“เป็นไปไม่ได้” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

June 25, 2009 at 7:01 am

.
.
.

หลายครั้งที่เราเคยคิดว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้แน่ๆ”

และก็หลายครั้งที่เรื่องที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นไปได้ขึ้นมาจริงๆ

มาคุยกันเล่นๆ ในเรื่องที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้เกี่ยวกับไข่สักสองเรื่องก่อนดีไหม

เรื่องแรกมีต้นกำเนิดมาจากวงเหล้า

เป็นที่รู้กันดีว่าวงเหล้าคือแหล่งชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ ในจำนวนสมาชิกผู้พิศวาสในรสน้ำเมานั้น มักจะมีท่านใดท่านหนึ่งที่ชำชองเรื่องมุกตลกและมักจะเชี่ยวชาญเชิงเล่ห์กลต่างๆ ด้วย

เรื่องราวพิลึกจึงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ

เรื่องไข่นี้ก็เช่นกัน…

“นี่แน่ะเฮ้ย!” เจ้าของกลอุบายขึ้นเสียงดังเรียกความสนใจของเพื่อนร่วมวง “หน้าไหนก็ตามที่นั่งปั้นหน้าอยู่นี่ จ้างให้ก็ตำไข่ในครกไม่แตกหรอกเว้ย”

“เฮ้ยยย” มักจะมีเสียงแย้งแบบนี้ขึ้นมาเสมอ “อะไรกานนน กะอีแค่ตำไข่ในครกให้แตก เด็กเมื่อวานซืนก็ตำแตกหรอกน่า” พูดพลางหันไปมองหน้าสมาชิกรอบวง

แน่นอนว่าคนที่ยังไม่รู้กลนี้ ย่อมพยักหน้าสนับสนุนเห็นดีด้วยว่าตำไข่แตกอยู่แล้ว

และยิ่งแน่นอนเข้าไปใหญ่ สำหรับคนที่รู้จักอุบายนี้มาแล้ว และรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น จะรีบวางหน้าขรึมพยักหน้าทำเป็นเห็นดีเห็นงามกับผู้ท้าพิสูจน์ว่าตำไข่แตกชัวร์

“วางเดิมพันเหล้าคนละขวดกันเลยเป็นไง” เจ้าของทฤษฎีเริ่มดำเนินเกม “หากเอ็งตำไข่แตกข้าเป็นคนซื้อ แต่หากเอ็งตำไข่ไม่แตกก็ต้องเสียค่ายกครูกันหน่อยล่ะเหวย”

ผู้ท้าพิสูจน์ชักเริ่มลังเล

กองเชียร์ที่เห็นช่องทางว่าจะได้กินเหล้าฟรีไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็ตาม มักจะรีบสนับสนุนกันเสียงขรมว่า “บ่ะเฮ้ย! กะอีแค่ตำไข่ในครกให้แตก ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากหมูเสียอีก! แตกชัวร์ ฟันเฟิร์ม!”

ฟันเฟิร์ม คือการสมาสกันระหว่าง “ฟันธง” กับ “คอนเฟิร์ม” ประมาณว่ามั่นใจยกกำลังสองนั่นเทียว

เจ้าของทฤษฎีชิงพูดกติกาเสียเลยว่า “ต้องตำลงตรงๆ นะ ห้ามตำข้างครกเป็นอันขาด และห้ามตำแรงจนครกแตกด้วย”

“เอ๊า! เอาก็เอาซี้!” ผู้ท้าพิสูจน์ชักอยากจะรู้เหมือนกันว่าทำไมถึงจะตำไข่ในครกไม่แตก

เมื่อลำเรียงครก สาก และไข่เคราะห์ร้ายมาถึงวงเหล้า เจ้าของทฤษฎีก็วางไข่ลงกับพื้น คว่ำครกครอบไข่เอาไว้ แล้วส่งสากให้ผู้ท้าพิสูจน์พร้อมกับบอกว่า “เอา เอาเลย ตำเลยเพื่อนเอ๋ย ไข่อยู่ในครกแล้ว ห้ามตำให้ครกแตกล่ะ และห้ามตำข้างๆ ครก ตามกติกาที่ตกลงกันไว้ด้วย”

เจอมุกนี้เข้าไป ว่ากันว่าในวงเหล้าคราวนั้นๆ มักจะมีเหล้าเพิ่มขึ้นมาอีกขวดหนึ่งทันที

เรื่องนี้คือการเล่นกับความเคยชินของมนุษย์ ที่มักจะคิดว่าไข่ที่มีเปลือกอันบอบบาง ย่อมถูกตำจนแตกได้อย่างแน่นอนอยู่แล้ว

