“อาหารคือมายา ข้าวปลาคือของปลอม” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

March 3, 2011 at 7:11 am

.

“จงเขียนความจริงเป็นบรรทัดแรก”

คือคำแนะนำของนักเขียนนามอุโฆษ – เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ซึ่งพ่ออาวรงค์ วงษ์สวรรค์ – พญาอินทรีแห่งฟ้าอักษร นำมาบันทึกเอาไว้ในคอลัมน์ ‘2 นาที’ ของท่านต่ออีกทอด ให้ใครก็ตามที่อยากจะเป็น ‘คนเขียนหนังสือ’ นำไปใคร่ครวญแล้วปฏิบัติตาม เชื่อว่าจะทำให้งานเขียนของเขา ‘มีแรงกระทบ’ คือดึงดูดใจผู้อ่านได้บ้างอย่างแน่นอน

“การทำอาหารให้อร่อยมีเคล็ดลับง่ายๆ แค่ใส่ใจลงไปด้วยเท่านั้น”

แม้คำกล่าวเชยๆ นี้ไม่ได้เป็นบรรทัดแรกของบทความ แต่มันก็คือความจริงในเรื่องของการทำอาหารใช่ไหม?

‘ความจริง’ คือสิ่งที่มนุษย์โหยหาอยากเข้าถึง อยากรู้แจ้ง แต่ก่อนจะทะลวงเข้าไปถึงความจริงได้ เปลือกซึ่งห่อหุ้มความจริงอยู่มักจะดึงความสนใจของมนุษย์ไปเสียก่อน

เช่นเดียวกับเรื่องของอาหาร สัจธรรมของการกินก็เพื่อค้ำจุนชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไป แต่เปลือกคือความอร่อยกลับเป็นสิ่งที่มนุษย์เกือบจะทั้งหมดต้องการมากที่สุดในการกินอาหารแต่ละครั้ง – จริงหรือไม่จริง?

เมื่อตัวหนังสือเดินทางมาถึงบรรทัดนี้ ผมค้นพบว่าถ้าเอาความต้องการของมนุษย์เป็นตัวตั้งแล้ว ‘ความจริง’ จะมีหลายระดับมาก ยกตัวอย่างเช่นการทำอาหาร การปรุงอาหารแต่ละอย่างให้ถูกต้องตามสูตรนั้นๆ ล้วนมีขั้นตอนเป็นแบบเฉพาะตามต้นตำรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าการปรุง ‘ผิดสูตร’ คือฉีกแนวออกไปจากตำรับเดิมจะผิด เพราะความจริงซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปอีกก็คือเมื่อปรุงอาหารนั้นเสร็จแล้วอร่อยไหม ถ้าถูกลิ้นแล้วอร่อยก็ถือว่าตรงตามกติกาปาก

ทว่าความจริงเรียบๆ ซึ่งซ่อนลึกๆ อยู่หลังลีลาการปรุงและรสชาติที่หลากหลายของอาหารก็คือ ‘อาการอิ่ม’

อิ่มจากอาหารประเภทไหนและรสชาติใดก็คืออิ่ม

บางคนอาจจะอิ่มจากข้าวเหนียวส้มตำ บางคนอาจจะจบมื้อด้วยข้าวยำน้ำบูดู ขณะที่ผู้คนในอีกซีกโลกหนึ่งอาจจะกินแค่ขนมปังทาเนยหรือป้ายแยมก็อิ่มแล้ว

อิ่มกายนั้นยังพอทำเนาเข้าใจว่าได้จากอาหารการกินหลายร้อยพันประเภท แต่ใจกลับมีอาหารที่จะทำให้อิ่มมากยิ่งกว่านั้น เพราะใจมีปากอีก ๕ ปากในการกินอาหาร

