“กฎแห่งกรรม” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

May 30, 2009 at 6:59 am

.
.

เรื่อง “กฎแห่งกรรม” นั้น ผมได้อธิบายไปในหัวข้อ “นิยามห้า” หมดแล้วนะครับ หากจะให้อธิบายอีกก็คิดว่าคงจะซ้ำกับในเรื่องเดิมนั่นแหละ เพราะกรรมก็เป็นเรื่องการกระทำ พฤติกรรม และกระบวนการให้ผลของการกระทำนั้นๆ ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

ทว่ามีประเด็นใหม่ที่ท่านหนอนน้อยนำมากล่าว ซึ่งเรื่องนี้น่าจะขยายความกันหน่อยเพื่อความกระจ่างแจ้งสำหรับบางท่าน

ประเด็นที่ว่าคือเรื่อง “ตัดกรรม” หรือ “แก้กรรม” ที่ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมทำกันในสังคมไทยไม่น้อยเลยทีเดียว

การจะแก้กรรมหรือตัดกรรมได้จริงๆ นั้น คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือว่าวิถีการดำรงชีวิตที่เคยทำมาจนเคยชินให้ได้ เช่น แต่ก่อนเป็นคนชอบกินเหล้าเมายาติดยาเสพติด ก็ต้องเลิกให้ได้เด็ดขาด หรือว่าแต่ก่อนมีอาชีพที่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็ต้องเลิกอาชีพนั้นๆ ให้ได้โดยเด็ดขาด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาทำบุญสุนทานแล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และภาวนาชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วเพื่อละนิมิต หรือว่าภาพอกุศลที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกของตนให้ได้ จึงจะเป็นการละกรรมและตัดกรรมที่ถูก

การไปทำบุญทำทานปล่อยสัตว์เพียงครั้งคราวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นกุศลกรรมที่สร้างขึ้นมาใหม่ แต่ไม่มีพลังที่จะตัดกรรมเก่าได้จริงๆ ต้องภาวนาจนจิตตกภวังค์สมาธิซึ่งจัดว่าเป็นกรรมหนักฝ่ายกุศลเท่านั้น ผู้ภาวนาจึงจะเข้าถึงความสงบสุขภายในใจได้ ทว่าอำนาจกุศลกรรมชนิดนี้ก็จะทรงอยู่เท่าที่อำนาจสมาธิยังคงอยู่ ถ้าสมาธิเสื่อมเมื่อไหร่กรรมฝ่ายอกุศลก็สามารถพลิกกลับมาให้ผลได้เมื่อนั้น

การเจริญสติปัฏฐานจนกลายเป็นมหาสติ เกิดมหาปัญญา กลายเป็นญาณทัศนะขึ้นมาภายในจิตได้เท่านั้น จึงจะเป็นการขุดรื้อเข้าไปถึงสรรพกิเลสซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดสรรพกรรมทั้งหลายทั้งมวล เป็นการตัดกรรมที่แท้จริง

ส่วนการแก้กรรมนั้น กรรมบางอย่างให้อภัยเป็นอโหสิกรรมต่อกันได้ แต่ถ้าเป็นคุรุกรรมหนัก เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ยุยงสงฆ์ให้แตกกันเป็นฝักฝ่าย เหล่านี้ ถือว่าเป็นกรรมที่ปิดประตูสวรรค์นิพพานในชาตินั้นๆ พ้นจากอัตภาพความเป็นมนุษย์ก็ต้องไปเสวยวิบากในนรกภูมิ

ครั้นมาเกิดในภพภูมิของมนุษย์ใหม่ ได้มีโอกาสมาสร้างบุญบารมี กระทั่งได้เจริญวิปัสสนาจนบรรลุธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถแก้กรรมได้นั้นได้ทั้งหมด ต้องรับกรรมนั้นๆ อยู่ดี เช่น พระโมคคัลลาน์ที่เคยทำร้ายมารดาของตน แม้ท่านจะรู้ว่ามีโจรมาล้อมรุ่มฆ่า แม้ท่านจะมีฤทธิ์สามารถเหาะหรือหายตัวหนีได้หลายครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยอมจำนนรับกรรมนั้นอยู่ดี เพราะรู้ว่าตนเคยทำผิดอุกฉกรรจ์กับแม่บังเกิดเกล้ามาแต่ปางบรรพ์จริงๆ

