How to : เสื้อคอวี (บล๊อกไม้)

สวัสดีค่ะทุกท่าน

วันนี้จะมาชวนคุยเรื่อง การถักเสื้อคอวีจากบล๊อกไม้ ตามที่มีผู้สนใจสอบถามกันเข้ามาทั้งทาง weblog ทาง e-mail ทางโทรศัพท์ รวมถึงบางท่านที่แวะมาสอบถามด้วยตัวเองที่ร้านและที่บ้านด้วยค่ะ อย่างที่ได้แจ้งให้ทราบแล้วว่าเปิดสอนฟรีที่บ้าน และที่งาน “เตียวกองล่องกาด” อำเภอปัวทุกคืนวันเสาร์ ทั้งได้แจ้งให้แต่ละท่านให้มาเปิดดูงานถักได้จากที่นี่ (แถมยังมีอ่านงานเขียนดีๆ จากท่านสิญจน์ สวรรค์เสก ที่ใจดีมาฝากด้วยนะคะ) ฉะนั้น ผลงานทุกชิ้นในเวปไซต์นี้ท่านสามารถนำไปถักเลียนแบบได้ฟรีโดยไม่มีการหวงห้ามเช่นกันค่ะ

ถ้าหากท่านใดจะทำเพื่อการค้า เพื่อหากำไรก็อย่าไปคิดราคาแพงนักนะคะ แล้วก็อย่าลืมแบ่งรายได้ไปทำบุญโตยเน้อเจ้า 

เอาละค่ะ มาเริ่มถักเสื้อกั๊กของหนูน้อยกันเลยนะคะ ที่เริ่มด้วยเสื้อกั๊กของเด็กนั่นเพราะว่า ตัวเด็กจะไม่ค่อยมีทรวดทรงองค์เอวนัก งานจะถักออกมาง่ายกว่าถักเสื้อของผู้ใหญ่ รวมถึงขนาดตัวเสื้อที่ไม่ใหญ่โตนักทำให้ถักเสร็จไว ผู้ที่เพิ่งหัดจะได้มีกำลังใจถักดีค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมของ เลือกแบบ และ ลายถัก

– เสื้อคอวี
– ลายฟันปลาสลับสี
– วัสดุ : ไหมขนแกะสีขาวฟอก 100 กรัม จำนวน 1 ก้อน และ ไหม Monkey Kop สีเขียว จำนวน 3 ก้อน
– อุปกรณ์ : บล๊อกไม้ขนาด 35 หลัก , ไม้ควัก . เข็มสอยพลาสติก , เข็มโครเชต์สีทองสองหัวเบอร์ 3/5 หรือถ้ามีเบอร์อื่นก็ใช้ได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 2 ปฏิบัติการถัก

ผูกชายไหมมังกี้สีเขียวไว้กับหลักแรก แล้วพันไหมกับหลักตะปูขึ้นลง สลับฟันปลาจำนวน 32 หลัก

ถ้ากลัวพันไหมเพลินจนเกินจำนวนหลักที่ตั้งใจ ก็ใช้ไหมพรมต่างสีพันหลักตะปูไว้เสียหน่อยนะคะ หรือจะใช้ยางยืดรัดเอาก็ได้เช่นกัน สะดวกดีด้วยค่ะ

หลังจากพันหลักตะปูจนครบแล้ว ให้เอาชายไหมพรมที่เหลือไปพันกับหลักตะปูเอาไว้ จากนั้นก็ใช้ไหมพรมอีกสี (ขนแกะสีขาว) มัดหลักเริ่มต้น แล้วพันหลักตะปูที่ว่างอยู่นั้นไปเรื่อย ๆ กระทั่งครบ 32 หลัก



จากนั้น ใช้ด้านสันของไม้ควักกรีดไหมพรมลงให้ชิดขอบไม้บล๊อก แล้วใช้ไหมพรมที่หนาและเหนียวคาดไหมที่ถูกกรีดลงนี้ แล้วมัดไว้เพื่อสะดวกต่อการเก็บชายในภายหลัง 

จากนั้นก็ปลดไหมพรมทีละเส้นจากหลักที่พันไว้ แล้วทำการโยงไหมพรมให้พริ้วไปตามหลักสีขาวพันหลักเดียวกับสีขาว สีเขียวพันหลักเดียวกับสีเขียว เหมือนแถวแรกนั่นเลยนะคะ ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ

