“นิยามห้า (1)” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

May 14, 2009 at 5:27 am
.
.

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ที่เรียบเรียงและประพันธ์โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายเอาไว้ว่า นิยาม คือ “กำหนดอันแน่นอน, ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ, กฎธรรมชาติ” มี 5 ประการคือ อุตุนิยาม, พีชนิยาม, จิตนิยาม, กรรมนิยาม และธรรมนิยาม

มาว่ากันตั้งแต่กฎข้อที่หนึ่งของธรรมชาติกันเลยนะครับ

1. อุตุนิยาม คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ ซึ่งมีดิน น้ำ ความร้อน อากาศ อันเป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลต่างๆ เป็นสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งมวล

หากแดดกล้าจะรู้สึกร้อน

หากฝนตกจะชุ่มเย็น

หากลมพัดจะรู้สึกเย็น

ดินก็จะมีสภาพตามแต่เหตุปัจจัยที่ประกอบกันไป

จะเห็นว่าธาตุเหล่านี้มีหน้าที่ของตนเป็นเอกเทศไป ซึ่งหากธาตุไหนมาก ธาตุไหนน้อย ย่อมส่งกระทบต่อธรรมชาติโดยรอบ

กฎของธรรมชาติข้อนี้มีผลกระทบต่อมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะชีวิตของคนเราเนื่องด้วยธาตุภายนอกทั้งสี่อย่างนี้ เช่นว่า จะทำไร่ทำนาเอย จะเพาะปลูกพืชพรรณเอย ล้วนต้องดูความเหมาะสมของธาตุเหล่านี้ทั้งนั้น ถ้าธาตุไม่เอื้อ ไม่มีสภาวะที่เหมาะสมแล้ว เพาะปลูกอะไรย่อมไม่เป็นมรรคเป็นผล

การกำหนดรู้ธรรมชาติเหล่านี้แล้วปฏิบัติตนให้สอดคล้องย่อมเกิดประโยชน์ต่อบุคคลนั้นๆ ดังจะเห็นว่าศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยทั้งหลายนั้น ล้วนอิงอาศัยในนิยามข้อนี้ทั้งสิ้น และ แฮ่ม แม้แต่ขงเบ้งจะกำหนดวันเผาทัพเรือโจโฉยังต้องอาศัยกฎธรรมชาติแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ นี้เช่นกัน

สภาพทางภูมิศาสตร์ทั่วโลกก็ดี และทั่วเอกภพนี่ก็ดี ล้วนเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของนิยามข้อแรกนี้แหละครับ

ธาตุภายในล่ะ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบขึ้นมาด้วยธาตุทั้งสี่เช่นกัน หากดูแลธาตุของตนไม่ดี ย่อมทำให้ไม่สบาย ร่างกายเคลื่อนไหวไม่สะดวก ธาตุไฟมากไปก็อาจจะตัวร้อน ธาตุน้ำมากไปก็อาจจะหนาว ตัวจะบวม ธาตุลมมากเกินไปก็อาจจะท้องอืดท้องเฟ้อขึ้นมาอีก พอธาตุพิการเช่นนี้เลยมีผลกระทบต่อจิตใจไปด้วย เพราะชีวิตประกอบขึ้นมาด้วยองค์ประกอบสองส่วน คือรูปและนาม หรือว่ากายกับใจ

ต่อเรื่องของธาตุภายในกายแปรไป แล้วทำให้อารมณ์แปรเปลี่ยนนี้ หมอดูหมอเดาทั้งหลายได้นำมาเป็นหลักการอธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ของดวงดาวว่ามีส่วนเกี่ยวเนื่องมาถึงผู้คน หรือว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนๆ หนึ่งด้วย (มันอาจจะเป็นแค่ความพยามยามอธิบายให้เห็นภาพและจับต้องได้น่ะครับ อันนี้อ่านประกอบไปด้วยก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าหมอดูบางท่านพยายามจะอธิบายศาสตร์ของการดูดวงว่าอย่างไร) คือได้ทำการวิจัยกันว่า ดวงดาวมีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลง และอุณหภูมิทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ฤดูกาลต่างๆ

