“โจทย์” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

December 16, 2009 at 5:28 am

.
.

“เสียหมา!”

คิดว่าแทบจะทุกคนคงเคยได้ยินสำนวนนี้มาบ้างแล้ว เป็นสำนวนที่มีความหมายประมาณว่า “เสียรู้คนอื่น, ถูกหลอกเอาอะไรบางอย่างไป”

หลายคนคงทราบที่มาที่ไปของสำนวนนี้แล้ว และน่าจะมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทราบ ถ้างั้น…มาฟังเรื่องราวความเป็นมาของสำนวนนี้กันหน่อยดีไหม

เรื่องมีอยู่ว่า คราวเมื่อทหารอเมริกันยกกองทัพไปรบกับทหารเวียดกงนั้น เวลาออกลาดตระเวนก็ดี หรือเวลาค่ำคืนก็ดี ทหารอเมริกันจะกลัวมาก เพราะไม่รู้ว่าทหารเวียดกงซึ่งขุดอุโมงค์หลบอยู่ใต้ดินนั้นจะโผล่ขึ้นมาโจมตีจากตรงไหนบ้าง

โจทย์หรือว่าปัญหาใหญ่ที่ทหารอเมริกันต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนในตอนนั้นคือ ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าปากอุโมงค์ลับของทหารเวียดกงอยู่ตรงไหนบ้าง ผู้ที่จะช่วยเฉลยปัญหานี้ให้พวกเขาได้ดีที่สุดคือสุนัขทหาร พวกมันถูกเรียกตัวไปรับภารกิจดมกลิ่นหาปากอุโมงค์ของทหารเวียดกงโดยเฉพาะ สุนัขเหล่านั้นทำงานได้ดีมาก ค้นพบอุโมงค์ลับครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาทหารเวียดกงตั้งตัวไม่ติด ต้องเรียกประชุมด่วนเพื่อระดมสมองคิดค้นหนทางมารับมือหมา…(เอ น่าจะบอกว่าคิดค้นหนทางมารับ “ตีนหมา” ถึงจะถูกเนาะ เพราะหมามันไม่มีมือนี่นา)

โจทย์ของทหารเวียดกงคือทำอย่างไรจะกำจัดสุนัขทหารที่ล้วนแล้วแต่เป็นสุนัขหนุ่มใหญ่ไฟแรง ฮึกเหิมกล้าหาญฝูงนั้นได้

ไม่รู้ว่าเสนาธิการทหารเวียดกงท่านใดเคยอ่านวรรณกรรมเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของ ยาขอบ มาหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ถึงได้รู้จุดอ่อนของบุรุษเพศทั้งหลายว่า ต่อให้เก่งกล้าสามารถปานใด เชี่ยวชาญชำนาญศึกดุจ บุเรงนองกะยอดินนรทา เพียงไหน ก็ต้องมาพ่ายแพ้ต่อ ตะละแม่กุสุมา และ ตะละแม่จันทรา ผู้มีความงามและน้ำตาเป็นอาวุธ

“กลศึกสาวงาม” จึงผ่านที่ประชุมออกมาเพื่อใช้กับสุนัขหนุ่มที่ชำนาญศึกเหล่านั้น

ทหารเวียดกงออกเสาะหาสุนัขสาวที่กำลัง “เป็นสัด” คือพร้อมที่จะผสมพันธุ์มาหลอกล่อสุนัขหนุ่ม พอพวกมันได้กลิ่นหอมของสาวเจ้าเข้าเท่านั้น ก็ดึงดันดุจช้างเปลี่ยว กระชากเชือกจูงจนหลุดมือผู้คุม แล้วพุ่งพรวดลงอุโมงค์ไปหาสุนัขสาว

จบข่าว!