เมื่อพันไหมพรมครบทุกหลักแล้ว ก็ทำการควัก โดยควักไหมเส้นล่าง ข้ามตะปูไปทับเส้นข้างบน (การกรีดไหมพรมแถวแรกให้ติดขอบไม้บล๊อก จะช่วยให้ไหมพรมแยกออกจากกันชัดเจน ทำให้เราควักในขั้นตอนนี้ง่ายขึ้นค่ะ)  

หลังจากควักแล้วก็ทำการกรีด เพื่อแยกเส้นไหมอย่างที่ได้บอกไปนะคะ

การถักใน 3-4 แถวแรก ต้องดึงเชือกที่เราคาดไว้เพื่อให้ชิ้นงานออกมาจากด้านล่างนะคะ แต่หลังจากที่ชิ้นงานโผล่พ้นบล๊อกไม้ออกมาแล้ว ให้ดึงที่ชิ้นงานนั่นเลย ระวังหน่อยนึงว่าควรดึงทั้งแผงนะคะ หากดึงเป็นจุดๆ ดึงเป็นหย่อม ๆ ก็จะได้งานย้วยเป็นจุดๆ ยานเป็นหย่อมๆ ค่ะ และหากยังดึงที่เชือกคาดนั้นไม่เลิก ก็จะได้งานที่บานตรงปลายทั้งสองข้าง ไม่งามค่ะ ดูไม่งามเอาเสียเลย 555+

และเมื่อได้ความยาวที่ต้องการ ก็จัดการลดคอได้เลยค่ะ แล้ว ความยาวที่ต้องการควรเป็นเท่าไรดี ?

คำถาม นี้มีหลายคนถามแล้วไม่พักรอคำตอบ ถักไปลดไปตามอำเภอใจ ในที่สุดก็ได้เสื้อที่สั้นเต่อเกินไปเหมือนตัวฉันในตอนหัดทำเสื้อจากบล๊อกไม้ในยุคบุกเบิกนั่นเลย 555+

คำตอบ ก็คือ หากต้องการให้เสื้อตัวยาวเท่าใดให้ทาบดูกับตัว (หรือจะใช้สายวัดวัดแล้วมาทาบกับชิ้นงานก็ได้ค่ะ) แล้วถักต่อไปอีก 10 เซนติเมตร คล้ายๆ การตัดผ้าแล้วเราต้องเผื่อตะเข็บ แค่คล้ายนะคะไม่ได้เหมือนทีเดียวเพราะเสื้อถักจากบล๊อกไม้ไม่มีตะเข็บ เมื่อเย็บแล้วสามารถสวมใส่ได้ทั้งสองด้าน  

เสื้อถักจากบล๊อกไม้ จะถักชิ้นหน้า หรือ ชิ้นหลังมาก่อนก็ได้ แต่เสื้อคอวีตัวที่นำเสนอนี้ฉันถักชิ้นหลังขึ้นมาก่อนค่ะ เมื่อได้ระยะที่จะลดคอก็เริ่มปฏิบัติการลดดังนี้ค่ะ

1. นับจำนวนหลักทั้งหมด (ในที่นี้คือ 32 หลัก) แล้วแบ่งสามส่วน บ่าสอง คอหนึ่ง เฉลี่ยให้พอๆ กันนะคะ สำหรับเสื้อผืนนี้ฉันเว้นช่วงบ่าไว้ข้างละ 11 หลัก

2. เริ่มลดช่วงคอโดยใช้โครเชต์เก็บไหมพรมออกจากหลักบน-ล่าง สลับกันไปจำนวน 10 หลัก ไหมจากหลักสุดท้ายให้นำไปคล้องกับตะปูหลักถัดไป 

3. นำไหมพรมมาผูกกับชิ้นงานด้านในของบ่า (ฝั่งที่ไม่มีไหมพรม) แล้วพันหลักตะปูต่อไปตามลายเดิม แล้วควัก ขั้นตอนนี้ต้องทำไปพร้อมกันทั้งสองข้างนะคะ ทั้งพันหลักและควัก ค่อนข้างสำคัญเพราะหากพันแล้วควักไปทีละข้างมันยากที่จะทำให้เท่ากันทั้งสองข้าง เพราะการนับแถวของงานจากบล๊อกไม้ทำได้ยากกว่าการนับแถวของนิตติ้งกับโครเชต์มาก

