จดหมายถึงพ่อ (๒)

16 ตุลาคม 2553

เช้าวันนี้ แม่ปลุกให้หนูไปตลาดตอนตีห้าครึ่ง ไปซื้อผัก ขนม น้ำเต้าหู ฯลฯ พอกลับจากตลาดหนูแย่งตะหลิวจากแม่มาจัดการปรุงอาหารเอง เพราะแม่แต่งชุดขาวพร้อมไปวัดแล้ว และอีกเหตุผลก็คือหนูอยากทำอาหารมื้อนี้ด้วยตนเองด้วยค่ะ ก็อย่างที่บอกพ่อไว้วันนั้นไงคะ ว่าจากวันเผาแล้วหนูจะจัดอาหารไปถวายพระเพื่ออุทิศให้พ่อทุกวันจนครบ 7 วัน และจะจัดตาน (ถวายทานเพื่ออุทิศ)ไปให้พ่ออีกทุกวันพระกระทั่งครบทำบุญ 100 วันไม่ให้ขาด

หนูไม่รู้หรอกค่ะพ่อ ว่าที่คิดที่ทำไปนั้นถูกต้องหรือเปล่า และบุญที่จัดทำไปจะถึงพ่อหรือไม่ ? แต่ด้วยพลังจิต พลังใจที่มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าหนูเชื่อว่าไปถึงอย่างแน่นอน พี่หนานบอกหนูว่าพ่อเป็นคนจิตใจดี ป่านนี้คงไปที่ดี ๆ ที่ไหนต่อไหนแล้ว หนูก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ เพราะวันที่หนูเล่าให้พี่หนานท่านฟังว่าพ่อมาหา กระทั่งหนูอธิษฐานจิตบอกไปว่าให้พ่อไปดีเถิดนะ พยายามคิดถึงเรื่องดี ๆ ที่เราได้ไปทำร่วมกันไม่ว่าจะตอนไปถวายสังฆทาน 9 วัดร่วมกันสามคนพ่อ แม่ ลูก ที่หนูเกือบเอาชีวิตไม่รอดเพราะเอาตัวไปดันรถที่กำลังไหลแล้วก็คิดได้หลบฉากออกไปเสียก่อน ก็ตอนที่ไปเจอต้นสาละนั่นไงคะพ่อ

เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2552 เราก็เพิ่งทำบุญขึ้นบ้านใหม่ด้วยกัน วันนั้นพ่อตามใจหนูด้วยการใส่เสื้อผ้าที่หนูเลือกให้ และคอยทำโน่นทำนี่ให้แทนหนูที่ยังปวดหลังไม่หายดี

ก่อนวันเกิดหนูเมื่อปีที่แล้ว เราก็เพิ่งไปปฏิบัติธรรมด้วยกันที่วัดร่ำเปิง จังหวัดเชียงใหม่ ออกจากวัดเราก็พากันไปเที่ยวสวนราชพฤกษ์



วันนั้นพ่อสนุกมาก ตื่นเต้นกับรถรางที่พาเราเที่ยวไปรอบสวน ฯ ทัวร์ครั้งนั้นที่เราไปกันได้ เพราะจอมเค้าอาสาอยู่เฝ้าบ้านให้ แต่ที่เราไปไหนมาไหนด้วยกันพร้อมหน้าก็มีบ่อย ๆ อย่างตอนที่พากันไปไหว้พระและถวายสังฆทานวันเกิดแม่นั่นไง รูปนี้จอมเค้าเป็นคนถ่ายให้เราสามคน จำได้ไหมคะ ? ที่วัดมิ่งเมืองค่ะพ่อ

ล่าสุดที่พ่อบอกกับหนูว่า พ่อมีความสุขมาก ก็ตอนที่ไปเที่ยวเมืองเก่ากันนั่นไงคะ พ่อเตรียมตัวเตรียมของก่อนไปเป็นอาทิตย์ ๆ เลย หลังจากกลับมาถึงบ้านพ่อก็ยังพูดถึง บ่นถึงไม่ขาดปาก

หนูรู้ว่าพ่อก็เองก็ระลึกได้ กระทั่งหนูตั้งจิตอธิษฐานบอกไปว่าพ่อไม่ต้องห่วงเรื่องติดค้างใครไว้ หนูจะจัดการให้ทุกเรื่อง และน้องกับแม่ หนูจะดูแลเค้าทั้งสองเป็นอย่างดี กลิ่นของพ่อก็จางไป เช้าวันต่อมาหนูเล่าเรื่องนี้ให้พี่หนานท่านฟัง ท่านก็แนะนำว่าให้ทำบุญกับพระอรหันต์ในนามของพ่อดูนะ หนูจึงจัดการส่งธนาณัติไปโครงการช่วยชาติโดยหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด แล้วอธิษฐานจิตให้พ่อในวันนั้นเลย ตกค่ำขณะที่เปิดซีดีธรรมะฟังก่อนนอน หนูได้กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นของดอกไม้โชยเข้ามา ก็เชื่อได้ว่าอานิสงค์ที่ได้ทำส่งไปถึงพ่ออย่างแน่นอน