เป็นไปไม่ได้ที่จะตำไข่ไม่แตก

แต่มันก็เป็นไปแล้ว

กติกาต่างๆ จะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดเกม

คำว่า “ตำไข่ในครกให้แตก” จะถูกพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้คนที่ไม่รู้ตกหลุมพราง มองเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ง่าย ต้องเป็นไปได้แน่ๆ แต่ท้ายแล้วต้องเสียพนันให้อีกฝ่าย

อีกเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เกี่ยวกับไข่คือ คราวเมื่อกษัตริย์สเปนจัดงานต้อนรับอย่างหรูหราต่อการกลับมาของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หลังจากเดินเรือไปพบทวีปอเมริกาแล้ว

ขุนนางผู้หนึ่งรู้สึกอิจฉาที่เห็นผู้คนมากมายมาร่วมแสดงความยินดีกับโคลัมบัส ในฐานะที่เป็นฮีโร่ เป็นนักค้นพบผู้ยิ่งใหญ่ จึงพูดหักหน้าโคลัมบัสขึ้นกลางงานเลี้ยงว่า “แผ่นดินมันก็มีอยู่แล้ว กะอีแค่เดินเรือไปพบมันเข้าเท่านั้น ไม่เห็นจะยิ่งใหญ่ตรงไหนเลย”

โคลัมบัสคิดจะสอนบทเรียนเชิงสร้างสรรค์ เรื่องความเป็นคนกล้าคิดกล้าทำของตนให้ขุนนางผู้นั้นทราบ จึงเดินไปหยิบไข่มาใบหนึ่ง ส่งให้ขุนนางผู้นั้นแล้วกล่าวว่า “ท่านตั้งไข่ใบนี้ได้ไหมล่ะ?”

เมื่อโดดขึ้นหลังเสือด้วยการปรามาสโคลัมบัสไปแล้ว ขุนนางผู้นั้นจำต้องรับไข่มา แล้วพยายามตั้งมันอย่างขมักเขม้น

เขาพยายามตั้งไข่อยู่นานก็ไม่ตั้งไม่ได้สักที เมื่อสิ้นสุดความอดทนแล้ว จึงกล่าวกับโคลัมบัสว่า “ไม่มีทาง…ในโลกนี้ไม่มีใครตั้งไข่ได้หรอก”

โคลัมบัสรับเอาไข่ใบนั้นมา เตาะเบาๆ ให้ไข่บุบ แล้วตั้งไข่ใบนั้นอย่างง่ายดาย

“เฮ้ย! ขี้โกงนี่นา แบบนี้ใครก็ทำได้!” ขุนนางผู้นั้นโวยวายลั่น

“ก็แล้วทำไมท่านไม่ทำซะตั้งแต่แรก” พูดเสร็จโคลัมบัสก็เดินจากไป

ความเป็นไปไม่ได้จากเรื่องทั้งสองนี้เตือนเราว่า บ่อยครั้งแค่ไหนที่ปัญหาที่เราเคยคิดว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขมัน” กลับมีหนทางแก้ไขง่ายนิดเดียว ถ้าเรากล้าคิดนอกกรอบที่เคยทำมา

ย้อนไปเมื่อศตวรรษก่อน หากมีใครมาบอกว่า สามารถใช้เซลส์ของคนหรือสัตว์ชนิดใดก็ได้ มาสร้างคนและสัตว์ตัวนั้นขึ้นมาใหม่ได้ คนทั้งหลายคงพูดว่า “เป็นไปไม่ได้”

สองศตวรรษก่อน หากมีใครมาบอกว่า วันหนึ่งคนเราจะบินขึ้นฟ้าได้เหมือนนก สามารถทะยานขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้ คนทั้งหลายคงจะส่ายหัวแล้วพูดว่า “เป็นไปไม่ได้”

สองพันเจ็ดร้อยปีก่อน หากมีคนพูดว่า “อีกไม่นาน พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลก พระองค์จะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ รู้และเข้าใจเรื่องวงจรการเวียนว่ายตายเกิดของหมู่สัตว์ และพระองค์จะทรงสั่งสอนให้ผู้คนปฏิบัติตาม กระทั่งสามารถตัดวงจรการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏฏ์ได้ด้วยเช่นกัน”

ผู้ฟังทั้งหลายก็คงจะส่ายศีรษะ หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “ตลกหรือเปล่า เพี้ยนไปแล้วกระมัง อิมพอสสิเบิ้ล – เป็นไปไม่ได้”

ทว่าเรื่องราวต่างๆ ที่กล่าวมานั้นล้วนเกิดขึ้นแล้ว เป็นไปได้หมดแล้วทั้งสิ้น

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาตนเองตามหลักศีลธรรม สามารถรู้แจ้งอริยสัจสี่ สามารถดับทุกข์ทั้งปวง บรรลุบรมสุขคือพระนิพพานได้หมดทุกคน

คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหม?

2 comments

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s