“สิทธิการิยะ : วันแรก” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

June 20, 2010 at 2:27 pm

.

.

นอกจากวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมาจะเป็นวันแรกที่ผมลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้ว ยังเป็นวันแรกของอีกหลายๆ เหตุการณ์ในชีวิตของผมเลยล่ะครับ

เป็นวันแรกที่ผมได้พบหน้าเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตผู้หนึ่งแบบตัวเป็นๆ

เป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักลานโพธิ์ในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ว่าอ้อ ตรงนี้เองหรอกหรือที่เขาเรียกว่าลานโพธิ์ เพราะมีต้นโพธิ์ มีโต๊ะมีเก้าอี้หลายตัวตั้งเรียงรายอยู่ใต้ร่มโพธิ์นั้น เหมาะสำหรับเป็นจุดนัดพบ มานั่งพูดคุยกันของเพื่อนฝูง แม้หนุ่มๆ สาวๆ จะมานั่งจีบกันก็คงไม่ผิดกฎหมาย ส่วนนักบวชมิควรมานั่งเสวนาธรรมแถวนี้ เพราะผู้คนย่านนี้ใคร่ฟังเรื่องวุ่นวายทางการเมืองมากกว่าเรื่องที่จะทำให้จิตใจสงบระงับ

ยังครับ ยังไม่หมดแค่นี้ วันนั้นยังเป็นวันแรกของผมอีกหลายเรื่อง

เป็นวันแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยเรื่องการเมืองจากอาจารย์ทั้งที่สอนอยู่ธรรมศาสตร์และจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ด้วย

ก็ดีครับ ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิตดีเหมือนกัน

ในวันนั้นอาจารย์…..(ขอโทษด้วยครับ มันเป็นความสะเพร่าของผมที่ลืมหยิบกระดาษตารางการสัมมนามาด้วย เผอิญว่าตอนสรุปปิดท้าย ผมเดินออกจากห้องสัมมนามารับโทรศัพท์ข้างนอก รับโทรศัพท์เสร็จผู้คนก็ทยอยออกมากันแล้ว ผมเลยไม่ได้ย้อนกลับเข้าไปในห้องสัมมนาอีก) ท่านใช้เพาเวอร์พ้อยต์ทำตารางเปรียบเทียบประกอบการบรรยายให้ดูและให้ฟังว่า แท้จริงแล้วผู้ที่ถูกเรียกว่า “เสื้อแดง” กับ “เสื้อเหลือง” คือใคร? มาจากไหน? มีรายได้ต่อเดือนโดยประมาณเท่าไหร่? และมาเข้าร่วมชุมนุมด้วยเหตุผลหลักอะไรบ้าง?

แม้อาจารย์ท่านนั้นจะออกตัวว่าผลการวิจัยของท่านทำในวงแคบ คงนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการอะไรไม่ได้ แต่ก็ทำให้เห็นภาพกว้างๆ ได้ดีทีเดียว

อาจารย์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นผู้พูดในลำดับต่อมา (จำชื่อท่านไม่ได้อีกเช่นกันขะรับ) ท่านอธิบายว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่ทำให้ชาวชนบทออกมาชุมนุมในครั้งนี้มากเพราะนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณวางเอาไว้ ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตชาวชนบทได้ดีมากสองเรื่อง คือเรื่องสามสิบบาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้ชาวชนบทสบายใจได้ว่าชาตินี้ตนก็มีโอกาสได้นอนตายในโรงพยาบาลเหมือนคนในเมืองบ้างแล้ว และกองทุนหมู่บ้าน ที่แม้ว่าพวกเขาจะกู้เอาไปทำอะไรก็ตามเถิด แต่นั่นคือความเป็นรูปธรรมที่ภาคการเมืองยื่นมือลงไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบดูอัตราการเสียดอกเบี้ยแล้ว ร้อยละ 6-8 บาทต่อปี นั้นนับว่าดีกว่าร้อยละ 25 บาทต่อเดือนจากการกู้นอกระบบมากมายนัก

