“๖ รอบ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต)” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

January 9, 2010 at 3:34 am
.

.

.

ศุภมงคลสมัยที่จะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) นี้ กระผม นายสิญจน์ สวรรค์เสก ในฐานะผู้ขอสมัครเป็นศิษย์ทางตัวหนังสือของท่านเจ้าคุณอาจารย์ ใคร่ขอกราบอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลจักรวาล โปรดอำนวยพรแด่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ ให้ท่านมีพลานามัยแข็งแรง อายุมั่นขวัญยืน หยัดยงดุจโพธิ์ธรรมต้นใหญ่ ที่สะพรั่งลูกสุกแห่งศีล สมาธิ และปัญญา เป็นอาหารตาแลอาหารใจของพุทธศาสนิกชนและคนทั้งหลายตราบนานเท่านานด้วยเทอญ

.

.

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ เกล้ากระผมใคร่ขอกล่าวถึงหนังสือเล่มหนึ่งของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอาจารย์ ที่ปวงปราชญ์ทั้งหลายไม่ว่าไทยก็ดีหรือเทศก็ตาม ล้วนยกย่องว่าเป็นเพชรแท้เม็ดใหญ่ในบรรณพิภพวรรณศิลป์ เพื่อประดับไว้เป็นเกียรติประวัติของท่านเจ้าคุณอาจารย์ในสมาคมนักอ่าน ณ วินทร์บุ๊คคลับแห่งนี้อีกสักครั้ง

“พุทธธรรม” คือหนังสือเล่มดังกล่าว

หนังสือเล่มนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้รวบรวมเอาหมวดธรรมที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามารวมเอาไว้อย่างครบถ้วน จัดเป็น ๒ ภาค และมีทั้งหมด ๕ ตอน

.

ภาคที่ ๑ ชื่อว่า “มัชเฌนธรรม” แปลว่า “หลักความจริงที่เป็นกลางตามธรรมชาติ”

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้รวบรวมเอาหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงกล่าวถึงสภาพความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง โดยท่านได้แบ่งออกเป็น ๔ บท ชั้นแต่ชื่อของแต่ละบทก็ท้าทายสายตาให้พลิกอ่านความนัยเพื่อความกระจ่างใจของความเป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไปของชีวิตทุกรูปนาม

.

ตอนที่ ๑ ชื่อว่า “ชีวิตคืออะไร?”

เท่าที่กระผมได้เข้ามาอ่าน-เขียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ สมาคมแห่งนี้ จะผ่านตาคำถามที่สมาชิกหลายท่านถามท่านผู้เป็นเจ้าของสวนใบหญ้าอันอุดมปัญญาแห่งนี้อยู่บ่อยๆ ว่า “ชีวิตคืออะไร?” ซึ่งท่านก็จะหาวิธีเลี่ยงตอบไปตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในแต่ละวัน อันถือว่าเป็นเอกลักษณ์การตอบคำถามตามแบบฉบับเฉพาะตนของท่าน แต่ถ้าหากใครอยากจะค้นคว้าหาคำตอบตามแนวพระพุทธศาสนาบ้างแล้วไซร้ บทที่ ๑ ของหนังสือเล่มนี้จะให้คำตอบแก่ท่านอย่างกระจ่างแจ้งว่าชีวิตคืออะไร ประกอบขึ้นมาด้วยองค์อันใดบ้าง และมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันไปอย่างไรอีกด้วย

บทที่ ๒ ของหนังสือเล่มนี้จะไขปัญหาให้ผู้อ่านว่า ก็อะไรเล่าหนอที่เป็นเหยื่ออ่อยให้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายอ้อยอิ้งอยู่ในสังสารวัฏฏ์นี้มิรู้สิ้น เพราะในบทนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้นำหมวดธรรมที่เป็น “แดนรับรู้และเสพเสวยโลก” ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมาอธิบายตีแผ่ได้อย่างแจ่มแจ้งทุกแง่มุม ชี้ชัดถึงตัวสภาวะ ประเภทและระดับของความรู้ ทั้งจำแนกแยกแยะกิจกรรม พฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยว่า ความรู้ที่เป็นไปในแนวไหนคือความรู้ที่ถูกต้อง และการกระทำใดเล่าที่เป็นไปเพื่อความเปล่าประโยชน์

.

