เมนูวันหยุด : ขนมฝอยทอง

เมื่อวานนี้ได้ไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งมาค่ะ ในงานมีขนมมงคลมาร่วมเข้าพิธีด้วยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทองหยอด เม็ดขนุน ขนมชั้น และฝอยทอง ฉันได้ลองชิมทองหยอดและฝอยทองอย่างละชิ้น รสชาติอร่อยดีค่ะ หอม หวาน ทำให้นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ลงมือเข้าครัวทำขนมไทย ๆ เหล่านี้มานานหลายเดือนแล้ว

วันนี้สบโอกาสดี ขอยกเอาเรื่องการทำ ขนมฝอยทอง มาเล่าให้ฟังนะคะ

วัตถุดิบ : ไข่เป็ด , น้ำเชื่อมข้น

อุปกรณ์ : ถ้วยตวง , ชามสำหรับผสมไข่ , กระทะทองเหลือง , กรวยสำหรับหยอดขนม , ถ้วย , ไม้ตะเกียบ , ถาด 2 ใบ ฯลฯ

ขั้นตอนการทำขนมฝอยทอง เริ่มต้นที่กระเทาะเปลือกไข่เป็ด แยกเอาไข่น้ำค้างใส่ถ้วยตวงไว้ แล้วจากนั้นก็มาทำการแยกไข่แดงออกจากไข่ขาวอีกครั้ง เราจะใช้เฉพาะไข่แดงและไข่น้ำค้างเท่านั้นค่ะ นำมาตีให้เข้ากันแล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง พักไว้  


จากนั้นก็เตรียมน้ำเชื่อมข้น ระหว่างที่รอน้ำเชื่อมเดือด ก็วางถาดทำมุมลาดเอียงกับถาดรองอีกใบเตรียมไว้สำหรับสะเด็ดน้ำเชื่อม เตรียมน้ำสะอาดสำหรับล้างน้ำเชื่อมที่กระเด็นตามขอบกระทะและชดเชยน้ำในน้ำเชื่อมที่ระเหยไป

เมื่อน้ำเชื่อมเดือด ก็เริ่มนำกรวยใส่ไข่มาโรยเป็นวงกลมลงบนผิวน้ำเชื่อม การโรยควรใช้ความเร็วที่สม่ำเสมอเพื่อจะได้ฝอยทองที่เส้นเสมอกัน เป็นไปได้ก็นับรอบด้วยนะคะ ขนมแต่ละจับจะได้มีขนาดเท่า ๆ กัน

เมื่อโรยไข่ได้ตามต้องการแล้ว นำตะเกียบมาพับเส้นฝอยทองให้เป็นจับ เราไม่จับตะเกียบเหมือนที่ใช้คีบอาหารหรอกนะคะ ใช้ตะเกียบอันหนึ่งพับครึ่งเส้นฝอยทองจากด้านหนึ่งของกระทะมาอีกด้านหนึ่ง แล้วยกขึ้น จากนั้นก็ใช้ตะเกียบอีกอันช่วยม้วนและเก็บหาง แล้ววางพักไว้บนถาดที่วางลาดเอียงเตรียมไว้ ทิ้งไว้จนสะเด็ดน้ำเชื่อมจึงคีบมาวางไว้บนจานเตรียมเสิร์ฟ   

วันนั้น ทำให้สมาชิกในบ้านและหลาน ๆ ที่มาเยี่ยมกินกัน ทุกคนชอบมากค่ะ ผู้ใหญ่หยิบเฉพาะชิ้นที่จับออกมาสวยงาม  แต่เด็ก ๆ ไม่สนใจ จับสวยหรือไม่ก็รสอร่อย หอม และ ฉ่ำหวาน เท่ากัน

เมนูนี้ทั้งหวาน ทั้งมันค่ะ นาน ๆ ทำรับประทานครั้งพอได้ แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ทที่ต้องควบคุมอาหารอย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูงนะคะ

สวัสดีค่ะ😀

19 comments

  1. อ่า..ข้าพเจ้ามาซะดึก
    คงไ่ม่เหมาะจะทานฝอยทองได้
    ไว้พรุ่งนี้จะมาหม่ำนะคะ ^^”

    แต่ว่าตอนนี้หิวข้าวอ่ะ ลืมกินข้าวเย็น 5555

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

  2. ลืมกินข้าวเย็น !!

    เอิ่มม .. มันน่าตีก้นนัก

    เด็กสาวคนนี้ ทำงานเพลินจนลืมกินข้าวกินปลาอีกแระ ยังไงก็หาอะไรกินหน่อยนะคะ ไม่ต้องเมนูหนักมากเอาแค่เบา ๆ ก็ได้ จะได้ไม่ปวดท้อง แล้วก็นอนหลับสบายด้วยค่ะ

    ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    😀

  3. อ่า…ขนมตระกูลทองนี้ แต่ก่อนล่ะช๊อบชอบเจียวล่ะท่านประธาน แต่พออายุเลยเลขสามขึ้นมานี้ เห็นขนมพวกนี้แล้ว ร่างกายกลับไม่ค่อยจะรับซะดื้อๆ งั้นล่ะ แต่ถ้าเป็นของหวานพวกตะขบสุก หรือกล้วยน้ำว้างอมๆ ล่ะก้อ เออ ค่อยยังชั่วหน่อย

    .

    .

    ท่านรองแซดฯ

    อ่ะ ดีแล้วขะรับ ไม่กินข้าวเย็นน่ะดีต่อสุขภาพแล้ว แต่ควรจะกินข้าวร้อนแทนเนาะครับเนาะ

    เอาข้าวเย็นนั่นล่ะ มาต้มเข้า กินกับผักกาดดอง กุ้งแห้งลวกบีบมะนาวเหยาะน้ำปลาโรยพริกซอย แค่นี้ ก็เป็นมื้อเบาๆ สบายท้อง แบบไม่ต้องกลัวอ้วนแล้ว ^_^

  4. เมื่อกี้ไปคุยกับท่าน หนุ่มช่างสงสัย เรื่อง “การสวดมนต์” มาน่ะขะรับ จึงก๊อปเอามาฝากท่านประธานแอนด์ท่านรองแซดฯด้วย

    อ่านเล่นๆ เอาเพลินก็แล้วกันนะขะรับ
    🙂

  5. โอ่ ต้องขอออกตัวก่อนนะท่านหนุ่มฯ ว่าผมไม่ใช่ผู้รู้ในเรื่องธรรมะจริงๆ เพราะฉะนั้น ถือซะว่าเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการสวดมนต์ต่อกันเนาะขะรับ

    เข้าปัญหาเลยนะครับ

    1. การสวดมนต์แบบไม่รู้ความหมายแบบที่เด็กประถมสวดหน้าเสาธงในตอนเช้า

    2. การสวดมนต์แบบไม่ทราบความหมายรู้เพียงว่าเป็นเรื่องที่ดีแบบที่นิยมสวดกันทั่วไป

    3. การสวดมนต์แบบทราบความหมายของคำสวดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ไม่ถึงขั้นรอบรู้

    4. การสวดมนต์แบบผู้รู้ที่แตกฉานอรรถธรรม ทราบความหมายของบทสวดดี

    การสวดมนต์ทั้ง 4 กรณีนี้อานิสงส์ต่างกันหรือไม่? อย่างไร? และทำไม?

