“ค้นพบเพราะค้นหา” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

January 27, 2011 at 6:57 am

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

นี้เป็นอีกประโยคเด่นที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน พูดเอาไว้ก่อนตาย

บุรุษผู้นี้เกิดที่เมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) เขตชรอพเชีย (Shropshire) ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1809 การเกิดของเขาทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะเป็นถิ่นเกิดของนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการ

.

ปฐมบทแห่งทฤษฎี :

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรือหลวงบีเกิล (H.M.S. Beagle) แห่งราชนาวีอังกฤษได้เดินทางไปสำรวจภูมิประเทศแถบคาบสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยมีกัปตันฟิทซ์รอย (Fitzroy) เป็นผู้บังคับการเรือ

ชาร์ลส์ ดาร์วิน ร่วมเดินทางไปกับเรือลำนั้นด้วยในฐานะนักชีววิทยา เขาใช้เวลากว่าห้าปีเก็บตัวอย่างพืชพรรณ ซากสัตว์และแมลงต่างๆ กลับมาศึกษาค้นคว้าที่ประเทศอังกฤษ หลายปีต่อมาเขาพบว่าสัตว์และพืชทั้งหลายมีการสืบต่อพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น โดยอาศัยกลไกคัดเลือกจากธรรมชาติคือสภาพลมฟ้าอากาศภายนอก ซึ่งสัตว์และพืชต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ จึงจะอยู่รอด และกลไกภายในคือการแปรผันทางพันธุกรรมทีละเล็กทีละน้อยจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งแปรเป็นสปีชีส์ใหม่ขึ้นมา

เมื่อศึกษาจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ดาร์วิน ได้ประกาศทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ในหนังสือ “กำเนิดของสรรพสิ่ง” (The Origin of Species) ของตนว่า มนุษย์และลิงมีบรรพบุรุษประเภทเดียวกัน ก่อนจะแยกสายพันธุ์แล้วต่างพัฒนาพันธุกรรมของตนกระทั่งทิ้งกันไกลไม่เหลือเค้าเดิมของต้นธารจุดกำเนิด

ที่จริงการค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระมหาสมณโคดมก็ทรงประกาศ “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” มาก่อนหน้านั้นนานแล้วว่า ใดๆ ในโลกนี้จะวิวัฒน์ไปตามมูลเหตุห้าประการ คือ ตามสภาพลมฟ้าอากาศ (อุตุนิยาม) ตามพีชะหรือว่าพันธุกรรมของบรรพบุรุษ (พีชะนิยาม) ตามการกระทำที่ทำมาและที่ทำซ้ำบ่อยๆ (กรรมนิยาม) ตามความคิดที่ตรึกถึงเรื่องนั้นๆ (จิตนิยาม) และตามไตรลักษณ์ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วแปรปรวนแตกสลายไปในที่สุด (ธรรมนิยาม)

ทฤษฎีของ ดาร์วิน เป็นการเรียนรู้กฎแห่งความเป็นไปสองข้อแรกคือลมฟ้าอากาศที่มีผลต่อพืชและสัตว์ กับการสืบต่อพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อแม่

การที่ ดาร์วิน “พอจะรู้” บางส่วนของกฎสองข้อของธรรมชาติก็ทำให้เขากลายเป็นนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่แล้ว น่า “แสวงหา” คำตอบต่อไปเหมือนกันว่า ถ้าใครรู้แจ้ง “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” ได้ครบถ้วนทั้งห้าข้อดั่งพระพุทธเจ้าแล้วจะยิ่งใหญ่สักปานใด

เรื่องของการ “แสวงหา” ซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวข้อที่กว้างมาก เราสามารถยกตัวอย่างของนักแสวงหาในด้านต่างๆ มาเขียนได้อีกเยอะ แต่ที่ผมหยิบเอาเรื่องของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มาเขียนก็เพราะว่า…

สาม – ตอนนี้ผมอยู่ในเมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ชนชื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เต็มเมืองไปหมด แม้แต่ตามกำแพงศิลปินพเนจรก็ได้วาดรูปของแกติดเล่นไปทั่ว (คงจะเป็นควันหลงจากการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบ 200 ปีของแกเมื่อปีที่แล้วด้วยน่ะครับ)

สอง – ผมนับถือหัวใจของแกที่กล้าประกาศทฤษฎีนี้ออกมาในสังคมยุคนั้นที่เต็มไปด้วยคริสตชนผู้เชื่อในพระผู้สร้าง ซึ่งหากย้อนลงไปถึงยุคกลางของยุโรป (ราวปีค.ศ.400 – ค.ศ.1480 โดยประมาณ) แกคงถูกจับเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน แม้กระนั้น เท่าที่ผมเคยดูสารคดีประวัติชีวิตของแกในบีบีซี (BBC) ทำให้ทราบว่าภรรยาของแกเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี ที่หมั่นไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ พอสามีมาประกาศทฤษฎีที่ค้านกับพระคัมภีร์เช่นนี้ แรงระเบิดมหาศาลจึงกัมปนาทขึ้นในครอบครัว เมื่อไปสมทบกับคลื่นความไม่พอใจของคริสตชนในสังคมภายนอกแล้ว ทำเอาแกเสียศูนย์เกือบเสียสติเลยทีเดียว

