

    ผมซึ่งยืนฟังอยู่ข้างๆ ซักถามต่อไปว่า “โอ้ว มีคนถูกฆ่าตายที่นั่นมาก่อนหรือป้า เรื่องเป็นยังไงหรือ”

    “อืม” คุณป้ารับคำก่อนเล่าต่อ “ชาวบ้านพากันรุมฆ่าพวกมัน หาว่าเป็นโจร”

    ฟังมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มให้ความสนใจกับประเด็นฆาตกรรมมากกว่าความเป็นโค้งอาถรรพ์ของสถานที่แห่งนั้นเสียแล้ว เพราะน้ำเสียงที่คุณป้าเล่ามา ราวกับจะบอกว่านั่นไม่ใช่การฆ่าคนตายธรรมดา ทว่ามีเงื่อนงำบางอย่างอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้

    “เป็นโจร?” ผมขยายความสงสัยต่อไปว่า “เอ…เป็นโจรหรือไม่เป็นโจรไม่น่าจะแยกออกยากนี่นาป้า”

    แล้วคุณป้ากับคุณลุงก็สลับกันเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผมฟัง ซึ่งผมจะเล่าให้ทุกท่านฟังต่อว่า…

    .

    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ณ บ้านหนองไข่น้ำ อำเภอจตุรัสในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันนี้แยกออกมาเป็นอำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ

    บ่ายจัดวันหนึ่ง มีหนุ่มสามคนจรเข้ามาในหมู่บ้านหนองไข่น้ำ หัวใจที่อยู่ในวัยคะนองของพวกเขาพาเท้าทั้งหกข้างย่างไปหาสาวน้อยนางหนึ่งซึ่งกำลังหาบน้ำกลับบ้าน ครั้นทันทรามเชยก็เอ่ยวจีออกจีบ เพียงสาวเจ้าชายตามองก็ทราบว่าสามหนุ่มนี้เป็นคนต่างถิ่น เพราะหนุ่มในหมู่บ้านนี้มีไม่กี่สิบคนและเธอล้วนคุ้นหน้าสิ้น อาจจะด้วยอารามรีบหรือไร หรืออาจจะด้วยไม่ไว้ใจหนุ่มต่างถิ่น เธอจึงรีบสาวเท้าเพื่อผละจากพวกเขา

    ทว่า…“เดี๋ยวสิจ๊ะน้องสาว หยุดคุยกันหน่อยไม่ได้หรือ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นหลังจากปรี่ตามจนทันแล้วฉุดหัวไม้คานของเธอไว้

    “คนบ้านนี้รึกะไร ช่างแล้งน้ำใจนัก พวกพี่จรมา คอแห้งเหมือนทางเกวียนเดือนห้า ขอน้ำเย็นๆ จากหาบนี้ชโลมฝุ่นผงในคอให้ชื่นใจบ้างมิได้เชียวหรือ” ต่างบรรเลงเพลงจีบอย่างสนุกสนาน

    “ปล่อย! ฉันรีบกลับบ้าน!” เธอปิดท่าไม่ยอมให้พวกเขาทอดสะพานมา

    “โธ่ จะรีบไปไหน” ชวน พูดพลางเสนอตัวเข้าช่วย “มา ส่งหาบมานี่ พี่หาบไปส่งที่บ้านก็ได้”

    “ไม่! ไม่ต้อง! อย่ามายุ่ง!” เธอปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับยึดไม้คานไว้กับไหล่มั่น ฝ่ายเจ้าหนุ่มก็ตื้อไม่ถอย หวังจะช่วยด้วยบริสุทธิ์ใจ ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นการยื้อยุดฉุดดึงหาบน้ำกันอยู่ ระหว่างนั้นมีหนุ่มในหมู่บ้านผ่านมาเจอพอดี จึงปรี่เข้ามาช่วยฝ่ายหญิง หะแรกก็เกิดปากเสียงกันธรรมดา ต่อมาก็กลายเป็นการชกต่อยกันขึ้น หนุ่มเจ้าถิ่นมาคนเดียวไหนจะสู้สามคนจรได้ จึงจากไปพร้อมกับความแค้นที่อาฆาตว่าจะพาพรรคพวกกลับมาล้าง

    ในระหว่างชุลมุนกันอยู่นั้น หญิงสาวเห็นสบโอกาสดีจึงรีบหาบน้ำที่เหลือเพียงครึ่งหาบหนีไป เป็นอันว่าการจีบสาวคราวนี้จบลงแบบไม่สวย

    เมื่อเหตุการณ์สงบลง จวบ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีจึงเอ่ยขึ้นว่า “เฮ้ย ชวน ข้าว่าพวกเรารีบไปบ้านญาติไอ้หวินมิดีกว่าหรือ” เขาหมายถึงบ้านของคนรู้จักกันซึ่งอยู่ในคุ้มฟากตะวันตกของหมู่บ้าน “ปะว่าไอ้หมอนั่นพาพวกมาจริง เรามิแย่หรือ”