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสืบเนื่องมาจากอาจารย์ท่านก่อนก็คือ ท่านได้นำ “ปมอีสาน” มาสางต่อด้วยว่า ชาวอีสานที่ออกมาชุมนุมมากในครั้งนี้ เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกสังคมกดขี่ โดนดูถูกมานานแล้ว เมื่อได้โอกาสในการแสดงออกถึงความมีตัวตนในสังคม พวกเขาจึงออกมาแสดงพลังให้เห็น ซึ่งต่างจากผู้เข้าร่วมชุมนุมที่มาจากภูมิภาคอื่น เพราะไม่มี “ปม…” ดังกล่าว หากแต่ออกมาชุมนุมด้วยเหตุผลอื่นๆ ต่างกันไป

วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมได้เห็น อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แบบตัวเป็นๆ ด้วยน่ะครับ แล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับสี่ประเด็นที่อาจารย์หยิบยกขึ้นมาพูดให้ฟัง

ประเด็นแรกท่านอาจารย์พูดถึงความโกรธ ท่านว่าตอนนี้ผู้คนในสังคมไทยโกรธกันด้วยเรื่องง่ายๆ แบบเรื่องไม่เป็นเรื่อง อาจารย์ได้ยกตัวอย่างประกอบด้วย ทว่าตอนนั้นผมเดินออกไปรับโทรศัพท์ที่คุณพี่และคุณน้าโทรมาอวยพรวันเกิดจึงพลาดเรื่องเล่าประกอบนี้ไป

ไหนๆ ผมก็ออกไปข้างนอกแล้ว จึงเดินคุยโทรศัพท์ไปทางโรงอาหาร ผ่านออกไปรับลมเย็นๆ ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คุยโทรศัพท์เสร็จผมจึงแวะทำ “ครั้งแรก” ในธรรมศาสตร์ด้วย

ก่อนที่คุณผู้อ่านจะคิดสัปดนกันไปไกล งั้นผมรีบเฉลยก่อนก็แล้วกันครับว่า ผมได้แวะเข้าไปฉี่ในธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรกด้วยน่ะครับ

ตอนผมกลับเข้ามาในห้องสัมมนาอีกครั้งนั้น ทันได้ฟังอาจารย์ชัยวัฒน์ พูดเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า ชาวเอสกิโมเชื่อกันว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี คนที่กำลังโกรธจึงเป็นคนที่น่ารังเกียจ ขณะที่ชาวโรมันต้องแสดงความโกรธออกมาถึงจะดี เพราะหมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชายชาตรีที่แข็งแกร่ง แต่สำหรับคนไทยแล้ว ไม่รู้ว่าความโกรธที่กำลังแสดงออกต่อกันทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือเป็นอาการที่น่ารังเกียจกันแน่

ประเด็นที่สองอาจารย์พูดเรื่องข่าวลือ ท่านว่าทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ หากฟังไม่เป็นหรือดูไม่ออกก็จะกลายเป็นเหยื่อข่าวได้ง่ายๆ ท่านได้ยกคำคมมากล่าวด้วยว่า “ในสงครามความจริงจะถูกฆ่าก่อน” ซึ่งสภาพบ้านเมืองตอนนี้ก็เหมือนกำลังเกิดสงครามอยู่

เรื่องที่สามคือเรื่องการก่อการร้าย ซึ่งผมจำตกๆ หล่นๆ มาว่า โดยธรรมชาติมนุษย์จะกลัวความไม่แน่นอน นักก่อการร้ายจึงสร้างความไม่แน่นอนขึ้นมาในสังคมในแง่ที่ว่า คุณอาจจะตายได้ง่ายๆ ทุกเมื่อ ซึ่งหากความกลัวแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ แล้ว รัฐจะค่อยๆ หมดอำนาจชอบธรรมในการบริหารประเทศ