หนึ่ง – ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็คือการแสวงหาความรู้ประเภทหนึ่ง

ศูนย์ – ด้วยกิเลสส่วนตนผมชอบคำพูดเปิดเรื่องของดาร์วิน

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

การสังเกตธรรมชาติรอบตัว ตั้งคำถามแล้วแสวงหาคำตอบ เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ

ว่ากันว่า อัจฉริยะภาพคือการทำเรื่องธรรมดาในวิธีการที่ไม่ธรรมดา

เมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้ว บุรุษผู้หนึ่งได้สังเกตเห็นธรรมชาติของผู้คนว่าเมื่อมีเกิดก็ต้องแก่ เจ็บแล้วก็ตาย ที่ดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่ง แต่บุรุษผู้นั้นกลับคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปว่าผู้คนทั้งหลายเกิดมาจากไหน มาใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันนี้เพื่ออะไร แล้วเมื่อร่างกายแตกสลายลงแล้ว “ความเป็นคน” ได้จบลงแค่นี้หรือ

ครั้นเกิดคำถามเช่นนี้แล้ว กระบวนการแสวงหาคำตอบของบุรุษผู้นั้นได้ดำเนินต่อไปในห้องแล็บแห่งกายและใจของตนหกปี กระทั่งเข้าใจส่วนประกอบของความเป็นตัว (ธาตุสี่) และวงโคจรของจิตที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตน (ปฏิจจสมุปบาท) บุรุษผู้นี้ได้ประกอบเครื่องมือขึ้นมาเพื่อทำการแยกธาตุและตัดวงโคจรของจิต (สติปัฏฐานสี่) ส่งคืนสภาวะรูป-นามให้ดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัยของมันโดยไม่เข้าไปแทรกแซง (ตัดอุปาทาน – การยึดมั่นถือมั่น) แผดเผาพลังงานที่จะขับเคลื่อนวงโคจร (ตัณหา) เท่าที่มีอยู่ให้เหือดแห้งลงไป และไม่เติมน้ำมัน (สร้างตัณหาใหม่) ให้จิตท่องทะยานไปในสังสารวัฏ กระทั่งรู้แจ้งความจริงของจิต (อริยสัจสี่) แล้วทำความจริงนั้นให้ปรากฏอย่างถ้วนทั่วอีกด้วย

2500 ปีต่อมา มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้รู้จักมหาบุรุษผู้นั้นในนาม “พระมหาสมณโคม” หรือ “พระพุทธะ” (Buddha) แปลว่า “ผู้รู้” ทว่าทรงเป็นหน่อเนื้อของกษัตริย์ ผู้เลื่อมใสคำสั่งสอนของท่านในประเทศไทยซึ่งเคารพกษัตริย์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “เจ้า” มานาน จึงขานนามของท่านเพิ่มขึ้นอีกว่า “พระพุทธเจ้า”

ก่อน 2500 ปีโน้น

เมื่อ 2500 ปีนั้น

และ 2500 ปีต่อมาก็ดี

เรื่องธรรมดาสามัญของการเกิด แก่ เจ็บและตาย ก็ยังเป็นมา เป็นอยู่ และยังเป็นไปเหมือนเดิม

“เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

ไม่แปลกที่คนเราจะเกิด แก่ เจ็บและตายอยู่เรื่อยไป ตราบใดที่ยังประมาทไม่สังเกตเห็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญนี้ว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทั้งมวล แล้วไม่แสวงหาหนทางแก้ไขเพื่อดับทุกข์ของตน

.

.

-คม-

ผมไม่อยากให้เราผูกคำว่า “วิทยาศาสตร์” กับ “เทคโนโลยี” หรือ “ห้องแล็บ” เช่นที่เราผูกคำว่า “ศาสนา” กับ “ศีลธรรม” ฯลฯ จะทำให้เข้าใจเขวได้

เทคโนโลยีเป็นผลจากการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านห้องทดลองเท่านั้น วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการคิด ดังนั้นการคิดเรื่องทุกข์-สมุทัยของพระพุทธเจ้า จัดเป็นกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งบนฐานของเหตุ-ผล

ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ตั้งบนความศรัทธา (faith)

.

.

-ขำ-

.

“ปาฏิหาริย์แห่งการมั่วอยู่เสมอ”

ถาม : คุณวินทร์ครับ โดยปกติแล้วคุณวินทร์จะมีแฟนคลับส่งคำถามมาถามมากมาย และที่สังเกตดูคุณวินทร์สามารถตอบให้คำแนะนำได้ดีทุกเรื่อง เป็นเพราะคุณวินทร์อ่านหนังสือมากใช่ไหมครับ ทำอย่างไรถึงจะสามารถรอบรู้ได้หลายด้านบ้างครับ
คุณวินทร์แบ่งเวลาอย่างไรหรือครับ

ตอบ : ผมก็มั่วไปเรื่อยๆ แหละครับ ไม่ได้รู้มากอย่างที่คุณว่า ถ้าสังเกต จะเห็นว่าคำตอบที่ลงบ่อยมาก คือ “ผมไม่รู้ครับ”
ส่วนเรื่องบริหารเวลา ก็ค่อยๆ ฝึกไปครับ โดยพยามให้เสียเวลาแต่ละอย่างน้อยที่สุด ถ้าจัดการได้ดี ก็จะได้งานมาก เหมือนปาฏิหาริย์เลยครับ!