    ผมคงไม่มีความสามารถพอที่จะวิเคราะห์และแยกตอบเป็นข้อๆ ได้หรอกนะครับว่าการสวดมนต์ทั้งสี่แบบนั้นต่างกันหรือไม่? อย่างไร? และทำไม? แต่จะขอวิเคราะห์และเล่าตามความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ ขอให้ท่านหนุ่มอ่านแล้วพิจารณาด้วยนะครับ

    ต่อเรื่องการสวดมนต์นี้มันมีเหตุผลต้นปลายและมีเงื่อนงำซ่อนอยู่เบื้องหลังการสวดทั้งนั้นแหละครับ และเช่นกัน การที่คนเราทำกิริยาอย่างเดียวกัน เช่น นั่งสวดมนต์เหมือนกันนั้น อาจจะเป็นได้ทั้งการสวดมนต์ที่ผิดและถูกตามหลักการของพระพุทธศาสนาก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

    การสวดมนต์อาจจะเป็นได้ทั้งพุทธศาสตร์และเป็นไสยศาสตร์ในลักษณะเดียวกัน ที่ว่าเป็นพุทธศาสตร์คือหากผู้สวดตั้งจิตว่าจะสวดมนต์เพื่อย้ำเตือนถึงคุณงามความดีของพระรัตนตรัย สวดเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ย้ำเตือนถึงข้ออรรถ ข้อธรรม ที่จะประพฤติปฏิบัติตามต่อไป อันนี้คือสวดสาธยายมนต์ตามหลักพุทธศาสตร์ แต่ถ้าพ้นจากหลักการนี้ ต่อให้ผู้สวดท่านนั้น สวดบาทพระคาถาใดก็ตาม ทว่าเป็นไปเพื่อให้เกิดผลดลบันดาลอะไรบางอย่างตอบสนองกลับมาแล้วไซร้ หลวงปู่พุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน โคราช ท่านบอกว่า นั่นคือการสวดมนต์ตามหลักไสยศาสตร์

    การสวดมนต์ของเด็กหน้าเสาธงในตอนเช้าก็ดี การสวดมนต์ของกลุ่มของคณะบุคคลต่างๆ ก็ดี ตามการวิเคราะห์ส่วนตัวของผมแล้ว ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เป็นการหาเหตุให้การชุมนุมนั้นๆ ดำเนินต่อไปในทิศทางที่สงบ

    ผมเคยอธิบายให้เพื่อนผู้หนึ่งฟังว่า พระฝรั่งที่มาบวชในเมืองไทยแล้วได้ศึกษาหลักการของพระพุทธศาสนาตามสมัยพุทธกาลจริงๆ นั้น ค่อนจะมองการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นพร้อมกันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ว่าเหมือนการมานั่งร้องเพลงประสานเสียงกันมากกว่า ท่านว่าควรจะเอาเวลานั้นไปฝึกสติด้วยการเดินจงกรม หรือนั่งดูกายดูจิตของตนในที่สงบเงียบตามแบบพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาล น่าจะเป็นแนวทางให้เกิดสติ สมาธิ ปัญญา ดีกว่า

    แต่การเป็นอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก ถ้าไม่หากิจกรรมทำร่วมกันแล้ว ก็จะกระไรอยู่ จะขาดพลังสามัคคีที่เป็นไปในเรื่องดีๆ เสีย (ต้องระวังนะครับ เพราะพลังสามัคคีที่เกิดจากการชุมนุมกันของคนหมู่มากนั้น อาจเป็นไปในทางที่ไม่ดีก็ได้) การมาสวดมนต์ร่วมกันของเด็กนักเรียนก็ดี หรือการมาสวดมนต์ร่วมกันของหมู่ของคณะบุคคลก็ดี จึงเกี่ยวเนื่องกับหลักธรรมอีกหมวดหนึ่งคือ “อปริหานิยธรรม 7 ประการ” (หาอ่านเองในกูเกิ้ลนะครับ ผมไม่อธิบายในที่นี้ล่ะ เพราะเดี๋ยวจะยาว) และในการสวดมนต์แต่ละครั้งนั้น หากใจอยู่กับพระรัตนตรัย อยู่กับคุณงามความดีแล้ว นั่นคือการปฏิบัติธรรมตามแนว “อนุสสติ 10” นั่นเอง (อนุสสติ 10 ก็เหมือนกัน ต้องศึกษาธรรมะสองหมวดนี้แล้วจะเข้าใจเบื้องหลังของการสวดมนต์โดยพร้อมเพรียงกันของคนหมู่มากได้ดียิ่งขึ้น)

    คำอธิบายที่ผ่านมาน่าจะเพียงพอต่อข้อแรก

    ข้อที่สองก็รวมอยู่ในนั้นด้วย คือ แม้จะไม่เข้าใจว่ากำลังสวดอะไรอยู่ แต่ก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำดี เมื่อคิดดี และกำลังทำดีด้วยการสวดมนต์ จึงเป็นการเจริญธรรมข้อใดข้อหนึ่งในหมวดอนุสสติ เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เป็นทั้งการแก้ปัญหาจิตที่อาจจะวุ่นอยู่กับเรื่องไร้สาระ ให้กลับมาอยู่กับบทสวดซึ่งแม้ผู้สวดไม่รู้ความหมายแต่รู้ว่าสิ่งที่กำลังสวดอยู่นั้นเป็น “เรื่องดี” (ตรงนี้จะเห็นว่า ไม่ว่าพุทธ คริสต์ หรืออิสลาม ฯลฯ หากสวดมนต์เพื่อระลึกถึงคนดี เรื่องดี นั่นคือกิริยาที่เป็นเหตุให้ความดีเกิดขึ้นกับตัวเองทั้งสิ้น ซึ่งเราจะ “สมมุติชื่อ” ขึ้นมาเรียกสภาวะดังกล่าวนี้ว่าอะไรก็เชิญเลย ตามสบาย)

    ธรรมอีกหมวดที่ควรศึกษาให้แน่นอนในใจ คือ “บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ” เพราะถ้าเข้าใจ “10 แนวทางที่จะทำให้บุญเกิด” นี้แล้ว จะทำให้เข้าใจเรื่องการทำบุญและการสวดมนต์มากขึ้น จะได้ไม่เน้นไปที่เรื่อง “ทาน” คือ “การให้” ว่านั่นคือ “การทำบุญ” เพียงอย่างเดียว

    แน่นอนว่าการสวดมนต์นั้นเราต้องตั้งนะโม, นะโม แปลว่า นอบน้อม แต่ที่จริงนั้นมุ่งเอากิริยาที่เป็นคนประพฤติตนอ่อนน้อมซึ่งเป็นบุญ การแสดงธรรม คือท่องบ่นสาธยายมนต์ให้คนอื่นได้ยินแล้วเกิดความสบายใจก็เป็นบุญ การมีความเห็นว่าตัวเองกำลังทำดีอยู่ก็เป็นบุญ ฯลฯ

    บุญ คือ อะไร?