ฉันพันหลักแล้วควักจำนวน 10 แถว (จะน้อยกว่าหรือมากกว่า 10 แถว นั้นขึ้นกับความต้องการนะคะ หากอยากได้เสื้อคอกว้างขึ้นก็เพิ่มได้ หรืออยากได้คอแคบก็ลดได้เช่นกัน)

4. พันไหมพรมเพิ่มเข้ามาข้างละหนึ่งหลักเพื่อลดคอ หลังจากพันเพิ่มแล้วควักไปทีละแถว กระทั่งเหลือหลักตะปูคู่สุดท้าย ใช้ไหมพรมด้านที่อยู่ริมด้านข้างพันหลักต่อเนื่องไปยังอีกข้าง แล้วก็ควักเหมือนเช่นเคยค่ะ

แล้วเราก็จะได้ “คอวี” อย่างที่เห็นค่ะ

เสื้อสีม่วงที่เห็นครั้งก่อนหน้า ก็อาศัยหลักการเดียวกัน  จากนั้นก็พันหลักแล้วก็ควักกระทั่งได้ความยาวที่ต้องการ  แล้วสอยเย็บด้านข้าง และเก็บขอบคอ ขอบแขนด้วยโครเชต์ก็เป็นอันเรียบร้อยค่ะ

เป็นยังไงบ้างคะ ? การลดคอของชิ้นงานที่ถักด้วยบล๊อกไม้ ง่ายกว่าที่คิดนะคะเทคนิคที่เล่าให้ฟังในครั้งนี้ สะดวกดีสำหรับลายฟันปลาสลับสีเท่านั้นค่ะ หากเป็นลายถักอื่นๆ ที่อยากทำคอวีจะมีเทคนิคพิเศษเพิ่มอีกนิดหน่อยบนหลักการเดียวกันนี้ แต่เทคนิคอะไรก็ไม่สำคัญเท่าต้องลองถัก ลองทำด้วยตัวเองดูหรอกค่ะ จริงๆ ^ ^

ตบท้ายด้วยภาพเบื้องหลังชิ้นงานที่เร่งถักผืนนี้ละกันนะคะ เร่งมากกระทั่งไม่ทันกรอไหม เลยยกมาถักกันทั้งโคนนั่นเลย ถักเสร็จแล้วจัดการแพ็คไปส่งให้คุณแม่ของสาวน้อยเจ้าของออเดอร์ทันที เห็นเธอยิ้มรับเสียแก้มปริก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ

ขอให้สนุกกับงาน สำราญกับการถักค่ะ

😀

10 comments

  1. “(นอก)ห้องยา(แต่ก็จะ)พาเพลิน”

    .

    .

    “อ้าว แม่อุ้ย ปิ๊กมาแห๋มน่อ” เภสัชกรสาวกล่าวทักแม่เฒ่าที่ยักแย่ยักยันเข้ามาหาหน้าห้องยา

    “จ้าคุณหมอ ยาหมดน่ะจ้า เลยมารับยาเพิ่ม” แม่เฒ่ากล่าวถึงเหตุผลที่มาโรงพยาบาล

    “ได้จะไดจ๊ะแม่อุ้ย หมอให้ยาไปกินตั้งเดือนนึงนี่นา…” เธอกล่าวด้วยความสงสัยพลางคำนวนเวลาที่ให้ยาแม่อุ้ยไปในคราวก่อน “นี่ก็แค่สิบกว่าวันเอง แล้วยาจะหมดได้จะไดล่ะจ๊ะ”

    แม่อุ้ยจึงว่า “ก็กินตามหมอสั่งจนหมดนั่นแหละจ้า”

    “ฮ้า!” เภสัชกรสาวอุทาน “กินหมดแล้ว กินยังไงล่ะแม่อุ้ย”

    แม่เฒ่าจึงอธิบาย “หมอบอกให้กินก่อนนอน เวลาแม่อุ้ยจะนอนคราวใดก็กินยาก่อนตามที่หมอสั่ง แล้วพักนี้ก็ไม่รู้เป็นไงน่ะคุณหมอ ง่วงได้ง่วงดี บางทีนี่ นอนกลางวันตั้งสองครั้งสามหน แต่คุณหมอไม่ต้องห่วงหรอกนะจ๊ะ แม่อุ้ยไม่ลืมกินยาก่อนนอนหรอก ทำตามที่หมอสั่งหมดทุกอย่างเลยล่ะจ้า”

    “อ้อ มิน่าล่ะ…” แล้วเภสัชกรสาวก็ทราบสาเหตุที่ยาของแม่อุ้ยหมดเร็ว เธอเลยต้องอธิบายให้แม่อุ้ยฟังใหม่ว่ายาที่ให้ไปกินก่อนนอนนั้นต้องกินเวลาไหนและอย่างไร

    .