เรื่องที่สี่คือเรื่องสี อาจารย์ว่าการใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองเป็นอะไรที่ไม่แน่นอนที่สุด เพราะสีเป็นเรื่องฉาบฉวยภายนอก แต่ละฝ่ายสามารถใช้สีของฝ่ายตรงข้ามทำร้ายกันได้อย่างง่ายดาย อาจจะโดยการสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนกับว่ากลุ่มคนที่สวม “สีเสื้อ” นั้นเป็นผู้กระทำ

โดยรวมก็ประมาณนี้แหละครับ อาจจะไม่ถูกถ้อยหมดทุกคำ แต่เนื้อความแล้วไม่หนีไปไกลจากนี้นักหรอก

ไหนๆ ก็มาฟังสัมมนาการเมืองทั้งที พอหิวขึ้นมาก็ต้องหาร้านอาหารของนักการเมืองกินกันหน่อยล่ะครับ เพื่อนผู้นั้นเดินฉับๆ นำหน้า เลี้ยวขวาว๊าบเข้า “บ้านพระอาทิตย์” โดยทันใด

โอ้ว เป็นครั้งแรกอีกแล้วล่ะครับที่ผมได้มีโอกาสเดินเข้าบ้านของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้า “สีเหลือง”

ผมจบมื้อแรกในนั้นด้วยข้าวผัดแหนมและยำปลาทูน่า

อิ่มแล้วก็แยกกับเพื่อน ต่างคนต่างกลับไปสู่กิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำในแต่ละวัน

3 comments

  1. งวดนี้ของโพสต์สิทธิการิยะเร็วหน่อยนะขะรับ เพราะเดี๋ยวจะไม่อยู่หลายวัน เลยต้องนำมาโพสต์ก่อน

    อ้อ สุดสัปดาห์หน้าโน้นน ก็อาจจะงดด้วยอีกงวดนะขะรับ

  2. สิทธิการิยะ : “จดหมายเปิดผนึก… (โดย สิญจน์ สวรรค์เสก)

    .

    .

    …จากลูกอ๊อดหรือว่าอีฮวก (ภาษาอีสาน) ตัวน้อยๆ ถึงท่านหมาน้อยธรรมดาและท่านมหาเทพกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ”

    สองบรรทัดข้างบนนี้ยังเป็นชื่อเรื่องอยู่นะครับ ปกติแล้วผมไม่ชอบตั้งชื่อเรื่องหรือชื่อบทความยาวๆ แบบนี้หรอกครับ แต่คราวนี้ขอแหกกฎตัวเองสักครั้ง ก็แหม นี่ผมกำลังจะเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนักเขียนใหญ่ถึงสองท่านเชียวนะครับ ก็ต้องตั้งชื่อจดหมายหรือว่าชื่อเรื่องให้มันอลังการสมกับบัลลังก์โนเบลที่ท่านมหาเทพฯคร่อมขาขี่อยู่บ้างเถิด

    “ท่านมาร์เกซ ช้างป่วยว่ะท่าน ช้างขี้โรค ช้างผอมแห้งแรงน้อย…” และอีกสารพัดช้างที่ท่านหมาน้อยธรรมดา (พี่แดนอรัญ แสงทอง) เริ่มต้นจดหมายแล้วบรรยายเรื่องช้างให้ท่านมหาเทพฯ ฟังนั้น ผมอ่านไปพลางหัวเราะหึๆ ขันขื่นไปด้วย

    ท่านหมาน้อยธรรมดาครับ ท่านช่างมีอารมณ์ขันเสียเหลือเกินนะครับ เห็นช้างป่วยจนงาแตกดำปี๋ประจานชาวบ้านชาวช่องไปทั่วโลกอยู่เช่นนี้ แทนที่ท่านจะสงสารช้างด่อน (คือมันจะเผือกก็ไม่เผือกน่ะครับ ดำก็ไม่ดำ ภาษาอีสานบ้านผมก็เลยเรียกว่า “ด่อน” โดยมากจะใช้กับ “ควาย” นะครับ แต่ผมว่าน่าจะใช้กับ “ช้างป่วย” ตัวนี้ได้เหมือนกัน เพราะมันกระดำกระด่างพิกลล่ะ) ตัวนี้บ้างรึก็เปล่า ท่านกลับสับซ้ำซะเละจนแทบไม่มีชิ้นดีเลย