ร่างกายของคนเราก็ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุ ดวงดาวจึงมีอิทธิพลต่อธาตุภายในกายของคนเราด้วย เมื่อธาตุภายในกายเปลี่ยนแปลงหรือแปรปรวนไปย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ เช่นว่าเมื่อรู้สึกร้อน คนเรามักจะหงุดหงิดโมโหง่าย แต่ถ้าได้อยู่กับความร่มรื่นชุ่มเย็นจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย เหตุนั้นดวงดาวจึงมีอิทธิพลต่อมนุษย์ (ผมบอกแล้วนะครับว่าเป็นการพยายามจะอธิบายของลุงๆ หมอดู หมอเดาบางท่าน ก็ฟังหูไว้หูกันหน่อยก็แล้วกันนะครับ)

สรุปว่านิยามข้อแรกที่พระพุทธเจ้ากล่าวเอาไว้คือ กฎของธรรมชาติที่เกี่ยวกับธาตุต่างๆ นี่แหละครับ เหตุนั้นอย่าตื่นตระหนกตกใจเมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ เพราะนั่นไม่ใช่ปรากฎการณ์แปลกประหลาด ไม่ใช่เรื่องของกรรม และไม่ใช่อำนาจพิเศษของเทพเจ้าตนใดบันดาลดอก มันหากเป็นเรื่องของธรรมชาติตามเหตุตามปัจจัยที่เอื้อให้มันเกิดนั่นแหละ

.
.
.

2. พีชนิยาม (พี-ชะ = พืช) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ เช่น พันธุกรรม ดีเอ็นเอ เซลส์ทั้งหลาย

ผมนึกเล่นๆ ไปตามประสาว่า หากเราสามารถสืบสาวไปถึงบรรพบุรุษตนแรกของมนุษย์ได้จริงๆ แล้ว ไม่แน่ว่าเจ้าตัวนั้นอาจจะเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีหน้าตาประหลาดพิลึกมากเกินกว่าจินตนาการที่คนเราได้สร้างภาพ “ลิงกัง” ขึ้นมาแล้วบอกว่ามันนี่แหละคือต้นตระกูลของมวลมนุษยชาติก็ได้นะครับ

ขอแค่เพียงเจ้า “ตัวต้นตระกูลมนุษย์” นั้น มีกายอันประกอบขึ้นมาจากธาตุทั้งสี่สมบูรณ์ดีเถอะน่า ดวงจิตทั้งหลายย่อมไม่ลังเลที่จะขอเข้าไปสิงสู่ยึดเป็นตัวกรูอย่างแน่นอน และอย่าคิดแค่ว่าต้องเป็นสายพันธุ์นี้ ที่มีโอกาสจะยืนขึ้นสองขาได้ในอนาคต ซึ่งพอจะมีความสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองได้เท่านั้น จิตทั้งหลายถึงจะเข้าถือครอง

เปล่าเลย…

ในภพภูมิแห่งจิตนั้นพระพุทธเจ้า (แม้แค่พระอรหันตสาวกที่รู้จริงเห็นแจ้งในสัจธรรมทุกวันนี้ท่านก็รู้ก็เห็นได้เหมือนๆ กันแหละครับ) ท่านกล่าวว่ามีอีกมากมายเลยนะครับ แต่เอาล่ะ จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ มาว่ากันเฉพาะเรื่องเซลส์และดีเอ็นเอทั้งหลายที่จับต้องได้และมองเห็นกันด้วยตาเนื้อกันดีกว่า

พระพุทธศาสนากล่าวว่า ถ้าพูดถึงกายภาพแล้ว มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายก็มีส่วนประกอบคล้ายๆ กัน คือเป็นธาตุทั้งสี่เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันไปตามดีเอ็นเอ ตามพันธุกรรมที่ผ่านการสะสม เพาะบ่มมานานปี