นอกจากทหารเวียดกงจะกำจัดสุนัขทหารเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายแล้ว ยังได้เนื้อของพวกมันมาเป็นโปรตีนอีกด้วย

นี้แลจึงเป็นที่มาของสำนวน “เสียหมา” คือทหารอเมริกันเสียรู้ทหารเวียดกงจนเสียหมาไปด้วยในคราวเดียวกัน

สาระที่อยากจะเน้นในเรื่องที่เล่ามานี้คือวิธีแก้ปัญหา คือก่อนอื่นต้องมองปัญหาให้ออก ว่าปัญหานั้นๆ มีสาเหตุมาจากอะไร และควรจะประกอบทางแก้แบบไหนจึงจะแก้ไขได้ดีที่สุด

ทหารอเมริกันฉลาดมากที่มองปัญหาออกแล้วใช้สุนัขมาช่วยดมกลิ่นหาที่ซ่อนของศัตรู

ทหารเวียดกงกลับฉลาดกว่าที่รู้ใจหมาว่าพวกมันมีจุดอ่อนที่ตรงไหน แล้ววางแผนโจมตีจิตใจที่ลุ่มหลงต่อสุนัขสาวของพวกมัน

คราวนี้ลองหันมาศึกษาการแก้ปัญหาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าบ้าง ว่าพระองค์ทรงใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหา

บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคนโน้นคนนี้แนะนำให้สวดชัยมงคลคาถา นัยว่าคาถาบทนี้เป็นคาถาชนะมาร หากใครสวดเป็นประจำทำอะไรก็จะสำเร็จ เป็นผู้ชนะ

ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวดนี้ แล้วพินิจพิเคราะห์ดูดีๆ ก็จะเข้าใจว่า ทำไมการสวดคาถาบทนี้บ่อยๆ แล้วจะทำให้เป็นผู้ชนะ เพราะแท้จริงแล้วคาถาบทนี้เป็นการแสดงปมปัญหาที่สำคัญแปดประการ รวมถึงวิธีจัดการกับปัญหานั้นๆ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

มาลองไล่เลียงกันดูสิว่ามีปัญหาอะไรบ้าง

ปัญหาแรกคือพญามารยกรี้พลเข้ามาผจญพระองค์ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ในคืนที่จะทรงตรัสรู้ พระองค์ทรงเอาชนะพญามารและมวลเสนาได้ด้วยธรรมวิธีมีการให้ทานเป็นต้น

ปัญหาที่สองก็เกิดขึ้นในค่ำคืนเดียวกัน คือหลังจากพญามารและเสนาแพ้พ่ายไปแล้ว อาฬวกยักษ์ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าได้เข้ามาต่อสู้กับพระองค์ ทรงเอาชนะได้ด้วยขันติธรรมคือความอดทนอดกลั้น

ปัญหาที่สามทรงเอาชนะช้างนาฬาคีรีที่ดุร้ายด้วยพระเมตตา ใจเย็น ใจดี ใจเฉย

ปัญหาที่สี่ทรงเอาชนะจอมโจรองคุลีมาลด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ คืออำนาจพิเศษทางใจ กำลังใจที่แน่แน่ว ทรงพลัง

ปัญหาที่ห้าทรงเอาชนะคำกล่าวตู่ของนางจิญจมาณวิกาด้วยการระงับพระทัย ไม่ไปพูดต่อปากต่อคำด้วย

ปัญหาที่หกทรงเอาชนะสัจจกนิครนถ์ที่ชอบคุยโม้ โอ้อวด ถนัดพูดแต่คำเท็จ ด้วยการพูดแต่คำจริงซึ่งแทงจิตทิ่มใจของเขา

ปัญหาที่เจ็ดพระองค์ไม่ทรงเสด็จไปจัดการกับปัญหานั้นเอง แต่ทรงโปรดให้พระโมคคัลลาน์อัครสาวกฝ่ายซ้ายผู้เลิศด้วยฤทธิ์ไปปราบพญานันโทปนันทนาคราช ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก แทนพระองค์