.

“คำตอบอยู่ในสายลม”

ถาม : ชีวิตที่เหลือของท่าน จะทำอะไรมั่ง นอกจาก กิน ขี้ … นอน?

ตอบ :

-วินทร์ เลียววาริณ-

14 comments

  1. “(นอก)ห้องยา (แต่ก็จะ)พาเพลิน”

    .

    .

    น้องในห้องยาผู้หนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะพอใจนักว่า “นี่พี่เจี๊ยบ ปิดประตูเบาๆ หน่อยสิ!”

    รุ่นพี่ที่เพิ่งจะปิดประตูเข้ามาในห้องกล่าวคำขอโทษ แต่มิวายที่น้องสาวผู้นั้นจะต้อนเธอให้เข้าทางมุข

    “ทำอะไรเสียงดังแบบนี้เดี๋ยวก็ตื่นกันหมดพอดี”

    “ฮ้า ใครเหรอน้อง มีคนมาแอบนอนในห้องยาเราหรือ?”

    “เปล่าหรอกพี่…” เมื่อได้ทีเธอจึงยิงมุขทันที “ยานอนหลับน่ะพี่ เพิ่งได้มาล็อตใหม่ โน่นแน่ะ นอนหลับอยู่ในกล่องโน่น”

    ฮากันไปตามระเบียบล่ะครับพี่น้อง

  2. สวัสดีค่ะสหายพี่น้อง และ เพื่อนพ้องที่รักทุกท่าน

    เมื่อวานนี้ หลังจากที่นั่งเก็บงานถักของคุณหมอฟันท่านหนึ่งอยู่ เธอมีความตั้งใจในงานถักอย่างดีเยี่ยม ผืนแรกที่ทำนี้จะมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับคุณแม่ และระหว่างนั้นเธอได้เหลือบไปเห็นเหรียญหลวงตามหาบัวและเหรียญหลวงพ่อจรัญที่ห้อยคอของข้าพเจ้า จึงได้เล่าเรื่องที่เธอและครอบครัวได้ไปกราบองค์หลวงตาให้ฟัง ก่อนกลับคุณหมอยังได้มอบหนังสือให้ข้าพเจ้าไว้สองเล่มและเข็มกลัดองค์หลวงตาไว้ให้อีกหนึ่งอันค่ะ

    สายของวันนี้ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอเธอแจ้งข่าวว่า องค์หลวงตาท่านได้ละสังขารไปแล้วเมื่อคืนนี้ เวลาตีสามกว่า ๆ ข้าพเจ้าตกใจมาก ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทั้งเสียใจ และใจหาย อธิบายไม่ถูกเลยค่ะ

    เมื่อกี้เข้าไปดูที่เวปหลวงตา http://www.luangta.com/ ก็เห็นอักษรวิ่งแจ้งข่าวของท่านไว้ดังนี้ “องค์หลวงตาท่านละสังขารแล้วเมื่อเวลา ตี 3:53”

    ขอกราบองค์หลวงตา ณ ที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ ลูกช่างมีบุญญาวาสนาน้อยนิด จึงไม่มีโอกาสได้กราบ และรับใช้ใกล้ชิดองค์ท่านสักครั้ง แต่จะหมั่นศึกษา อ่านงานเขียน ฟังเสียงธรรมคำสอนของท่าน และปฏิบัติวิปัสนา กรรมฐาน ให้เป็นปกติวิสัยค่ะ

    -/\-

  3. กราบนมัสการองค์หลวงตาด้วยความเคารพบูชายิ่งครับ

  4. หลวงตาได้แสดงอนัตตาธรรมกัณฑ์ใหญ่ให้ศิษยานิศิษย์ดูและฟังแล้ว

    ผมขอโพสต์บทความที่เขียนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสิ่งทั้งหลายด้วยเลยแล้วกัน

  5. เที่ยง, แท้, แน่………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    เมื่อได้อ่านชื่อบทความนี้ ผมคิดว่าผู้อ่านหลายท่านคงคิดไปถึงคำว่า ‘นอน’ แล้วเป็นแน่ เพราะโดยมากเมื่อมีคำว่า ‘แน่’ แล้วมักจะตามมาด้วยคำว่า ‘นอน’…

    …แน่นอน…

    แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะนอกจาก ‘นอน’ แล้วยังมีอีกคำที่สามารถนำมาต่อท้ายหรือนำหน้า ‘แน่’ ได้ นั่นคือ ‘นิ่ง’ รวมเป็น ‘นิ่งแน่’ หรือ ‘แน่นิ่ง’ จะหมายถึงอาการที่ ‘สลบ’ หรือ ‘แข็งไป’

    ผมกำลังชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของภาษาที่สามารถเปลี่ยนเป็นรูปประโยคได้มากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้ว่าจะเชี่ยวชาญระดับใด ซึ่งหากเป็น ‘ปรมาจารย์ภาษา – จอมเทพอักษราผู้เสพสระและพยัญชนะเป็นภักษาหาร’ แล้วล่ะก้อ การใช้ถ้อยคำมารับใช้ความคิดของท่านผู้นั้นจะสามารถแปรไปได้ร้อยสันพันประโยคตามความต้องการที่จะให้มันเปลี่ยน…

    …เปลี่ยนแปลง…

    ว่ากันว่าภาษามีชีวิต คือมีการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ แปรเปลี่ยน แล้วอาจจะดับสูญไปเมื่อใดก็ได้

    ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างจากภาษาที่ได้รับการพัฒนามาเรื่อย

    แม้คำว่า ‘พัฒนา’ เองก็วิวัฒน์ตัวตนมาอย่างต่อเนื่อง

    ‘พัฒนา’ หรือ ‘พัฒนะ’ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ‘ทำให้เจริญ, ทำให้เพิ่มขึ้น’ ซึ่งความหมายแท้ของคำคำนี้ได้ถูกฆ่าตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง! อย่างน้อยก็ในความคิดของผม

    ท่านเจ้าคุณอาจารย์ – พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ครูบาอาจารย์ที่ผมเคารพสุดเกล้าจบเศียร ได้เปิดกะลาเคาะกะโหลกให้ผมได้ทราบความหมายแท้ของคำว่าพัฒนา ว่าสามารถใช้ได้แม้ในทางไม่ดี เช่น กิเลสพัฒนา ความเลวพัฒนา อกุศลธรรมพัฒนา ฯลฯ คือสามารถใช้กับอะไรก็ได้ที่กำลังเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่งามและง่ามเลว

    มีคำบาลีอีกหลายคำที่คนไทยหยิบเอามาใช้ ทว่าใช้เพี้ยนไปจากความหมายเดิมจนกลายเป็นคำใหม่ไปแล้ว เช่นคำว่า ‘ผู้อาวุโส’ ที่พระสมัยก่อนใช้เรียกพระที่มีอายุพรรษาอ่อนกว่า ทว่าปัจจุบันนี้กลับหมายถึง ‘ผู้ชรา’ ไปแล้ว และอีกคำซึ่งผมนึกได้เลยในตอนนี้คือ ‘อิทธิพล’ หมายถึง ‘มีผลกระทบต่อ’ แต่ดูเหมือนผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าคือบุคคลประเภทหนึ่งที่มีอำนาจในทางไม่ดีต่อสังคม

    เหล่านี้ล้วนคือความพลิกผันเปลี่ยนแปรไม่แน่นอนของภาษา

    .

    ว่าให้ถึงที่สุด ความเปลี่ยนแปลงนี่เองคือหัวใจของพระพุทธศาสนา

    หากใครเคยอ่านหนังสือธรรมะหรือฟังซีดีธรรมะของพระธรรมโกษาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) แห่งสวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี มาบ้าง คงคุ้นกับประโยค “ตถตา – มันเป็นเช่นนั้นเอง” ของหลวงพ่อ ซึ่งท่านจะพูดอยู่เสมอ พอพูดประโยคนี้เสร็จทีไรท่านมักจะหวัวน้อยๆ ต่อความเป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไปของสิ่งทั้งมวล

    หากใครเป็นศานุศิษย์ของหลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี จะต้องได้ยินคาถาเด็ดที่หลวงปู่เสกให้ฟังอยู่เสมอ นั่นคือ “ไม่แน่”

    ชอบรึ?
    ไม่แน่
    ชังรึ?
    ไม่แน่
    โกรธ เกลียด ดี เลว ฯลฯ
    ไม่แน่

    หลวงปู่ชาสอนต่อไปอีกว่า “อะไรๆ ก็โยนเข้าใส่ตรงนี้ไว้ เห็นอะไร ฟังอะไร ให้โยนเข้าใส่ความไม่แน่ เพราะของที่มันไม่แน่นี่แหละ นานๆ ไปมันจะแน่ขึ้นมา”

    เช่นกัน – สอนหัวใจของพระพุทธศาสนาเสร็จคราวใด หลวงปู่ชาจะยิ้มอย่างเบิกบานเหมือนกับที่หลวงพ่อพุทธทาสหวัวให้กับ ตถตา ของท่าน

    อีกรูปที่สรุป ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ หรือ ‘ความไม่แน่’ เอาไว้อย่างน่าฟังคือ หลวงพ่อสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์) เจ้าอาวาสวัดอมราวดี กรุงลอนดอน ซึ่งท่านบอกว่า ตอนบวชเป็นพระใหม่ๆ เวลาสวดพุทธัง… ธัมมัง… สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ทีไร ท่านคิดเพียงแค่ว่าให้ถือเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่พอบวชนานไป ได้ปฏิบัติธรรมมากขึ้นถึงได้รู้ว่า