    .

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…บางครั้งความผิดเรื่องการกินยาของผู้ป่วยก็ไม่เกี่ยวกับเภสัชฯสาวๆ สวยๆ เสมอไป

  2. หึ หึ

    ขอบคุณค่ะท่านเลขา ฯ ป๋าสิญจน์
    นิทานของท่านช่างลึกซึ้งกินใจข้าพเจ้าเสียจริง ๆ

    กินใจแบบว่า อ่านแล้วอยากกินยาเลยอ่ะค่ะ

    5555555+

    .
    .

    ราตรีสวัสดิ์ค่า
    😀

  3. โอ๊ะ .. (ติด) อ่างซะงั้น .. อืมมม ..

    555+

    สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z
    สบายดีนะคะ
    😀

  4. การถักพร้อมกันทั้งสองข้าง ขั้นตอนไม่ยากค่ะ หลังจากลดคอแล้วคุณก็จะเห็นว่ามีข้างหนึ่งที่ไม่มีชายไหมพรมสำหรับพันในแถวถัดไป ให้นำชายอีกด้านหนึ่งของไหมพรม หรือใช้ชายของไหมพรมอีกก้อน มัดตรงกลางชิ้นงานตรงห่วงที่เราไม่ได้เก็บเพื่อลดคอนั้นนั่นเองค่ะ

    หลังจากผูกชายไหมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการพันหลักไปพร้อมกันทั้งบ่าซ้าย และ บ่าขวา

    แล้วก็ควักไปทีละแถมพร้อม ๆ กันทั้งบ่าซ้ายและบ่าขวาเช่นกันค่ะ เคยมีคนที่ทำทีละข้างแล้วได้เสื้อบ่าไม่เท่ากันมาแล้ว ดังนั้นพันแล้วก็ควักไปพร้อม ๆ กันดีที่สุดค่ะ

    ขอให้สนุกกับการถักเสื้อนะคะคุณเจี๊ยบ

    ว่าแต่ ..
    เค้าว่ากันว่า คนชื่อเจี๊ยบนี่น่ารักกันทุกคนเลยอ่ะ
    จริงอย่างคำเค้าว่า แม่นก่อเจ้า .. อิอิ
    😀

  5. เอาบทความที่เพิ่งจะโพสต์ในก้าวรอก้าว ในบ้านหนอนมาฝากจ้า

  6. อาหารคือมายา ข้าวปลาคือของปลอม…………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “จงเขียนความจริงเป็นบรรทัดแรก”

    คือคำแนะนำของนักเขียนนามอุโฆษ – เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ ซึ่งพ่ออาวรงค์ วงษ์สวรรค์ – พญาอินทรีแห่งฟ้าอักษร นำมาบันทึกเอาไว้ในคอลัมน์ ‘2 นาที’ ของท่านต่ออีกทอด ให้ใครก็ตามที่อยากจะเป็น ‘คนเขียนหนังสือ’ นำไปใคร่ครวญแล้วปฏิบัติตาม เชื่อว่าจะทำให้งานเขียนของเขา ‘มีแรงกระทบ’ คือดึงดูดใจผู้อ่านได้บ้างอย่างแน่นอน

    “การทำอาหารให้อร่อยมีเคล็ดลับง่ายๆ แค่ใส่ใจลงไปด้วยเท่านั้น”

    แม้คำกล่าวเชยๆ นี้ไม่ได้เป็นบรรทัดแรกของบทความ แต่มันก็คือความจริงในเรื่องของการทำอาหารใช่ไหม?

    ‘ความจริง’ คือสิ่งที่มนุษย์โหยหาอยากเข้าถึง อยากรู้แจ้ง แต่ก่อนจะทะลวงเข้าไปถึงความจริงได้ เปลือกซึ่งห่อหุ้มความจริงอยู่มักจะดึงความสนใจของมนุษย์ไปเสียก่อน

    เช่นเดียวกับเรื่องของอาหาร สัจธรรมของการกินก็เพื่อค้ำจุนชีวิตให้ดำรงอยู่ต่อไป แต่เปลือกคือความอร่อยกลับเป็นสิ่งที่มนุษย์เกือบจะทั้งหมดต้องการมากที่สุดในการกินอาหารแต่ละครั้ง – จริงหรือไม่จริง?

