คนน่ารักมักใจร้าย

ใครต่อใคร ต่างชอบ คนน่ารัก
ใครต่อใคร ต่างทักว่า คนน่ารัก มักใจร้าย

โธ่เอ้ย ..

ทำพูด ทำบ่นไป
ถึง ใจร้ายก็รัก ใช่ไหมคะคุณ ?

21 comments

  1. โอ่ ใช่แล้วล่ะขะรับท่านประธาน ถึงใจร้ายก็รัก

    ถ้าไม่รักสิ จะใจร้ายกว่า จริงไหมคุณ?

    .

    .

    มาๆๆ วันนี้มาอ่านเรื่องเล่าเบาสมองกันเล่นๆ ดีกว่าเนาะ

  2. สิทธิการิยะ : What? ………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “What? – อะไรน่ะ?”

    ผมไม่ได้ถามใครหรอกครับ แต่ถามตัวเองในสิ่งที่เห็น

    “อ้อ คางคกถูกรถทับนี่เอง แบนแต๊ดแต๋เลย” หยุดปลงสังเวชครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าขืนอยู่ต่อไปก็ไม่เกิดมรรคผลอันใดอีก ผมก็วิ่งต่อ

    เมื่อเช้าวันศุกร์ (4 มิ.ย.) ที่ผ่านมาผมกำลังวิ่งจ็อกกิ้งเข้าไปวัดญาณเวศกวันน่ะครับ

    วิ่งไปเรื่อยจนน่องตึงและเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า พอเงยหน้ามองไปก็แลเห็นโค้งไหวๆ อยู่ไม่ไกล แค่พ้นโค้งนั่นไปก็จะถึงวัดญาณฯแล้ว ผมมองไปที่ฝั่งถนนตรงข้ามเห็นคุณตาท่านหนึ่งกำลังใช้ไม้เท้าค้ำกายเดินยักแย่ยักยันออกมาที่หน้าบ้าน ที่ซึ่งลูกชายกำลังจัดเก้าอี้ให้นั่งและวางขันข้าวบนโต๊ะด้านหน้า

    ‘What? – อะไรอีกล่ะนั่น น้าแกคงเตรียมข้าวให้พ่อใส่บาตรสินะ’

    ไวเท่าความคิด วูบหนึ่งของคำแนะนำแด่นักเขียนใหม่ก็ผ่านเข้ามาในสมอง ว่าหากรักที่จะเขียนต้องชอบหาเรื่อง – เปล่า ไม่ได้หมายถึงการตะโกนข้ามไปท้าคนแก่ต่อยกัน แต่ให้พยายามในทุกโอกาสที่จะหาวัตถุดิบมาใช้ในงานเขียน เห็นเช่นนั้นผมก็หยุดวิ่งแล้วส่งเสียงที่ไม่เร็วไปกว่าแสง ข้ามถนนไปแยงหูคุณน้าว่า

    “น้าครับ พระวัดญาณฯเดินบิณฑบาตมาถึงนี่เลยหรือครับ”

    “อ้อ ครับ ใช่ครับ” แกตอบมาด้วยน้ำเสียงสุภาพเปี่ยมบุญ

    ผมหยุดยืนแล้วคำนวนระยะทางจากจุดนี้ไปถึงวัดญาณฯ น่าจะสัก 500 เมตรล่ะกระมัง ก็ถือว่าเป็นระยะโคจรที่ไม่ไกลเกินไปนัก กำลังดี สบายๆ จำได้ว่าตอนเป็นเณรเถื่อนอยู่ในป่า ผมเคยเดินตามพระอาจารย์เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านคนดอยตั้ง 3-4 กิโลเมตร ไปกลับก็เกือบ 8 กิโลเมตรเลยทีเดียว

    “ครับ ขอบคุณครับ” กล่าวขอบคุณเสร็จผมก็วิ่งเอวหวานเอวอ่อนต่อไป

    จวนถึงทางโค้ง ผมตัดสินใจวิ่งข้ามถนนจากฝั่งขวาไปวิ่งฝั่งซ้ายแทน เพราะปลอดภัยจากรถที่แล่นสวนมามากกว่า

    แล้วขณะที่กำลังจะเข้าโค้งนั้น…

    ‘What? – อ้าว นั่นไง พระกำลังเดินบิณฑบาตสวนทางมาพอดี’ ผมมองเห็นพระ 6 รูป กำลังเดินมาด้วยกิริยาสงบสำรวม มีลูกศิษย์ปั่นสามล้อตามมาคอยถ่ายบาตร ‘อืม ท่านเดินมาฝั่งนี้เสียด้วยซี ทำไงดีล่ะเนี่ยเรา คนบาปแท้ๆ น่อ ไม่มีข้าวมาใส่บาตรเลยสักเม็ด’ พอท่านเดินเข้ามาใกล้ ผมก็เลี่ยงลงข้างทาง ครั้นจะยืนเก้ๆ กังๆ อยู่เฉยๆ ก็รู้สึกเง็งๆ กระไรอยู่ จึงย่อกายลงนั่งประนมมือจรดหน้าผากแต้อยู่อย่างนั้น กระทั่งท่านเดินผ่านไปหมดทุกรูป (ไหว้เด็กวัดแถมด้วยอีกคนเลยเอ๊า) จึงลุกขึ้นวิ่งต่อไป

    “สมณา นัญจะ ทัสสะนัง, เอตัมมัง คะละมุตตะมัง – การเห็นสมณะเป็นมงคล” ผมเอ่ยบาทพระคาถาในมงคลสูตร พลางนึกไปว่าอย่างน้อยเราก็น่าได้เศษบุญจากทัศนะที่ผ่านตาเมื่อครู่บ้างหรอกน่า