    ไหน – ท่านว่าอะไรนะครับท่านหมาน้อยฯ อ้อ ท่านบอกว่าก่อนหน้านั้นช้างตัวนี้เคยยืนซื่อบื้ออยู่บนธงชาติของชนชาวสยามใช่ไหมครับ แล้วอะไรนะ อ้ายซื่อบื้อนายหนึ่งได้ชักมันขึ้นสู่ยอดเสาในสภาพหงายท้องหงายไส้เอาตีนชี้ฟ้าอวดสายตาชาวโลก กระทั่งผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในครั้งกระโน้นทนเจ้าพวกซื่อบื้อต่อไปไม่ไหว ท่านเลยให้เปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์แทนใช่ไหมครับ

    ผมฟังเหตุผลที่ท่านหมาน้อยฯอธิบายว่าเจ้าธงสามสีห้าแถบนี้จะพลิกคว่ำพลิกหงายอย่างไรก็ไม่มีปัญหา เพราะปัญญาระดับศรีธนญชัยเป็นผู้คิดมันขึ้นมาให้มันดิ้นได้ในทุกสภาพ จึงไม่ต้องเกรงว่าจะผิด ทุกด้านล้วนถูกต้องทั้งนั้น

    ให้ดิ้นตายเถอะครับ เหมือนเปี๊ยบเลยครับ เหมือนระบบการใช้ชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ใต้ท้องช้างป่วยตัวนี้จริงๆ เลยเชียว จับไม่ได้ไล่ไม่ทันคั้นไม่จนหรอกครับ แต่ละคนล้วนปัญญาหลวก (หลวก – ภาษาเหนือ แปลว่า ฉลาดหลักแหลม) กันทั้งนั้น พลิ้วไปได้เรื่อย เหตุผลของตะละท่านก็ฟังขึ้นเสียด้วยนะครับ มีหลักการกันทั้งนั้น ธงชาติของประเทศนี้ต่างจากธงชาติของประเทศอื่นๆ ที่มีระบบการใช้ชีวิตอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจริงๆ นั่นล่ะครับ ประเทศเหล่านั้นธงชาติของเขาจะไม่มั่ว หัวคือหัว หางคือหาง ไม่มีทางจะเอามาแทนกันได้ คล้ายๆ จะปรามคนในประเทศของเขากลายๆ กระมังว่า “เฮ้ยๆ ไอ้ทิด ห้ามมั่วนะเอ็ง มั่วไม่ได้ เข้าใจ๋”

    เอาล่ะครับท่านหมาน้อยฯ หากผมจะมัวคุยอยู่แต่กับท่านผู้เดียว เดี๋ยวท่านมหาเทพฯที่ยืนเต๊ะท่าอยู่จะเหนี่ยวสีข้างผมด้วยแข้งด้วยความรักใคร่เอ็นดู งั้นผมขออนุญาตหันไปคุยกับท่านบ้างนะครับ แต่อย่างไรเสียผมก็ต้องขอขอบคุณท่านหมาน้อยฯด้วยนะครับ – หา ว่าไงนะครับ ผมขอบคุณท่านเรื่องอะไรงั้นหรือ อ้อ เดี๋ยวผมจะบอกให้ฟังในตอนหลังนะครับ ท่านเป็นบัณฑิตต้องมีขันติสิครับ ใช่ไหมๆ? เอ…หรือไม่ใช่?