จึงว่าพระอรหันตสาวกทั้งหลายนั้น ไม่สามารถละวาสนาได้ทั้งหมด คือแม้จะหมดกิเลส แต่กิริยาอาการภายนอกก็จะแตกต่างกันไปตามแต่อุปนิสัยที่สั่งสมมาแต่ปุเรชาติ คือเป็นผลของการกระทำทั้งสิ้นนั่นแหละครับ พระอรหันต์บางรูปนั้น ไม่ได้เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ดอกนะครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถนำกิริยาภายนอกไปเป็นมาตรวัดภูมิธรรมภายในจิตของท่านได้เลย

มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย (คือในสังสารวัฏฏ์นี้เคยมีพระพุทธเจ้ามาแล้วหลายองค์จนนับไม่ถ้วน และในอนาคตก็จะมีมาตรัสรู้อีกนับไม่ถ้วนเหมือนกัน) เท่านั้นล่ะครับที่ละวาสนาเดิมได้หมด คือไม่มีเชื้อของอุปนิสัยเดิมหลงเหลืออยู่เลยในธาตุขันธ์ เพราะกว่าท่านจะตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้น ผ่านการชดใช้กรรมดำ ผ่านการทำกรรมขาวมาจนเต็มเปี่ยมแล้ว ครั้นพอชาติสุดท้ายมาเข้าถึงการทำกรรมที่ไม่ดำไม่ขาว จนหมดเหตุให้เกิดกรรมแล้ว จึงหมดจดด้วยกิริยาอาการและสภาพภายในจิตอย่างสิ้นเชิง

ว่าไปแล้ว…ก็แฟร์พอๆ กันนั่นแหละครับ คือกว่าท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ก็ทรงชดใช้มาจนเกลี้ยงแล้วนั่นเอง ไม่เหมือนพระอรหันตสาวกที่อาจจะแบกวิบากเก่ามามากน้อยต่างกัน แม้ชาติสุดท้ายมาเจริญวิปัสสนาจนบรรลุธรรมได้ แต่ก็ต้องใช้หนี้ก้อนสุดท้ายกันอยู่ดี

ฉะนั้นอย่าแปลกใจถ้าหลวงปู่บางท่านเป็นอัมพาต หรือบางท่านอาจจะประสบอุบัติเหตุมรณภาพ เพราะนั่นเป็นการชดใช้วิบากสุดท้ายของท่าน

เหตุนั้นการเชื่อในกรรมเก่าตามคติที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนาคือ เชื่อว่าการที่เรามามีชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนเป็นผลจากการสะสมความคิด คำพูด และการกระทำของเราทั้งสิ้น หากสยบยอมแล้วปล่อยให้ชีวิตไหลลอยเลื่อนเปื้อนต่อไปตามวิถีที่เคยเป็นอยู่ ชีวิตก็จะลุ่มๆ ดอนๆ ไปตามวิบากเก่าที่ส่งผลมา บวกกับการกระทำใหม่ที่ทำอะไรแบบสุ่มๆ เดาๆ ลุ่มๆ หลงๆ นี้ไม่รู้สิ้น การปฏิวัติความคิดและการกระทำใหม่ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นเท่านั้น จึงจะส่งผลต่อชีวิตให้เจริญงอกงามในอนาคต

.

คราวนี้ ทำไมถึงต้องวิปัสสนาตัดกรรม?

ลำพังปกตินั้น ตราบใดที่กำลังความคิด กำลังสติปัญญาเท่าเดิม จิตของคนเราจะไม่มีกำลังปฏิวัติความคิดและการกระทำให้ดีขึ้นได้ง่ายๆ หรอกครับ เพราะปกติจิตจะมีธรรมชาติที่โน้มเอียงไปในทางชอบทำอะไรตามใจ ชอบสนองตัณหาของตนอยู่แล้ว

การเจริญวิปัสสนา หรือว่าเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งคือการกำหนดรู้กายและใจโดยตรง คือรู้ว่าเกิดเวทนาอย่างไร รู้ว่าเกิดตัณหาแบบไหนขึ้นกับจิต รู้แล้วก็เฉย ไม่ทำตามอำนาจความเคยชินแบบเก่า ฝืนประคองกายใจให้อยู่ในกรอบของศีลธรรม จึงถือว่าเป็น “ยาที่แรงที่สุด” หรือว่าเป็น “การผ่าตัดสด” ที่ทะลุทะลวงเข้าถึงระบบการดำรงชีวิตโดยตรง

