“สิทธิการิยะ : ยาม(ไม่)เหงา” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

July 24, 2010 at 4:49 pm

.

.

(เอามั่งดิ เห็นชอบเล่นกันนักมุข “ยามเหงา” นี่น่ะหือ)

ลุงยามที่ผมจะพาท่านทั้งหลายไปรู้จักนี้ ผมเดาเอาว่าแกคงเหงาบ้างไม่เหงาบ้างเป็นธรรมดาตามประสาปุถุชน แกจะเข้าเวรเฝ้าเต้นท์เฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงแปดโมงเช้า เพื่อนของแกคือวิทยุเครื่องน้อย ของเล่นฆ่าเวลาคือการสานแหแต่แกจะเรียกว่า “เย็บแห” ตามสำนวนของคนอยุธยา

ยามเย็น หลังแล้วข้าวมื้อค่ำ ผมมักเดินแฉลบไปนั่งคุยกับแก ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายขวบของแก ประจุวัตถุดิบสำหรับงานเขียนอยู่เพียบเลยทีเดียว

ผมเดาเอาว่าแกคงไม่เหงานักหรอกเวลาที่ผมเดินไปนั่งคุยด้วย

ค่ำวันหนึ่งหลังจากปะหน้าและทักทายกันตามธรรมเนียมแล้ว แกก็เปิดประเด็นขึ้นว่า

“แถวนี้เบาเสียเมื่อไหร่ล่ะ – แรง!”

“ฮ้า…” ผมพยายามสร้างอารมณ์ร่วมกับกิริยาหวาดๆ ของแก แล้วเริ่มเข้าแผนหาข้อมูลมาเขียนเรื่องเล่าต่อไปว่า “จริงเหรอลุง มายังไงบ้างล่ะ”

“เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง” แกเล่าราวกับจะกระซิบ ดวงตาก็ลอกแลกราวกับกำลังบอกราคายาบ้าให้ผมทราบ แกคงกลัวข่าวสยองจะรั่วไปเข้าหูคนปอดแหก หรือไม่ก็กลัวว่าผีจะได้ยินแล้วมาเล่นงานแกเป็นการแก้เผ็ดที่เอาเรื่องลึกลับมาเปิดเผยให้ผมทราบด้วย “นี่…” แกชูขวดน้ำแดงและหวีกล้วยน้ำว้าให้ผมดู แล้วว่า “ต้องเอามาให้เขา ยังเป็นเด็กอยู่ เคยมาเรียกผมด้วยนะ เสียงงี้ใสติดหูเลย”

“ผีเด็กเหรอลุง” ผมชักสนุกด้วย

ลุงพยักหน้าหงึก “มาดึกๆ ตีสองตีสามโน่นล่ะ คืนก่อนผมนั่งเพลินไป กำลังเคลิ้ม เขามายืนอยู่ตรงนี้” แกชี้มือไปที่ประตูหน้าป้อมสังกะสี “พ่อ! พ่อ!” กระแทกเสียงพลางมองหน้าผม (ดีที่อารมณ์ของผมยังอยู่ในโหมดสยอง ไม่งั้นงานนี้มีคนเจ็บ!) แกทำตาตื่นสบตาผมแล้วเล่าต่อ “แน่ะ ดูสิ มาปลุกผม คงเห็นผมนั่งหลับไปกระมัง พอผมรู้ตัวก็เลยทักไป เออ พ่อรู้แล้ว ขอบใจมากลูกที่มาเรียก” ลุงยามเล่าเป็นตุเป็นตะราวกับผีเด็กเป็นลูกของแกก็ปานกัน เหมือนแกจะรู้ว่าผมคิดยังงี้เลยบอกว่า “ก็เขามาเรียกเราว่าพ่อก่อนใช่ไหมล่ะ เราก็ต้องทักเขาเป็นลูกสิ – จริงไหม”

