“สิทธิการิยะ : วิ่ง” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

May 30, 2010 at 4:17 pm

.

หากจะพูดถึงฉากการวิ่งในภาพยนต์ที่ผมประทับใจนั้น ก็มีหลายฉากอยู่เหมือนกันนะครับ ที่เด่นกว่าใครเพื่อนเห็นจะเป็นฉากในภาพยนต์เรื่องฟอเรสกัมต์ (Forest Gump) ที่พ่อหนูน้อยตัวเอกในเรื่อง วิ่งหนีศัตรู จากเดิมที่ขาของเขาไม่ค่อยดีเพราะเกิดมาพิการจึงต้องดามเหล็กเดิน เวลาวิ่งหนีใครแบบนั้นเลยต้องพยายามโขยกเขยกหนีอย่างสุดฤทธิ์ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ยอมแพ้ต่อความพิการ พ่อหนูน้อยคนนั้นจึงวิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่ง จนกระทั่งสลัดเหล็กที่พันธนาการขาและความพิการที่เกาะกุมใจของตนทิ้งไปได้เฉยเลย

อีกเหตุการหนึ่งผมดูทางเมลฟอร์เวิร์ดและตามดูในยูทิวป์ก็หลายครั้งเลยล่ะครับ เป็นการวิ่งของพ่อลูกคู่หนึ่ง (Team Hoyt) ซึ่งลูกชายเป็นคนพิการต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา ให้ผู้เป็นพ่อเข็นพลางวิ่งไปพลาง บางหนบางทีก็ต้องปั่นจักรยานลากกันไป บางครั้งต้องมัดเขาติดบนเรือยางแล้วผู้เป็นพ่อก็ว่ายน้ำลากเรือนั้นไปด้วย

สารภาพด้วยเกียรติของลูกผู้ชายอกสามศอกเลยนะครับว่า ผมเสียน้ำตาให้กับคลิปประกอบเพลงเพราะๆ นี้หลายหน แม้ตอนนี้ก็เถอะ หากผมได้นั่งดูอยู่คนเดียวเงียบๆ ซึมซับบรรยากาศของสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นั้นอีกแล้วล่ะก้อ…

บ้าน่า! ฝุ่นคงเข้าตาจนน้ำตาผมไหลอีกแน่ๆ!

หากพูดถึงฉากการวิ่งเมื่อหลายวันที่ผมประสบมานี้ น้ำกลับไม่ได้ออกจากตาผมหรอกนะครับ แต่ออกจากกบาล เอ้ย ออกจากหน้าผากและรูขุมขนของผมปุดๆ ราวกับมีภูเขาไฟที่คุกรุ่นรอเวลาจะระเบิดลำลาวาออกมาอยู่ในนั้นเลยทีเดียว

ขอสาธุชนคนใจงามทั้งหลายโปรดทราบด้วยว่า ทุกเช้าผมจะออกไปวิ่งที่พุทธมนฑลน่ะครับ ออกจากห้องเวลาตีห้าสี่สิบห้าโดยประมาณ เดินทอดน่องเป็นการวอร์มอัปร่างกายไปเรื่อยอีกสิบห้านาทีก็จะถึงถนนรอบต้นไม้หน้าองค์พระประธานกลางพุทธมณฑลแล้ว ผมจะยกมือขึ้นนบพระจอมมุนีที่ยืนสง่าอยู่กลางสวน จบเศียรเกล้าพอเป็นพิธีเยี่ยงพุทธมามกะที่ดี (?) แล้วผมก็ออกวิ่งวนประทักษิณ

“หึๆ ชิวๆ” ผมปรามาสระยะทาง 2.8 กิโลเมตรรอบสวน “สักสามรอบเลยเป็นไรวันนี้” นั่น แค่วันแรกผมก็กะทำแฮททริก

พอวิ่งไปได้สักครึ่งรอบ แววของผู้ที่กำลังจะได้ดวงตาเห็นธรรมก็ปรากฏ “สักสองรอบก็พอกระมัง?” เกิดการเจรจาต่อรองกันขึ้นมาราวกับผมเป็นอิสตรีที่กำลังจะทำการซื้อของ (เอ…คุณผู้หญิงทั้งหลายนี่เป็นเหมือนกันทุกคนไหมหนอ แต่ที่ผมเห็นมา ซื้อของยากทุกคนเลยล่ะครับ)