ตอนที่ ๒ ชื่อว่า “ชีวิตเป็นอย่างไร?”

ในตอนนี้มีบทเดียวคือบทที่ ๓ ซึ่งกล่าวถึง “ลักษณะความเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย” ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ มีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครองก็ตาม หลักธรรมในบทนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายทั้งมวลนั้น “เป็นเช่นนั้นเอง” ตามเงื่อนไขของธรรมชาติ ไม่มีใครหรือมีอำนาจใดไปบงการควบคุมสิ่งต่างๆ ทั้งหลายเหล่านั้นเลย

.

ตอนที่ ๓ ชื่อว่า “ชีวิตเป็นไปอย่างไร?”

บทที่ ๔ จะกล่าวถึงความเป็นปัจจัยต่อกันของสิ่งทั้งหลายว่า เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนั้นจึงมี ในบทนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จัดลำดับหมวดธรรมเอาไว้อย่างเป็นขั้นตอน ว่ากระบวนการทำงานของชีวิตนั้นเป็นแบบไหน อย่างไร อธิบายแจกแจงแยกแยะให้แจ่มแจ้งว่า ตัวเรา ตัวเขา นั้นเป็นอย่างไร คืออะไร การเกิดและการตายนั้น แท้แล้วคือสภาวะที่เป็นไปแบบไหน และอย่างไร

บทที่ ๕ จะทำหน้าที่ไขปัญหาว่าอันใดเล่าหนอคือความดีและความชั่ว ความดีความชั่วมีอยู่จริงหรือ บุญหน้าตาเป็นแบบไหนและบาปรูปร่างเป็นอย่างไร กุศลและอกุศลมีลักษณะอาการอย่างไร ไม่เพียงเท่านั้น ท่านเจ้าคุณอาจารย์ยังมอบเครื่องมือเอาไว้ให้วินิจฉัยว่าอันใดคือกรรมดีและกรรมชั่ว เนื่องจากปัจจุบันนี้สังคมพุทธในเมืองไทยค่อนจะเฟ้อเฝือไปกับหลักธรรมหมวด “กรรม” กันเหลือเกิน ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงชี้ชัดให้เห็นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดว่า สุขกับทุกข์ใครทำให้เรา? เชื่ออย่างไรผิดหลักกรรม? กรรมชำระล้างได้อย่างไร? เพียงแค่สามคำถามใหญ่ๆ ที่ท่านตั้งเอาไว้เป็นหัวข้อ พร้อมกับอธิบายคำตอบเอาไว้ให้เสร็จสรรพแล้วนั้น ย่อมทำให้ผู้อ่านเข้าใจหลักกรรมที่ถูกต้องได้เป็นอย่างดี

จบตอนที่ ๓

.

ตอนที่ ๔ ชื่อว่า “ชีวิตควรให้เป็นอย่างไร?”

บทที่ ๖ จะเป็นเข็มทิศชี้นำชีวิตว่า “อะไรหนอที่เป็นประโยชน์สูงสุดที่ควรจะได้จากชีวิตนี้?” แน่นอนว่าปัญหานี้ก็เป็นอีกคำถามยอดนิยมในเว็บบอร์ดแห่งนี้ ว่าคนเราควรใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่หนอจึงจะชื่อว่าเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่สูญเปล่าในแต่ละวัน หลักธรรมในบทนี้จะแสดงภาวะทางความประพฤติ หรือว่าหลักการดำเนินชีวิตให้ผู้ที่อยากจะเข้าถึงความมีชีวิตที่สมบูรณ์ตามขั้นภูมิของตนได้ทราบ