    หากว่าตามสำนวนของท่านเจ้าคุณอาจารย์ คือ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) แล้ว…

    “บุญคือเครื่องชำระจิตใจให้สะอาด”

    การสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมาย รู้เพียงว่าตัวเองกำลังทำดี ก็เป็นบุญในตัวของมัน คือเป็นเครื่องชำระความคิดที่ไม่ดี หรือว่าความฟุ้งซ่านวุ่นวายทั้งหลายออกจากใจ

    ข้อที่สามก็รวมๆ อยู่ในนี้แล้วล่ะครับ คือ หากสวดมนต์แบบรู้ที่มาที่ไปบ้างแล้ว ก็จะเกิดปัญญาในการขบคิดใคร่ครวญ คือจะเกิดธัมมวิจยะมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการน้อมจิตใคร่ครวญของผู้สวดเป็นรายๆ ไป (เห็นไหมครับ แค่เศษเล็กๆ มุมนี้ก็จะเห็นองค์แห่งธรรมที่ว่า “ปัจจัตตัง” แล้ว คือ ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นไป เป็นสภาวะธรรมของใครของท่าน ใครจะสวดมนต์แล้วสงบ หรือใครจะสวดมนต์แล้วฟุ้งซ่าน ปัจจัตตังภายในใจก็จะประกาศให้ตนเองรู้อยู่นั่นแหละ) ต่อให้เป็นมหาเปรียญเก้าประโยคที่รู้ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทยดีแล้ว แต่ถ้าสวดมนต์แบบผ่านๆ สวดแบบท่องจำให้ได้เฉยๆ ก็อาจจะสู้ยายแก่บ้านนอกที่สวดบทพุทธคุณได้เพียงแค่ประโยค “พุท-โธ” ที่แปลว่า “ผู้รู้, ผู้ตื่น, ผู้เบิกบาน” ไม่ได้ (ผมมั่นใจว่าเป็นไปได้เพราะเคยเห็นมาแล้วล่ะครับ คือมีคุณยายบางท่านที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อของตัวเองซึ่งตัวโตเท่าหม้อแกง สวดมนต์ได้บ้างนิดหน่อย ทว่าประพฤติตนตามหลักธรรมเป๊ะ ต่างจากพี่ทิดมหาเปรียญหลายประโยคที่สึกออกมาเป็นขี้เมาหยำเป สงสัยพี่มหาคงจะจำไม่ได้กระมังว่าศีลห้ามีอะไรบ้าง)

    ประเด็นที่สี่ก็ไม่หนีไปจากนี้หรอกครับ คือว่า การสวดมนต์ของผู้ที่เข้าใจอรรถธรรมดีแล้วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ในบทสวดมนต์แล้วนั้น – รู้แค่ไหน?

    การสวดมนต์ได้ตามตัวอักษรต่างจากการสวดมนต์ของท่านผู้เข้าถึงธรรมที่แท้จริงมากเลยนะครับ เช่นว่าประโยคง่ายๆ คือ “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ” ผมว่า เด็กน้อยที่ไหนก็สวดได้ ใครๆ ก็สวดเป็น นักธรรม นักบาลีทั้งหลายที่ศึกษาเล่าเรียนมาก็สวดได้ ซ้ำแปลได้เสียด้วยซ้ำไปว่ามีความหมายว่าอย่างไรบ้าง แต่ถามว่าเข้าถึงและซึ้งในบทสวดนี้แค่ไหน โอ้ อันนี้เป็นเรื่องปัจจัตตังของแต่ละบุคคลไปอีกแล้ว

    ผมเคยอ่านธรรมะของหลวงพ่อสุเมโธ เจ้าอาวาสวัดอมราวดี กรุงลอนดอน ท่านเล่าว่า หลายสิบปีที่ท่านสวดมนต์สั้นๆ ว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ” บทนี้มา ทว่าความรู้สึกภายในใจของท่านที่มีต่อบทสวดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่เหมือนเดิมเลย ตอนแรกก็มีความรู้แค่ว่า ตนเองได้มาบวชเป็นพระสงฆ์สายเถรวาทในประเทศไทยแล้ว ก็ต้องนับถือเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ทั้งหลายเป็นที่พึ่ง แต่พอได้ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้นนานหลายปี ความรู้สึกที่มีต่อบทสวดนี้กลับค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็นว่า…

    “พระพุทธะ” คือ “ผู้รู้” นั้น “ใครคือผู้รู้?”

    คำตอบที่ได้จากการฝึกสติตามดูตามรู้จิตของตัวเองก็ตอบว่า “จิตคือผู้รู้”

    เช่นนั้น ถ้าคนเราไม่รู้อยู่กับผู้รู้ ก็ไม่รู้จะเอาผู้รู้ไปรู้อยู่กับอะไร เพราะรู้อะไรๆ ก็ไม่เที่ยงทั้งหมด เมื่อไม่เที่ยงก็เอามาเป็นที่พึ่งไม่ได้ เมื่อพึ่งไม่ได้ก็ไม่ปลอดภัย แต่พอมาพึ่งอยู่กับตัวรู้ คือมาอยู่กับการรู้จิตอย่างเดียว จะรู้สึกแน่นอน มั่นคง ตั้งมั่น และปลอดภัย

    เห็นไหมครับ ความเข้าใจของผู้สวดจึงว่าต่างกันไปตามสภาวะปัจจัตตังของแต่ละคน แม้ผมเองซึ่งเคยสวด “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ” มาไม่รู้กี่พันครั้งแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ คือยังเข้าไม่ถึงสภาวะตามความหมายของบทสวดนี้แบบที่หลวงพ่อสุเมโธท่านเข้าถึงเลย

    .

    .

    พอล่ะเนาะครับเนาะ หลวงปู่พุธ ฐานิโย ท่านเคยบอกว่า “พูดมากก็ผิดมาก พูดน้อยก็ผิดน้อย ไม่พูดไม่ผิด” สำมะหาอะไรกับผมที่โม้จนน้ำลายแตกฟองยังงี้ ผิดน้ำลายบานเลยกระมังนั่น ท่านหนุ่มฯอ่านพิเคราะห์หน่อยละกันนะครับ

    ^_^

  6. ง่ะ โพสไม่ขึ้นซะงั้น -*-

    ขอบคุณค่ะท่านเลขาฯ
    อ่านเพลินแล้วได้ความรู้ด้วยนะคะ

    ส่วนข้าวต้มกินไปเมื่อเช้าแต่ไม่มีผักกาดดองกับกุ้งแห้งลวกค่ะ

    เรียนท่านประธาน
    เมื่อคืนได้มาม่าช่วยชีวิตไปหนึ่งซอง
    วันนี้เลิกงานปุ๊บกินข้าวเลยค่ะ หิวมาก หมดแรง

    สุขสันต์วันอังคารค่ะ ^__^

  7. เป็นความต่อเนื่องจากกระทู้ “การสวดมนต์” เมื่อวานน่ะขะรับ จึงเก็บคำถามกับคำตอบมาให้อ่านต่อไป

  8. ถาม : ป้าขอแอบอ่านก่อนคนถาม (ท่านหนุ่มช่างฯ) ละกัน และขอถามต่ออีกหน่อยว่า การสวดแบบไสยศาสตร์ ทางพุทธศาสนามีแง่มุมอธิบายไว้อย่างไร

    คือถามแบบคนไม่รู้เรื่องทางธรรม ไม่เคยอ่านหนังสือธรรมะและเข้าวัดปีละหนเลยว่างั้นเหอะ แต่สงสัยเหลือเกินว่า บทสวดที่คนเขาฮิตๆ กัน ว่าสวดแล้วจะโชคดี ร่ำรวย สอบติดอะไรทำนองนั้น แท้จริงมันเป็นอย่างไร มันเป็นกุศโลบายทางพุทธหรือเปล่า หรือแค่ความงมงาย หรือ…

    รบกวนอีกครั้งนะท่านพี่สิญจน์

    .