    วิ่งไปอีกหน่อย เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปนิดเดียว ก็ลุถึงประตูหน้าวัด

    “What? – อ้าว นั่นไง” ผมมองเห็นคำตอบของคำถามที่เกิดขึ้นในใจมาหลายวันแล้วว่า หากผมวิ่งเข้ามาแต่เช้าประตูวัดจะเปิดให้คนนอกเข้าไปกราบพระหรือเปล่าหนอ “อ้อ เปิดเวลา 05.30 น. แล้วปิดเวลา 20.00 น. หรอกหรือนี่” ผมอ่านเวลาเปิด-ปิดประตูวัดที่ติดอยู่ด้านข้างฝั่งซ้ายของประตู

    ยามเช้าเช่นนี้บริเวณวัดญาณฯเงียบสงบมาก ผมเดินทอดน่องเข้าไปเรื่อยกระทั่งถึงศาลาบำเพ็ญกุศล (ที่ถวายสังฆทานและภัตตาหาร) ซึ่งอยู่ซ้ายมือ ด้านหลังถัดไปเป็นหอฉันซึ่งตอนนี้กำลังปิดปรับปรุงอยู่ทั้งสองหลัง บริเวณหน้าศาลาบำเพ็ญกุศลจะร่มรื่นด้วยร่มไทรที่แผ่กิ่งใบดกหนา ผมเดินเลี้ยวขวาเลาะตามถนนไปเรื่อย โดยไม่ลืมหยุดมองดูม้านั่งปูนปั้นสีเขียวซึ่งเป็นที่อยู่ของผึ้งโพรงรังนั้น ริมถนนด้านขวามือมีลีลาวดียืนระทมอยู่หลายนาง พวกหล่อนกำลังยื่นดอกขาวสะพรั่ง อวดสายตาผู้สัญจรไปมา และไม่ลืมที่จะอวยกลิ่นหอมจนฟุ้งบริเวณหน้าพระอุโบสถ

    ผมหยุดยืนไหว้พระที่หน้าพระอุโบสถ แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปเดินเล่นในสวนป่าเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ มีทางเดินปูอิฐตัวหนอนเลียบเลาะและซอกซอนไปตามสวนป่าทุกซอกมุม ได้มาเดินอยู่ในสวนป่าที่ร่มรื่นแบบนี้ ร่างกายพลอยรู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย จิตใจก็เบาสบายปลอดโปร่ง

    ผมเดินตามถนนอิฐตัวหนอนไปเรื่อยกระทั่งทะลุออกมาที่บริเวณลานจอดรถหน้าวัดอีกครั้ง เห็นคุณน้าท่านหนึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่ ดูจากชั้นเชิงการกวาดก็รู้ว่ายังไม่ใช่ผู้เยี่ยมยุทธ์ด้านนี้สักเท่าใดนัก ผมจึงเดินย้อนกลับไปที่ศาลาบำเพ็ญกุศลอีกครั้ง เพราะสังเกตเห็นว่าที่ด้านข้างศาลามีที่เก็บไม้กวาดตั้งอยู่ จึงคิดจะไปเอาไม้กวาดมาโชว์เชิงยุทธ์ให้คุณน้าดูบ้าง

    เห็นไม้กวาดซึ่งล้วนแต่เป็นไม้กวาดซื้อมาจากตลาดแล้วก็พลอยเซ็งจิต ‘อืม ที่นี่ไม่ใช่วัดป่านี่นา’ ห้วงคำนึงเตือนตน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ถ้าเป็นวัดป่าแล้วท่านจะไม่ซื้อไม่กวาดแบบนี้ใช้หรอก แต่จะมัดไม้กวาดใช้เอง ซึ่งพระวัดป่า(แทบจะ)ทุกรูปจะมัดไม้กวาดเป็น ไม้กวาดที่มัดเองจะกลมบาน ด้ามจะยาวกว่านี้ น้ำหนักจะสมดุล ทางมะพร้าวกับด้ามจะเหมาะสมกัน จับถนัดมือ เหมาะแก่การ ‘ตีตาด’ หรือว่า ‘กวาดลานวัด’ ที่ต้องเหวี่ยงวงโคจรการกวาดบนลานกว้าง จะกวาดได้ดีกว่าไม้กวาดที่ซื้อจากตลาดที่ด้ามสั้น หน้าแคบ และแบนแต๊ดแต๋แบบนี้

    “เอาเหอะน่า วิสัยจอมยุทธ์ที่แท้จริง หยิบฉวยสิ่งใดล้วนเป็นอาวุธ” ผมอ้างสำนวนบู๊ลิ้ม

    เลือกไม้กวาดที่เหมาะมือได้แล้ว ผมก็เดินออกมาที่ถนนหน้าวัดแล้วลงมือช่วยคุณน้าท่านนั้นกวาดลานวัด “ชิชะ ถึงจะล้างมือในบาตร (อุ๊ย ซกมกจัง) จากยุทธจักรดงขมิ้นมานาน แต่เชิงยุทธ์การกวาดลานวัดยังเชี่ยวอยู่ว้อยส์ส์ส์”