เมื่อจวนจะเข้าเส้นชัยคือบรรจบรอบแรกของการวิ่งรอบสวน ผมก็บรรลุธรรม “เอาน่า เพิ่งจะวิ่งวันแรก เอาแค่รอบเดียวก่อนแล้วกัน วันหลังค่อยเพิ่มรอบวิ่งก็ยังไม่สาย คนเราควรจะรู้จักพอเพียง” อ้างเป็นปรัชญาไปได้ถึงเพียงนั้น

โฮย เหนื่อยมากเลยครับพี่น้อง ทำไมมันไม่เหมือนตอนที่ผมนั่งคิดเลยหนอ ว่าการวิ่งจ็อกกิ้งน่ะ คงเป็นกิจกรรมที่ทำง่ายๆ สบายๆ จะวิ่งนานแค่ไหนก็ได้ เพราะไม่ได้ใช้พลังงานมากมายอะไรเลย เพียงแค่ยกขาขึ้น เตะขาไป วางขาลง ทำสลับกันไปแบบนี้เรื่อยๆ แค่นั้นเอง แต่พอเอาเข้าจริง ผมถึงได้รู้ว่าผมคิดผิดมหันต์เลยทีเดียว

“แต่เอาน่า คุณป้าคุณลุงหลายท่านยังวิ่งกันฉิวๆ เลยนี่นา พวกท่านก็คนไอ้เรารึก็ชายทั้งแท่ง” นั่น เอาความหนุ่มเข้าขู่อีกแล้ว “ในเมื่อพวกท่านทำได้เราก็ต้องทำได้เหมือนกันแหละว้า…แต่ยังไม่ใช่วันนี้เท่านั้นเอง” ผมปลอบใจตัวเอง

และแล้วเมื่อวานผมก็ฉีกทฤษฎีวิวัฒนาการของชาล์ล ดาวิน กระจุยกระจายเลยล่ะครับพี่น้อง คือว่ามันน่าจะนานกว่านั้นสำหรับพัฒนาการการวิ่งของผมที่จะทำได้สองรอบสวนป่าพุทธมณฑลในรวดเดียว ซึ่งเป็นระยะทางประมาณเกือบหกกิโลเมตรเลยทีเดียว แต่นี่เพียงแค่สองวันถัดมา ผมก็สามารถทำได้ถึงสองรอบสนามแล้วอย่างสบายๆ เลยล่ะครับ…แฮ่ม แม้รอบที่สองจะเป็นการเดินทอดน่องเล่นก็ตามเถิด

วาบความคิดที่เกิดขึ้นกับผมตอนที่ทุบสถิติการวิ่ง(และเดิน)ของตัวเองได้คือ คำสอนของพี่มูราคามิ ที่พี่นิ้วกลมนำมาฝากในมติชนสุดสัปดาห์น่ะครับ พี่เขาสอนว่า “ความเหนื่อยล้าเป็นเพียงสถานะปกติ”

“มันปกติตรงไหน!” ผมเถียง “เหนื่อยแทบตายแล้วนะเนี่ย พรุ่งนี้จะมาวิ่งไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้” ผมเริ่มท้อและคิดจะยอมแพ้ แต่ว่า…

“สำหรับคนที่รักการวิ่ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดย่อมมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการไม่ได้วิ่ง” นั่น พี่มูราคามิ ย้ำคำคมมาอีกชุด

“เฮ่ย แต่ผมไม่ได้คิดจะเป็นนักวิ่งนี่นา ผมคิดจะเขียนหนังสือต่างหากเล่า” ผมเถียงตาดำตาหล่อ (เอ…หรือตาแดง?)