    .

    .

    ตอบ : ป้าโคฯ ขะรับ

    เรื่องการสวดมนต์แบบไสยศาสตร์นั้น ทางพระพุทธศาสนาไม่มีอธิบายไว้หรอกขะรับ ทว่าผมอ่านหนังสือธรรมะของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) กับฟังเทศน์ของหลวงปู่พุธ ฐานิโย และพ่อแม่ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายวัดป่าอีกหลายองค์ แล้วมาวิเคราะห์สรุปเอาเองว่า หากเป็นการสวดมนต์ตามแบบพุทธศาสนาแท้ต้องสวดเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในธรรมะ ไม่ใช่สวดเพื่อให้เกิดความขลังศักดิ์สิทธิ์ที่นิยมสวดกันแต่อย่างใด

    การสวดมนต์เพื่อให้โชคดี ร่ำรวย สอบติด ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ล้วนคือไสยศาสตร์ทั้งนั้นแหละครับ กระนั้น ก็อิงแอบอยู่กับพุทธศาสตร์ด้วยเหมือนกัน

    ไยผมถึงว่าเช่นนั้น?

    เพราะว่า ถ้าตั้งใจสวดมนต์จริงๆ ใจอยู่กับบทสวดมนต์ อยู่กับคุณงามความดีจริงๆ ชีวิตของผู้สวดจะเจริญขึ้นอย่างแน่นอนล่ะครับ เพราะการสวดมนต์จะเอื้อให้เกิดกำลังใจ เกิดสติ เกิดสมาธิ ในการทำมาหากินและการศึกษาเล่าเรียน หรืออย่างน้อยก็จะไม่ตกต่ำไปในทางแห่งความเสื่อม

    อาการที่ผู้สวดระลึกถึงบทสวดมนต์ก็ดี ระลึกถึงคุณพระคุณเจ้าก็ดี แล้วเกิดความละอายไม่ทำชั่วทางกาย วาจา และใจนั้น เราจะเรียกความประพฤติแบบนี้ว่าเป็นความประพฤติตามหลักศีลธรรมก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าทำได้แบบนี้จริงๆ โภคทรัพย์เอย ความสุขเอย และสุคติเอย (สุคติ แปลว่า “ไม่ว่าจะไปในที่ไหนๆ ก็จะอยู่ดีมีความสุข” ไม่ใช่แปลว่าหลังจากตายไปแล้วจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีดอกนะครับ หรือจะรวมภพภูมิภายหน้าไปด้วยก็ได้ เพราะถ้าไปเกิดใหม่ก็จะเกิดในที่ดีๆ อยู่ดีนั่นเอง คำว่า “สู่สุคติ” นี้ก็ตีความได้กว้างไกลมาก) จะเกิดตามมาอย่างแน่นอน เพราะคุณธรรมที่ประพฤตินั้นเป็นพ่อเป็นแม่คือเป็นเหตุเอื้อให้สิ่งเหล่านี้เกิด (จะสังเกตเห็นว่า เวลาพระท่านสรุปศีลห้าน่ะครับ ท่านจะบอกว่า “สีเลสุคติงยันติ สีเลนโภคะสัมปทา สีเลนะนิพพุติงยันติ ตัสมา สีลัง วิโส ธเย” ซึ่งถ้าเป็นคนดีตามหลักศีลธรรมจริงๆ คุณสมบัติเหล่านั้นจะเกิดขึ้นในชีวิตเองโดยอัตโนมัติ)

    นี้เป็นการสวดมนต์ สวดศีลตามหลักพุทธศาสตร์

    คราวนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม จะหัวล้านหรือหัวดำ จะห่มผ้าเหลืองหรือจะนุ่งผ้าลายก็ตามเถิด ถ้ามานั่งสวดมนต์นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็เอะอะมะเทิ่งขึ้นว่า “รวยๆๆๆๆๆๆๆๆ เฮงๆๆๆๆๆๆๆๆ” เหล่านี้ โดยที่หลักความประพฤติยังขัดกับหลักศีลธรรมแล้ว นั่นเป็นการสวดมนต์ตามหลักไสยศาสตร์ทั้งสิ้น

    ผมถึงได้บอกว่า การที่คนกลุ่มหนึ่งนั่งสวดมนต์อยู่ด้วยกันนั้น เป็นได้ทั้งพุทธศาสตร์และไสยศาสตร์ไงล่ะครับ ซึ่งต้องแยกเป็นรายบุคคลไป เพราะถ้าใครสวดเพื่อให้เกิดสติ เกิดสมาธิ กลับมาตื่นรู้อยู่กับตัวเอง นั่นเป็นพุทธศาสตร์ แต่ถ้าใครสวดเพื่อหวังผลให้ได้เงินได้ทอง ให้สอบได้ ให้ถูกหวยรวยเบอร์ นั่นเป็นไสยศาสตร์ คงต้องถามผู้สวดแต่ละท่านล่ะครับว่า “ขณะจิต” ในการสวดนั้น น้อมไปทางไหน

    .
    .

    ขอขยายความคำว่า “ไสยศาสตร์” เพื่อให้เกิดความกระจ่างใจสักนิดนะครับ

    หลวงปู่พุธ ฐานิโย ท่านเทศน์ว่า “ไสยศาสตร์คือสิ่งกลางๆ ไม่ดีและไม่ชั่ว”

    ว่าไปแล้วไสยศาสตร์คือเครื่องมือชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะใช้ไปในทางดีหรือทางชั่ว ใช้สร้างสรรค์หรือทำลาย

    พระพุทธเจ้าเองก็ทรงใช้ไสยศาสตร์!

    ก็คราวเมื่อปราบโจรองคุลีมาลนั่นไงครับ พระองค์ทรงใช้กำลังทางใจอันแน่วแน่มั่นคงในการเดิน ทรงเดินทอดน่องธรรมดา ง่ายๆ สบายๆ นี่แหละ แต่โจรองคุลีมาลซึ่งแข็งแรงมีพละกำลังมากวิ่งตามจนลิ้นห้อยก็ตามไม่ทัน วิ่งไล่จนกระทั่งเหนื่อยจึงยอมแพ้ พุทธองค์จึงทรงเลิกใช้ไสยศาสตร์ กลับมาใช้พุทธศาสตร์เสกวิชาความรู้เข้าหูจนซึมสู่หัวองคุลีมาล กระทั่งขอบวชเป็นพระสงฆ์และได้ทุ่มเททำความเพียร (มากๆๆๆๆ กว่าพระรูปอื่นๆ เพราะกรรมฆ่าคนนั้นแรงมาก) จนบรรลุธรรมในท้ายที่สุด

    เท่าที่จำได้อีกคราวหนึ่งก็เมื่อท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่น้อมบาตรท่านละใบเข้ามาถวาย พระพุทธองค์ก็ทรงรับไว้ทั้งสี่ใบ แต่เพื่อให้ทุกท่านได้รับอานิสงส์เท่ากัน จึงทรงกล่าวสัจจะวาจาให้บาตรทั้งสี่ใบรวมเข้าเป็นใบเดียว (ต่อมาได้กลายเป็นคาถาต่อกระดูกของหมออาคมสมัยก่อน ซึ่งขอยืนยันในที่นี้ว่าทำได้จริง แต่ต้องเป็นหมออาคมที่มีสมาธิแน่วแน่โน่นหรอกครับ ใช่ว่าใครจะมาท่องบาทพระคาถาบทนี้แล้วก็จะต่อกระดูกได้หมดซะเมื่อไหร่) ดังนี้จะเห็นว่า ไสยศาสตร์คือเครื่องมือชนิดหนึ่งนั่นเอง

    .
    .

    พูดถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว หลายท่านในที่นี้อาจจะสงสัยว่า “ไสยศาสตร์มีจริงหรือ?”

    พระพรหมคุณาภรณ์ (วุ้ย! เดือดร้อนท่านเจ้าคุณอาจารย์อีกแล้ว) ให้แง่คิดที่คมคายมากๆ เอาไว้ว่า หากอยากจะพิสูจน์อะไรก็ให้รู้จักใช้เครื่องมือในการพิสูจน์ให้ถูกตรง

    ถามว่าเราใช้อะไรในการพิสูจน์กลิ่น? แน่นอน ละอ่อนที่ไหนก็รู้ว่าต้องใช้จมูก

    พิสูจน์เสียงล่ะ? หูล่ะสิเนาะ

    รูป – ตา

    กาย – ผัสสะ

    รส – ลิ้น

    มันจะมายุ่งหน่อยก็ประการสุดท้ายนี่แหละ! คือเรื่องราวหรือประสบการณ์บางอย่างต้องใช้ใจในการพิสูจน์!

    ฉะนั้น การพิสูจน์เรื่องไสยศาสตร์ หรือจะว่าไปแล้วควรจะบอกว่า “พิสูจน์อำนาจและการสัมผัสรู้ทางจิต” (รวมถึงเรื่องความรัก ความชัง ความโกรธ ความเกลียด สรุปคือธรรมารมณ์ทั้งหลายนั่นแหละ ต้องใช้ใจในการพิสูจน์นะครับ) ต้องใช้จิตในการรับรู้ รับทราบ อย่างบางคนที่เคยเห็นผี เห็นวิญญาณ แม้จะอธิบายให้คนอื่นฟังว่าเห็นอย่างนั้นหรือรับรู้มาอย่างนี้ คนอื่นอาจจะไม่เชื่อ พาลหาว่าเป็นเรื่องไร้สาระไปเสียก็ได้ ก็แน่นอนล่ะครับ เพราะใจใครก็จิตคนนั้นที่ได้รับการพิสูจน์ทราบ หากคนที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรง ก็จะพาลเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ หรือไม่มีจริงไปเสีย ก็ธรรมดาล่ะเนาะครับเนาะ แม้กระทั่งผลไม้ลูกเดียวกันแท้ๆ แม้ตาจะมองเห็นรูปอยู่ทนโท่ คนที่ยังไม่ได้ชิมยังต้องถามคนที่ลองชิมแล้วให้วุ่นวายไปนี่นาว่า “หวานไหม?, เปรี้ยวหรือเปล่า?” จะกล่าวไปไยถึงสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง (แต่บางครั้งอาจจะมาทางเสียง และมีกลิ่นโชยมาก็ได้นะเออ ขอบอกๆ)

    เวลาผมอ่านเจอใครก็ตามที่พูดหรือเขียนว่า ยังไม่เชื่อหรอกว่าชาติหน้ามีจริงไหม เพราะยังไม่รับการพิสูจน์โดยวิทยาศาสตร์ … ปั๊ดโธ่ ทูนหัว ลองตายเล่นๆ ดูสิครับ แล้วจะรู้เองหรอกว่าจะได้ไปเกิดอีกจริงไหม หรือไม่งั้น ก็ฝึกจิตให้มีพลังสมาธิเพื่อเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ให้ได้สิ ลงถ้าทำจิตให้มีกำลังได้มากๆ จริงๆ กะอีแค่การจะน้อมจิตไปรู้เรื่องภพชาตินี่น่ะ จะกลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปทันที (แฮ่ๆ ผมเองก็ทำไม่ได้หรอกครับ แต่เคยเห็นทั้งเคยกราบท่านผู้ที่ทำได้มาแล้วจริงๆ จึงอวดฉลาดโม้ไปตามหลักการเท่านั้นเองแหละ) เพราะเรื่องเหล่านี้พิสูจน์ด้วยเสียง (ฟังคนอื่นมา) ไม่ได้หรอกครับ ไม่หายสงสัยแน่นอน เพราะเจ้าความสงสัยนั้นคือจิตไม่ใช่หู ฉะนั้นจึงต้องให้จิตนั่นแหละเข้าไปรู้เอง เห็นเอง คือเข้าไปมีประสบการณ์ตรงแล้วจิตจึงจะเชื่อ

    เรื่องทุกเรื่องมันมีเครื่องมือให้พิสูจน์ทราบทั้งสิ้น ใช่ว่าอยากจะรู้แต่ไม่ลงมือพิสูจน์ แล้วก็มาตะแบงอ้างว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ ยกหลักการโน้น อ้างทฤษฎีนี้ไปเรื่อย แล้วจะหมดความสงสัยได้ยังไงล่ะเนาะครับเนาะ

  9. ถาม : อ้ายสิญจน์จ๋า สายลมมีเรื่องอยากเรียนถามบ้างจ้ะ

    เรื่องมีอยู่ว่า สายลมพักอพาร์ตเมนต์ ซึ่งแน่นอนว่ามีห้องเรียงรายกันหลายห้องผู้อยู่อาศัยก็มากหน้าหลายตา เมื่อไม่นานมานี้ (ราวสองสามเดือนที่แล้ว) ห้องฝั่งตรงข้ามเยื้องกับห้องของสายลมนิดเดียวมีผู้มาพักใหม่ ห้องนี้ถ้ามีคนอยู่เขาจะชอบเปิดประตูไว้นิดๆ ปกติสายลมต้องเดินผ่านทุกวันอยู่แล้ว วันหนึ่งตอนเดินผ่านเผลอมองเข้าไปภายใน เห็นบนตู้เสื้อผ้าของเขาวางพระพุทธรูปสีดำไว้องค์หนึ่ง (ตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูป) เห็นแวบแรกก็รู้สึกตกใจต้องรีบหันสายตากลับ แล้วก็นึกแปลกใจว่าทำไมเขาหันหน้าพระพุทธรูปไปทางทิศตะวันตก (ตามที่เคยรู้มาไม่มีใครเขาหันหน้าพระไปทางฝั่งนั้น)

    ต่อมาอีกหลายครั้งที่เดินผ่านห้องนั้น ถ้ามองลอดช่องประตูไปเมื่อไหร่จะเห็นพระพุทธรูปสีดำองค์นั้นเป็นอย่างแรกทุกที และก็ต้องรีบหันสายตาออกมาทันทีเช่นกัน

    จนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อนร่วมห้องของสายลมกลับต่างจังหวัด พี่สาวจึงมานอนเป็นเพื่อน เธอจะเข้ามาประมาณห้าทุ่ม ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าห้องนั้นพี่สาวจะบอกว่ารู้สึกขนลุกทุกที จนเมื่อคืนนี้ตอนพี่สาวเข้ามาห้องนั้นเขาเปิดประตูไว้ เธอจึงมองเข้าไปภายในและเห็นสิ่งที่สายลมเคยเห็น พอเข้าห้องมาเธอก็บอกกับสายลมว่า รู้แล้วทำไมเดินผ่านห้องนั้นถึงได้ขนลุก เขาเลี้ยงกุมารทองไว้

    เป็นอันว่าเมื่อคืนนี้สายลมนอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ถ้าไม่รู้เราก็ไม่คิดอะไร แต่พอรู้แล้วมันพานแต่จะคิด พอคิดแล้วชักกลัวๆ จึงอยากเรียนถามอ้ายสิญจน์

    1. ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับกุมารทอง ไม่ทราบอ้ายสิญจน์พอให้ความรู้ได้บ้างหรือเปล่าเจ้าคะ?