“อืม…” ผมตีสีหน้าหวาดราวกับอยู่ในเหตุการณ์นั้นกะแกด้วย

หลังจากเดินกลับมาจากไหว้เสาไฟฟ้า เอาขวดน้ำแดงกับหวีกล้วยน้ำว้าตั้งไว้ให้ลูกๆ ของแกที่โคนเสาแล้ว แกก็สาธยายต่อว่า “ผมก็บอกพวกเขาอยู่เรื่อยแหละพี่…” (ผมไม่ชอบขี้หน้าแกขึ้นมาดื้อๆ ที่ดันมาเรียกผมว่าพี่…โอเค ถึงหัวผมจะล้านแต่หัวแกน่ะหงอกแล้วนี่นา) “…ถ้าจะมาหากันล่ะก้อ มาได้ แต่ต้องมาดีๆ ห้ามมาเน่ามาเละ จะมาเป็นหมูเป็นหมาก็ได้ แต่ต้องสมเหตุสมผล มาตัวยังกะม้านี่ไม่เอา ไม่ไหว” แกขู่ผีหลังจากติดสินบนด้วยน้ำแดงและกล้วยน้ำว้า

“อืม…” ผมยังทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดี

แล้วแกก็พาผมขึ้นยานไทม์แมชชีนของโดราเอม่อนย้อนเวลาไปท่องแดนสยองขวัญในอดีตเรื่องแล้วเรื่องเล่า มีทั้งกระต่ายผีภาคพิสดาร หมาผีสีดำเมื่อมตัวยังกะม้า และกลิ่นผีที่โชยมาหาว่ากันไปตั้งแต่กลิ่นธูปไปจนกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ ฯลฯ

ไม่รู้เล่าเรื่องผีไปอีท่าไหน จู่ๆ แกก็หักมุมทำเอาผมเอวเคล็ดขึ้นว่า “อีหนนี้ท่าจะไม่รอดหรอกพรรคประชาธิปัตย์น่ะ”

“เฮ่ย…ลุง…จริงอ่ะ” ผมสงสัย – สงสัยว่าพรรคการเมืองเก่าแก่ระดับนั้นจะถูกยุบจริงหรือ และสงสัยว่าลุงไปรู้ข้อมูลมาจากไหนถึงได้มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบ

“นั่น ในหมู่บ้าน…..นั่น มีคนรู้เรื่องดี” แกอ้างชื่อหมู่บ้านดังย่านพุทธมณฑล (ขออภัยครับ เพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว ผมจำเป็นต้องปิดบังชื่อหมู่บ้านดังกล่าวเอาไว้) ยุคนี้ แค่ได้ยินชื่อหมู่บ้านก็เหมือนรู้ราคาบ้านแต่ละหลังในนั้นว่ากี่ล้านบาท และรู้ถึงระดับของผู้อาศัยด้วยว่าต้องไม่ใช่ไพร่เดินดินกินข้าวแกงข้างถนนอย่างแน่นอน ต้องเป็นชนชั้นสูงระดับอำมาตย์ที่ฟาดไวน์แกล้มคาร์เวียถึงจะมีเงินและมีสิทธิ์อยู่ได้

ผมอึ้งที่ได้รู้จักลุงยามผู้นี้ ผมไม่คิดเลยว่าแกจะรู้จักคนในหมู่บ้านดังแห่งนั้นดี ขนาดที่เขายังคายเรื่องลับระดับประเทศให้แกรู้ด้วย

“ไอ้ยามในนั้นมันเล่าให้ผมฟัง มันรู้เรื่องดี”

ผมแทบหงายหลังเมื่อลุงเปิดเผยแหล่งข่าว

“ไอ้หมอนี่เป็นคนเกาะหมุย มันว่าท่านรองฯ ไปกว้านซื้อที่ดินเกือบหมดเกาะแล้ว เหลือแต่ของหมอที่ไม่ยอมขายให้ พวกเลยส่งมือปืนไปขู่อยู่เรื่อย จนต้องหนีมาเป็นยามอยู่ที่นี่”

“อืม…” ผมคิดข้ามช็อตไปว่าน่าจะนำชีวิตของยามผู้นั้นมาเขียนเป็นเรื่องสั้นได้

“หมอรู้ดีว่า…บลา…บลา…” ลุงอธิบายถึงเรื่องการรับบริจาคเงินสองร้อยกว่าล้าน การใช้เงินผิดประเภทซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง อธิบายถึงรูปคดีและแนวคำตัดสินราวกับแกเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อนที่จะมาเป็นยาม