    เหวี่ยงไม้กวาดอีกนับร้อยวืด ไล่มาตั้งแต่สามแยกข้างศาลาบำเพ็ญกุศลกระทั่งออกมาจนถึงประตูหน้าวัดก็เป็นอันว่าเสร็จ คุณน้าที่กวาดอยู่คนละฝั่งถนน (แกกวาดฝั่งซ้าย ผมกวาดฝั่งขวา) แอบชำเลืองดูผมหลายครั้ง แกคงประหลาดใจว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันพลัดถิ่นมาจากย่านไหนหว่า แต่งตัวรึก็เหมือนคนกำลังจะไปวิ่งออกกำลังกาย แล้วนี่ไยถึงมาช่วยกวาดลานวัดเฉยเลยล่ะนี่

    ครั้นกวาดลานวัดเสร็จ คุณน้าก็เดินไปดื่มน้ำ ส่วนผม หลังจากนำไม้กวาดไปเก็บที่เดิมแล้ว ก็เดินออกมาที่หน้าวัด เริ่มจ็อกกิ้งกลับ

    แต่ช้าก่อนท่านผู้เจริญในบาปธรรม นั่นเห็นไหม มะละกอสุกวางอยู่นั่น ดูจากสีสรรวรรณะแล้วน่ากินจัง ผมจึงเดินเข้าไปถามคุณยายชาวสวนที่อยู่หน้าวัดญาณฯ ว่า “มะละกอนี้ขายยังไงครับยาย” แกละมือจากการปอกมะพร้าวแห้ง มองมาแล้วตอบว่า “กิโลฯละยี่สิบห้าจ้าพ่อหนุ่ม”

    “อ้อครับ” ผมคิดจะอำแกกลับไปว่า ‘ไม่ใช่กิโลฯละสิบขีดหรือยาย’ แต่ไม่เอาดีกว่า อำคนแก่ – บาป

    อีกอย่างผมเพิ่งจะทำความดีมา ควรรักษาความเค็มของตนไว้

    ไม่นับว่าถ้าผมอำไป แล้วแกตอกมุกย้อนเกล็ดกลับมาได้ล่ะก้อ จะมิเป็นการเสียเหลี่ยมจิ๊กโก๋ให้คนแก่แต่เช้าหรอกหรือ ‘อืม มิควรๆ คำนวนดูแล้วไม่คุ้มที่จะเอาเกียรติยศมาเสี่ยงเช่นนี้ วิญญูชนต้องรู้จักแยกแยะสถานการณ์’

    ผมพลิกดูมะละกอทั้งสองลูกไปมา ชั่งใจว่าจะเอาลูกไหนดี ลูกเล็กรึก็น่าจะดี ผ่าแล้วคงกินหมดในคราวเดียว แต่ลูกใหญ่เนื้อน่าจะอวบอั๋นกว่า เหมาะกะคนที่มีดีเอ็นเอประเภทเดียวกันกับเฒ่าชูชกเช่นผม “ผมเอาลูกนึงครับยาย” แล้วผมก็ตัดสินใจ “ลูกนี้ครับ” ผมเลือกลูกใหญ่มาร่วมชะตากรรม

    คุณยายเดินยักแย่ยักยันเข้าไปเอาตาชั่งในบ้านออกมาชั่งมะละกอขายให้ผม

    โอ่ เกือบสองกิโลกรัมแน่ะครับคุณผู้อ่าน

    แกห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วใส่ถุงพลาสติกส่งให้ผม

    จ่ายค่าความอยากแล้วนักเขียนตกยากก็แบกมะละกอสุกวิ่งเทิ่งๆ ต่อไป

    หลังจากเลี้ยวขวาออกจากซอยเข้าวัดและเลี้ยวซ้ายอีกครั้งที่ถนนใหญ่ วิ่งต่อไปอีกนิดเดียวผมก็มองเห็นป้ายแผ่นหนึ่ง “What? – อะไรอีกล่ะนี่ อืม น่าสนใจดีจัง” ผมหยุดยืนมองดูตัวอาคารและบริเวณอันร่มรื่นของ ‘หอสมุดธรรมสมาธิ’ ซึ่งอยู่ติดกับ ‘สวนมุทิตาธรรมาราม’ ซึ่งเต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ แซมด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ดีไซน์อย่างลงตัวกับธรรมชาติ เพียงแค่มองดูก็เย็นกายสบายจิตแล้ว หากได้อาศัยอยู่ในนั้น ชีวิตคงจะรื่นรมย์น่าดูชมเลยเชียว

    ป้ายปูนด้านหน้าบอกว่าสวนและหอสมุดแห่งนี้สร้างโดยธรรมสภา และมีป้ายผ้าใบบอกว่า “หอสมุดธรรมชาติเพื่อการศึกษาธรรมะ และนั่งสมาธิเพื่อความสงบสุขของชีวิต”

    ผมยืนจังก้าแบกมะละกอสุกลูกบักเอ้กอ่านจนแน่ใจว่าเขาอนุญาตให้คนนอกเข้าไปอ่านหนังสือฟรี แล้วคิดว่าหากมีโอกาสคงได้แวะเข้าไปอ่านหนังสือบ้าง จากนั้นก็วิ่งจ็อกกิ้งต่อไป

    ชั่วโมงต่อมา ผมพบตัวเองอยู่ในห้องพัก อาบน้ำเสร็จแล้ว นุ่งกางเกงขาสั้นตัวเดียว เปลือยอกโชว์นมให้จั๊กกิ้มและตุ๊กแกดู (ตุ๊กแกไม่มีหรอกขะรับ มีแต่จั๊กกิ้ม(จิ้งจก)น้อยตัวเดียวที่คอยมาร้องทักเป็นเพื่อนผม) เสียงมันจิ๊ปาก “จิ๊ๆๆ” อยู่บนเพดาน