๑. ปากตากินรูป
๒. ปากหูกินเสียง
๓. ปากจมูกกินกลิ่น
๔. ปากผิวกินสัมผัส
๕. ปากจิตกินเจตสิก – คิดปรุงแต่งไปร้อยสันพันประการตามแต่ความรู้สึกนึกคิดจะพาไป

การที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เสพสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบอย่างเดียว การไม่ชอบ และรู้สึกเฉยๆ ล้วนคืออาหารของทวารทั้งหกเช่นกัน

ใช่เพียงเท่านี้ เพราะที่ใดมีชีวิตที่นั่นย่อมมีการเคลื่อนไหว – กายขยับจิตเขยื้อน เมื่อเคลื่อนไหวไปมาหาสู่กันก็ย่อมมีภาษามาสื่อสาร ก็แล้วอันใดเล่าหนอที่เป็นอาหารคือเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวไปมา เป็นต้นธารของความคิดและคำพูด สิ่งนั้นคือเจตนาหรือความจงใจ (กรรม) หากขาดความจงใจไปเสียแล้ว การเคลื่อนไหวไปมาต่างๆ จะเป็นเพียงการทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น เช่นการใช้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นผลของการกระทำ คำที่พูด และความคิดมาก่อนนั่นเอง (เสวยวิบาก)

ท้ายสุด ในวงเวียนสังสารวัฏอันกว้างใหญ่ไร้ซึ่งจุดจบและยากจะหยั่งถึงจุดเริ่มต้นนี้ มีอะไรเป็นมูลเหตุให้ดวงจิตท่องเที่ยวไปในภพต่างๆ ไม่รู้สิ้นเล่าหรือ สิ่งนั้นคือวิญญาณหรือธาตุรู้ (ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค มีชื่อเรียกวิญญาณอีก ๙ ชื่อ คือ จิต มโน มนัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ) ผู้รู้ที่ยังหลงอยู่กับความลวง (อวิชชา) ทางอายตนะทั้งหลาย คือปัจจัยที่เอื้อให้วงจรปฏิจจสมุปบาทหมุนไปไม่รู้จบ

หลักการเรื่องอาหารนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนมานานนับสองพันกว่าปีแล้ว ทว่าครอบคลุมดวงจิตทุกดวง เพราะไม่ว่ายุคใดสมัยใด จะเป็นคนเดินดินสองเท้า มนุษย์ต่างดาว สัตว์ทรงภูมิปัญญานอกระบอบสุริยะจักรวาลนี้ จะเป็นสัตว์น้ำสัตว์บก ในนรกหรือบนสวรรค์ ถ้าหากมีจิต – วิญญาณ ล้วนเสพอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งหรืออาจจะเสพอาหารทุกประเภทดังกล่าวมาแล้วนี้ทั้งสิ้น

เช่นว่าถ้ามีกายหยาบเช่นภพของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ย่อมต้องการอาหารหยาบคือข้าวน้ำ ต้นพืช ซากสัตว์ ฯลฯ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ‘รูป’ คือร่างกายให้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป ส่วนภพที่ทรงสภาพกายทิพย์คือมีเฉพาะ ‘นาม’ หรือจิต เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย คนธรรพ์ เทวดาทั้งหลาย จะต้องการอาหารเพียงสามประเภทหลัง คือยังมีผัสสะอันเป็นทิพย์ มีเจตจำนงในการเคลื่อนไหวไปมา (มีความคิด) แล้วก็ยังมีความไม่รู้ (อวิชชา) ในดวงจิต คือมีการรับรู้หรือมีความรู้สึกอยู่ ทำให้ต้องเคลื่อนไปในที่ต่างๆ (ภพทั้งหลาย) อีกไม่รู้สิ้น

มีเพียงจิตของบุคคลประเภทเดียวเท่านั้นที่หยุดกินอาหารต่างๆ อย่างสิ้นเชิง นั่นคือจิตของพระอรหันต์ขีณาสพ เพราะจิตที่บริสุทธิ์ของท่านได้ทะลวงม่านมายาต่างๆ จนพังทลายลงหมดแล้ว การครองธาตุขันธ์หรือว่าการมีชีวิตอยู่ของท่านจะกลายเป็นเรื่อง ‘สักแต่ว่า’

ตารับรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายถูกสัมผัสและใจเคลื่อนไปในเรื่องราวใดๆ ล้วนกลายเป็นเรื่อง ‘สักแต่ว่า’ ทั้งสิ้น

จิตที่รู้แจ้งจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของอายตนะต่างๆ (ไม่มีตัณหา) จะปล่อยวางให้อายตนะทั้งหลายทำหน้าที่ของตนไปตามเหตุและปัจจัยอย่างรู้เท่าเอาทันว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง – ตถตา

.

.

.

ข้อมูลอ้างอิงจาก :
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

.

อาหาร ๔ – สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย, เครื่องค้ำจุนชีวิต, สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ (nutriment)

๑. กวฬิงการาหาร – อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไป หล่อเลี้ยงร่างกาย (material food; physical nutriment) เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย

๒. ผัสสาหาร – อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา (nutriment consisting of contact; contact as nutriment) เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา ๓ ได้ด้วย

๓. มโนสัญเจตนาหาร – อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่ากรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย (nutriment consisting of mental volition; mental choice as nutriment) เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา ๓ ได้ด้วย

๔. วิญญาณาหาร – อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป (nutriment consisting of consciousness; consciousness as nutriment) เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ด้วย

.

.

.

-คม-

.

“การจะคุยเรื่องศาสนา เราต้องตัดทิ้งอคติต่างๆ ไปจากหัวให้หมดก่อน ไม่งั้นคุยกันไม่ได้ เพราะเราจะชกกันก่อน เราต้องไม่เริ่มคุยกันที่ว่า ศาสนาดีไม่ดีอย่างไร แต่ควรเริ่มที่ว่าศาสนาเกิดมาได้อย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีศาสนา
ความสับสนในโลกนี้เกิดมาจากการยึดมั่นถือมั่นว่า ศาสนาเป็นความจำเป็นของมนุษย์ และการที่เราถูกล้างสมองว่า ศาสนาเป็นเจ้าของ “ศีลธรรม” นั่นคือหาก “ไม่มีศาสนา” ก็คือ “ไม่มีศีลธรรม” เป็นอย่างนี้ไปทั่วทั้งโลก”

.

.

“เขียนงานที่ตัวเองเชื่อ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเขียน เขียนเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย”

.

.

.

-ขำ-

.

“จิ้มซีอิ๊วเขียนทะเล ๑”

ถาม : เขียนยังไงให้ได้ซีไรท์คะ?
ตอบ : คุณรู้ที่มาของคำว่า ซีไรต์ หรือเปล่า มันมาจาก ซีอิ๊ว + write เนื่องจากสมัยก่อนนักเขียนยากจนมาก ไม่มีเงินซื้อหมึก จึงมักใช้ปากกาคอแร้งจุ่มซีอิ๊วเขียนแทน เพราะซีอิ๊วสีเข้มพอกับหมึก และราคาถูกกว่ามากๆ

ดังนั้นการถามว่าอยากได้ซีไรต์ไหม (หรือเขียนยังไงให้ได้ซีไรต์) ก็มีความหมายว่าอยากจนไหม คำตอบคือไม่อยากค่ะ เอ้ย! ว่ะ เอ้ย! ครับ

.

.

“จิ้มซีอิ๊วเขียนทะเล ๒”

ถาม : อยากถามคุณวินทร์ว่า S.A.E.WRITE หมายถึง “การเขียนทะเล” จริงหรือครับ?