บทที่ ๗ “พระนิพพานมีจริงหรือ?” หากท่านใดมีคำถามนี้อยู่ในใจ ใคร่อยากจะให้อ่านบทที่ ๗ ของหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้อธิบายแยกแยะประเภท, ระดับ และผู้บรรลุนิพพานเอาไว้อย่างครบถ้วน

บทที่ ๘ จะมีเนื้อหาเพื่อเสริมความเข้าใจแด่ผู้ศึกษาว่าความสงบนั้นมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และในบันทึกพิเศษท้ายบทนี้ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ยังได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับปัญหาที่เคยสั่นสะเทือนสังคมไทยมาแล้ว เมื่อมีสำนักแห่งหนึ่งนำความหมายของพระนิพพานมาแสดงแด่พุทธศาสนิกชนอย่างคลุมเครือคลาดเคลื่อน ท่านจึงชี้ชัดลงไปว่าอนัตตาและพระนิพพานนั้น แท้แล้วเป็นฉันใด

บทที่ ๙ จะกล่าวถึง “หลักการสำคัญของการบรรลุนิพพาน” หลักธรรมในบทนี้คือความแน่นอนและคงทนต่อการพิสูจน์ของพระพุทธศาสนา ที่ชี้แนะหนทาง ประกอบวิธีการ และอธิบายถึงการเข้าถึงนิพพานอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มิใช่แนะนำให้ปล่อยวาง, ว่าง, เฉย อย่างไร้กระบวนการ ราวกับการบรรลุธรรมเป็นเรื่องเร้นลับเกินวิสัยที่คนธรรมดาจะเข้าใจและเข้าถึงได้

บทที่ ๑๐ จะกล่าวถึงบทสรุปเกี่ยวกับนิพพานว่าเป็นจุดหมายที่สามารถบรรลุได้ในชาตินี้จริง เป็นสิ่งที่ไม่ว่าคนชาติใดภาษาใด, หญิง-ชาย, เด็ก-ผู้ใหญ่ ล้วนมีความเท่าเทียมที่จะเข้าถึงได้เท่ากัน ทั้งนี้ ท้ายบทท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็หยิบฉวยปัญหาที่คนทั่วไปมักจะสับสนมาตีแผ่เอาไว้อีกด้วยว่า นิพพานกับอัตตาแตกต่างกันอย่างไร? พระอรหันต์สิ้นชีวิตแล้วเป็นอย่างไร?

บทที่ ๑๑ เป็นบทความประกอบ ว่าด้วยเรื่อง “ชีวิตและคุณธรรมพื้นฐานของอารยชน” ในบทนี้จะอธิบายถึงองค์คุณที่อารยชนพึงมี คุณสมบัติทั่วไปของอารยชน รวมถึงหลักความประพฤติสู่ความเป็นอารยชนอย่างเป็นขั้นตอน

บทที่ ๑๒ เป็นบทความประกอบเช่นกัน ทว่าบทนี้อธิบายถึงหลักความประพฤติที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม แบ่งเป็นความประพฤติที่สอดคล้องกับหลักความจริง (ศีลที่เป็นธรรม) และความประพฤติที่ควรปฏิบัติตามบทบัญญัติ (ศีลที่เป็นวินัย) ชี้ชัดถึงจุดประสงค์ว่าเหตุใดถึงต้องประพฤติเช่นนั้น

บทที่ ๑๓ เป็นบทความประกอบหมวดที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์และเทวดา เนื่องจากสองเรื่องนี้ก็จัดว่าเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทยเช่นกัน ท่านเจ้าคุณอาจารย์จึงแจกแจงให้เข้าใจว่าอิทธิปาฏิหาริย์นั้นมีไหม? เทวดามีจริงหรือเปล่า? แล้วจะมีก็ตามหรือไม่มีก็ตามเถิด เราในฐานะชาวพุทธควรจะปฏิบัติตนหรือควรจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องเหล่านั้นถึงจะถูกตรงตามหลักการของพระพุทธศาสนา ต้องนับว่าบทความประกอบเหล่านี้ให้ความกระจ่างของหลักธรรมในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์และเทวดาได้อย่างดียิ่ง