ยิ่งฟังแกอธิบายผมยิ่งเข้าใจความรู้สึกของเล่าปี่ตอนเจอหน้าจูกัดเหลียง (ขงเบ้ง) ครั้งแรก

ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวว่ามาเจอยอดคนผู้เร้นกายในป้อมสังกะสีแห่งนี้เข้าให้แล้ว

ทุกเย็นที่ผมรู้สึกเหงาผมจะเดินไปนั่งคุยกับแก (ที่จริงควรจะเรียกว่าเดินไปนั่งฟังแกเล่ามากกว่า) เรื่องเล่าหลากรสที่แกจัดสรรนำมาเสิร์ฟบำเรอหูผมนั้น แก้โรคเหงาได้ชะงัดเลยทีเดียว

4 comments

  1. เอาความเห็นที่ไปสาสะกะเกลอกฤชมาฝากจ้า

  2. “มัชฌิมาปฏิปทา – ทางที่ไม่สุดในส่วนสองคือชอบและชัง” งั้นหรือเกลอเอ๋ย

    แต่ก่อนร่อนชะไรเราเองก็เคยสงสัยในหัวอกว่า เท่าใดหนอคือความเป็นกลางของทางเส้นนี้ ครั้นศึกษามา แลปฏิบัติไปบ้างตามกำลังสติปัญญาและ “ความเพียรหัวขวด (ที่ปิดฝาลอยน้ำมา)” คือผลุบๆ โผล่ๆ ทำๆ หยุดๆ ก็เลยพอคลำทางได้บ้างล่ะว่า อ้อ ทางสายกลางเป็นเช่นนี้ดอกหรือ

    เป็นเช่นไหน?

    ทางสายกลางตามนิยามที่พระบรมครูพูดกระแทกใจพระอัญญาโกณฑัญญะจนกิเลสกระเทือนร่วงผล็อยเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีนั้น เราคิดว่าทรงหมายเอาความเป็น “สัมมา” หรือว่า “ความชอบ” ของหลายๆ ปัจจัย ที่ “สมังคี” คือ “รวมลงในจุดเดียวภายในจิต” แล้วทอดเนิบและดำเนินต่อไปตามทางแห่งเหตุ-ผลแลปัจจัยของรูปและนาม (ไหมล่ะ! ทำท่าจะลึกซึ้งอีกแล้ววุ้ย!)

    ไหน ดูถีว่าเกลอพล่ามอะไรอยู่ข้างบนนั่นบ้างน่ะหือ?

    อืม…

    “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันที่ระลึกถึงว่า พระพุทธเจ้าทรงประกาศธรรมะครั้งแรก ดังนั้นเราจึงเรียกหรือเปรียบเทียบวันนี้ว่าเป็น “วันพระธรรม”

    ผ่าฉิบ!

    ที่พุทธมณฑลเขาติดป้ายเบ้อเริ่มเทิ่มว่า “วันอาสาฬหบูชา – วันแห่งพระสงฆ์” เฉยเลยน่ะเกลอเอ๋ย

    เราว่าเรียก “วันแห่งพระรัตนไตร” เหมือนแต่ก่อนน่ะสวยดีแล้ว เพราะลำพังเพียงมีพระพุทธะอุบัติขึ้นมาสามเดือนก่อนหน้านั้น หากไม่ทรงสตาร์ทเครื่องปั่นไฟธรรมจักรในค่ำคืนนี้ ความมืดมิดที่ครอบอนันตจักรวาลภายในจิตของพระอัญญาโกณทัญญะคงไม่เกิดบิ๊กแบง ฉายแสงสุกสว่างแห่งมหากัมปนาทโนวาของโยคาวจรเจ้าผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมขึ้นมาดอก – จริงไหม?