    “เป็นอะไรของเอ็งหือ ไม่เคยเห็นนมคนหรือไง” ผมทักมัน “เอาซะเอา ดูซะให้พอเลยเชียวไอ้เสี่ยว” ผมคิดว่าตัวเองกำลังทำทานทางทัศนะ

    บนโต๊ะด้านหน้าใต้เต้านมลงไปวางอยู่ด้วยจานมะละกอสุกเนื้อแดงแจ๋น่าเจี๊ยะอย่างยิ่ง (อุจาด? โธ่ จินตนาการให้เป็นอาร์ตสิขะรับ อกอูมๆ พุงย้วยๆ สวยจะตายไป)

    “หึๆ” ผมขำลึกในลำคอ “ชอบทะลึ่งพูดกันนักว่านักเขียนไส้แห้ง นี่เห็นไหม วันนี้พ่อจะฟาดมะละกอสุกให้ฉ่ำพุงเลยเชียว”

    แล้วผมก็ขึ้นสวรรค์กับมะละกอสุกจานนั้น

  3. สวัสดีค่า

    .
    .

    ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่เล่าให้อ่านด้วยนะคะ
    อ่านแล้วให้รู้สึกอยาก .. เอ้อ ..
    อยากร่วมวงกินมะละกอสุกด้วยจังค่ะ 555555+

    .
    .

    วันนี้เป็นวันดีนะคะท่าน
    ดินก็ดี
    ฝนก็ดี ฟ้าก็ดี
    แถม อากาศก็ดี อีกต่างหากค่ะ

    ขอให้ท่านมีสุขภาพดี
    มีความสุขมากกว่าทุกข์อยู่เสมอ
    พบเจอกัลยาณมิตร คิดสิ่งใดให้สมความมุ่งมาตรปรารถนานะคะ

    สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดค่ะ

    -ประธาน.-

    ปล. คนใจดีสูงอายุขึ้นอีกปีแล้วสินะ 55555+
    😆

  4. สวัสดีค่ะคนน่ารักมักใจดี

    วันนี้ได้อ่านเรื่องดีดี แล้วก็เป็นวันดีอย่างท่านประธานว่าจริงๆ ซะด้วย

    เค้าว่าเดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัดใช่ป่าวคะ

    งั้นข้าพเจ้าขอให้พรที่ท่านประธานอวยพรให้ท่านเลขาฯ นั้น
    สัมฤทธิ์ผลเป็นเท่าทวีคูณนะคะ

    สุขสันต์วันวันคล้ายวันเกิดเช่นกันค่ะ ^__^

  5. โอ่ ขอบคุณสำหรับคำอวยพรเนื่องในวันเกิดของผม ทั้งจากท่านประธานแอนด์ท่านรองฯด้วยนะครับ
    🙂

  6. แวะมาทักทายยามก่อนนอนค่ะ

    ขอให้ฝันดีสำหรับคืนดีดีทุกท่านค่ะ ^__^

  7. สวัสดีค่ะท่านรอง Z คนใจดีที่น่ารัก

    วันนี้เป็นยัไงบ้างคะ
    ทั้งสุขภาพกาย ใจ และภารกิจในความรับผิดชอบ
    ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
    งานหนักแค่ไหน แบ่งเวลาพักผ่อนและทำสวยให้ตัวเองด้วยน๊า

    และ ..

    โปรดรักษาดีกรีความบ้า ดั่งท้องฟ้ารักษาความกว้างไกล

    ((มั่วได้อีก .. หุ หุ))

    .
    .

    ทางนี้ฝนตกพรำ ๆ ทำให้อากาศดี ดี๊ ดี .. เย็นสบาย
    เหมาะแก่การทอดกายลงบนฟูกอย่างยิ่ง

    ฝันดีเช่นกันนะคะ
    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    😀

  8. สวัสดีวันอังคารค่ะ

    ข้าพเจ้าเพิ่งผ่านพ้นภารกิจงานด่วนรายเดือนเมื่อวานนี้เอง
    ตอนนี้กำลังสะสางงานของเดือนนี้ที่สะสมไว้ และงานค้างของเดือนที่แล้ว

    ส่วนสุขภาพนั้นดีทั้งกายและใจ แต่อาจง่วงนอนบ้าง
    หากวันไหนดูบอล 55555

    หวังว่าท่านประธานจะมีความสุขดีกับชีวิตประวันนะคะ
    โปรดรักษาสุขภาพ(จิต)ด้วยค่ะ ^__^

  9. 55555+

    อ่านบรรทัดสุดท้ายของท่านแล้วขำอ่ะ
    จะว่าไปแล้ว พักนี้สุขภาพกายของข้าพเจ้าเรียกได้ว่าดีวันดีคืน
    ตอนทำงานก็ลืมตาได้ และรู้สึกตัวตื่น
    พอตกกลางคืนก็นอนหลับดี ไม่มีปัญหาเรื่องตาค้างเหมือนเมื่อก่อน

    แต่สุขภาพใจนี่สิคะท่าน
    เหมือนมันจะอ่อน (แอ) ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ
    ต้องหาโอกาสพาเค้าไปพักผ่อน
    ไปตั้งศูนย์ถ่วงให้เที่ยงสักครั้งเสียแล้วล่ะ ..

    .
    .