“สำหรับการเขียนหนังสือ” เอาแล้วซี พี่เขาวกเข้าเรื่องการเขียนหนังสือจนได้ แล้วพี่เค้าก็สอนนักเขียนอ่อนหัดที่แสนจะกระจอกต่อไปว่า “สอบทานให้แน่ใจว่าร่างกายของคุณโอนรับข้อมูลที่จำเป็นที่จะช่วยให้คุณเขียนหนังสือได้ทุกวัน และเพ่งความสนใจไว้ที่งานที่อยู่ต่อหน้า ไม่ช้าไม่นาน คุณจะเพิ่มเพดานของขีดความสามารถ ยกระดับตัวเองให้สูงขึ้น”

“อืม” ผมเริ่มเห็นคล้อย

“ไม่ต่างจากการออกวิ่งทุกวัน” พี่เขาวกเข้าเรื่องวิ่งอีกจนได้ “เพื่อฝึกมัดกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง และผลัดเปลี่ยนกระดูกเปลี่ยนกล้ามเนื้อจนได้เรือนร่างนักวิ่ง เติ่มสิ่งกระตุ้นเข้าไป และรักษาระดับนั้นไว้ ทำซ้ำอีกหลายรอบ การอดทนข่มกลั้นถือได้ว่าจำเป็นสำหรับกระบวนการนี้ ผมรับประกันได้ว่าผลลัพธ์สุดสวยเกิดขึ้นแน่นอน” พี่เขาสรุปอย่างมาดมั่นด้วยสีหน้าและแววตาของจอมยุทธ์ผู้บรรลุแล้วซึ่งเชิงอักษร

“โอเคพี่” ผมสวนห้าว “พรุ่งนี้จะวิ่งเน้นๆ สองรอบเลยงั้น” ในเมื่อผมคิดจะเป็นนักเขียนเหมือนพี่เค้า ก็ต้องเชื่อฟังพี่เค้าสักหน่อยเนาะครับเนาะ

อ้อ เช้าๆ หากเพื่อนหนอนตนใดว่างล่ะก้อ มาดวนฝีเท้ากันหน่อยเป็นไร? ตอนเย็นก็ได้นะเออ บางวันถ้าคิดเรื่องที่จะเขียนไม่ออก ผมก็ออกไปเบิ้ลทั้งเช้าและเย็นบ่อยไป

13 comments

  1. อื้อฮือ ..

    สุดยอดเลยค่ะท่าน
    เป็นบทความที่อ่านแล้วเพลิน สนุก ทั้งสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี

    .
    .

    นี่ถ้าวันไหนสโนว์เค้าพอมีเวลาให้
    จะชวนเค้าไปยืดแข้งยืดขาเสียหน่อยแล้ว

    .

    สุขสันต์วันจันทร์แห่งชาติค่ะ
    😀

  2. อ่านแล้วความรู้สึกเดียวกับข้่าพเจ้าเลยค่ะ 5555+
    วันก่อนข้าพเจ้าก็ไปวิ่งมา แต่คงเพราะห่างหายไปนาน(มาก)
    เลยรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ

    ว่าแล้วก็ยังไม่ได้ไปอีกเลย 5555+

    ขอบคุณสำหรับบทความค่ะ
    มีความสุขกับการออกกำลังกายกันทุกคนนะคะ ^__^

  3. ท่านประธาน

    อ้อ มีเพื่อนไปวิ่งด้วยแบบนั้นคงไม่เหงาหรอกเนาะครับเนาะ

    ว่าแต่…สโนว์จะมิรอท่านแย่หรอกหรือนั่น

    .

    .

    ท่านรองฯ

    อ้าว ท่านก็ออกวิ่งออกกำลังกายเหมือนกันหรอกหรือขะรับ

    ดีแล้วล่ะขะรับ ปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “สุขภาพสำคัญกว่าทรัพย์” เพราะถ้ามีทรัพย์แต่สุขภาพไม่ดี ก็เหมือนไม่มีนั่นแหละเนาะครับเนาะ

    สู้ๆ

    ^_^

  4. สวัสดีค่าคนบ้าทั้งหลาย ..

    ขอให้สนุกกับงาน
    สำราญกับชีวิตกันทุกคนนะคะ

    สู้ ๆ ค่า .. ^ ^ v

  5. เอ้า มาๆๆ เร่เข้ามาเร้วววว มีเรื่องราวหนุกๆ มาแบ่งปันกันอ่านอีกแล้ว

    โพสต์เลยน้าาาาา

    อึ๊บ!