ผมไม่ปฏิเสธทฤษฎีที่ว่าบรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มต้นก่อรกรากครั้งแรกที่แอฟริกาเลยครับ นั่นอาจจะเป็นสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์สืบค้นได้ลึกที่สุดในยุคนี้ ที่มีหลักฐานยืนยันว่าโลกทั้งผองล้วนพี่น้องกัน มีดีเอ็นเอที่สืบสายมาจากรากเหง้าเดียวกัน ทว่า “สัตว์โลกชนิดนั้น” ได้ผ่านการอพยพโยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในแดนต่างๆ ผ่านการเวลาที่ยาวนาน ผ่านสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันไป กินอาหารและพืชที่แตกต่างกันไป จึงมีผลต่อเซลส์ ต่อพันธุกรรม ทำให้ร่างกายแตกต่างกันมาเรื่อยๆ จนแทบจะไม่เหลือเค้าของความเสี่ยวกันเลยของคนในแต่ละซีกโลกตรงกันข้าม

หรือจะมองดูใกล้ๆ ว่ากันเฉพาะผู้คนในประเทศไทย ลองค้นหาดูภาพคนไทยโบราณเมื่อประมาณสักร้อยหรือสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วนำมาเทียบกับคนไทยในยุคปัจจุบันดูนะครับ จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเซลส์ที่กำหนดเป็นรูปร่าง เป็นสรีระ ว่ามีความแตกต่างกันมามากขนาดไหนแล้ว ถ้าหากย้อนไปเป็นล้านๆ ปีล่ะ ผู้คนจะมีรูปร่างลักษณะไหนหนอ?

อย่าว่าแต่คนเลยครับ กระทั่งสัตว์และพืชทั้งหลายล้วนจัดอยู่ในนิยามข้อนี้ด้วยกันหมดทั้งสิ้น

สัตว์เมืองร้อนกับสัตว์เมืองหนาวไม่เหมือนกันเลยนะครับ ถึงมันจะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันก็ตาม

กระเพราอังกฤษกับกระเพราเมืองไทยก็เผ็ดร้อนไม่เหมือนกัน

เหล่านี้คือเรื่องของพีชนิยาม หรือว่ากฎของการสืบพันธุ์ที่ส่งต่อพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นมาเรื่อยๆ บางประเภทบางชนิดอาจจะสืบพันธุ์ผ่าเหล่าผ่ากอไปผสมกันได้ หรือหากมันไม่ผสมกันเอง ผู้คนทุกวันนี้ยังยัดเยียดความเป็นสามีภรรยาให้พวกพืชและสัตว์ทั้งหลายได้ สามารถบังคับให้พวกมันผลิต “นวัตกรรมใหม่” ให้มนุษย์ได้กินได้ใช้ก็ยังได้เลย แต่บางชนิดบางหากมีเซลส์แตกต่างกันมาก ก็อาจจะไม่สามารถเข้าใกล้กันได้เลย เห็นหน้ากันอาจจะรู้สึกราวกับเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ยังไม่เกิดมาเป็นตัวตนเสียด้วยซ้ำไปก็มี พืชบางชนิดอาจมีความสามารถข่มพิษของพืชบางชนิดได้

26 comments

  1. ขอบคุณมากค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    เขียนเรื่องดี ๆ มาให้คนอ่านติดอกติดใจอย่างนี้
    ต้องรีบมีตอนต่อไปมาให้อ่านเสียแล้วนะคะ

    โอ้ .. งานเข้าแล้วค่ะท่าน

    5555+

  2. ขอบคุณมากเช่นกันค่ะ คุณสวรรค์เสก

    เหมือนว่าช่วงนี้จะไม่ได้อ่านอะไรดีดีมีสาระมานาน(หรือเปล่า)
    ทำให้ชีวิตข้าพเจ้าพลอยไร้สาระมากกว่าเดิม

    ได้อ่านอะไรดีดีรู้สึกชีวิตจะดีขึ้นนะเนี่ย ^^”

  3. ขอรับๆๆ

    นานๆ สตาร์ทเครื่องโม่ตัวหนังสือที

    สนิมงี้เกาะกรังเชียว

    .
    .
    .
    .