ปัญหาที่แปดทรงเอาชนะท้าวพกาพรหมผู้ถือตนว่าฉลาดรอบรู้ รุ่งเรืองด้วยปัญญา ได้เข้าถึงซึ่งความบริสุทธิ์แล้ว ด้วยพระปัญญาคือเทศนาโวหารที่แจ่มแจ้งแทงตลอดทุกแง่มุม

ครั้นน้อมมาพิจารณาดูปัญหาต่างๆ ที่รายล้อมชีวิตของคนเราอยู่ทุกวันนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นปมปัญหาแปดประการดังที่พระพุทธองค์ทรงผจญมาก่อนนั่นหรอก เพียงแต่ว่าสถานการณ์อาจจะแตกต่างกันไปบ้างเท่านั้น การตั้งสติให้ดี ใคร่ครวญให้ละเอียดถี่ถ้วนถึงปัญหาและประกอบแนวทางแก้ไข แล้วค่อยๆ แก้ไขไปตามกำลังสติปัญญาของตน โดยยึดแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนั้น คงจะช่วยให้เราแก้ปัญหาที่กำลังประสบได้อย่างแน่นอน

เคยมีคนกล่าวว่า “ชีวิตคือการแก้ปัญหาที่ต้องใช้ปัญญาในการแก้ไข” ก็ถูกตามนั้นอยู่หรอก แต่เห็นจะต้องขอวงเล็บต่อท้ายอีกหน่อยว่า (“อย่างเดียวไม่พอ”)

บางครั้งต้องใช้ความอดทน และบ่อยหนที่ต้องใช้การให้ – ให้ทั้งวัตถุทานและอภัยทาน

การจะเอาชนะคนที่กล่าวใส่ร้ายป้ายสีโดยไม่มีเหตุผลนั้น ต้องอดทนไม่ไปต่อปากต่อคำด้วย เพราะยิ่งพยายามอธิบายมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเหมือนการพยายามแก้ตัวไปเท่านั้น

จะชนะคนขี้โม้โอ้อวดกล่าวแต่คำเท็จก็ด้วยการพูดแต่ความจริง

บางครั้ง ปัญหาบางอย่างอาจต้องพึ่งผู้อื่นที่มีความถนัดซึ่งเหมาะสมกับงานนั้นๆ โดยตรงไปแก้ไขแทน

ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ตำแหน่งหน้าที่ที่เราเป็นอยู่นั้นคือฤทธิ์เดชในตัวของมันเอง ต้องรู้จักใช้พระเดชบ้างในบางครั้งเพื่อจัดการกับปัญหา

สรุปว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข เพียงแต่ต้องวิเคราะห์โจทย์ให้เข้าใจ แล้วเลือกหนทางแก้ไขให้ถูกตรง.

4 comments

  1. ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    โจทย์ ที่มีเข้ามาในชีวิต
    สามารถพิชิตด้วยสติและปัญญา

    สาธุ.

    .
    .

    และอย่างที่คุณสิญจน์ได้เขียนบรรยายเอาไว้

    “ถ้าเข้าใจความหมายของบทสวดนี้ แล้วพินิจพิเคราะห์ดูดีๆ ก็จะเข้าใจว่า ทำไมการสวดคาถาบทนี้บ่อยๆ แล้วจะทำให้เป็นผู้ชนะ เพราะแท้จริงแล้วคาถาบทนี้เป็นการแสดงปมปัญหาที่สำคัญแปดประการ รวมถึงวิธีจัดการกับปัญหานั้นๆ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง”

    ถ้าเข้าใจ ก็จักเกิดปัญญา สามารถน้อมนำมาแก้ปัญหาชีวิตของเราได้ แต่หากผู้ใดไม่ได้เข้าใจความหมาย สวดท่องไปเหมือนนกแก้วนกขุนทอง บทสวดพาหุงฯ จักช่วยแก้โจทย์ของผู้นั้นได้มากน้อยเพียงใดกันคะ
    🙂