  6. สิทธิการิยะ : Wat …………………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “ถ่ายรูปเล่นหรือพ่อหนุ่ม” คุณลุงผู้หนึ่งทักผม

    “ครับ” ผมตอบพลางเดินเข้าไปหาแก เมื่อเข้าไปใกล้ก็ยกมือไหว้แล้วถามว่า “ลุงครับ กุฏิท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯอยู่ตรงไหนหรือครับ?”

    “ก็นี่แหละ” แกบุ้ยปากไปที่กุฏิที่ผมเพิ่งจะถ่ายรูปเมื่อครู่

    “อ้าวหรือครับ ท่านอยู่ไหมครับเนี่ย”

    “ไม่อยู่หรอก ไปกิจฯที่สุพรรณฯ มีเข้าค่ายศีลธรรมของเด็กนักเรียนที่นั่น ท่านไปบรรยายธรรมะน่ะ”

    “อ้อครับ” ผมพยักหน้ารับ “เย็นนี้คงกลับสินะครับ”

    “คงไม่มั้ง…” ลุงทำสีหน้าครุ่นคิด “ท่านมีวัดอื่นอีกสองวัด ที่สุพรรณฯก็มี หากไปแถวนั้นท่านจะไปพักที่นั่น อาจจะพักหลายวันด้วยล่ะกระมัง” ลุงเล่าพลางแหงนหน้าขึ้นไปดูชายหนุ่มสองคนที่อยู่บนต้นไม้ กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ แกสั่งให้พวกเขาตัดตรงนั้นแต่งตรงนี้ แล้วว่า “ต้องตัดแต่งมัน…” ลดระดับสายตาลงมาที่ผมก่อนจะเสริมต่อไป “ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ เดี๋ยวจะลามปามเหมือนม็อบในกรุงเทพฯที่ผ่านมา” เอาแล้วซี ลุงวกเข้าเรื่องการเมืองจนได้

    “ครับ” ผมได้แต่ยิ้มรับ “วัดท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯนี่ ร่มรื่นดีนะครับลุง” ผมเลี่ยงประเด็นการเมือง

    “อืม ลุงช่วยท่านปลูกต้นไม้มาหลายสิบปีแล้วล่ะ นี่เดี๋ยวต้องออกไปปลูกในแปลงที่ท่านเพิ่งจะซื้อไว้เป็นที่จอดรถอีก ทางโน้นน่ะ” ลุงชี้มือไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัด (รึเปล่า? ผมก็ยังไม่ค่อยจะแม่นทิศแถวนี้เสียด้วย)

    “อ้อครับ ดีจังเลย อนุโมทนาบุญด้วยนะครับลุง” ผมพลอยยินดีกับแกด้วย “ผมชอบอ่านหนังสือของท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯน่ะครับ ท่านเขียนหนังสือประเทืองปัญญาดี มีโอกาสก็เลยจะเข้ามากราบท่าน”

    “วัดนี้เน้นกันเนื้อๆ ไม่มีวัตถุมงคล ไม่เอาสวรรค์มาล่อ ไม่เอานรกมาขู่”

    “ครับ” ผมพยักหน้าเห็นด้วย “ผมเดินเล่นไปทางโน้นได้ไหมลุง” ผมชี้มือลึกเข้าไปในป่าที่ร่มรื่นซึ่งมีกุฏิแซมอยู่หลายหลัง

    “ได้…” ลุงทำสีหน้าอึกอักก่อนบอกว่า “แต่อย่าเลย นั่นเป็นเขตสงฆ์ เดินออกไปเที่ยวเล่นทางลานธรรมจักรดีกว่า”

    “อ้อครับ ได้ครับ”

    แล้วผมก็ยกมือไหว้พลางกล่าวลาคุณลุงท่านนั้น เดินเลาะกุฏิท่านเจ้าคุณอาจารย์ออกมา ก่อนที่จะเดินไปบนถนนต้นปาล์มที่ร่มรื่นเลียบริมคลองออกมาที่พระอุโบสถ ซึ่งผมเพิ่งจะขึ้นไปกราบพระประธานเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานั่นเอง