    ท่านหมา…เอ้ย ท่านมหาเทพฯครับ (เมื่อกี้ผมพลั้งปากไป ต้องขออภัยด้วยนะครับท่านมหาเทพฯ คือมันเป็นลูกติดพันมาจากนามของท่านหมาน้อยฯน่ะครับ) ผมเคยปรามาสท่านเอาไว้มาก ว่าความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของท่านที่วงวรรณกรรมทั่วโลกยกให้ท่านเป็นสุดยอดนักเขียนในศตวรรษที่ 21 นี้นั้น ชะรอยคงจะเป็นลมมั่วม้วนใหญ่ ที่เคลื่อนไหวข้ามทวีปอเมริกาใต้ โถมเข้าตียุโรป กระทั่งเลยมาท่วมทับเอเซียเป็นแม่นมั่น

    ทว่าพอผมอ่านงานเขียนของท่านมหาเทพฯใหม่ดีๆ ผมก็เริ่มทึ่งในแนวทางแห่งความเป็นท่าน ที่เขียนงานขึ้นมาจากความเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี เรื่องบางเรื่องไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ท่านก็ทำให้มันเกิดขึ้นมาได้หน้าตาเฉย ท่านทำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีสาระให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระได้อย่างน่าทึ่ง จินตนาการของท่านคงต้องสูงส่งมาก ไม่เช่นนั้นคงมองไม่เห็นความไร้สาระของชีวิตได้ดีขนาดนั้น

    ท่านบรรลุความฝันเฟื่องของความเป็นศิลปินแล้วใช่ไหมครับ?

    อย่า ครับอย่า ท่านอย่าสายหน้าและหนวดปฏิเสธเช่นนั้น ถ้าท่านไม่ใช่นักฝันเฟื่องตัวพ่อ ท่านย่อมไม่สามารถคลอดลูกคือตัวละครให้กลายเป็นคนฝันเฟื่องเช่นนั้นได้

    ผมอ่านเรื่องสั้นเรื่อง “ทะเลแห่งกาลเวลาที่ล่วงลับดับสูญ” แล้วเกิดความรู้สึกหลายอย่างผสมผเสปนเปกันไป หากมองโดยภาพรวมของความเป็นเรื่องสั้นที่ดีแบบที่ผมมีมาตรฐานของตัวเองเป็นเครื่องวัดแล้วล่ะก้อ ผมจะมองว่าท่านมหาเทพฯเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ขึ้นมาขณะที่ท่านกำลังเมากัญชา ซึ่งเป็นที่แน่นอนซะเหลือเกินว่าท่านต้องพี้มันเข้าไปหลายบ้องถึงได้บ๊องตื้นขนาดนั้น พล็อตเรื่องก็หละหลวม ไม่มีความประณีตบรรจงในการถักทอเรื่องราว แต่กระนั้นฉากที่ท่านบรรยายได้อย่างสวยงามในแต่ละภาพทำให้ผมอภัยให้ท่าน ทนอ่านเรื่องนั้นต่อไปจนจบ

    มันเหมือนอะไรดีล่ะครับ คงจะเหมือนภาพวาดของปิกัสโซ่กระมัง ที่ภายในภาพหนึ่งๆ จะมีเศษชิ้นส่วนของคน สัตว์ สิ่งของ มาต่อกันให้มั่วอีตั้วไปหมด แต่ถ้ามองในเชิงศิลปะที่เน้นความคิดและสีสัน ถึงจะมองเห็นความไม่ธรรมดาของป๋าปิกัสฯ

    ครั้นอ่านเรื่องสั้นที่คิดว่าท่านเมากัญชาเขียนจบ แล้วเปิดอ่านบันทึกของผู้แปล ซึ่งก็คือท่านหมาน้อยฯนั่นดอกครับ ผมถึงได้รู้ว่าหลงกลวรรณกรรมของท่านมหาเทพฯเข้าเต็มเปาแล้ว (ขอบคุณครับท่านหมาน้อยฯ มากนะครับ ท่านคงจะรู้แล้วสินะครับว่าผมจะขอบคุณท่านด้วยเรื่องอันใด ก็เรื่องที่ท่านทำบันทึกท้ายบทเอาไว้ให้ผมได้อ่านด้วยนี่แหละครับ)

    ฝันเฟื่องทั้งเพ!