    เมื่อตัวหนังสือเดินทางมาถึงบรรทัดนี้ ผมค้นพบว่าถ้าเอาความต้องการของมนุษย์เป็นตัวตั้งแล้ว ‘ความจริง’ จะมีหลายระดับมาก ยกตัวอย่างเช่นการทำอาหาร การปรุงอาหารแต่ละอย่างให้ถูกต้องตามสูตรนั้นๆ ล้วนมีขั้นตอนเป็นแบบเฉพาะตามต้นตำรับ แต่ไม่ได้หมายความว่าการปรุง ‘ผิดสูตร’ คือฉีกแนวออกไปจากตำรับเดิมจะผิด เพราะความจริงซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปอีกก็คือเมื่อปรุงอาหารนั้นเสร็จแล้วอร่อยไหม ถ้าถูกลิ้นแล้วอร่อยก็ถือว่าตรงตามกติกาปาก

    ทว่าความจริงเรียบๆ ซึ่งซ่อนลึกๆ อยู่หลังลีลาการปรุงและรสชาติที่หลากหลายของอาหารก็คือ ‘อาการอิ่ม’

    อิ่มจากอาหารประเภทไหนและรสชาติใดก็คืออิ่ม

    บางคนอาจจะอิ่มจากข้าวเหนียวส้มตำ บางคนอาจจะจบมื้อด้วยข้าวยำน้ำบูดู ขณะที่ผู้คนในอีกซีกโลกหนึ่งอาจจะกินแค่ขนมปังทาเนยหรือป้ายแยมก็อิ่มแล้ว

    อิ่มกายนั้นยังพอทำเนาเข้าใจว่าได้จากอาหารการกินหลายร้อยพันประเภท แต่ใจกลับมีอาหารที่จะทำให้อิ่มมากยิ่งกว่านั้น เพราะใจมีปากอีก ๕ ปากในการกินอาหาร

    ๑. ปากตากินรูป
    ๒. ปากหูกินเสียง
    ๓. ปากจมูกกินกลิ่น
    ๔. ปากผิวกินสัมผัส
    ๕. ปากจิตกินเจตสิก – คิดปรุงแต่งไปร้อยสันพันประการตามแต่ความรู้สึกนึกคิดจะพาไป

    การที่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เสพสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบอย่างเดียว การไม่ชอบ และรู้สึกเฉยๆ ล้วนคืออาหารของทวารทั้งหกเช่นกัน

    ใช่เพียงเท่านี้ เพราะที่ใดมีชีวิตที่นั่นย่อมมีการเคลื่อนไหว – กายขยับจิตเขยื้อน เมื่อเคลื่อนไหวไปมาหาสู่กันก็ย่อมมีภาษามาสื่อสาร ก็แล้วอันใดเล่าหนอที่เป็นอาหารคือเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวไปมา เป็นต้นธารของความคิดและคำพูด สิ่งนั้นคือเจตนาหรือความจงใจ (กรรม) หากขาดความจงใจไปเสียแล้ว การเคลื่อนไหวไปมาต่างๆ จะเป็นเพียงการทำตามสัญชาตญาณเท่านั้น เช่นการใช้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นผลของการกระทำ คำที่พูด และความคิดมาก่อนนั่นเอง (เสวยวิบาก)

    ท้ายสุด ในวงเวียนสังสารวัฏอันกว้างใหญ่ไร้ซึ่งจุดจบและยากจะหยั่งถึงจุดเริ่มต้นนี้ มีอะไรเป็นมูลเหตุให้ดวงจิตท่องเที่ยวไปในภพต่างๆ ไม่รู้สิ้นเล่าหรือ สิ่งนั้นคือวิญญาณหรือธาตุรู้ (ในปฏิสัมภิทาพระบาลีมหาวรรค มีชื่อเรียกวิญญาณอีก ๙ ชื่อ คือ จิต มโน มนัส หทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ) ผู้รู้ที่ยังหลงอยู่กับความลวง (อวิชชา) ทางอายตนะทั้งหลาย คือปัจจัยที่เอื้อให้วงจรปฏิจจสมุปบาทหมุนไปไม่รู้จบ