    พระพุทธ คือ ผู้รู้ หรือว่าจิตของตนเอง

    พระธรรม คือ ความไม่เที่ยง ไม่แน่ เปลี่ยนแปลงไปของสิ่งทั้งมวล

    พระสงฆ์ คือ ผู้ปฏิบัติดี หรือคือตนเองที่กำลังทำดีอยู่

    พูดแบบลัดสั้นคือ ไม่ควรเอาใจไปไว้กับสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะการเอาจิตไปผูกมัดกับสิ่งอื่นคือบ่อเกิดของความทุกข์ เหตุว่าใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง เมื่อความไม่เที่ยงของสิ่งนั้นปรากฏ จะทำให้จิตที่เข้าไปยึดมั่นเป็นทุกข์

    ทางรอดปลอดภัยคือ

    อยู่กับพระพุทธ คือมีสติตื่นอยู่

    อยู่กับพระธรรม นั่งหวัวให้กับความไม่แน่

    อยู่กับพระสงฆ์ คืออยู่กับความดีที่เป็นไปเช่นนั้นเอง

    การยึดถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจึงไม่ต่างอะไรกับการเอาตนเป็นที่พึ่ง – อัตตาหิ อัตโน นาโถ นั่นเอง

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    ผมคิดเองง่ายๆ ว่า กำเนิดของภาษาน่าจะมาจากการที่คนรวมตัวกันมากขึ้น หากไม่มีการรวมกลุ่ม ก็คงไม่เกิดภาษา ลองนึกภาพคนป่าห้าหกคนกำลังล่าเสือเขี้ยวดาบ หากไม่สามารถสื่อสารกันว่า “เฮ้ย เสืออยู่ด้านหลังเอ็งว่ะ” มนุษย์คงสูญพันธุ์ไปนานแล้ว การสื่อสารจึงถือว่าเป็นวิวัฒนาการอย่างหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของสายพันธุ์

    แต่ทำไมต้องเป็นภาษา?
    ไม่ทราบครับ

    ผมเชื่อว่าหากเราไม่ได้พัฒนาการใช้เสียงเป็นการพูดกับการได้ยิน เราก็คงพัฒนาไปทางอื่นแทน เช่นสื่อสารกันโดยกะพริบตา ขยับกล้ามเนื้อใบหน้า ภาษากาย ภาษามือ หรือกระทั่งการใช้กลิ่นในการสื่อสาร เช่น ผายลมแปลว่ามีความสุขโว้ย

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “เรียกพี่ได้ไหม”

    ถาม : พ่อวินทร์ครับ แนวเขียนของพ่อมีความแปลกใหม่ (ที่เขาเรียกว่ามิติใหม่หรือเปล่า) ความแปลกใหม่ของพ่อนั้น คล้ายกับคำของขงเบ้งที่ว่า “การจัดรูปทัพมีพลิกแพลงเสมอไม่รู้จักจบสิ้น” ยังไงยังงั้น

    คารวะ…

    ตอบ : เรียกผมตามปกติธรรมดาก็ได้ครับ พ่อหรือลุงฟังดูแก่มากครับ ส่วนปู่นั้น… เฮ้อ!

    .

    “ขออภัยที่ทะลึ่ง”

    ถาม : ผมหลงเข้ามาห้องนี้ได้ไงเนี่ย ว่าจะแวะไปเยี่ยมสาวๆ ในห้องหนอนฯ โน่นนี่นา

    เอาเถอะเอา ไหนๆ ผมก็หลงเข้ามาแล้วนี่เนอะ งั้นผมขออวยพรให้คุณวินทร์หน่อยนะครับ

    ผมขอให้คุณวินทร์อยู่เป็นต้นโพธิ์ต้นไทรผลิดอกออกผลให้หนอนน้อยใหญ่แทะโลมไปนานๆ สุขภาพกายก็ขอให้ฟิตปั๋งเตะปี๊บเปรี้ยงปร้าง สุขภาพใจก็ซู่ซ่าดึ๋งดืด กำลังความคิดก็ขอให้พุ่งพรวดเหมือนบั้งไฟแสนยโสธร อีตอนคิดเขียนสิ่งใดก็ขอให้ลื่นไหลดุจนายบรรหาร ในงานเทศกาลหนังสือฯที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้หนังสือทุกเล่มของคุณวินทร์ขายดีเหมือนแจกฟรีเลยนะขอรับเจ้านาย!

    ด้วยความเคารพ
    สิญจน์ สวรรค์เสก
    (ผู้ชายธรรมด๊า ธรรมดา ที่สุดแสนจะน่ารักคนหนึ่ง)

    ตอบ : สำนวนภาษาแสดงว่าเป็นคนอารมณ์ดีแน่ๆ อย่างนี้ต้องเชิญไปเป็นที่ปรึกษารัฐบาลดีไหม เพราะเสนอโครงการอะไรออกมา เครียดกันทั้งเมือง

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  6. สวัสดีจ้าทุกคน

    ผมเอาบทความที่เพิ่งจะลงในก้าวรอก้าวมาแปะให้อ่านกันจ้า

  7. รักสามเส้า…………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    กล่าวกันว่ารักแท้นั้นเหมือนผี ไม่มีตัวตน แต่รู้สึกได้ว่ามีอยู่จริง เหตุนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้คนส่วนมากจะถูกความรู้สึกวาบหวามเพียงชั่ววูบหลอกหลอนว่าคือรักแท้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน ซาตานที่ปลอมตัวเป็นกามเทพจะเผยโฉมออกมาฉีกภาพหวานที่วาดไว้ตั้งแต่ต้นจนแหลกเละ