เมื่อโรงงานใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรรมถูกปฏิวัติ ทั้งโกดังกรรมเก่าก็ถูกรื้อค้นออกมาชำระอยู่แบบนี้ ชีวิตย่อมเปลียนแปลงไปในทางที่ดีอย่างมโหฬารทันตาเห็น

นี่ล่ะครับ “การตัดกรรม” และ “การแก้กรรม” ที่ถูกตรง ผิดจากหลักการนี้แล้ว เช่น ไม่ว่าจะนำของดำกี่ชนิด จะนำธูปกี่ดอก เทียนกี่เล่ม นิมนต์พระมาสวดกี่องค์ ทำพิธีอยู่กี่วันกี่คืนก็ตาม การกระทำนั้นก็จะเป็นเพียงการกระทำที่เป็นกุศลเท่านั้น ซึ่งจะให้ผลต่อชีวิตประเดี๋ยวประด๋าวช่วงที่ยังนึกถึงว่าตนเองได้ทำดีแล้วเกิดความดีใจอยู่นั้น ครั้นในระยะยาวแล้ว เดี๋ยวชีวิตก็ตกร่องพฤติกรรมเดิม แล้วก็วนอยู่กับความลุ่มๆ ดอนๆ แบบเดิมต่อไป

.
.

อ้อ การพยายามจะสืบค้นให้ทราบกระบวนการของกรรมและการให้ผลนั้น ป่วยการครับ พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่าเสียเวลาเปล่า เพราะไม่มีทางที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งหรอก เว้นเสียแต่องค์สัพพัญญูพุทธเจ้าแล้ว ต่อให้เป็นพระอรหันตสาวกก็ไม่แจ้งในกรรมทั้งหมดได้หรอก คือไม่สามารถสืบไปถึงกรรมแรกของตนได้ จึงว่าพระอรหันต์ก็ยังละวาสนาของตนได้ไม่หมดไงล่ะครับ ทว่าท่านละกิเลสได้หมด เพราะกิเลสนี่แหละเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม (กิเลส กรรม วิบาก)

เรื่องกรรมนั้น ทรงตรัสเอาไว้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องอจินไตยน่ะครับ คือเป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยการคาดคิดหรือด้นเดาใดๆ ทั้งสิ้น

พูดถึงอจินไตยแล้ว งั้นแถมให้อีก 3 ข้อให้ครบทั้ง 4 เลยก็แล้วกัน

เรื่องที่สองคือ พุทธวิสัย คือความสามารถของพระพุทธองค์ว่าทรงมีพระปัญญาญาณลุ่มลึกเพียงใด แม้พระอรหันต์ก็ไม่สามารถรู้ได้ เว้นเสียแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน

สาม คือ ฌานวิสัย คนไม่เคยบรรลุฌานนั้น ต่อให้เล่าให้อธิบายว่าองค์ฌานมีคุณลักษณะใด มีอำนาจพิเศษแบบไหน ก็ไม่มีทางเข้าใจได้ดอก เผลอๆ อาจจะไม่เชื่อ พาลจะว่าผู้พูดบ้าบอคอแตก เล่าเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ตลก เหมือนนิยายไปเสียอีก

สี่ คือ จุดกำเนิดโลก กำเนิดจักรวาล ป่วยการที่จะสืบสาวหาว่าก่อนเกิดบิ๊กแบงครั้งที่ล้านแปดแสนเก้าพันแปดร้อยเก้าสิบหกนั้นจักรวาลนี้มีลักษณะใด มีสัตวโลกชนิดไหนแบบใดอาศัยอยู่ในจักรวาลบ้าง

One comment

  1. ขอบคุณค่ะท่านเลขา ฯ ป๋าสอที่เคารพ

    หนึ่งสมองกับสองมือของท่านไม่ธรรมดาแล้วจริง ๆ
    ข้าพเจ้า อื้ง ทึ่ง และ นับถือ ยิ่งนัก

    สาธุ .

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s