  2. การสวดมนต์โดยไม่เข้าใจความหมายก็อาจจะแฝงความหมายอยู่ในตัวของมันเองเสร็จสรรพแล้วก็ได้นะขะรับท่านประธานเอ๋ย

    เดี๋ยวจะเล่าเกร็ดสองเรื่องประกอบนะขะรับ

    เอาเรื่องกระโถนก่อน…

    เมื่อครั้งที่หลวงปู่ชาเริ่มจะมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของสาธุชนชาวกรุงเทพฯ มากขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดเมื่อมีลูกชายอายุได้เกณฑ์พอจะบวชเป็นพระได้ มักนำลูกชายไปบวชปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่ชา

    คราวนี้ เมื่อบวชเป็นพระใหม่แล้ว ประดา “พระหัวหมอ” ทั้งหลาย…เอ่อ หมายถึง พระใหม่ที่มีความรู้ทางโลกมามากๆ แล้วนั่นล่ะขะรับ คือบางคนก็จบกฎหมาย บางท่านก็จบเป็นนายแพทย์ บางท่านก็จบฟิสิกส์วิทยาศาสตร์มา คราวนี้ เมื่อมีความรู้ทางโลกมามาก พอมาปฏิบัติธรรมก็เลยออกจะอวดรู้อวดฉลาดด้านการสอบถามหาเหตุผลกันมากไปสักหน่อย คืออยากจะรู้ก่อนนั่นล่ะว่า ที่ทำๆ กันอยู่นี่ ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรไม? สวดมนต์แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร? เดินจงกรมกลับไปกลับมาแล้วจะเกิดปัญญาได้อย่างไรมิทราบ? นั่งหัวโด่หลับตาอยู่เฉยๆ นี่น่ะ ทำไปเพื่ออะไรหรือขะรับ? แล้วมันจะเกิดอะไรต่อไปและต่อๆ ไปอีกงั้นหรือ?

    หลวงปู่ชาท่านก็ฉลาดตอบนัก ท่านว่า “ทำไปเถอะ อย่าถามเลย เดี๋ยวจะรู้เองดอก ข้อวัตรปฏิบัติที่พาทำนี้มันมีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมันเองแล้ว เช่นว่า นี่คือกระโถน พอถึงเวลานี้ให้ยกกระโถนใบนี้ไปวางไว้ตรงนั้น พอถึงเวลานั้นให้ยกกระโถนใบนั้นมาวางไว้ตรงนี้ แค่นี้แหละ มันมีเหตุมีผลอยู่ในตัวของมันสมบูรณ์แล้ว ขอให้ทำต่อไป”

    พอปฏิบัติต่อไป เมื่อมีประสบการณ์ทางจิตมากขึ้น พระใหม่เหล่านั้นก็หมดความฉลาดไปทีละน้อย คือเกิดปัญญามองเห็นเหตุเห็นผลในการกระทำที่หลวงปู่พาปฏิบัติ

    .

    .

    ใช่จะเพียงแต่พระไทย พระฝรั่งที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาบวชนับสิบๆ รูปนั่นก็ยิ่งเอาใหญ่

    มีรูปหนึ่งถึงกับออกปากถามหลวงปู่ชาว่า “สวดมนต์ไปทำไมครับหลวงพ่อ ผมมองไม่เห็นประโยชน์เลยจริงๆ ผมว่ามันเหมือนกับการมานั่งร้องเพลงประสานเสียงกันมากกว่านะครับ”

    โอ่ กืด! ถามกันแรงแบบนี้เลยเชียว!