ตอบ : งานเขียนก็เหมือนการล่องทะเลน้ำหมึก เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า อาชีพนักเขียนก็ไม่แน่นอน จะอับปางเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่การล่องลอยไปในทะเลแห่งจินตนาการนั้นก็มีความงามของมัน มีแต่คนที่ลอยเรือไปบนคลื่นอักษรจึงจะเข้าใจ คุณก็น่าจะเข้าใจ นี่จึงเป็น SEA WRITE – เขียนทะเล

.

วินทร์ เลียววาริณ

3 comments

  1. เมื่อกี้ผมเข้าไปเดินดูลาดเลาในบ้านหนอน เห็นมีหนอนปากคมตัวหนึ่งไปตั้งประเด็นล่อเป้าเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย

    ประสาคนอยู่ไม่สุขเช่นผมเลยอดไม่ได้ที่จะเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

    โพสต์ในนั้นเสร็จแล้วเลยนำมาฝากแหมะไว้ที่นี่ให้ทุกคนได้อ่านด้วยจ้า

  2. ลองมาฟังแง่มุมเรื่องผู้หญิงผู้ชายในแบบฉบับของพระพุทธศาสนาดูบ้างไหมครับ

    พระพุทธองค์ทรงจำแนกมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายออกเป็นสองส่วน

    หนึ่งรูป

    หนึ่งนาม

    รูปคือร่างกายนั้นไม่มีทางเหมือนกันโดยเด็ดขาด แม้จะเป็นฝาแฝดที่คลานตามกันออกมาก็ตามที ไม่นับว่าที่ต่างเพศ ต่างเผ่าพงศ์ และต่างสายพันธุ์ที่กระจายกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสัตว์ทั้งหลายจะแตกต่างกันไปตามกรรม ตามสภาพลมฟ้าอากาศและอาหารที่กลืนกิน

    ทว่า ถ้าจะตีกันให้ถึงแก่นแท้แล้ว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่ารูปทั้งหลายล้วนประกอบขึ้นมาจากธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกันหมดทั้งตัวคนและตัวสัตว์

    ว่าเฉพาะตัวคน ที่นอกจากจะแตกต่างกันไปตามสภาพลมฟ้าอากาศและอาหารที่กลืนกินแล้ว จะมีอีกสองสิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ เพศ

    ปุงลิงค์ เพศชาย (ปุริส แปลว่า บุรุษ ก็เรียก)

    อิตถีลิงค์ เพศหญิง

    ความแตกต่างทางสภาพกายของเพศทั้งสองนี้ คงไม่ต้องบอกกล่าวเล่าความกันให้เสียเวลา เพราะทุกคนล้วนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ายังไงก็ไม่เหมือนกัน แม้จะผ่าตัดแปลงเพศก็ตาม เพราะผู้หญิงแท้จะมีทุกข์ ๕ ประการ ขณะที่ผู้หญิงเทียมอาจจะมีข้อหนึ่งกับข้อห้า แต่ข้อสอง สาม และสี่ไม่มีแน่นอนครับ

    (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์โดยเฉพาะมาตุคาม (สตรี) ๕ อย่างเหล่านี้ ซึ่งได้รับต่างจากบุรุษ คือ

    ๑. เมื่อเป็นสาว ย่อมไปสู่สกุลแห่งสามี ต้องพลัดพรากจากญาติทั้งหลาย
    ๒. ย่อมมีฤดู
    ๓. ย่อมมีครรภ์
    ๔. ย่อมคลอดบุตร
    ๕. ย่อมทำหน้าที่บำเรอบุรุษ)

    เอาล่ะ พักเรื่องรูปซึ่งมีข้อแตกต่างกันประมาณนี้เอาไว้ก่อน คราวนี้มาว่ากันเรื่อง นาม

    นาม คือ จิต

    จะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นมดเป็นแมง สัตว์น้ำสัตว์บก เป็นเปรตผีใดๆ ในนรกหรือบนสวรรค์ก็ตาม ล้วนมีนาม คือมีจิตเหมือนๆ กัน