บทที่ ๑๔ เป็นบทความประกอบหมวดที่ ๔ ว่าด้วยเรื่องแรงจูงใจ ว่าอันใดคือตัณหา อันใดคือฉันทะ ความแตกต่างระหว่างตัณหากับฉันทะ ความต้องการตามสัญชาติญาณการกินอยู่และสืบพันธุ์ต่างจากความทะเยอทะยานที่ต้องการด้วยตัณหาอย่างไร? และแน่นอนว่า ในความเป็นปราชญ์ผู้รอบรู้เยี่ยงท่านเจ้าคุณอาจารย์ ท่านย่อมมีข้อสังเกต ตั้งข้อพึงระวังเอาไว้ให้พิจารณาเชิงซ้อนด้วยว่า ตัณหา-สิเน่หา,ฉันทะ-เมตตา ต่างกันอย่างไร, ฉันทะอยากทำชั่ว ตัณหาอยากทำดี มีหรือไม่, ฉันทะกับตัณหาเกิดแทรกสลับเป็นปัจจัยแก่กันได้ และท้ายที่สุดคือ วิธีปฏิบัติต่อฉันทะและตัณหา กระทั่งความสิ้นไปแห่งตัณหาและภาวะที่คงอยู่หลังจากหมดแรงจูงใจที่เจือด้วยตัณหาแล้ว (เยี่ยงนี้จึงคู่ควรว่าเป็นปราชญ์แท้ เพราะท่านไม่เพียงชี้ตัวปัญหา อธิบายถึงปัญหา แต่ยังชี้แนะแนวทางจัดการกับปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบขั้นตอน)

บทที่ ๑๕ บทความประกอบที่ ๕ เกี่ยวกับ “ความสุข” ในบทนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์จะแนะนำว่าอะไรคือความสุข? มีขั้นหรือประเภทต่างๆ อย่างไรบ้าง รวมถึงการเข้าถึงความสุขที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป และวิธีปฏิบัติต่อความสุข

จบภาคที่ ๑

.

.

ภาคที่ ๒ “ข้อปฏิบัติที่เป็นกลางตามกฎธรรมชาติ” หรือ “ทางสายกลาง”

ในภาคนี้จะมีแค่ตอนเดียวคือตอนที่ ๕ ซึ่งว่าด้วย “ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร?” ทว่าแยกย่อยออกเป็น ๗ บท คือ

บทที่ ๑๖ บทนำของทางสายกลาง ในบทนี้ได้อธิบายถึงแนวทางที่ดำเนินตามหลักทางสายกลางอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งมากยิ่งกว่าที่ผู้คนในสังคมยุคปัจจุบันนี้ได้หยิบฉวยเอามาใช้จนความหมายบิดเบือนหรือไขว้เขวออกไปจากพุทธพจน์

บทที่ ๑๗ ว่าด้วยเรื่องคุณธรรมของนักศึกษาที่ดีว่าควรมีลักษณะไหนและแบบใดบ้าง ในบทนี้ได้อธิบายถึงหลักความเชื่อและขีดจำกัดที่ถูกที่ควร แสดงพระสูตรที่สมเด็จพระบรมศาสดาทายท้าให้โต้แย้งและตรวจสอบพระองค์ได้

บทที่ ๑๘ ว่าด้วยแนวคิดที่เป็นบุพภาคแห่งการศึกษา ๑๐ วิธี คือ
๑. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (แบบอิทัปปัจจยตา หรือแบบปัจจยาการ)
๒. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ
๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ (แบบรู้เท่าทันธรรมดา)
๔. วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ (แบบแก้ปัญหา)
๕. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (แบบหลักการและความมุ่งหมาย)
๖. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก
๗. คิดแบบคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม
๘. วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม (แบบกุศลภาวนา)
๙. วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน
๑๐. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท

ท้ายบทนี้ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้บันทึกวิธีคิดแบบแก้ปัญหา : วิธีคิดแบบอริยสัจ กับวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ เอาไว้อย่างกระจ่างใจยิ่ง

บทที่ ๑๙ ว่าด้วยองค์ประกอบของทางสายกลางในหมวดปัญญา ที่แสดงถึงความเห็นกับความคิดว่าควรดำเนินไปแบบใด

บทที่ ๒๐ ว่าด้วยองค์ประกอบของทางสายกลางในหมวดคำพูด การเคลื่อนไหวไปมา(การงาน) และการประกอบอาชีพที่ถูกตรงตามหลักทางสายกลาง

บทที่ ๒๑ ว่าด้วยองค์ประกอบของทางสายกลางในหมวดใจที่แสดงถึงความเพียรพยายามทางจิตที่ถูกต้อง และขอบเขตที่ควรใช้ความเพียรพยายามแบบถูกตรง การตั้งสติในหมวดธรรมตามหลักทางสายกลางตามพุทธพจน์จริงๆ รวมถึงกระบวนการพัฒนาสติและปัญญาให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น กระทั่งถึงผลลัพธ์อันจักพึงได้รับจากการทำความเพียรที่ถูกต้องตามหลักทางสายกลาง

บทที่ ๒๒ ซึ่งเป็นบทสรุป ได้กล่าวถึงความจริง ๔ ประการ ที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไปของสิ่งทั้งหลายทั้งมวล ว่าความจริงทั้ง ๔ ประการนี้มีความสำคัญอย่างไร มีความหมายที่แท้จริงแบบไหน และเราควรจะมีท่าทีหรือมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความจริงทั้ง ๔ ประการนี้อย่างไร

.

.

นี้เป็นบทสรุปเพียงย่อๆ ต่ออัจฉริยภาพความเป็นปราชญ์ของท่านเจ้าคุณอาจารย์ ที่ได้ประพันธ์ตำราพุทธธรรมอันทรงคุณค่านี้ขึ้นมา

ขอน้อมวันทาท่านด้วยใจเคารพและเลื่อมใสศรัทธายิ่ง

กราบนมัสการครับ

สิญจน์ สวรรค์เสก

๘/๑/๕๓

.

.

.

คารวะ พระพรหมคุณาภรณ์
พุทธธรรมสภาพร นุสรณ์สมัย
ประทีปธรรมนำทาง สว่างใจ
แสดงธรรมวินัย ไตรรัตนา

ให้รู้โลกรู้ธรรม รู้กำหนด
ให้รู้ทั้งธรรมรส บทสิกขา
รู้อรรถะ พยัญชนะ กาละเวลา
ธรรมชาติ ธรรมดา อันสำแดง

พระกัลยาณธรรม อันนำทาง
งามทั้งต้น ทั้งกลาง กระจ่างแจ้ง
งามกระทั่งเบื้องปลาย กระจายแจง
สว่างแสงแห่งธรรม ล้ำเลิศลบ

เทิดวิถีธรรมทัศน์ สัจจะประกาศ
ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ
ศรีประจันต์ สุพรรณภูมิ ภูมิพิภพ
ประณตนบ พระจริยา เนื้อนาบุญ

หกรอบพระชาตะกาล บรรจงคำ
คารวะธรรมคีตา มาเนืองหนุน
ถวายพุ่มพนมใจ ละไมละมุน
กราบพระคุณ พระพรหมคุณาภรณ์

.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
พฤ. ๗/๑/๕๓

(บทกวีจากเว็บผู้จัดการออนไลน์)

2 comments

  1. สวัสดีค่ะคุณใจดี

    ขอบคุณมากนะคะที่แนะนำเวปไซต์นี้ให้รู้จัก
    เมื่อได้เห็นข้อความ ก็รีบตามเข้าไปอ่านอย่างทันที
    เป็นเวปไซต์ที่เป็นระเบียบ จัดหมวดหมู่ชัดเจน
    เนื่อความอ่านง่าย เข้าใจง่ายดีจริง ๆ

    ขอบคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะ
    🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s