และตอนที่พี่แหม่มเธอแวะมาบอกบุญว่าจะไปกราบหลวงพ่อจรัญ ให้หนูร่วมอนุโมทนา พร้อมแวะมาบอกพ่อว่าให้เตรียมไปรับบุญที่พี่เค้าจะไปปฏิบัติธรรมแล้วจะอุทิศให้ หนูเองก็ฝากปัจจัยไปถวายหลวงพ่อเพื่ออุทิศให้พ่อด้วยเช่นกัน อีกวันต่อมาแม่มาเล่าให้หนูฟังว่าพ่อมาหาแม่ในฝัน แล้วหนูบอกให้พ่ออาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วส่งเงินให้เป็นค่ารถค่ารางจำนวนเท่ากับปัจจัยที่หนูฝากพี่เค้าไปนั่นเลย หนูฟังก็ยังตกใจเพราะแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่เค้าแวะมาหา มาบอกข่าว และก็แอบดีใจว่าพลังจิต พลังใจของหนูที่ส่งไป พ่อได้รับรู้จริง ๆ

คืนนี้หนูเขียนถึงพ่ออย่างมีความสุขมากเลยค่ะ ไม่ร้องไห้ด้วยนะคะ แต่มันก็ดึกแล้วล่ะค่ะ พรุ่งนี้หนูมีเวรที่โรงพยาบาล ไว้มีโอกาสจะเข้ามาเขียนจดหมายถึงพ่ออีกนะคะ

รักพ่อค่ะ

4 comments

  1. เป็นความทรงจำที่ดีจังค่ะ ความทรงจำที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็สุขใจ

    ขอความสุข สงบ จงอยู่กับทุกท่าน ^__^

  2. อืม เรื่องบุญกุศลเป็นเรื่องที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

    ครั้งแรกที่คุณเล่าว่าสัมผัสได้ว่าพ่อมาหาแต่กลิ่นไม่ดีนั้น ผมก็พอจะรู้ว่าจิตของท่านยังอยู่ในภูมิไม่ค่อยดี แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านอุบัติในภูมิใหม่แล้ว อาจจะเป็นช่วงกำลังอยู่ใน “ภูมิพัก” คือยังล่องลอยเคว้งคว้างอยู่แถวๆ นั้น ยังไม่ได้ไปที่ไหน เพราะเพิ่งจะ “เสียร่างกาย” ไปใหม่ๆ

    แต่หลังจากได้ทำบุญกับครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วสัมผัสได้อีกครั้งว่าท่านมาหาพร้อมกับกลิ่นหอม อาจเป็นไปได้ว่าจิตของท่านได้อุบัติในภูมิใหม่ที่ดีแล้ว เพราะครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่า หากเป็นจิตของผู้ที่อยู่ในภูมิสูงกว่ามนุษย์ขึ้นไปเข้ามาหาคนเราแล้ว ถ้าไม่มาในรูปกลิ่นที่หอมหวน ก็จะมาในรูปภาพที่งดงาม หรือเสียงที่ไพเราะเสนาะโสต

    ยิ่งความฝันของคุณแม่ที่มาสอดรับกับการที่คุณได้ทำบุญให้ท่านกับหลวงพ่อจรัญซึ่งเป็นพระอริยสงฆ์อีกรูปด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องน่ายินดีเข้าไปใหญ่

    ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเจอ อีกหนึ่งข้ออุปมาในพระพุทธศาสนาท่านเปรียบเหมือนการย้ายบ้าน เป็นธรรมดาที่คนเรามักจะติดถิ่นที่อยู่เก่าๆ ที่เคยอยู่มานาน (อัตภาพเดิม) ครั้นพอย้ายบ้านใหม่จึงยังอาลัยอาวรณ์ (กลัวตาย) อยู่มาก แต่ถ้าเป็นคนจิตใจดีมีสติปัญญา รู้เรื่องทาน ศีล และภาวนา ซ้ำทำเป็นประจำไม่ได้ขาด ก็จะเหมือนคนที่มีอริยทรัพย์ภายในมาก การย้ายบ้านใหม่ก็จะไม่น่าห่วงสักเท่าไหร่ เพราะมีเครื่องค้ำประกันแล้วว่าเขาต้องไปอยู่ในถิ่นฐานที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

    การตายของคนดีจึงเป็นเรื่องน่ายินดีมากกว่าที่จะมาเสียใจ ก็ในเมื่อคนที่เรารักไปดีหรือได้ดีแล้วจะไม่ให้ดีใจด้วยได้อย่างไรเนาะครับ

    .

    .

    .

    เพลานี้คุณแซดเป็นอย่างไรบ้างล่ะขะรับ คงสบายดีอยู่กระมัง

    รักษาสุขภาพด้วยนะครับ
    🙂

  3. สวัสดีค่ะคุณสิญจน์
    จะว่าสบายก็ไม่เชิงอ่ะคะ เจอฝนกระหน่ำ ตากฝนทุกวัน ตอนนี้ไข้ขึ้น ^^”
    ว่าแต่คุณคงสบายดีนะคะ

    รักษาุสุขภาพด้วยเช่นกันค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s