    จิต จะมีสภาพเท่าเทียมกันโดยแก่นแท้ คือ รู้ ไม่ว่าใคร สัตว์ตัวไหน ล้วนรู้ที่จะรักตัวกลัวตาย รักสุข เกลียดทุกข์ เหมือนกันหมด – นี้ว่าโดยปรมัตถ์

    สภาพการแสดงออกของดวงจิตทั้งหลายผ่านภพที่กำเนิด กิจที่ทำ คำที่พูด จะแตกต่างกันไปตามการฝึกฝนอบรมของดวงจิตแต่ละดวง (การกระทำ – กรรม) – นี้ว่าโดยสมมุติ

    ว่าเฉพาะภพของมนุษย์ จิตบางดวงที่อยู่ในร่างของสตรีอาจจะมีความเฉลียวฉลาด มีความเข้มแข็งอดทนมากกว่าจิตบางดวงที่อยู่ในร่างของบุรุษเพศ

    การจะเหมารวมว่าเพศทั้งสองเท่าเทียมกันหมด เห็นจะไม่ถูกต้องนัก เราต้องมาแบ่งเป็นประเด็นไป

    เพราะเรื่องของกายภาพ ผู้หญิงบางคนอาจเข้มแข็งกว่าบุรุษ

    เพราะเรื่องของจิตใจ ผู้หญิงบางคนอาจเฉลียวฉลาดรอบรู้ มีน้ำอดน้ำทนมากกว่าบุรุษ

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น “ยอดคน” ทั้งหลาย (พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสรู้มาแล้วและที่จะมาอุบัติตรัสรู้อีกในภายภาคหน้า) จะไม่ครองอิตถีเพศโดยเด็ดขาด เพราะจิตดวงที่คิดจะฉายเดี่ยว ควงทวนทะยานฟ้าควบม้าออกบวช รินน้ำสิโนทกประกาศสงครามกับกิเลสทุกตัวเพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสรภาพนั้น จะมีความอาจหาญมั่นคงเกินกว่าจะครองอยู่ในร่างของอิตถีเพศได้

    แต่ถ้าหากจะบรรลุธรรมเป็นองค์อรหันต์ในสาวกภูมิแล้วล่ะก็ จิตทุกดวงล้วนมีความเสมอภาค เท่าเทียมกันในการบรรลุธรรมทั้งสิ้น ผมจะไม่ขอยกตัวอย่างไปไกลถึงในสมัยพุทธกาล ว่ากันในยุคปัจจุบันนี้ ถ้าหากใครเป็นนักเลงกรรมฐานตัวจริง คิดว่าบุคคลผู้นั้นคงจะเคยได้ยินชื่อ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม แห่งวัดอาวุธฯ บางพลัด กรุงเทพฯ คุณแม่แก้ว เสียงล้ำ แห่งสำนักชีบ้านห้วยทราย คำชะอี มุกดาหาร และอีกท่านที่ผมอยากจะบันทึกนามของท่านเอาไว้เป็นสิริมงคล ณ ที่นี้คือ องค์คุณแม่จันดี โลหิตดี ผู้เป็นน้องสาวของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อุดรธานี

    พระแท้ในร่างอิตถีเพศเหล่านี้ คู่ควรกับกบาลบุรุษทุกผู้ที่ยังครองวิสัยสามัญอยู่จะน้อมกราบไหว้ให้เป็นมงคลแก่ตน

    หากจะกล่าวถึงในแง่กรรมและเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในพระพุทธศาสนาบ้างแล้วล่ะก็ กรรมคือความไม่เข้มแข็งของดวงจิต ที่อ่อนไหวไม่แน่นอน หรือจะพูดตามสำนวนยุคนี้ก็คือ พวกอีแอบ ไม่แมนนี่หว่า ไม่กล้านี่เว้ย ลมโชยก็ลอยชาย จิตประเภทนี้มีความโน้มเอียงจะเปลียนเพศ คือจะเลือกเพศเป็นหญิงเมื่อถึงคราวที่ต้องกลับมาตั้งกระดานชีวิตใหม่ในภพหน้า ทว่ายุคนี้ หลายคนทนรอไม่ไหว ก็เลยไปขอให้หมอช่วยแปลงร่างกายให้เสียเร็วๆ แต่ถึงจะแปลงยังไงก็ไม่เท่ากรรมแปลงให้ คือไม่สามารถมีทุกข์ ๕ ประการได้ครบนั่นแหละ