    หลวงปู่ท่านเลยบอกว่า “อือ หากอยู่คนเดียวไม่ต้องสวดก็ได้ แต่พอมาอยู่ร่วมกันหลายคนนี่จำเป็นต้องสวด การมาสวดมนต์รวมกันคือเหมือนเป็นการหมั่นมาประชุมกัน ได้มาเห็นหน้าเห็นตากัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน พร้อมเพรียงกันทำพร้อมเพรียงกันเลิก มีปัญหาอะไรในแต่ละวันก็จะได้สะสางกันในหมู่ในคณะ เป็นการเจริญอปริหานิยธรรม (อปริหานิยธรรม คือธรรมที่ยังหมู่คณะ กลุ่มคน บริษัท ครอบครัว ประเทศ ฯลฯ ให้เจริญยิ่งขึ้น มี 7 ประการ) เป็นการมาย้ำมาเตือนถึงข้อวัตรปฏิบัติของตนด้วย”

    พออธิบายแบบนี้พระฝรั่งถึงพอรับได้บ้าง

    .

    .

    แฮ่ม…อธิบายมาซะยาว วกมาเข้าคำถามล่ะนะครับว่า “การสวดมนต์แบบนกแก้วนกขุนทองนั้นจะเกิดผลไหม?”

    ก็อย่างที่บอก การสวดมนต์เป็นเวลานอกจากจะเป็นการสร้างวินัยให้ตัวเองและหมู่คณะแล้ว (เหมือนที่หลวงปู่ตอบพระฝรั่ง) อีกนัยหนึ่งคือเป็นการฝึกกรรมฐานหมวด “อนุสติ” ไปในตัว คือ ได้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ระลึกถึงศีลธรรม ถึงการให้ทาน ถึงเทวดา ถึงกาย ถึงความตาย ถึงลมหายใจ และถึงมรรคผลนิพพาน

    เห็นไหม? จึงว่าอย่าเพิ่งปฏิเสธการสวดมนต์โดยไม่รู้ความหมายไปซะทีเดียว เพราะในความไม่มีความหมายนั่นแหละ หากจะมีความหมายแฝงอยู่

    คราวนี้ ครูบาอาจารย์ท่านอาจจะเหนื่อยที่จะอธิบายให้ลูกศิษย์ที่ด้อยปัญญาฟัง ว่าสวดมนต์เยอะๆ ซึ่งก็คือการเจริญอนุสติมากๆ นี่น่ะ มันมีเหตุผลต้นปลายยังไง บางหนบางที ยิ่งอธิบายมากก็จะยิ่งสงสัยมาก และจะมีคำถามมากมายไปอีกเปล่าๆ ท่านเลยตัดปัญหาด้วยการบอกว่า ให้ไปสวดมนต์เท่าอายุบ้าง หรือว่าสวดมนต์ร้อยแปดจบบ้าง คือพอสวดไปนานๆ ใจอยู่กับพระรัตนตรัย หรืออยู่กับคุณงามความดีมากๆ เข้า ก็จะเป็นการพรากจิตออกจากปัญหาที่ตนเองกำลังประสบทีละน้อย ทำให้ใจสงบ พอใจสงบ คนๆ นั้นก็จะเกิดปัญญามองปัญหาชีวิตของตนเองออกและแก้ไขเป็นในท้ายที่สุด

    เห็นไหม เหตุผลมันอยู่ในการยกกระโถนเหมือนหลวงปู่ชาท่านว่าไว้นั่นแหละ

    เป็นจะอี้ๆๆๆ

  3. สาธุ.

    ขอบคุณมากค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    หลังจากได้ปุจฉาท่านไปแล้ว ข้าพเจ้าคิดถึงคุณประโยชน์ของการสวดมนต์ได้ก็แต่ในแง่ของการสำรวม การทำใจให้สงบ และ ทำให้นอนหลับได้สบายเท่านั้น

    แต่คำวิสัชนาของท่าน อ่านแล้วพลันกระจ่างใจดีแท้

    “.. สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่าลงมือคลำ..”

    ฉันใด ก็ฉันนั้น
    คนที่รู้จากการอ่านมีหรือจะสู้รู้จากที่ผ่านการปฏิบัติอย่างโชกโชน

    .
    .

    ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s