    พอเดินมาถึงบริเวณหน้าวัด เห็นม้านั่งซึ่งเป็นไม้ขัดและทาสีอย่างดีว่างอยู่ที่หนึ่ง ผมจึงเดินเข้าไปหย่อนก้นอวบๆ (ขาว?…เฮ่ย อย่าอยากรู้เลยน่าว่าขาวหรือเปล่า รู้ว่าอวบก็พอแล้วเนาะ) ลงนั่งอย่างสบายอารมณ์

    ม้านั่งด้านซ้ายมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ สังเกตดูกิริยาแล้วคงจะเป็นคู่รักที่ชวนกันมาเข้าวัดทำบุญ กำลังนั่งผลัดกันดูด……กาแฟเย็นอย่างดูดดื่ม

    “เฮ้ยยย” ผมถอนใจยาว เปล่า ไม่ได้อิจฉาพวกเขา ผมหิวกาแฟเย็นต่างหาก ก็วันนั้นแดดร้อนมากจริงๆ นี่นา แต่ก็นั่น รถเข็นขายกาแฟจอดอยู่ตรงนั้น ไปซื้อมาดื่มดีไหม? ไม่เอาดีกว่า ดื่มกาแฟมากๆ ไม่เป็นผลดีต่อหัวใจนักหรอก เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง

    ที่โต๊ะปูนสีเขียวซึ่งอยู่ใต้ร่มไม้ฝั่งขวามือของผมถูกเผด็จการครอบครัวหนึ่งยึดครองเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมแอบชำเลืองไปดู เห็นพ่อแม่และลูกๆ หลานๆ หกคนนั้นล้วนแต่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันด้วยถ้อยคำรื่นหู ต่างกำลังแบ่งปันกันดูดน้ำมะพร้าวอ่อนสามลูกคนละจ๊วบสองจ๊วบ เห็นความอบอุ่นของครอบครัวใหญ่แบบนี้แล้วก็พลอยชื่นใจไปด้วย

    “ไปให้เขาผ่าให้สิเธอ” คุณป้าซึ่งน่าจะเป็น ผบ.ทบ. ประจำบ้านออกคำสั่งหลังจากดูดดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนหมดแล้ว

    “จ้า ได้จ๊ะ” คุณลุงทำตามอย่างว่าง่าย

    ลูกชายกับลูกสะใภ้ หรือไม่งั้นก็คงเป็นลูกสาวกับลูกเขยกำลังนั่งคุยกันด้วยเรื่องอันใดก็เกินที่หูสู่รู้ของผมจะตามไปได้ยิน ส่วนลิงทโมนใหญ่สองตนที่ได้พละกำลังจากน้ำมะพร้าวอ่อนจนเต็มกระเพาะแล้ว ก็วิ่งเล่นไล่กันอย่างสนุกสนานบนสนามหญ้า

    ไม่นานเกินรอ – ถึงรอก็ไม่เกินนาน ผู้ใต้บังคับบัญชาก็เดินถือมะพร้าวเคราะห์ร้ายซึ่งบัดนี้ถูกผ่าแหวกอกเผยเนื้อในขาวจั๊วน่าเจี๊ยะเดินกลับมาที่โต๊ะปูนนั้น พลางว่า “เขามีแต่ช้อนพลาสติก ไม่รู้จะขูดเนื้อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”

    “ยากอะไร” ผบ.ทบ. อวดภูมิรู้ “ใช้ฝาที่เฉาะออกมาเมื่อกี้นั่นแหละขูด ตอนเป็นเด็กเวลาคุณยายผ่าให้กินก็ทำแบบนี้แหละ”

    ระหว่างที่กำลังเพลินปากกับเนื้อมะพร้าวอ่อนนั่นเอง เสียง ผบ.ทบ. ก็แตกแต้วขึ้นว่า “ว๊าย ผึ้งมาจากไหนกันเนี่ย เยอะจัง”

    ผมซึ่งกำลังเพลินหนังสืออยู่อดไม่ได้ต้องหันไปดูด้วยคน อืม จริงๆ ด้วย ผึ้งมาจากไหนก็ไม่รู้ กรูกันมาราวกับเพิ่งจะแตกรัง บินว่อนมาตอมน้ำและเนื้อมะพร้าวกันยกใหญ่