    อีกตัวอย่างหนึ่งในเรื่องกรรม คือ พระนางสิริมหามายา ผู้ปรารถนาเป็นพุทธมารดา ก็ทรงอุบัติเป็นสตรีให้กำเนิดพระโพธิสัตว์มาเรื่อย กระทั่งชาติสุดท้าย เมื่อให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะแล้ว จะทรงทราบองค์เองหรือไรก็สุดจะเดา แต่เหมือนกับพันธกิจที่ปรารถนามาจบแล้ว จิตมีความอาจหาญมั่นคง หลังสิ้นพระชนม์ก็ไปอุบัติเป็นเทพบุตรบนดาวดึงส์สวรรค์

    ดังนี้จะเห็นว่าเจตจำนงหรือความต้องการของจิตนี่เองที่เป็นตัวเลือกเพศในการถือครอง

    ว่ากันถึงด้านธรรมะแล้ว คราวนี้มาลองดูวิถีของสังคมโลกกันหน่อยเป็นไร

    แต่ก่อนร่อนชะไร สังคมส่วนใหญ่ยังต้องรบพุ่งชิงเมือง การประกอบสัมมาอาชีพในคราที่ศึกสงบก็ต้องอาศัยแรงกายในการทำงานแทบทั้งสิ้น ว่ากันด้วยเรื่องกายภาพที่จะต้องทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไงก็สู้ผู้ชายไม่ได้ (ยกเว้นเป็นบุคคลไปนะครับ เพราะเรากำลังพูดถึงเพศทั้งสองโดยรวม) ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งผู้ชายในการขุดไง้ไม้ขอน

    ครั้นพอโลกหมุนไปซึ่งแม้ยังคงความไวเท่าเดิม แต่สังคมคนกลับวิวัฒน์แบบพลิกฟ้าคว่ำดิน จากเดิมที่ต้องแบกปืนไปรบกัน (แม้แนวรบแบบนี้จะมีอยู่บ้างประปราย แต่ก็ไม่มากเหมือนเมื่อก่อนที่รบกันทุกมุมโลกเพื่อความมั่งคั่งมั่นคงแห่งก๊ก แห่งรัฐ แห่งประเทศของตนเอง) ผู้คนได้เปลี่ยนแนวรบใหม่ สู้กันด้วยกลยุทธ์การบริหารต่างๆ เหลี่ยมคู่ ชั้นเชิง กลอุบายทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความแตกต่างทางกายภาพไม่เป็นปัญหาในแนวรบประเภทนี้อีกต่อไป ผู้นำการรบจะเป็นเพศใดก็ไม่สำคัญ ขอแค่มีสติปัญญาบริหารประเทศก็เป็นพอ

    การประกอบสัมมาอาชีพก็ไม่ได้พึ่งแรงงานเป็นหลักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เหตุนั้น ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายที่นั่งในออฟฟิศ จึงมีความสามารถ มีความเสมอภาคในการทำงานได้เหมือนกัน

    เขียนไปเขียนมา คนเขียนก็เริ่มจะงงและชักจะเบลอ เพราะดึกมากแล้ว ฤทธิ์ยาที่กินไประงับไข้หวัดก็กำลังออกอีกต่างหาก งั้นขอสรุปสั้นๆ เลยแล้วกันเนาะครับ

    ว่าด้วยกายภาพ หญิงกับชายไม่เหมือนกัน (ผมไม่ใช้คำว่า “เสมอ” นะครับ)