    โอ่ .. เพิ่งทราบว่าท่านก็เป็นคอบอลกะเค้าด้วย !!
    ไม่ธรรมดาๆ 5555+

    วันนี้ข้าพเจ้าก็เพิ่งคุยกับเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่ง ถึงกระแสบอลโลกที่ถูกปลุกกระตุ้นในหน้าจอโทรทัศน์เมืองไทยในขณะนี้ ว่าเค้าตีข่าวกันแต่ในประเด็นเดิม ๆ เช่น กระแสเงินสะพัด การพนันบอลทั้งกรณีตั้งโต๊ะ กรณีออนไลน์ ซึ่งก็เสนอข่าวแนวนี้ทุกทีที่มีการแข่งขัน

    ที่ต่างไป สำหรับบอลโลกปีนี้ก็คงเป็น ข่าวของเมืองเจ้าภาพ ข่าวโจรกรรมของแขกที่พักในโรงแรมที่ได้รับการรับรอง (เสนอทุกช่อง ทุกช่วงข่าว เสนอซ้ำกันต่อเนื่องหลายวัน โดยไม่มีอะไรคืบหน้า- ประหลาดจัง)

    แม้ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเสพข่าวตัวยง ยิ่งเป็นข่าวกีฬาด้วยแล้วยิ่งไม่ดึงดูดความสนใจมาแต่ไหนแต่ไร (( ชอบดูกีฬา แต่ไม่ชอบดูข่าว)) แต่ก็ยังอยากเสนอให้สื่อนำประเด็นอื่นมอบให้คนดูข่าวบ้าง จะเป็นกติกามารยาท น้ำใจนักกีฬาที่ควรมี ควรเป็น หรือจะเป็นเรื่องของที่มาที่ไป เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้รู้วิวัฒนาการของการกีฬา อันเป็นการสร้างรากแก้วของปัญญา มากกว่าการเสนอข่าวสรุปผลการแข่งขัน หรือ บรรยากาศการแข่งขัน อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

    (( บ่น ๆๆๆๆ บ่นอีกแล้วเรา 5555+ ))

    .
    .

    “บอล โล กะ มัชฌะปะมา”
    จงดูบอลแต่พอประมาณ

    รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันค่า 😀

  10. สวัสดีเย็นวันพุธค่ะ

    555555+
    ก็ข้าพเจ้าหมายถึงเช่นนั้นจริงๆ นี่ค่ะ
    พาหัวใจไปพักบ้างก็ดีนะคะ ร่างกายก็ได้ประโยชน์ไปด้วย

    ข้าพเจ้าก็ว่่าจะพักเหมือนกัน ศุกร์ – อาทิตย์นี้ล่ะค่ะ
    ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะไปกาญจนบุรี หุหุ

    อ่า…ข้าพเจ้าก็ดูพอได้ลุ้นไปวันๆ อ่ะค่ะ 55555
    บังเอิญช่วงเวลาถ่ายทอดไม่ดึกเท่าไหร่ด้วย
    คู่ดึกก็ไม่ค่อยดู ไว้ันัดสำคัญๆ ค่อยดู เดี๋ยวทำงานไม่ไหว

    ส่วนเรื่องข่าว ช่วงนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ดูเลยค่ะ
    หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน เอาเวลาไปทำอะไรหมดไม่รู้ -*-

    เรื่องบ่น เป็นปกติธรรมดาค่ะ ข้าพเ้จ้าเข้าใจ 55555

    สุขสันต์วันทำงานค่ะ ^__^

  11. ท่านประธาน

    โอ่ ภาษิตบอลโลกของท่านช่างเด็ดดวงยิ่งนัก – นับถือๆ

    .

    .

    ท่านรองฯ

    ดูบอลเผื่อด้วยผมด้วยน้าาาาา

    ปีนี้ไม่ได้ดูเลยสักกะคู่เดียว

    คือว่าที่ห้องไม่มีทีวีน่ะครับ และไม่ได้ขวนขวายอยากจะหามาดูด้วย ก็เลยเจ๊าๆ กันไป

    ว่าจะรอดูคู่ชิงทีเดียวเลยน่ะครับ แอบลุ้นให้บราซิลชิงกับอาเจนฯ คงจะมันระเบิดระเบ้อไปเลยเทียว

    รักษาสุขภาพด้วยนะขะรับ

    ดูบอลแต่พอประมาณ

    อืม…พอปะมารรรร

  12. “พอปะมาร” !!

    .
    .

    ดู๊ ดู ๆๆๆๆ ..

    ดูเค้าทำ
    ฟังเค้าพูดเข้าสิท่านรอง ฯ

    เหมือนจะเป็นการเล่นคำ
    ทว่าข้าพเจ้าได้กลิ่น คล้ายการท้ารบยังไงยังงั้นเลยค่ะ
    แต่ก็คงไม่เป็นที่น่าหนักใจแก่เหล่ามารเท่าไรกระมังเนาะ
    เพราะข่าวเจ้าชายน้อยกับสมุนคู่ใจ หายแซ๊บไปตั้งนานแล้ว

    สงกะสัยจะถอดใจไป ร้องเพลง “ถอยดีกว่า” เข้ากลีบเมฆไปโน่นเลย
    หุ หุ

    .
    .

    ปีนี้ข้าพเจ้าก็ยังไมได้ดูบอลโลกสักคู่เหมือนกันค่ะ ช่วงแรกก็เพราะยุ่งอยู่กับงาน แต่ตอนนี้ก็เพราะที่บ้านรับสัญญาณผ่านจานดาวเทียม ซึ่งผิดข้อตกลงของการซื้อสิทธ์ถ่ายทอดการแข่งขัน ก็เป็นอันต้องอดไปตามระเบียบ

    ถ้าไม่ลำบากเกินไป
    รบกวนท่านรอง ฯ ดูเผื่อด้วยนะคะ

    .
    .