    “นี่ไง รังมันอยู่นี่” ผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งดูเหมือนจะหนักแน่นกว่า ผบ.ทบ. ที่ตอนนี้วิ่งกระเจิงออกไปตั้งหลักห่างออกไปหลายวา รายงานให้ทุกคนทราบ “รังเขาอยู่ใต้โต๊ะปูนนี่ นั่น ในรูนั่น” อธิบายให้ทราบถึงสถานการณ์โดยทั่วไป “เป็นผึ้งโพรงเสียด้วย ถ้าอยู่กับต้นไม้ล่ะก้อ รังใหญ่นะเนี่ย” ดูเหมือนท่านจะรอบรู้เรื่องผึ้งอยู่ไม่น้อย

    ผมซึ่งชอบหาเรื่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว มีหรือที่อดใจนั่งดูอยู่ห่างๆ ไหว จึงเดินเข้าไปสมทบกับท่าน แล้วแสดงความเห็นไปต่างๆ นานาตามแต่ปากจะพาไป ก่อนจะวกกลับมาถามว่า “เมื่อกี้ไม่ได้ต่อยใครใช่ไหมครับ”

    “ไม่หรอกพ่อหนุ่ม ผึ้งวัดน่ะ คงจะใจดี” คุณลุงหยอดมุข

    ต่างหัวเราะกันไป

    ต่างคุยกันไป

    แล้วต่างคนก็ต่างไป

    นี้เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่ผมนั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปเที่ยววัดญาณเวศกวัน

    เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมาผมเข้าไปไหว้พระที่นั่นอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมวิ่งจ็อกกิ้งเข้าไปตั้งแต่ถนนปากทางหน้าพุทธมณฑลเลยเทียว เหนื่อยเอาเรื่อง แต่ก็คุ้มที่ได้เข้าไปทำความดีแต่เช้าแบบนั้น ผมเข้าไปทำอะไร และเห็นอะไรมาอีกบ้าง เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังในวันอาทิตย์ถัดไปนะครับ

  7. สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ

    ขอบคุณสำหรับเรื่องราวๆ ดีดี สนุกๆ ค่ะ
    รออ่านต่อไป

    รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ^___^

  8. สิทธิการิยะ สวัสดีวันอาทิตย์เช่นกันค่ะ

    ขอบคุณท่านสิญจน์ สำหรับเรื่องเล่า เบาหัว สบายใจในวันนี้
    และขอบคุณท่าน Z2you ที่มีน้ำใจมาทักทายกัน

    .
    .

    สุขสันต์คืนวันอากาศปลอดโปร่งค่ะ😀

  9. สวัสดีค่ะทุกท่าน

    ช่วงนี้เงียบเหงาเนาะ สงสัยจะยุ่งๆ กัน
    เพราะข้าพเจ้าก็ยุ่งเช่นเดียวกัน 5555+

    สุขสันต์วันปั่นงานค่ะ ^__^

  10. สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z

    อือ .. จริงค่ะ
    ช่วงนี้ที่เงียบไป เพราะยุ่งอยู่อย่างท่านว่าจริง ๆ
    ภาะกิจการงานยุ่งเหยิงจนมือไม้ไม่ได้ว่าง

    อีกอย่าง ..
    พักนี้หัวใจไม่ว่างด้วยค่ะ ก็เลยยิ่งยุ๊งงงง .. ยุ่ง !!
    555555+ ฮิ้ววววว .. !!

    .
    .

    งาน “ด่วนรายเดือน” พ้นมือของข้าพเจ้าไปแล้วค่ะ ส่วนงาน “ด่วนที่สุด” ก็ยังทรง ๆ ทรุด ๆ ตามประสา ต้องหอบหิ้วมาทำนอกเวลาตามมีตามเกิด เพราะในเวลาทำการนี่พอจะพรมนิ้วลงแป้นทีไร เป็นมี “งานด่วนเป็นบ้า” (คนป่วยไข้) มาขัดจังหวะอยู่ร่ำไปทุกที

    .
    .