    ว่าด้วยจิตวิญญาณ หญิงกับชายเหมือนกัน

    ปิดท้ายด้วยพุทธภาษิต ซึ่งผมจำบาลีไม่ได้ จำได้แต่คำแปลว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แผ่นดินนี้ไม่ราบเรียบเสมอกัน ในหมู่มนุษย์ก็ไม่เหมือนกันเลย”

    เอ…ทำไมทรงใช้คำว่า “ไม่เสมอกัน” กับแผ่นดิน แล้วทรงใช้คำว่า “ไม่เหมือนกัน” กับมนุษย์หนอ?

  3. ขอบคุณมากค่ะ

    โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
    บางคำถามมีคำตอบ
    บางคำถามมีหลายคำตอบ
    บางคำถามมีคนอยากตอบ
    บางคำถามมีแต่คนเลี่ยงไม่อยากตอบ
    บางคำถามมีขึ้น แต่เค้าปิดหู ปิดตา ปิดใจไม่เปิดรับคำตอบที่ขัดใจ

    การตอบคำถาม การร่วมถกในกระทู้ล่อเป้าเช่นนี้นี้ นับเป็นความใจดีของท่านสิญจน์โดยแท้ เพราะไม่เพียงแต่เป็น “คำตอบที่ดี” ในกรณีที่คนตั้งประเด็นนี้ต้องการคำตอบ เท่านั้น หากแต่เป็นการเปิดใจ เปิดมิติมุมมองอันลึกซื้งให้กับผู้ที่ผ่านมาอ่านเจออีกด้วย

    ขออนุโมทนาด้วยค่า -/\-

    .
    .

    ป.ล. 1

    ข้าพเจ้าไม่ติดใจคำว่า “ไม่เสมอกัน” กับ “ไม่เหมือนกัน” แต่อย่างใดดอกนะคะ แต่คำว่า “ไม่เสมอกัน” ของท่าน ทำให้ข้าพเจ้าฉุกคิดไปถึงเมื่อ 4-5 ปีก่อน

    ตอนนั้นข้าพเจ้าไปเห็นต้นเต่าร้างยักษ์ บนยอดดอยภูคา เมืองน่านบ้านข้าพเจ้านั่นเองค่ะ ต้นเต่าร้างยักษ์ที่อยู่ใกล้ถนนลาดยางฝั่งเนินเขา ช่างสูงใหญ่เหลือเกิน ประมาณความสูง ณ จุดยืนริมถนนนั้นได้มุมเงยของกระหม่อมกับบ่าได้ใกล้เก้าสิบองศา ข้าพเจ้าแหงนมองจนเมื่อยล้า แล้วจึงพักมองไปมองมารอบตัว

    ทันใดนั้นเอง ข้าพเจ้าพบกับต้นเต่าร้างยักษ์อยู่อีกฟากของถนน ทว่ายอดของต้นเต่าร้างยักษ์เหล่านั้น อยู่ในระดับสายตาของข้าพเจ้าเท่านั้นเอง เพราะอะไรนะหรือคะท่าน ? ไม่ใช่เพราะเป็นต้นเล็กต้นน้อย หรือเป็นลูกหลานเกิดใหม่พืชสายพันธุ์นั้นหรอกค่ะ ด้วยขนาดและความเก๋าของพวกเค้าก็คงอายุหลายร้อยปีเท่าๆ กัน แต่ที่เห็นเช่นนั้น เป็นเพราะเค้าเติบโตอยู่ฟากของหุบเหว (ที่ประมาณความลึกไม่ได้ด้วยสายตาเช่นกัน) นั่นเอง

    ป.ล. 2 ขอให้หายหวัดไว ๆ นะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
    .
    .

    ดอยสูงเปียงฟ้า ยังต่ำกว่าต้นหญ้าน้อยเดียว .. แต้ ๆ นา
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s