    สุขสันต์ค่ำวันอากาศดีค่ะ
    😀

  13. สุขสันต์วันอาทิตย์ขะรับเหล่าท่าน

    โอ่ ท่านประธานขะรับ เจ้าชายน้อยและผองเพื่อนตอนนี้คิวไม่ว่างเลยขะรับ พวกพ่อเจ้าประคุณพากันเดินทางไปเชียร์บอลโลกที่ทวีปแอฟริกาโน่นน่ะ ไม่รู้จะพากันกลับเอเชียเมื่อไหร่ และไม่แน่ว่าอาจจะอยู่ยาวเป็นดาราประจำเผ่ากูรูรู้อยู่ที่โน่นเลยก็ได้

    ^_^

  14. วันแรก…………………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    นอกจากวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมาจะเป็นวันแรกที่ผมลืมตาขึ้นมาดูโลกแล้ว ยังเป็นวันแรกของอีกหลายๆ เหตุการณ์ในชีวิตของผมเลยล่ะครับ

    เป็นวันแรกที่ผมได้พบหน้าเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตผู้หนึ่งแบบตัวเป็นๆ

    เป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักลานโพธิ์ในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ว่าอ้อ ตรงนี้เองหรอกหรือที่เขาเรียกว่าลานโพธิ์ เพราะมีต้นโพธิ์ มีโต๊ะมีเก้าอี้หลายตัวตั้งเรียงรายอยู่ใต้ร่มโพธิ์นั้น เหมาะสำหรับเป็นจุดนัดพบ มานั่งพูดคุยกันของเพื่อนฝูง แม้หนุ่มๆ สาวๆ จะมานั่งจีบกันก็คงไม่ผิดกฎหมาย ส่วนนักบวชมิควรมานั่งเสวนาธรรมแถวนี้ เพราะผู้คนย่านนี้ใคร่ฟังเรื่องวุ่นวายทางการเมืองมากกว่าเรื่องที่จะทำให้จิตใจสงบระงับ

    ยังครับ ยังไม่หมดแค่นี้ วันนั้นยังเป็นวันแรกของผมอีกหลายเรื่อง

    เป็นวันแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยเรื่องการเมืองจากอาจารย์ทั้งที่สอนอยู่ธรรมศาสตร์และจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ด้วย

    ก็ดีครับ ถือว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิตดีเหมือนกัน

    ในวันนั้นอาจารย์…..(ขอโทษด้วยครับ มันเป็นความสะเพร่าของผมที่ลืมหยิบกระดาษตารางการสัมมนามาด้วย เผอิญว่าตอนสรุปปิดท้าย ผมเดินออกจากห้องสัมมนามารับโทรศัพท์ข้างนอก รับโทรศัพท์เสร็จผู้คนก็ทยอยออกมากันแล้ว ผมเลยไม่ได้ย้อนกลับเข้าไปในห้องสัมมนาอีก) ท่านใช้เพาเวอร์พ้อยต์ทำตารางเปรียบเทียบประกอบการบรรยายให้ดูและให้ฟังว่า แท้จริงแล้วผู้ที่ถูกเรียกว่า “เสื้อแดง” กับ “เสื้อเหลือง” คือใคร? มาจากไหน? มีรายได้ต่อเดือนโดยประมาณเท่าไหร่? และมาเข้าร่วมชุมนุมด้วยเหตุผลหลักอะไรบ้าง?

    แม้อาจารย์ท่านนั้นจะออกตัวว่าผลการวิจัยของท่านทำในวงแคบ คงนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการอะไรไม่ได้ แต่ก็ทำให้เห็นภาพกว้างๆ ได้ดีทีเดียว

    อาจารย์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นผู้พูดในลำดับต่อมา (จำชื่อท่านไม่ได้อีกเช่นกันขะรับ) ท่านอธิบายว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลที่ทำให้ชาวชนบทออกมาชุมนุมในครั้งนี้มากเพราะนโยบายประชานิยมที่รัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณวางเอาไว้ ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตชาวชนบทได้ดีมากสองเรื่อง คือเรื่องสามสิบบาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้ชาวชนบทสบายใจได้ว่าชาตินี้ตนก็มีโอกาสได้นอนตายในโรงพยาบาลเหมือนคนในเมืองบ้างแล้ว และกองทุนหมู่บ้าน ที่แม้ว่าพวกเขาจะกู้เอาไปทำอะไรก็ตามเถิด แต่นั่นคือความเป็นรูปธรรมที่ภาคการเมืองยื่นมือลงไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบดูอัตราการเสียดอกเบี้ยแล้ว ร้อยละ 6-8 บาทต่อปี นั้นนับว่าดีกว่าร้อยละ 25 บาทต่อเดือนจากการกู้นอกระบบมากมายนัก

    อีกประเด็นหนึ่งซึ่งสืบเนื่องมาจากอาจารย์ท่านก่อนก็คือ ท่านได้นำ “ปมอีสาน” มาสางต่อด้วยว่า ชาวอีสานที่ออกมาชุมนุมมากในครั้งนี้ เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกสังคมกดขี่ โดนดูถูกมานานแล้ว เมื่อได้โอกาสในการแสดงออกถึงความมีตัวตนในสังคม พวกเขาจึงออกมาแสดงพลังให้เห็น ซึ่งต่างจากผู้เข้าร่วมชุมนุมที่มาจากภูมิภาคอื่น เพราะไม่มี “ปม…” ดังกล่าว หากแต่ออกมาชุมนุมด้วยเหตุผลอื่นๆ ต่างกันไป

    วันนั้นเป็นวันแรกที่ผมได้เห็น อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ แบบตัวเป็นๆ ด้วยน่ะครับ แล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับสี่ประเด็นที่อาจารย์หยิบยกขึ้นมาพูดให้ฟัง