    2. เขาจะอยู่ส่วนของเรา และเราก็อยู่ส่วนของเราใช่หรือไม่? (พี่สาวบอกมาแบบนี้)

    3. เขาจะไปเตร็ดเตร่เที่ยวชมห้องโน้นห้องนี้มั้ย หรือต้องให้เจ้าของห้องอนุญาตก่อนเขาถึงจะเข้าได้

    4. ถ้ากลางคืนได้ยินเสียงแปลกๆ ปฏิบัติตัวยังไงดีอ้าย? (หนูกัว)

    ขอบพระคุณล่วงหน้าเจ้าค่ะ

    .
    .

    .

    ตอบ : แม่นางสายลม

    กุมารทองหรือขะรับ โอ่…

    1. ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องกุมารทองนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันล่ะขะรับ แต่ถ้าจะให้ผมวิเคราะห์จากความเห็นส่วนตัว (อีกแล้วครับทั่น) แล้วล่ะก้อ พอได้ๆ เดี๋ยวจัดให้

    กุมารทองก็คือวิญญาณเด็ก ผมหมายถึงกุมารทองตนแรกนะครับ แต่กุมารทองตนอื่นๆ อาจจะเป็นวิญญาณพเนจรของผีตายโหงหรือเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาจากแหล่งไหนก็ได้ ว่าไปแล้วกุมารทองนี้ก็เหมือนคนใช้นั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าเจ้าหมอนี่ (นายนี่ หรืออาจจะเป็นนางนี่) ดันเป็นผู้รับใช้ที่ไม่มีตัวตน

    ทำไมต้องใช้สัญลักษณ์รูปเด็ก?

    เพราะว่าหมออาคม หรือผู้ที่เชี่ยวชาญไสยศาสตร์(ไสยดำ) จะต้องมีหลักยึด (อาจจะเป็นวัตถุรูปร่างใดก็ได้) มาหน่วงดวงวิญญาณเอาไว้ เป็นเสมือนเครื่องผูกให้ดวงวิญญาณนั้นๆ อยู่แถวๆ “หุ่น” ตัวนั้น เพื่อสะดวกในการพกพาหรือย้ายสถานที่ ครั้นจะปั้นเป็นตัวอื่นๆ ก็จะน่ากลัว ก็เลยเอารูปเด็กมาเป็นสัญลักษณ์แทน ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอบเขตความสามารถของดวงวิญญาณนั้นๆ ก็มีอยู่เหมือนกันนะครับ ใช่ว่าจะทำได้สารพัดเรื่อง อาจจะทำอะไรได้ภายในอาณาบริเวณของตนเองเท่านั้น เพราะพวกผีก็มีระบบระเบียบในการปกครองกันเหมือนๆ กะคนเรานี่แหละ (ว่าไปนั่น!…แหม พูดซะเหมือนผมเคยเป็นผีเลยเนาะครับ แต่จะว่าไปแล้วก็เคยเป็นมาซะเบื่อแล้วจริงๆ นั่นล่ะครับ เดี๋ยวอีกหน่อยก็ได้เป็นอีกนั่นแหละ แล้วจะหาเวลาว่างข้ามถิ่นไปเบิร์ดกะโหลกไอ้ผีตัวนั้นให้นะขะรับ)

    ธรรมดามากครับ คือหากดวงวิญญาณนั้นๆ ยังมีกรรมต้องเสวยอยู่ในภพภูมินั้นๆ ก็อยู่ๆ กันไป แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นเวลายาวนานอะไรหรอก เดี๋ยวก็ต้องแปรเปลี่ยนไปตามกฎอนิจจัง เหมือนคนเราที่อาจจะได้ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ หรือไม่งั้นก็ไอ้เจ้าคนที่เป็นเจ้าของเองนั่นแหละอาจจะแอบตายกลายไปเป็นพวกเดียวกันกะวิญญาณนั้นๆ แต่ก็ไม่แน่ว่าเมื่อไม่มีร่างกายนี้แล้วแล้วอาจจะไป “ที่ชอบๆ” ที่อื่นก็เป็นได้ หรือเจ้าดวงวิญญาณนั้นอาจจะแอบหนีไปอยู่ที่อื่นก่อนก็เป็นไปได้หมดทั้งสิ้น

    คนที่จะผูกวิญญาณได้นั้น ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะครับ ต้องเป็นคนที่มีอำนาจจิต (มิจฉาสมาธิ) พอตัวเลยทีเดียว ถึงจะเลี้ยงวิญญาณเป็นลูกกระจ๊อกได้

    พอมีพ่อหมอ (หรืออาจจะเป็นแม่หมอ) ผูกดวงวิญญาณเป็น มีอำนาจจิตสามารถหน่วงเอาดวงวิญญาณเร่ร่อนมารับใช้ได้ และเห็นหนทางทำมาหาเงิน ก็เลยยึดเป็นอาชีพไปซะเลย (มิจฉาอาชีวะ) จะว่าไปแล้วก็เหมือนบริษัทจัดหาเวรยามนั่นแหละขะรับ พอผูกผีได้แล้วก็ขายเป็นแรงงานราคาถูกๆ ให้ไปช่วยเฝ้าบ้าน ซึ่งอาจจะทำหน้าที่บ้าง หรืออาจจะอู้งานเอาแต่นอนก็ไม่มีปัญหา เพราะเจ้านายมองไม่เห็น แต่ที่แน่ๆ เจ้านายหน้าโง่จะต้องจ่ายเครื่องเซ่นเป็นค่าแรงอยู่เสมอ ห้ามขาดส่ง เดี๋ยวปั๊ดโกรธ!

    ว่าไปแล้วก็เหมือนระบบเลี้ยงจิ๊กโก๋ไว้เป็นพวกนั่นล่ะขะรับ พึ่งพาได้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ได้ทุกเรื่อง วานเฝ้าบ้านเฝ้าเรือนให้ช่วยไล่ไก่ไล่กาล่ะพอได้ หรือจิ๊กโก๋บางตนที่เซี้ยวหน่อย อาจจะไหว้วานให้ไปตีหัวหมาด่าแมวเล่นแถวๆ บ้านก็ได้เหมือนกัน แต่จะใช้ให้ไปทำร้ายนายบินลาเดน หรือเตะตูดนายโอบามาเล่นล่ะก้อ จิ๊กโก๋กระจอกพวกนี้ทำไม่ได้หรอกขะรับ

    การจะเลี้ยงจิ๊กโก๋กระจอกพวกนี้ก็ต้องเสียต้นทุนเหมือนกัน คือต้องคอยหาเครื่องเซ่นไปปรนเปรอพี่เค้า วันดีคืนดี หากทำไม่ดีหรือไม่ถูกใจ พี่เค้าอาจจะแว้งมาเตะก้นผู้เลี้ยงแทนก็ได้

    ถามว่าดีไหม?