    และเมื่อใดที่พูดถึงความรัก ส่วนมากเรามักจะนึกถึงแต่เรื่องรักระหว่างชายหญิง รักคนในครอบครัว และรักกันฉันเพื่อนฝูง แล้วก็มักจะพูดถึงแต่ด้านอารมณ์หรือความรู้สึกที่มีต่อกัน โดยไม่พูดถึงด้านเหตุผลหรือองค์ประกอบของความรักแต่ละประเภท ว่าถ้าอยากจะให้ความรักนั้นดำเนินไปด้วยดี มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นแล้ว ต้องประกอบด้วยองค์คุณอะไรบ้าง

    บนโลกนี้ ทุกคนล้วนเป็นผู้รักและในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ถูกรักด้วย

    ในเมื่อเป็นนักรักด้วยกันทั้งนั้น สมควรเหลือเกินที่จะรับฟังว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงประสิทธิ์ศาสตร์ที่เปรียบประดุจมนต์ขลัง ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามเมื่อดำเนินตนในครรลองนี้แล้ว จะประสบกับความรักที่เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างแน่นอน เพราะว่าพระองค์ทรงแสดงความรักเอาไว้ถึง ๓ ประเภท แล้วทรงชี้ทางสว่างของการเป็นนักรักที่ดีในแต่ละประเภทด้วย

    .

    ประเภทที่ ๑ รักแบบราคะ

    องค์ประกอบของความรักประเภทนี้มี ๔ ประการ คือ เชื่อในเรื่องเดียวกัน (ศรัทธาเสมอกัน) มีความประพฤติเหมือนกัน (ศีลเสมอกัน) มีจิตสาธารณ์พอๆ กัน (จาคะเสมอกัน) มีมุมมองต่อโลก ต่อชีวิตคล้ายกัน (ปัญญาเสมอกัน) ถ้าหากคู่รักคู่ไหนประกอบด้วยคุณสมบัติทั้ง ๔ ข้อนี้ อาจจะยิ่งหรือหย่อนกว่ากันบ้างในบางประการ ก็มีแนวโน้มว่าจะสามารถ “เข้ากันได้” ตามส่วนประกอบนั้น ซึ่งหากเสมอกันในทุกด้านแล้วล่ะก็ เชื่อว่าชีวิตของคนคู่นั้นจะดำเนินไปด้วยกันราบรื่นอย่างแน่นอน

    ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นผู้มีศีลธรรมดีเพียงอย่างเดียว เพราะการศรัทธาหรือว่าเชื่อในเรื่องเดียวกันอาจจะเป็นเรื่องใดก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา ความประพฤติเหมือนกันอาจจะหมายถึงชอบดื่มเหล้า ชอบเล่นการพนันเหมือนกัน ขี้เหนียวพอๆ กัน เจ้าเล่ห์พอๆ กัน เหล่านี้ก็จะสามารถอยู่ด้วยกันได้

    กิ่งทองคู่กับใบหยกฉันใด
    ผีเน่าย่อมเฝ้าเวรในโลงผุฉันนั้น

    .

    ประเภทที่ ๒ รักแบบฉันทะ

    ความชอบในหน้าที่การงานและงานอดิเรกต่างๆ ของคนเราต่างกัน ครั้นชอบเฉยๆ ก็ไม่สู้เท่าไรนัก แต่เมื่อใดที่คิดจะทำความชอบนั้นๆ ให้สำเร็จเป็นรูปร่างขึ้นมา ต้องสร้างองค์ประกอบให้ครบทั้ง ๔ ประการ ซึ่งหากใครทำได้แล้ว เชื่อว่าจะเป็นผู้ที่สมหวังในความรักประเภทนี้ คือจะประสบผลสำเร็จดังที่ปรารถนาอย่างแน่นอน

    องค์ประกอบต่างๆ ของความรักประเภทนี้ คือ ๑. มีความรักในงานนั้นๆ อย่างจริงจัง (ฉันทะ) ๒. มีความพยายามทำงานนั้นๆ อย่างเต็มที่ (วิริยะ) ๓. เอาใจใส่อยู่เสมอ ไม่ทอดธุระปละปล่อย (จิตตะ) ๔. ใคร่ครวญถึงข้อดีข้อด้อยที่ได้ลงมือทำไปแล้ว เสริมข้อดีให้เด่น เน้นแก้ในจุดด้อย (วิมังสา)

    หากจะนำความสำเร็จในหน้าที่การงาน การศึกษาเล่าเรียน หรือจะเป็นความสำเร็จในด้านใดๆ ของผู้คนทั้งหลายในโลกนี้มาวิเคราะห์อย่างละเอียด ล้วนรวมลงในหลักการทั้งสี่ข้อนี้ทั้งนั้น แม้จะไม่ได้แยกองค์ประกอบของการกระทำนั้นๆ และเรียกชื่อองค์คุณนั้นๆ เหมือนที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ก็ตาม

    .