    ประเด็นแรกท่านอาจารย์พูดถึงความโกรธ ท่านว่าตอนนี้ผู้คนในสังคมไทยโกรธกันด้วยเรื่องง่ายๆ แบบเรื่องไม่เป็นเรื่อง อาจารย์ได้ยกตัวอย่างประกอบด้วย ทว่าตอนนั้นผมเดินออกไปรับโทรศัพท์ที่คุณพี่และคุณน้าโทรมาอวยพรวันเกิดจึงพลาดเรื่องเล่าประกอบนี้ไป

    ไหนๆ ผมก็ออกไปข้างนอกแล้ว จึงเดินคุยโทรศัพท์ไปทางโรงอาหาร ผ่านออกไปรับลมเย็นๆ ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา คุยโทรศัพท์เสร็จผมจึงแวะทำ “ครั้งแรก” ในธรรมศาสตร์ด้วย

    ก่อนที่คุณผู้อ่านจะคิดสัปดนกันไปไกล งั้นผมรีบเฉลยก่อนก็แล้วกันครับว่า ผมได้แวะเข้าไปฉี่ในธรรมศาสตร์เป็นครั้งแรกด้วยน่ะครับ

    ตอนผมกลับเข้ามาในห้องสัมมนาอีกครั้งนั้น ทันได้ฟังอาจารย์ชัยวัฒน์ พูดเกร็ดความรู้ให้ฟังว่า ชาวเอสกิโมเชื่อกันว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี คนที่กำลังโกรธจึงเป็นคนที่น่ารังเกียจ ขณะที่ชาวโรมันต้องแสดงความโกรธออกมาถึงจะดี เพราะหมายถึงสัญลักษณ์ของความเป็นชายชาตรีที่แข็งแกร่ง แต่สำหรับคนไทยแล้ว ไม่รู้ว่าความโกรธที่กำลังแสดงออกต่อกันทุกวันนี้เป็นเรื่องที่ดีหรือเป็นอาการที่น่ารังเกียจกันแน่

    ประเด็นที่สองอาจารย์พูดเรื่องข่าวลือ ท่านว่าทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวลือ หากฟังไม่เป็นหรือดูไม่ออกก็จะกลายเป็นเหยื่อข่าวได้ง่ายๆ ท่านได้ยกคำคมมากล่าวด้วยว่า “ในสงครามความจริงจะถูกฆ่าก่อน” ซึ่งสภาพบ้านเมืองตอนนี้ก็เหมือนกำลังเกิดสงครามอยู่

    เรื่องที่สามคือเรื่องการก่อการร้าย ซึ่งผมจำตกๆ หล่นๆ มาว่า โดยธรรมชาติมนุษย์จะกลัวความไม่แน่นอน นักก่อการร้ายจึงสร้างความไม่แน่นอนขึ้นมาในสังคมในแง่ที่ว่า คุณอาจจะตายได้ง่ายๆ ทุกเมื่อ ซึ่งหากความกลัวแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ แล้ว รัฐจะค่อยๆ หมดอำนาจชอบธรรมในการบริหารประเทศ

    เรื่องที่สี่คือเรื่องสี อาจารย์ว่าการใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้ทางการเมืองเป็นอะไรที่ไม่แน่นอนที่สุด เพราะสีเป็นเรื่องฉาบฉวยภายนอก แต่ละฝ่ายสามารถใช้สีของฝ่ายตรงข้ามทำร้ายกันได้อย่างง่ายดาย อาจจะโดยการสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนกับว่ากลุ่มคนที่สวม “สีเสื้อ” นั้นเป็นผู้กระทำ

    โดยรวมก็ประมาณนี้แหละครับ อาจจะไม่ถูกถ้อยหมดทุกคำ แต่เนื้อความแล้วไม่หนีไปไกลจากนี้นักหรอก

    ไหนๆ ก็มาฟังสัมมนาการเมืองทั้งที พอหิวขึ้นมาก็ต้องหาร้านอาหารของนักการเมืองกินกันหน่อยล่ะครับ เพื่อนผู้นั้นเดินฉับๆ นำหน้า เลี้ยวขวาว๊าบเข้า “บ้านพระอาทิตย์” โดยทันใด

    โอ้ว เป็นครั้งแรกอีกแล้วล่ะครับที่ผมได้มีโอกาสเดินเข้าบ้านของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้า “สีเหลือง”

    ผมจบมื้อแรกในนั้นด้วยข้าวผัดแหนมและยำปลาทูน่า

    อิ่มแล้วก็แยกกับเพื่อน ต่างคนต่างกลับไปสู่กิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำในแต่ละวัน

  15. อ้าว ลืมขึ้น “สิทธิการิยะ” ไปได้จะได้นี่ ฮ่วย

  16. ไม่เป็นไรค่ะท่าน .. ไม่เป็นไร
    ข้าพเจ้าจัด “สิทธิการิยะ” นำหน้าขบวนไปให้เรียบร้อยแล้ว

    .
    .

    คนสูงวัยก็งี้ .. ขี้ลืมทุกคนแหละค่ะ 5555+

    .
    .

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่เอามาฝากด้วยค่ะท่านเลขา ฯ ป๋าสอ

    ตอนนี้รอเรื่องเล่าจากท่านรอง ฯ สาวสวย ด้วยอีกคนนึง หนีร้อนไปพักผ่อนไกลถึงเมืองกาญจน์โน่น ไม่รู้ได้ไปเก็บเห็ดเผาะเห็นโคนในป่ากะเค้าด้วยไหม .. หุ หุ

    ส่วนข้าพเจ้าทางนี้ไม่มีอะไร
    ทำบุญด้วยการอยู่เวรไปตามเรื่องตามราว

    .
    .