    ก็ต้องถามคืนว่าการเลี้ยงจิ๊กโก๋กเฬวรากให้เป็นพวกนั่นดีไหม?

    ทว่า…ถ้าเป็นคนดีจริง มีศีลมีธรรม มีความประพฤติดีงามจริงๆ ไม่ต้องไปเลี้ยงวิญญาณกระจอกพวกนี้หรอกครับ เพราะวิญญาณดีๆ เขาก็อยากจะมาคบหากะคนดีๆ ที่มีคลื่นความถี่ตรงกัน เขาจะแอบสมัครใจมาอยู่ใกล้ๆ คนดีเองหรอก แต่ก็อยู่กันแบบตัวใครตัวมันนะขะรับ เพราะต่างคน ต่างตน ล้วนมีหน้าที่ของตัวกันทั้งนั้น มีบ้างที่เขาอาจจะยื่นมือมาช่วยเหลือในฐานะเพื่อนบ้าน แต่ก็ช่วยได้ไม่มากสักกี่มากน้อยหรอก จะเข้าข่ายลักษณะเหมือนมีเพื่อนบ้านดีนั่นแหละ

    สำมะคัญนักก็คือวิญญาณในตัวจะกลัววิญญาณที่ไม่มีตนกันนี่แหละ ทั้งๆ ที่จริงแล้ววิญญาณนั้นก็คือคนเรานี่แหละขะรับ เพียงแต่เป็นคนที่ไม่ร่างกายเท่านั้น โลกของผีนั้น เท่าที่ฟังครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟังมา (ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริง ขอท่านโปรดอ่านด้วยความพิจารณาด้วยนะขะรับ) ท่านว่าก็เหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ อยู่ๆ กันไปตามบุญตามกรรม มีระบบปกครองกันตามระดับบุญบารมี สิ้นเวรตรงนี้ก็ไปเกิดตรงนั้น ย้ายออกจากบริษัทจำกัดมนุษย์ก็อาจจะเลื่อนขั้นขึ้นไปสู่ “ที่อยู่” (ภพภูมิ) ที่ดีขึ้น หรืออาจจะถูกปลด ลดตำแหน่งลงไปเป็น “พนักงานทำความสะอาด” เช่น ปลาเทศบาล เป็นต้น ตามความเหมาะสมของความประพฤติที่ถูกธรรมชาติจับได้ว่าเคยโหดเหี้-ยม ฉ้อโกง ปลิ้นปล้อน ตลบแตลงมาก่อน ก็เท่านี้แลขะรับ

    .

    .

    2. เขาจะอยู่ส่วนเขาและเราจะอยู่ส่วนเราใช่ไหม?

    ท่านเจ้าคุณอาจารย์ (อีกแล้วครับทั่น) เคยเทศน์ให้พระใหม่ฟังว่า เสือร้ายมักจะอยู่ในป่า งูพิษก็มักจะซุ่มอยู่ตามพงหญ้า หากเราไม่เดินเข้าป่า หากเราไม่ลุยเข้าไปในพงหญ้า โอกาสที่สัตว์เหล่านี้จะทำอันตรายเราก็น้อยมาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเอาเสียเลย เพราะบางหนบางที งูอาจจะเลื้อยขึ้นบ้านคนได้

    วิญญาณจิ๊กโก๋กระจอกพวกนี้ก็เหมือนกันล่ะขะรับ ถ้าเราไม่ไปยุ่งกะเขา ก็มีโอกาสน้อยมากที่เขาจะมายุ่งกะเรา แต่ก็ไม่แน่เสมอไป บางทีเจ้าพวกนั้นอาจจะมายุ่งกับเราโดยไม่ได้รับเชิญก็ได้ ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมก็เช่นว่า ในสังคมคนเป็นๆ ทุกวันนี้ วิญญาณร้ายๆ ที่สิงอยู่ในร่างมนุษย์ตัวเป็นๆ ก็มีเยอะ และไอ้เจ้าพวกนี้ก็พร้อมที่จะสร้างปัญหา เช่น ฉกชิงวิ่งราวทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้เสมอหากเจ้าทรัพย์เผลอ การรู้จักระวังรักษาตัวเองจะช่วยให้เรารักษาชีวิตและทรัพย์สินได้ เช่นกัน การสร้างภูมิคุ้มกันดวงจิตด้วยการทำความดีอยู่เรื่อยๆ รวมถึงหมั่นสวดมนต์ ทำสติให้อยู่กับเนื้อกับตัว รัศมีความดีที่ยึดมั่นในกุศลกรรมจะช่วยผลักดันสิ่งชั่วร้ายออกไปจากชีวิตได้เหมือนกัน

    อีกแง่ที่อยากจะฝากเอาไว้คือ หากย่านนั้นเป็นถิ่นอันธพาล การย้ายตัวเองออกไป อาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เพราะหากขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีของเน่าเหม็น แม้เราไม่ไปยุ่งด้วยแต่ก็อดที่จะได้กลิ่นเหม็นนั้นไม่ได้

    .

    .

    3. เขาจะไปเตร็ดเตร่เที่ยวห้องโน้นห้องนี้ไหม?

    เหมือนที่บอกในข้อที่หนึ่ง ว่าพวกจิ๊กโก๋กเฬวรากพวกนี้อาจจะไปเกกะระรานห้องข้างๆ ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะมีอำนาจในการเกเรไปแค่ไหน ยกตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ง่ายๆ ก็เหมือนเด็กนักเรียนช่างกลทั้งหลายนั่นแหละขะรับ ถ้าเป็นเขตแถวๆ โรงเรียนของตนล่ะก็ซ่าได้ แต่จะให้ข้ามถิ่นไปเก๋าที่อื่น พวกนี้มักจะไม่ค่อยกล้าซ่าเท่าใดนัก โดยเฉพาะสถานที่ดีๆ เช่นวัดวาอาราม หรือสถานที่ควรเคารพ เด็กเกเรพวกนี้ก็จะไม่ค่อยซ่ากันหรอก เพราะลึกๆ ในสันดานของจิตทุกดวง จะรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควรอยู่เหมือนกัน แต่อำนาจสติที่จะใช้ยับยั้งตัวเองอาจจะมีไม่พอ การทำห้องของเราให้เป็นเขตแดนที่ดี พวกนี้จึงมักจะไม่ค่อยอยากจะมายุ่งด้วย

    .

    .

    4. ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ จะทำยังไงดี?

    ดูเลย!

    ลุกขึ้นมาดูเลย!