    เอาน่า…เอาเถอะ เรียกว่า “วันพระรัตนไตร” นั่นแหละ โก้หยอกอยู่รึ

    คำว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” เป็นภาษาบาลี

    “มัชฌิมา” แปลว่า “กลาง เป็นกลาง พอดี”

    “ปฏิปทา” แปลว่า “ทาง การเดินทาง”

    แปลรวมๆ คือ “การปฏิบัติ การประพฤติ การเดินไปในความพอดี”

    โอเชเกลอ แปลอย่างที่เกลอแปลมานี้ก็ได้ ไม่ผิดบาปแต่อย่างใด เราเพียงแค่อยากจะเสริมอีกจั๊กหน่อยว่า มัชฌิมาปฏิปทา ตามความเข้าใจของเรานั้น เราคิดว่าพระพุทธองค์ทรงหมายเอา “สติ” ที่ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันขณะเป็นใหญ่

    พอสติตั้ง

    ปัญญาก็จะต่อ

    ต่ออะไร?

    ต่อเติมไปว่า อ้อ รูปนามกายใจมันเป็นเช่นนี้ของมันดอกหรือ (สัมมาทิฏฐิ)

    ต่อๆ ไปอีกว่า อ้อ ชีวิตควรให้เป็นไปในแนวทางนี้แหละดีที่สุด (สัมมาสังกัปโป)

    ต่อๆ และต่อไปอีกว่า อ้อ คำพูดคำจา (สัมมาวาจา) การเคลื่อนไหวไปมา (สัมมากัมมันโต) การทำมาหาเลี้ยงชีพอีกล่ะ (สัมมาอาชีโว) ไหนจะแรงกายแรงใจที่จะใช้ในแต่ละขณะอีกด้วย (สัมมาวายาโม) การจะระลึกรู้อยู่กับอะไรสักอย่างก็จะสวยขึ้น (สัมมาสติ) และ การจะจดจ่ออยู่กับอะไรสักเรื่องก็จะคงเส้นคงวา (สัมมาสมาธิ)

    ใดๆ เหล่านี้จะชักขบวนพาเหรดมาตั้งวงเปิดการแสดงสด โปงชึ่ง โปงๆ ชึ่ง ให้ดูสดๆ ร้อนๆ ต่อหน้าต่อตา ณ ปัจจุบันขณะเองดอกเนาะ

    ว่าไปแล้ว วงดนตรีธรรมวงนี้ ก็บรรเลงกันให้มั่วอยู่ทุกขณะนั่นแหละ เพียงแต่ว่าต่างองค์ต่างเล่นไปตามทำนองของใครของท่าน บทชอบก็บรรเลงเพลงรัก บทชังก็บรรเลงเพลงโศก ที่จะหาท่วงทำนองที่เหมาะเจาะ สอดประสานกันดีทั้งแปดองค์ กระทั่งรวมลงเป็นหนึ่งเดียว ไม่คดเคี้ยว ไม่เว้าแหว่ง ไม่กะพร่องกะแพร่ง ทว่าค่อยๆ ตะแคงไปกลางๆ ได้นั้น ยากเต็มทนที่จะทำได้เนาะเกลอเนาะ

    แต่พอวาทยากรแห่งจิตดวงใดทำได้ล่ะก้อ…ธ่อ! บีโทเฟ่น ชิดซ้าย โมสาร์ท ชิดขวา กระเตงตกขอบไปเลยทีเดียวเชียว

    เอาล่ะ พอสมควรแก่การสาสะ

    เอวัง

    เทอญ.

  3. ขอบคุณหลาย ๆ ค่า

    สาธุ ..

    .
    .

    กราบสวัสดีพี่หนานสอ. เนื่องในวันอาสาฬหบุชาด้วยนะคะ
    เมืองน่านเพลานี้ฝนตกกระหน่ำอย่างสมโอกาสเลยค่ะ

    ทางโน้นคงพอมีฟ้ามีฝนตกพรำๆ ด้วยไหมคะ
    ฮักษาเนื้อ ฮักษาตั๋ว ปั๋วกระหม่อมโตยเน้ออ้าย
    จะได้บ่เจ็บไข้ได้เมื่อยกะเปิ้น เนาะอ้ายเนาะ

    .
    .

    สุขสันต์วันพระ ขอให้เย็นกายสบายใจค่ะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s