    “เฮ่ย กลัวอะไร” ชวน ซึ่งมีอายุมากที่สุดในกลุ่มพูดเสียงขาด “พวกมันมาก็สาสะกันหน่อยปะไร จะมีดจะปืนข้ากลัวใครที่ไหน หน้าไม่เหมือนพ่อปั๊ดฉะแหลก” พูดพลางกระชับย่ามที่สะพายมาด้วย ในนั้นมีเขี้ยวเล็บของนักสู้ภูธรที่ชอบสัญจรบนวิถีนักเลง เขาสืบเท้านำสองหนุ่มฝ่าเข้ากลางหมู่บ้าน

    ขณะที่หนทางจากฟากตะวันออกของหมู่บ้าน พาสามหนุ่มมุ่งสู่บ้านคนรู้จักฟากตะวันตกนั้น ทั้งสามเดินผ่านร้านขายของชำแห่งหนึ่ง จึงแวะเข้าไป หมายซื้อบุหรี่กับเหล้าขาวสักขวด ระหว่างยืนรอเถ้าแก่อ้นไปหยิบของให้ ก็ได้ยินเสียงขึงมาจากด้านหลัง

    “ไอ้สามตัวนี้แหละที่ข่มเหงสาวบ้านเรา”

    ไม่ต้องหันมองก็รู้ว่าเป็นเสียงของโจทก์เก่าที่เพิ่งฉะปากกันมาเมื่อครู่ แต่พอหันมอง พวกคนจรต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ เพราะคราวนี้หนุ่มเจ้าถิ่นมากันสี่คน

    “อย่ามากล่าวหากันนา พวกข้าแค่เข้าไปขอน้ำกินเท่านั้น ไม่คิดรังแกใคร” หวิน ซึ่งอายุน้อยที่สุดในกลุ่มอธิบาย

    “ปด! – ข้าเห็นกะตา เอ็งอย่ามาปด นี่ถ้าข้าไม่ปะเข้าก่อน พวกเอ็งมิฉุดอีนางไปข่มขืนแล้วหรือ จับหัวดึงหางไม้คานผู้หญิงแบบนั้น มันผิดผีคนบ้านข้าโว้ย!” อีกฝ่ายโต้กลับด้วยความแค้น อ้างถึงธรรมเนียมของคนในหมู่บ้านด้วย

    “ปากยังงี้ ปั๊ดตะบันฟันร่วง” ชวน สวนกลับ

    “เอาซีวะ!” คำพูดหลุดปาก หนุ่มเจ้าถิ่นที่จ้องมาเอาเรื่องก็กรูเข้าหาคนจร ระดมมือ เท้า เข่า ศอก และทุกส่วนของร่างกายออกเป็นอาวุธตามแต่จังหวะของการต่อสู้ การต่อยกันแบ่งออกเป็นสามคู่ สองคู่แรกสู้กันแบบตัวต่อตัว แต่ชวนคนเดียวต้องรับมือหนุ่มเจ้าถิ่นสองคน ระหว่างบดกันด้วยหมัดอยู่นั้น พลันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

    “เฮ้ย! ปืน!”

    เพียงชื่อเครื่องมือของมัจจุราชที่สามารถปลิดชีวิตได้ง่ายๆ ดังขึ้น สายตาทุกสายล้วนส่ายมองว่าอาวุธที่ว่านี้อยู่ในมือใคร

    “พวกข้าล้วนมาดีไม่ได้คิดมาหาเรื่อง” ชวน กำด้ามปืนมั่น วาดปลายปืนไปหาหนุ่มเจ้าถิ่นซึ่งชะงักค้างคนนั้นทีคนนี้ที แล้วกล่าวต่อ “ปะว่าอยากจะหาเรื่องกันจริงๆ พ่อปั๊ดยิงไส้แตก – มา! ใครจะเข้ามาก่อนก็มา!” กระแทกเสียงขู่ราวกับว่าคราวนี้เขาเอาจริงแล้ว

    เมื่อยืนต่อหน้าทูตแห่งความตายแบบนี้ หนุ่มเจ้าถิ่นทั้งสี่ล้วนมีสีหน้าสลด แล้วคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “เออ! พวกกูไปก็ได้วะ ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!” ทิ้งความอาฆาตไว้แล้วถอนเท้าจากไป

    “เอาแล้วไหมล่ะ มีเรื่องกันจนได้” หวิน กล่าวหวาดๆ

    “ใช่เราอยากหาเรื่องพวกมันก่อน เมื่อมันร้ายมาก็ร้ายไป” ชวน พูดพลางเก็บปืนเข้าย่าม แล้วกวาดสายตาเข้าไปในร้านตะโกนขึ้นว่า “เหล้ากับยาล่ะโว้ยได้หรือยัง!”