    มีคนบอกว่าต้องเป็นคนมีบุญถึงจะได้เห็นผี ไม่แน่ว่าแม่นางอาจจะเป็นคนมีบุญกะเขาก็ได้นาเนี่ย

    อีกอย่าง จะมั่นใจได้จะไดว่าเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ นั้นไม่ใช่เสียงขโมยดอดมาเข้าห้อง มัวแต่กลัวผีอยู่นั่น ระวังเถอะ เผลอๆ ห้องจะถูกยกเค้าโดยที่เจ้าของห้องยังนอนขดตัวสั่นเทาๆ เอาได้นา – บอกไม่เชื่อ!

    .

    ไม่ง่ายหรอกที่จะจัดการกับความกลัวที่เกิดขึ้นแม่นางเอ๋ย ต้องฝึกสติมากๆ ถึงจะช่วยได้บ้าง ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนเคล็ดลับมาว่า ความกลัวที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะกลัวอะไรก็ตามนั้น เป็นเพราะเราขาดสติ ส่งจิตออกไปถึงเรื่องนั้นๆ นั่นเอง ถ้าหมั่นฝึกสติ คือหมั่นน้อมกลับมารู้กายรู้ใจของตนเองอยู่เรื่อยๆ ความกลัวถึงจะค่อยๆ ลดน้อยลง

    ลองฝึกสติดูเด้อ จิตใจจะได้ไม่เตลิดไปกับความกลัวเกินไป

    พูดก็พูดเถอะ! กระผมเองที่เคยคิดจะฆ่าความกลัวด้วยการไปนั่งไปนอนข้างกองฟอนเผาผีในป่าช้ามาตั้งหลายสิบหนแล้วก็ยังกลัวผีอยู่เลย หุหุหุ เอ๊า ก็มันน่ากลัวจริงๆ นี่นาเนอะ – เรื่องจริง, ไม่ได้โม้!

    .

    ^_^

  10. สวัสดีวันพุธค่ะ

    ว้าวววว มีภาคต่อด้วยอ่ะ ขอบคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ

    ข้าพเจ้าอ่านจบตั้งแต่เช้ามืดแล้ว อ่านไปอ่านมากลัวผี อ้าว 555555

    สุขสันต์ัวันนี้ ^__^

  11. สวัสดีค่ะ

    ว่าฟังคุณลุงคุยกะคุณป้าโค ก็หวาด ๆ แล้วนะคะ
    มาฟังคุณลุงคุยกะคุณน้อง (สายลมจอย) ทำเอาใจตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เลยค่ะ
    ทั้งนี้ขอขอบคุณคุณลุง เอ้ย ! คุณพี่หนานสิญจน์มาก ที่กรุณานั่งหลังขดหลังแข็ง อดตาหลับขับตานอนเขียนเล่าเรื่องนี้ให้อ่านกัน

    .
    .

    และสุดท้าย ท้ายสุดนี้
    ดีใจจังค่ะ ที่มีท่านรอง ฯ Z กลัวผีเป็นเพื่อน

    55555+

    สุขสันต์วันงานตรึมค่ะ😀

  12. สวัสดีบ่ายๆ วันพฤหัสบดีค่ะ

    เรียนท่านประธานที่เคารพ
    ช่วงนี้ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่องผีบ่อยอ่ะ (ตั้งแต่คุณยายเสีย)
    อาการเลยกำเริบซะงั้น -*-

    สุขสันต์วันนี้ค่ะ ^__^

  13. โห…ฝอยทองเนี่ยเป็นของโปรดของเราเลยนะ กะเม็ดขนุน ชอบมาก ๆ พอแก่แล้วกินน้อยลง ๆ น่ะ

  14. สวัสดียามดึกค่ะ

    เรียน .. ท่านรอง ฯ Z ที่เคารพ อ๊บ อ๊บ

    อาการกลัวผีกำเริบน่ะแก้ไม่ยากหรอกนะคะ แค่หาที่พักพิงทางใจ ให้ใจอยู่เป็นที่เป็นทางเสียหน่อยก็จัดการได้แล้วค่ะ เพราะผีเค้าไม่ยุ่งกะคนที่จิตใจหนักแน่นอยู่แล้ว

    แต่ที่พูดมาทั้งหมด ข้าพเจ้า “เดา” ค่ะ มั่วร้อยเปอร์เซ็นต์
    โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อฟัง

    .
    .

    สวัสดีอีกครั้งค่ะคุณนุ่น

    วาว .. ชอบเหมือนกันเลย
    คนสวย ๆ เค้าชอบกินของอย่างนี้นี่เองนะคะ

    มิน่าล่ะ .. มิน่า ..

    55555+

    .
    .

    อ้อ .. ขออนุญาตแนะนำเพื่อน ๆ ให้รู้จักนะคะคุณนุ่น

    คุณ Z2you : ข้างบน

    เธอเป็นหญิงสาวหัวใจสีชมพูค่ะ น่ารักและอ่อนหวานมาก (บ้า) ทำงานเป็นชีวิตจิตใจ ฝักใฝ่การเล่นกล้อง ชอบมองไปเรื่อยเวลาขับรถ (เคยชนกลางสี่แยกหนหนึ่ง) และมักมีประโยคคม ๆ ซึ้ง ๆ มาให้เราประหลาดใจเล่นอยู่เสมอ

    .
    .

    คุณ สิญจน์ สวรรค์เสก : ข้างบนอีกหน่อย

    เขาเป็นผู้ชายอบอุ่น และโรแมนติกม๊าก มาก รักสัตว์ เอ็นดูเด็ก โดยเฉพาะเด็กสาว ขาว ๆ ใส ๆ ชอบการอ่าน – เขียนเป็นชีวิตจิตใจ ฝักใฝ่ธรรมะ เรื่องพระเรื่องเจ้าเขาผู้นี้นับว่าเป็นรอบรู้ เป็นกูรูในการเขียนนิทานก่อนตื่น (ที่ยังไม่มีวี่แววจะจบ) ฯลฯ

    .
    .

    อ่า ..

    หากแต่ละท่านอยากแนะนำตัวเองก็เชิญตามลำบากนะคะ
    ดึก ๆ อย่างนี้ สมองกะสองมือของข้าพเจ้าทำงานไม่ค่อยสัมพันธ์กันเอาเสียเลย

    ขอลาไปเฝ้าพระอินทร์ก่อนนะคะ
    ฝันดีและราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    😀

  15. สวัสดีวันศุกร์ค่ะ

    ว้าวๆ มีเพื่อนใหม่ดีจังเลยค่ะ

    ข้าพเจ้าไม่รู้จะแนะนำตัวว่าอะไร ท่านประธานแนะนำไปหมดแล้ว
    เหลือแต่พิสูจน์ว่าเป็นจริงป่าวเท่านั้น 55555

    ยังไงก็ยินดีต้อนรับสู่เวปท่านประธานค่ะ คุณนุ่น
    แล้วก็ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ^__^

    สุขสันต์วันสุขค่ะ

  16. ที่จริง… “เอ็นดูเด็กสาวขาวๆ ใสๆ” นั่นน่ะ ไม่น่าบอกเค้าเล้ยยย – หม๊ด!

  17. สวัสดีคืนวันเสาร์ค่ะ

    รู้สึกอากาศจะเย็นลงนะเนี่ย

    รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

  18. สวัสดีสาย ๆ วันอาทิตย์ค่ะ

    อากาศลงจริง ๆ ท้องฟ้าดูขมุกขมัวอีกต่างหาก
    รักษาสุขภาพด้วยเช่นกันนะคะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s