    เป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นความฝันเฟื่องของพ่อโตบิอาสคนเดียวล้วนๆ ท่านมหาเทพฯไม่ได้รู้เห็นเป็นใจไปด้วยกะเจ้าพ่อคนนั้นเลย ขณะที่เจ้าหมอนั่นสร้างฝันอันบรรเจิดภาพแล้วภาพเล่า ท่านมหาเทพฯก็ยังนั่งเท้าคางแคะขี้มูกของท่านเล่นเฉยเลย (ผมเห็นท่านแอบเอาขี้มูกไปป้ายไว้ใต้โต๊ะด้วย – ซกมกจัง) ท่านเข้าถึงจิตใจของตัวละคร ท่านปล่อยให้พวกมันเผาตึก เผาบ้านเผาเมือง หรือทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจที่ใสซื่อและบริสุทธิ์ทุกหยาดหยดของพวกมัน โดยที่ท่านวางอุเบกขาดุจนักพรตกำลังอยู่ในองค์ภาวนา ลอยนวลอยู่เหนือสถานการณ์ทั้งมวล – ท่านแน่มากท่านมหาเทพฯ

    แต่กว่าที่ท่านจะตะกายขึ้นมาอยู่บนหอคอยมหาเทพฯนี้ได้ ผมรู้ว่าท่านต้องลำบากลำบนพอๆ กับโงกุนที่ต้องปีนหอคอยขึ้นไปหาพระเจ้า…อ้อ ท่านอาจจะงงเพราะท่านคงจะไม่เคยดูดราก้อนบอลใช่ไหมครับ ช่างเถอะครับ ถือว่าผมเฟื่องไปคนเดียวก็แล้วกัน

    ผมเคยอ่าน “Living to Tell the Tale” ของท่าน ซึ่งท่านบรรยายความอัตคัตขัดสนระหว่างดิ้นรนเป็นนักเขียนหน้าใหม่อยู่โน้นแล้ว ก็พอจะเข้าใจหนทางแห่งการฝึกปรือที่ท่านได้เคี่ยวกรำตัวเองมา แม้จะเขียนหนังสือมาหลายเล่ม อายุอานามทั้งบนโลกนี้และบนโลกหนังสือก็ไม่น้อยแล้ว ท่านกับครอบครัวก็ยังต้องอยู่กันแบบอดๆ อยากๆ จำได้ว่าตอนที่ท่านกำลังเขียน “One Hundred Years of Solitude – หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” อยู่นั้น สถานการณ์ในครอบครัวของท่านก็โดดเดี่ยวไม่แพ้กัน ท่านถึงกับขาย…(เครื่องอะไรหว่า?) เพื่อเอาเงินไปซื้อกระดาษมาพิมพ์ต้นฉบับเป็นครั้งสุดท้ายและเป็นค่าไปรษณีย์ส่งให้มันเดินทางไปถึงสำนักพิมพ์ด้วย

    ผ่าเถอะ ผมชอบความเฟื่องของท่านก็ตรงนี้แหละครับ แม้ครอบครัวเจียนอยู่เจียนไปจะล่มมิล่มแหล่ แต่ท่านก็ยังเชื่อมั่นในความเฟื่องของตัวเองอยู่จนได้สิน่า

    ว่าไปแล้วชีวิตของท่านก็คือเรื่องสั้นที่ท่านเขียนแบบเฟื่องๆ ขึ้นมาเรื่องหนึ่งเลยนะครับนั่น

    อะไรนะครับ? ท่านบอกว่าท่าน “เขียนฝันด้วยชีวิต” งั้นหรือ

    ว๊าย! เชยจัง คำนี้พี่ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนไทยผู้ต๊อกต๋อย ใช้มาตั้งแต่บรมสมโกฏิแล้วล่ะครับท่านมหาเทพฯ – โอเคครับ ผมอนุญาตให้ท่านคิดคำใหม่มาใช้นิยามชีวิตของตัวเองได้

    เอาล่ะครับท่านมหาเทพกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ แอนด์ท่านหมาน้อยธรรมดา ผมคิดว่าผมเองก็ควรจะหยุดความเฟื่องของตัวเองเอาไว้ตรงนี้เช่นกัน เพราะขืนให้ผมนั่งคุยกับพวกท่านต่อไป ผมชักไม่แน่ใจว่า…ไม่แน่ว่า…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s