    ประเภทที่ ๓ รักแบบเมตตา

    ปัญหาสังคมที่เกี่ยวกับครอบครัวในทุกวันนี้มีมากเหลือเกิน โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับเด็กเล็กและเด็กวัยรุ่น แทบจะทุกส่วนของสังคมต่างชี้มือไปที่ผู้อื่นว่าเป็นหน้าที่ของกลุ่มคนในส่วนนั้นๆ ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ

    บ้างก็ว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องรับผิดชอบ
    บ้างก็ว่าครูอาจารย์ต่างหากที่ควรให้การอบรม

    และอีกหลายคนบอกว่ารัฐบาลต่างหากที่ควรจะยื่นมือเข้ามาจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ควรวางระบบ ออกระเบียบ เป็นบรรทัดฐานที่ดีให้เด็กและเยาวชนได้ดำเนินตนไปตามวิถีนั้นๆ เพื่อความไพบูลย์ของสังคม

    สรุปคือทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ไม่ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยผู้อื่นไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง

    ในชีวิตหนึ่งของคนเราที่นับวันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จะต้องครองสถานะของความเป็น “ผู้ใหญ่” เข้าสักวัน ผู้ใหญ่ในที่นี้หมายถึงความเป็นพี่ เป็นพ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ครูบาอาจารย์ของคนรุ่นหลัง จะโดยสายเลือด โดยความเป็นวงศาคณาญาติกันหรือไม่ก็ตาม

    เมื่อความเป็น “ผู้ใหญ่” เข้ามาเยือน พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติต่อคนรุ่นน้อง รุ่นลูก รุ่นหลาน และศิษย์ทั้งหลายว่า จะต้องมีองค์ประกอบให้ครบทั้ง ๔ ประการ ถึงจะครองสถานะความเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

    ๑. เมตตา มีจิตโอบอ้อมเอื้ออารี
    ๒. กรุณา มีจิตคิดช่วยเหลือเมื่อเห็นคนอื่นตกทุกข์ลำบาก
    ๓. มุทิตา พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นประสบสุข
    ๔. อุเบกขา มีจิตเป็นกลาง ยึดความถูกต้องเป็นธรรมนำทาง

    องค์คุณสามข้อต้นนั้นหาได้ง่ายจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ทั้งหลาย แต่องค์คุณข้อสี่ต่างหากที่สำคัญต่อความรักประเภทนี้มากที่สุด

    เช่นว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่พ่อแม่จะรักลูก อยากให้ลูกเป็นสุขสบาย และดีใจเมื่อลูกประสบความสำเร็จ แต่เมื่อใดที่ลูกทำผิดศีลธรรมหรือประพฤติล่อแหลมในทางแห่งความเสื่อม พ่อแม่กลับไม่ยึดธรรมนำทางคือไม่ว่ากล่าวตักเตือนหรือมีมาตรการลงโทษใดๆ ปล่อยให้ลูกกระทำตามใจ โดยเอาความรักความเมตตาของความเป็นพ่อเป็นแม่มาบังหน้าแล้ว นั่นถือว่าเป็นผู้ไม่มีอุเบกขา ไม่มีจิตเป็นกลางในทางธรรม เท่ากับใช้คุณธรรมทั้งสามข้อต้นไปในทางที่ผิด คือใช้เป็นเครื่องสนับสนุนให้เด็กได้ใจ ทำตามอำเภอใจมากขึ้น หากเด็กประพฤติผิดในเรื่องเล็กน้อยก็ไม่สู้เท่าไหร่ แต่ถ้าเมื่อใดที่เด็กผู้นั้นทำผิดในเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อคนหมู่มากขึ้นมาแล้ว เท่ากับตนเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมสร้างปัญหานั้นๆ ให้เกิดขึ้นมาในสังคมนั่นเอง

    เนื่องในวันแห่งความรักที่ใกล้จะมาถึงนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เชื้อชาติศาสนาไหน ครองสถานะใดๆ ในความรักทั้งสามประเภทนี้อยู่หรือไม่ก็ตาม ใคร่อยากจะให้สำเหนียกสักนิด คิดดูสักหน่อย แล้วดำเนินตนไปตามวิถีแห่งความรักทั้งสามนี้ทีละน้อย ทว่าบ่อยๆ คาดว่าความผิดหวังในความรักจะค่อยๆ หมดไปอย่างแน่นอน

    .

    ด้วยมิตรภาพ
    สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    .

    -คม-

    .

    “มุมมองชีวิตกับการเขียนหนังสือดีเป็นคนละคุณสมบัตินะครับ เพราะคนที่มองโลกอย่างเข้าใจลึกซึ้งอาจไม่ใช่นักเขียนก็ได้”

    .