    เงียบ – ไร้การเคลื่อนไหวใดๆ ในร้าน

    “บ่ะ! คนบางนี้มันเป็นอะไรไปหมดแล้วโว้ย! มาดีก็มีเรื่อง จะซื้อของก็ไม่ขายอีกหรือ เดี๋ยวพ่อปั๊ดปล้นซะนี่”

    สิ้นเสียงฉุนของชวน มีเสียงดังกุกกักอยู่ในร้าน แล้วเถ้าแก่อ้นก็เดินสั่นงันงกออกมาช้าๆ ในมือถือขวดเหล้ากับซองบุหรี่ออกมาด้วย

    “เอา…” พูดพลางยื่นของให้พวกเขา

    “เออ นี่เงิน เอาไป” จวบ ยื่นเงินให้เถ้าแก่

    แม้จะกลัว แต่ด้วยความเป็นพ่อค้าที่ต้องทำมาค้าขาย แกจึงยกมือซึ่งสั่นเทาขึ้นรับเงิน แต่ยังไม่ทันจะสัมผัสเงิน ก็มีเสียงดังพ้นโค้งห่างออกไปไม่ไกลมาว่า

    “นั่น! พวกมันอยู่นั่น!”

    สามคนจรคาดไม่ถึงว่าหนุ่มเจ้าถิ่นจะย้อนกลับมาเร็วขนาดนี้ และที่คาดไม่ถึงอีกก็คือ คราวนี้มีคนมาร่วมสิบ ในมือมีทั้งมีดและปืน บ้างถือปืนสั้นบ้างกำปืนยาว

    “ฉิบแล้ว!” หวิน อุทาน

    “ท่าจะไม่ดีว่ะชวน” จวบ ก็ออกอาการหวาด

    ชวน ไม่พูดอะไรสักคำ แต่ดันเถ้าแก่อ้นเข้าร้านแล้วตามติดเข้าไปด้วย

  5. โอ้โห ..

    อ่านไปใจเต้นตึ๊กตั๊กๆ ไปด้วยเลยค่ะท่านป๋า กะลังจะบิ้วอารมณ์ได้ที่เชียว .. ตัดฉับ ! ต้องรออ่านตอนต่อไปซะงั้นอ่ะ

    .
    .

    ขะใจ๋ส่งต้นฉบับตอนต่อไปเวยๆ เน้อเจ้า

    (( กลัวก็กลัว อยากอ่านก็อยาก .. ลำบากใจแต้ๆ ))

    .
    .

    ยะฮู้วว .. !! ท่านรอง !!

    เป๋นจะไดพ่องคะ ? สบายดีแม่นก่อ ?
    งานหนัก พักผ่อนมากๆ นะคะ

    สุขสันต์วันสุขค่ะ😀

  6. จ้า ตอนที่ 2 ก็เขียนเสร็จแล้วล่ะจ้า แต่ยังไม่ขอโพสต์ตอนนี้นะ รออีกแป๊บให้พระอาจารย์ที่เบอร์มิงแฮมพิมพ์วารสารธรรมะออกแจกจ่ายให้มวลสมาชิกบนเกาะอังกฤษและอีกหลายประเทศในยุโรปก่อน รับปากว่าถ้าวารสารถึงมือสมาชิกเมื่อไหร่ผมจะนำตอนที่สองมาโพสต์ที่นี่เลยจ้า
    🙂

  7. อ๊ากกกกก อารมณ์ค้างงงงงง

    รีบมาต่อตอนต่อไปด่วนเลยค่ะท่านสิญจน์

    สวัสดีทั้งสองท่านนะคะ

    ข้าพเ้จ้าก็เรื่อยๆ ตามประสาแหละค่ะ
    พักผ่อนก็พักนะคะ พักในเวลางานบ้างก็มี ^^”

    ขอบคุณทั้งสองท่านนะคะ รักษาสุขภาพเช่นกันค่ะ ^__^

  8. อ้าว เปิดหน้านี้ไว้นาน คุณสิญจน์ มาเมื่อไหร่เนี่ย
    ทักทายๆ ค่ะ จะรอตอนต่อไปนะคะ ^^

  9. สวัสดีจ้าคุณแซด

    ครับ ตามที่บอกท่านประธานไปแล้วนั่นแหละครับ เดี๋ยวจะนำมาโพสต์น้าาาาา

  10. สวัสดีค่ะทุกท่านนนนนน ..

    โอ้ย ..
    วันนี้ช่างเป็นวันอาทิตย์ที่วุ่นวายแท้ๆ

    .
    .

    หวังว่าทุกท่านจะสบายดีนะคะ
    ขอให้มีชีวิตสงบสุขกับถ้วนหน้าเด้อค่า

    ^ ^ v

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s