    สุขสันต์ค่ำวันอาทิตย์เจ้าค่ะ
    😀

  17. สวัสดีวันพุธค่ะทุกท่าน

    ข้าพเจ้ากลับมาจากกาญจนบุรีแล้วค่ะ แต่ต้องเคลียร์งานอ่ะ
    เลยไม่ได้เข้ามารายงานตัว

    เที่ยวครั้งนี้เวลาน้อยไปหน่อยเลยไปได้ไม่กี่ที่
    แต่ก็ไปถึงสังขละบุรีดินแดนที่อยากไปค่ะ
    ระหว่างทางก็แวะไปเรื่อยตั้งแต่น้ำตกไทรโยคน้อย ไทรโยคใหญ่
    น่าเสียดายที่น้ำน้อยมาก จนน้ำตกไทรโยคน้อยแทบไม่มีน้ำไหล
    (อ้อ ลืมๆ ข้าพเจ้าแวะที่ตลาดน้ำดำเินินสะดวกก่อนเป็นที่แรก)

    จากนั้นเดินทางต่อพักที่สังขละหนึ่งคืน ตอนเช้าไปเดินสะพานมอญและตักบาตรจากนั้นก็ลงเรือไปชมวัดจมน้ำ หนึ่งในอันซีนอินไทยแลนด์แต่ตอนไปน้ำน้อยมากค่ะ ไม่ต้องนั่งเรือเข้าไปในโบสถ์ แต่ต้องเดินขึ้นเนินไปแทน

    บ่ายๆ เิดินทางกลับเข้าเมือง แต่ฝนตกหนักมาก
    โปรแกรมที่วางไว้ว่าจะไปน้ำตกเอราวัณเลยต้องยกเลิก
    เพราะถนนลื่นมาก ทางลงเขาตลอดต้องค่อยๆ ขับ
    กว่าจะถึงในเืมืองก็สองทุ่ม เพราะเราแวะพักระหว่างทางนิดหน่อย

    ตอนเช้าไปชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว แล้วเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
    ไปเที่ยวดรีมเวิล์ด 55555
    กว่าจะเดินทางกลับกำแพงเพชรก็สี่ทุ่มกว่า ถึงตอนตีสี่วันจันทร์
    เช้ามาก็ไปทำงานต่อ แบบง่วงๆ หุหุ

    จบล่ะเวลาช่วงสามวัน 5555+

    หวังว่าทุกท่านจะสบายดีมีความสุขกันนะคะ
    สุขสันต์วันพุธค่ะ ^__^

  18. โอ่ ทราบว่าท่านรองได้ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตั้งหลายแห่งแบบนี้ก็ดีใจด้วยขะรับ

    แม้ผมจะผ่านไปผ่านมาที่เมืองกาญจน์รึก็หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยไปสังขละบุรีเลยสักครั้ง คาดว่าถ้าโอกาสอำนวยคงได้ไปเดินนวยนาดเป็นนายแบบบนสะพานมอญสักครั้งล่ะ

    ยังไงก็อย่ามัวแต่เคลียร์งานเพลินจนลืมพักผ่อนล่ะขะรับ ดูบอลเป็นการผ่อนคลายสักคืนละสองคู่ก็น่าจะพอ ^_^

  19. สวัสดีคุ่ท่านเลขาฯ

    อ่า…ข้าพเจ้าเล่าหายไปสองที่นั่้นก็คือ พระปฐมเจดีย์
    กับพระราชวังสนามจันทร์ค่ะ ^^”

    เมื่อคืนลุ้นอังกฤษคิดว่าจะไม่รอดซะแล้วแต่ก็มาจนได้
    ตอนนี้ลุ้นอีกทีว่าจะผ่านเยอรมันไปได้อ่ะป่าว

    ขอให้ท่านมีโอกาสได้ไปสังขละบุรีในเร็ววันนะคะ

    สุขสันต์วันครึ้มๆ ค่ะ ^__^

  20. อ้อ อังกฤษเขาก็เป็นอย่างนั้นแหละขะรับ บทผีเข้าก็เล่นดี แต่บทผีออกนี่ เจอกับทีมชาติไทยก็คงจะแย่ไปเหมือนกัน

    อ้าวหรือขะรับ ท่านมาป้วนเปี้ยนแถวๆ นครปฐมนี่ด้วยหรือ ว้า งั้นก็วิ่งผ่านพุทธมณฑลไปหยกๆ สิขะรับเนี่ย แล้วไม่เห็นผมวิ่งจ็อกกิ้งอยู่แถวนี้บ้างหรือ?

    อืม สักวันคงได้ไปหรอกครับสังขละน่ะ ถ้าไม่เผลอนอนยาวจนขี้เกียจลุกซะก่อน

    ขอให้ท่านสนุกกับการดูบอลนะขะรับ

    ^_^

  21. อ่า….ท่านจะจ๊อกกิ้งกลางวันแสกๆ เลยหรือคะท่านเลขาฯ 5555
    ข้าพเจ้าแวะเที่ยวตอนเกือบเที่ยงอากาศร้อนมากๆ เลยค่ะ
    ตอนนั้นท่านคงพักผ่อนอยู่แน่ๆ ถ้ารู้ว่าพักอยู่ตรงไหนคงได้แวะทักไปแล้ว

    ตอนนี้กำลังดูอิตาลีค่ะ ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s