    ถึงจะเงียบไป แต่ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกค่ะ
    หากท่านมีธุระปะปังอันใดให้ข้าพเจ้ารับใช้ก็บอกมาได้เสมอนะคะ
    อย่าได้เกรงใจ ๆ

    รับรองว่าจะไม่เงียบ (จน Blog เหงา) นานดอกค่ะ
    สบโอกาสเมื่อไร จะรี่มาเขียนอะไรเพี้ยนๆ ให้เหล่าคนบ้าอ่านนะคะ

    .
    .

    สู้ ๆ นะคะ
    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ 😀

  11. สวัสดีค่ำวันพฤหัสบดีค่ะ

    โีอ๊ะ โอววววว
    มือก็ไม่ว่าง หัวใจยังไม่ว่างอีก อ่า…ฮ็อทซะจริง อิอิ

    งานด่วนข้าพเจ้ายังไม่เสร็จ งานเรื่อยๆ เลยกองไว้ก่อน หุหุ

    ยังไงก็หาเวลาพักบ้างนะคะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

  12. ท่านประธาน

    โอ่ หัวใจไม่ว่างแล้วหรือขะรับ แล้วในนั้นมีอะไรน๊ออออ

    ได้รับเมลฟอร์เวิร์ดธรรมะของท่าน ว.วชิรเมธี ไหมขะรับ ที่ท่านเปรียบเทียบหัวใจเหมือนห้องว่างห้องหนึ่ง คือว่าถ้าเรามีห้องว่างนำสิ่งใดใส่เข้าไปมันจะกลายเป็นห้องนั้นๆ

    ใส่เครื่องครัวจะกลายเป็นห้องครัว
    ใส่ชุดสุขภัณฑ์มันจะกลายเป็นห้องน้ำ
    ใส่ชุดรับแขกมันจะกลายเป็นห้องรับแขก
    นำพระพุทธรูปและเครื่องบูชาเข้าไปจะกลายเป็นห้องพระ

    หัวใจก็ฉันนั้นแล
    นำความรัก ชัง โกรธ เกลียด เมตตา โรแมนติก เข้าไปก็จะกลายเป็นใจที่มีสภาพตามอารมณ์นั้นๆ

    แล้ว…ที่หัวใจของท่านไม่ว่างนั้นมิทราบว่าเต็มไปด้วยความเพี้ยนหรือไม่ขะรับ😀

    .

    .

    ท่านรองฯ

    สวัสดีวันพฤหัสเช่นกันขะรับ

    ขอให้มีความสุขมากๆ นะขะรับ แล้วอย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยล่ะ

    อ้อ ขอให้หัวใจว่างในเร็ววันด้วยนะขะรับ😀

  13. สะวีดัด สวัสดีค่ะทุกท่าน

    .
    .

    เอิ่มมม .. ท่านรองก็ทราบดีนี่นา
    “ไม่ว่าง” มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของข้าพเจ้าอยู่แล้ว

    คิดดูสิคะ ขนาดท่านยังไม่ว่างได้ขนาดนั้น
    แล้วประธาน ฯ เยี่ยงข้าพเจ้า มันจะว่างไปได้จะใด
    ขืนทำตัว (แอนด์ทำใจ) ว่างๆ ใครเขาจะเอาเป็นเยี่ยงอย่า
    เสียตำแหน่งกันพอดีสิเนาะ

    55555+

    .
    .

    นั่น !!

    ใช่ค่ะท่านเลขา ฯ ป๋าสอ
    หัวจิตหัวใจของข้าพเจ้านั้น มันเด็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้นจริงๆ

    แม๊ .. พูดยังกะตาเห็นเลยนะคะ
    เพิ่งรู้ว่า นอกจากจะเป็นนักเขียนนักอ่านตัวยงแล้วนั้น
    ท่านยังเป็นหมอดู & หมอเดา “ใจ” ของคนอื่นเค้าอีกด้วย

    พระพุทธเจ้าช่วย กล้วยอ่อง !!

    5555555+

    .
    .

    สุขสันต์วันศุกร์นะคะ
    หัวเราะเพิ่มความสุขในชีวิต บ้าบอวันละนิด จิตแจ่มใสค่ะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s