จดหมายถึงพ่อ

14 วันหลังบำเพ็ญกุศลศพของพ่อ

หนูไม่ได้ร้องไห้มาหลายวันแล้วค่ะ หวังว่าพ่อจะสบายใจและหายห่วงขึ้นนะคะ แต่ตอนแรกที่เริ่มรับรู้ว่าพ่อไม่อยู่ หนูเหมือนถูกเหวี่ยงให้ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทุกอย่างมันปุบปับรวดเร็วจนไม่สามารถพูด คิด และทำอะไรได้เลย

ตีหนึ่ง ของเช้าวันที่ 27 กันยายน หนูได้รับโทรศัพท์จากเภสัชรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอมีคนรักเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลบ้านเกิดของพ่อ เธอค่อย ๆ บอกว่ามีคนส่งข่าวว่าพ่อ หรือคนที่หน้าตาเหมือนพ่อประสบอุบัติเหตุที่นั่น ตอนนั้นหนูเพิ่งข่มตาหลับไปได้ไม่นาน ข่าวที่ได้ฟังเหมือนไม่จริง พอน้องบอกให้ลองติดต่อทางโน้นดู หนูก็วางสายแล้วโทรศัพท์เข้าไปหาพ่อทันที

คนรับปลายสายกลับไม่ใช่พ่อ เป็นพยาบาลเวร หนูก็ได้แต่ละล่ำละลักถามถึงพ่อ พ่ออยู่ไหน ?พ่อไปไหน ? เธอไม่ยอมตอบ ทั้งบอกให้คุยกับแพทย์เวร ฟังเท่านั้นหนูก็รู้แล้วว่าคำตอบเป็นอย่างไร ได้ยินเสียงน้องหมอรายงานมาตามสายแต่ใจหนูไม่ยอมรู้ ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นพ่อ ไม่เชื่อว่าพ่อจะประสบอุบัติเหตุอย่างที่เธอเล่ามา

หนูเดินออกจากห้อง ร้องเรียกแม่ ตะโกนเรียกน้อง แล้วกดโทรศัพท์หาอาหนาน ถามหาพ่อ ว่าไปไหน ทำไมต้องออกไปไหนตอนดึก ๆ ดื่น ๆ อาหนานตอบกลับมาว่าเพิ่งได้ข่าวกำลังจะไปที่โรงพยาบาล หนูวางสายแล้วละล่ำละลักบอกให้ทุกคนแต่งตัวให้จอมเอารถออก ไปหาพ่อกัน แล้วมือสั่นกดโทรศัพท์ไปหาพี่หนานผิด ๆ ถูก ๆ

ตลอดทางที่ไปมีญาติ ๆ โทรมาเป็นระยะ ถามว่าจะให้อาบน้ำศพเลยไหม ? จะให้จัดงานที่ไหน ? ใจหนูก็ยังไม่เชื่อว่าพ่อไปแล้วจริง ๆ พี่หนานก็ดีใจหาย คอยโทรศัพท์มาให้สติ ให้กำลังใจเป็นระยะ พอนั่งในรถมาถึงครึ่งทาง เวลาตีสองกว่าหนูเริ่มตั้งสติได้ โทรศัพท์ติดต่อน้าให้ช่วยหาโลงเย็นให้ด้วย น้าตกใจกับข่าวที่ได้รับ รับปากจะจัดการทางนี้ให้

เมื่อไปถึง โรงพยาบาลดูโหวงเหวง เงียบสงัดเหลือเกิน หนู แม่ และน้องพากันเดินตามหาเจ้าหน้าที่ กดโทรศัพท์หาบรรดาญาติ ๆ ก็ไม่ติด สัญญาณโทรศัพท์ขาด ๆ หาย ๆ กระทั่งเดินหลงไปเจอกันเข้าที่กลางทาง จึงพากันเดินกลับมาที่ห้องอุบัติเหตุ-ฉุกเฉินอีกครั้ง

พยาบาลเล่าเหตุการณ์ให้ฟังคร่าว ๆ แล้วเอารูปในที่เกิดเหตุให้ดู หนูเห็นรูปพ่อหลับตานิ่ง ๆ เนื้อตัวแทบไม่มีบาดแผล มีรอยเลือดกระเซ็นเปื้อนที่ข้างหูเล็กน้อย เห็นแล้วก็แทบหมดเรี่ยวแรง

2 comments

  1. อืม…

    เล่าได้เห็นภาพและเก็บรายละเอียดได้ดีมากเลยล่ะคุณ คิดว่าวันนั้นสติคงจะดีอยู่หรอก หาไม่แล้วคงจำอะไรไม่ได้มากขนาดนี้

    ใครคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า “ประสบการณ์เป็นครูที่เหี้ยมโหด เพราะมันจะให้บททดสอบเราก่อนแล้วให้บทเรียนทีหลัง”

    ผมหวังว่า “บทเรียนแห่งสัจธรรมอันสูงค่า” นี้จะให้ “ความรู้อันสูงส่ง” แก่คุณได้บ้างไม่มากก็น้อย

    แวบนี้ผมคิดถึงคำสอนของหลวงปู่ชา ที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “ถ้าจะร้องไห้เสียใจกับคนตายแล้ว ให้ร้องไห้เสียใจกับคนเกิดใหม่เถิด เพราะเกิดเท่าไหร่จะตายเท่านั้น”

    หากมีเวลาว่างก็เขียนเล่ามาอีกนะคุณ จะคอยอ่านจ้า

    ^_^

    1. ขอบคุณมากค่ะ

      จะมาเขียนทันทีที่มีโอกาส และ จะพยายามไม่ร้องไห้ให้พ่อเป็นห่วงอีกค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s