    หลักการเรื่องอาหารนี้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนมานานนับสองพันกว่าปีแล้ว ทว่าครอบคลุมดวงจิตทุกดวง เพราะไม่ว่ายุคใดสมัยใด จะเป็นคนเดินดินสองเท้า มนุษย์ต่างดาว สัตว์ทรงภูมิปัญญานอกระบอบสุริยะจักรวาลนี้ จะเป็นสัตว์น้ำสัตว์บก ในนรกหรือบนสวรรค์ ถ้าหากมีจิต – วิญญาณ ล้วนเสพอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งหรืออาจจะเสพอาหารทุกประเภทดังกล่าวมาแล้วนี้ทั้งสิ้น

    เช่นว่าถ้ามีกายหยาบเช่นภพของมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ย่อมต้องการอาหารหยาบคือข้าวน้ำ ต้นพืช ซากสัตว์ ฯลฯ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ‘รูป’ คือร่างกายให้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป ส่วนภพที่ทรงสภาพกายทิพย์คือมีเฉพาะ ‘นาม’ หรือจิต เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย คนธรรพ์ เทวดาทั้งหลาย จะต้องการอาหารเพียงสามประเภทหลัง คือยังมีผัสสะอันเป็นทิพย์ มีเจตจำนงในการเคลื่อนไหวไปมา (มีความคิด) แล้วก็ยังมีความไม่รู้ (อวิชชา) ในดวงจิต คือมีการรับรู้หรือมีความรู้สึกอยู่ ทำให้ต้องเคลื่อนไปในที่ต่างๆ (ภพทั้งหลาย) อีกไม่รู้สิ้น

    มีเพียงจิตของบุคคลประเภทเดียวเท่านั้นที่หยุดกินอาหารต่างๆ อย่างสิ้นเชิง นั่นคือจิตของพระอรหันต์ขีณาสพ เพราะจิตที่บริสุทธิ์ของท่านได้ทะลวงม่านมายาต่างๆ จนพังทลายลงหมดแล้ว การครองธาตุขันธ์หรือว่าการมีชีวิตอยู่ของท่านจะกลายเป็นเรื่อง ‘สักแต่ว่า’

    ตารับรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายถูกสัมผัสและใจเคลื่อนไปในเรื่องราวใดๆ ล้วนกลายเป็นเรื่อง ‘สักแต่ว่า’ ทั้งสิ้น

    จิตที่รู้แจ้งจะไม่เข้าไปก้าวก่ายการทำงานของอายตนะต่างๆ (ไม่มีตัณหา) จะปล่อยวางให้อายตนะทั้งหลายทำหน้าที่ของตนไปตามเหตุและปัจจัยอย่างรู้เท่าเอาทันว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง – ตถตา

    .

    .

    .

    ข้อมูลอ้างอิงจาก :
    พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
    โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)

    .

    อาหาร ๔ – สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย, เครื่องค้ำจุนชีวิต, สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ (nutriment)

    ๑. กวฬิงการาหาร – อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไป หล่อเลี้ยงร่างกาย (material food; physical nutriment) เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย

    ๒. ผัสสาหาร – อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา (nutriment consisting of contact; contact as nutriment) เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา ๓ ได้ด้วย

    ๓. มโนสัญเจตนาหาร – อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่ากรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย (nutriment consisting of mental volition; mental choice as nutriment) เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา ๓ ได้ด้วย

    ๔. วิญญาณาหาร – อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป (nutriment consisting of consciousness; consciousness as nutriment) เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ด้วย

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    “การจะคุยเรื่องศาสนา เราต้องตัดทิ้งอคติต่างๆ ไปจากหัวให้หมดก่อน ไม่งั้นคุยกันไม่ได้ เพราะเราจะชกกันก่อน เราต้องไม่เริ่มคุยกันที่ว่า ศาสนาดีไม่ดีอย่างไร แต่ควรเริ่มที่ว่าศาสนาเกิดมาได้อย่างไร และจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีศาสนา
    ความสับสนในโลกนี้เกิดมาจากการยึดมั่นถือมั่นว่า ศาสนาเป็นความจำเป็นของมนุษย์ และการที่เราถูกล้างสมองว่า ศาสนาเป็นเจ้าของ “ศีลธรรม” นั่นคือหาก “ไม่มีศาสนา” ก็คือ “ไม่มีศีลธรรม” เป็นอย่างนี้ไปทั่วทั้งโลก”

    .