    “รางวัลที่ดีที่สุดคือการได้สร้างงานแล้วมีคนบอกว่ามีประโยชน์กับเขา”

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “ไอ…”

    เล่า : มีวิธีรักษาอาการไอมาฝากค่ะ เผื่อพี่วินทร์ไอ ก็คือ ดื่มน้ำอุ่นที่ละลายน้ำผึ้งและบีบน้ำมะนาวลงไปด้วย คนให้เข้ากันแล้วจิบบ่อยๆ พยายามอย่ากินอาหารเผ็ด มัน และเค็มจัด อ้อ หวานมากๆ ก็ไอนะ
    สรุป กินจืดๆ นั่นแหละเหมาะสุดแล้วค่ะ

    ตอบ : เพิ่งรู้ว่า หวานมากๆ ก็ไอ มิน่าเล่าพวก ‘ไอเลิฟยู’ จึงมีปัญหา ต้องมาเยือนศาลาคนเศร้าแห่งนี้อยู่เรื่อย!

    .

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  8. โอ้ .. วาว ๆๆๆๆ วาววววว ..

    ชอบใจหลาย ๆ ค่ะท่านเลขา ฯ ป๋าสิญจน์
    บทความว่าด้วยความรักของท่านนั้นลึกซื้งกินใจขนาดนั๊ก

    เข้ากับเดือนกุมภา ฯ เดือนแห่งความรักเลยนะเนี่ย

    .
    .

    ท่าทางท่านคงเป็น “นักรัก” ตัวจริงเสียงจริงเสียแล้วกระมัง

    55555+

    ^0^

  9. กราบสวัสดีพี่ๆทุกคนคะ

    สบายดีกันถ้วนหน้านะคะ ไม่ได้แวะเวียนมานาน ชีวิตก็เงี้ยะ ยุ่งเป็นยุงตีกัน วันนี้แวะมาแจ้งข่าวให้พี่ๆได้ทราบ

    ประกาศๆ น้องบาล์มจะสละโสด แย้วค่า

    ในวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2554

    จีงแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน จบข่าว….. 5555

  10. ท่านประธาน

    รู้ว่ามีคนชอบงานเขียนของตน คนเขียนก็ดีใจแล้วล่ะครับ

    เป็นนักรักตัวจริงเสียงจริงไหม?

    อืม กำลังพยายามเป็นอยู่ครับ เท่าที่รู้ตัวคือยังเป็นไม่ได้แม้เศษธุลีของนักรักผู้ยิ่งใหญ่ คือพระพุทธเจ้าที่ทรงดำเนินเป็นตัวอย่างในทุกด้านของความรักเลย

    .

    .

    หม่องหมิวหม่อง

    โอ้ว โผล่มาทีก็แจ้งข่าวดีเลยหรือตะเอง

    วาวววว ยินดีด้วยจ้า

    ขอให้มีความสุขมากๆ นะ

  11. โอ้ .. วาว ๆๆๆๆๆๆๆ

    ขอบคุณสำหรับข่าวดีค่ะน้องบาล์มสุดสวย ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะคุณน้องขา ขอให้มีความสุขมาก ๆ และขอให้ความร๊ากกกกกกหวานชื่นตราบนานเท่านานด้วยค่า

    ^ ^

  12. ขอบคุณพี่ๆ สำหรับคำอวยพรนะจ้า

    คิดถึงๆ ตอนคุยกันทุกวัน สนุกดีเนอะ ว่าม่ะ ……..

  13. อ่า…เข้ามาอีกทีได้อ่านเรื่องดีดียาวเลย

    แถมยังได้ฟังข่าวดีของหนูบาล์มอีกด้วย ดีจริงจัง ^^

    เดือนแห่งความรักเหรอ เอ..รักคืออะไรอ่ะ ไม่เข้าใจ หุหุ

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะคะทุกท่าน

  14. สวัสดีวันแห่งความรักค่า

    .
    .

    พี่ก็คิดถึงหนูบาล์มเสมอจ้า เห็นมาตั้งกะเป็นสาวน้อยสาวจี๋ ตอนนี้หนูบาล์มมี่ของพี่ๆ จะเป็นเจ้าสาวสุดสวยซะแล้ว

    แสดงความยินดีด้วยอีกครั้งนะจ๊ะ ขอให้มีความสุขมาก ๆ น๊า ช่วงเตรียมงานคงเหนื่อยสักหน่อย ยังไงก็พักผ่อนมากๆ แล้วก็ดูแลสุขภาพด้วยค่า

    .
    .

    อ่า .. เรียนท่านรอง ฯ Z ที่เคารพ

    “รักคืออะไร ?” ไม่เข้าใจนิยามของ “ความรัก” ใช่ไหมคะ ?
    โน่นเลยค่ะ เรามีทั้งผู้เชี่ยวชาญอย่างท่านเลขา ฯ ป๋าสอ แล้วก็ผู้ชำนาญการอย่างน้องบาล์ม อยู่ตั้งสองคนแหนะค่ะ

    หากทั้งสองท่านยังไม่โฉบมาให้คำตอบ ข้าพเจ้าขอมั่วตอบไปว่า “ความรัก คือ ความรู้สึกอย่างหนึ่ง ที่รับรู้ได้ และสัมผัสได้ด้วยหัวใจ”

    55555+ ฮิ้ววววว ..

    .
    .

    สุขสันต์ค่ำคืนแห่งรักค่ะ
    Love is all around จ้า .. จริง จริ๊งงงงง .. !!
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s