    .

    “เขียนงานที่ตัวเองเชื่อ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเขียน เขียนเพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่ทำลาย”

    .

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “จิ้มซีอิ๊วเขียนทะเล ๑”

    ถาม : เขียนยังไงให้ได้ซีไรท์คะ?
    ตอบ : คุณรู้ที่มาของคำว่า ซีไรต์ หรือเปล่า มันมาจาก ซีอิ๊ว + write เนื่องจากสมัยก่อนนักเขียนยากจนมาก ไม่มีเงินซื้อหมึก จึงมักใช้ปากกาคอแร้งจุ่มซีอิ๊วเขียนแทน เพราะซีอิ๊วสีเข้มพอกับหมึก และราคาถูกกว่ามากๆ

    ดังนั้นการถามว่าอยากได้ซีไรต์ไหม (หรือเขียนยังไงให้ได้ซีไรต์) ก็มีความหมายว่าอยากจนไหม คำตอบคือไม่อยากค่ะ เอ้ย! ว่ะ เอ้ย! ครับ

    .

    .

    “จิ้มซีอิ๊วเขียนทะเล ๒”

    ถาม : อยากถามคุณวินทร์ว่า S.A.E.WRITE หมายถึง “การเขียนทะเล” จริงหรือครับ?

    ตอบ : งานเขียนก็เหมือนการล่องทะเลน้ำหมึก เราไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างหน้า อาชีพนักเขียนก็ไม่แน่นอน จะอับปางเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่การล่องลอยไปในทะเลแห่งจินตนาการนั้นก็มีความงามของมัน มีแต่คนที่ลอยเรือไปบนคลื่นอักษรจึงจะเข้าใจ คุณก็น่าจะเข้าใจ นี่จึงเป็น SEA WRITE – เขียนทะเล

    .

    วินทร์ เลียววาริณ

  7. สวัสดีค่ะทุกท่าน
    ข้าพยุ่งกับงานมากมาย จนไม่สามารถบอกเป็นคำพูดได้ หุหุ

    วันนี้่เข้ามาก็เจอเรื่องน่าอ่านที่ท่านสิญจน์นำมาฝาก
    ขอบคุณนะคะ

    สุขสันต์วันทำงานค่ะ

    ปล.ท่านประธานคะ ข้าพเ้จ้าสบายดีค่ะ หวังว่าท่านก็เช่นกัน ^__^

  8. ” .. อากาศที่น่านวันนี้ อบอ้าวยิ่งนัก เพียงได้ลงนั่งพัก จิบน้ำเย็น ๆ แล้วหยิบงานอดิเรกที่ตนรักมาทำ .. ช่างดีเสียนี่กระไร .. ”

    .
    .

    ข้าพเจ้าหยิบเอา “ความจริง” มาเขียนเป็นบรรทัดแรกตามที่ท่านสิญจน์ได้แนะนำไว้เลยค่ะ 5555+

    ขอบคุณมากนะคะท่าน สำหรับของฝาก
    จะจัดใส่กระเช้าบัดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ

    .
    .

    สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z ที่เคารพ

    ข้าพเจ้านึกภาพออกเลยค่ะ ว่าท่านนั้นยุ่งกับงานขนาดไหน
    แต่หากจะให้เขียนบรรยายภาพที่นึกไว้นั้น ก็ไม่สามารถบอกเป็นคำพูดได้เช่นกัน .. หุ หุ

    เอาเถอะค่ะ

    มีงานยุ่งก็นับว่าดียิ่งแล้ว มันแปลว่าท่านเป็นผู้มีไฟ มีกำลังแรงกายดีอยู่ สู้ฝ่าฟันกับมันไปเต๊อะ ยุ่งได้ก็หายยุ่งได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ทำงานไปร้องเพลงพี่เบิร์ดไป สนุกดีนา 5555+

    สู้ ๆ นะคะท่าน .. ^ ^ v

    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ

    – ประธาน -:D

    ป.ล. ข้าพเจ้าสบายดี แม้ว่าตอนนี้จะมีสิวสาวขึ้นตรึม !

Comments are closed.