    เอา มาๆๆๆ มาอ่านตอนที่สองกันเถิด

  4. นิยามห้า (2)………………….โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .
    .

    หลังจากผ่านนิยามมาสองข้อแล้ว ก็จบเรื่องของธาตุและพืชพรรณทั้งหลายแล้วล่ะครับ คราวนี้มาว่ากันถึงเรื่องของจิตใจ (จิตนิยาม) เรื่องพฤติกรรมและการให้ผลของการกระทำ (กรรมนิยาม) และเรื่องสภาวะสากลที่จะเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย (ธรรมนิยาม) บ้างล่ะ

    อ้อ ไหนๆ ก็มาถึงทางแยกตรงนี้แล้ว ขอเสริมสักหน่อยนะครับ

    ผมได้อ่านเจอมาบ่อยๆ ต่อแง่ที่ว่ามีนักคิดหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า “พืชเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเปล่า?” (อืมมม น่าคิดไหมครับ?) “ถ้าหากไม่มีชีวิตแล้วมันเติบโตได้อย่างไร? ถ้าหากมันเป็นสิ่งมีชีวิตเราก็ต้องถามต่อไปอีกแล้วล่ะว่า มันมีกระบวนการแห่งภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิด มีระบบศาสนาเหมือนคนเราหรือไม่?” (ไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่าเป็นชุดคำถามที่ดูเท่ห์มากๆ และเชิญชวนให้คิดเพื่อเพิ่มรอยหยักในสมองมากๆ เลย)

    ถ้าตอบตามหลักการของพระพุทธศาสนาแล้ว พืชไม่จัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิตหรอกครับ แต่ถือว่าเป็น “สิ่งที่เจริญเติบโตได้ตามเงื่อนไขของอุตุนิยามและพีชนิยาม”

    พืชทั้งหลายต้องได้รับธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตมันถึงจะแตกหน่อเกิดขึ้นมาได้ และกระบวนการสืบพันธุ์ของมันนั้น ก็ว่ากันที่เกษร เชื้อยางใยภายในเมล็ด และเซลส์ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น (สามารถติดตา ตอนกิ่ง หรือทาบต้นกันก็ได้) พวกพืชทั้งหลายจะมีกระบวนการกลายพันธุ์ ปรับปรุงเซลส์ของตนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเพื่อความอยู่รอดของพวกมันเหมือนกัน

    เรื่องของพืชจึงมาจบอยู่ที่เรื่องของดินฟ้าอากาศและยางใยที่จะสืบพันธุ์แค่นี้แหละครับ พืชทั้งหลายไม่มีนิยามอีกสามอย่างที่กำลังจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป

    .

    ไหนๆ เสริมมาถึงพืช ถึงต้นไม้ต่างๆ แล้ว ขอเสริมอีกหน่อยก็แล้วกันว่า ในภพภูมิแห่งจิตที่ซ้อนกันอยู่มากมายหลายมิตินี้ ในต้นไม้บางต้น ในสถานที่บางแห่ง อาจจะมีภพภูมิซึ่งมีเฉพาะดวงจิตอาศัยอยู่ตรงนั้น ในต้นไม้นั้น ในถ้ำแห่งนั้น ในหินตรงนั้นเหมือนกันนะครับ

    ทว่าช้าก่อนผู้เจริญ…

    ถ้าเรารู้ว่ามีจิตวิญญาณอยู่ตรงนั้นจริงๆ แล้วพุทธศาสนาแนะนำให้มีท่าทีต่อดวงจิตเหล่านั้นยังไงล่ะ?

    ก็ช่างหัวเผือกหัวมันสิครับ กรรมใครกรรมมัน

    จิตเหล่านั้น ซึ่งอาจจะมีทั้งจิตดีระดับภูมิเทวดาชั้นต่ำ หรืออาจจะเป็นดวงวิญญาณกระจอกของพวกจิ๊กโก๋ หรือนักเลงชั้นเลวจากไหนก็ได้นั้น ที่ต้องไปอยู่ตรงนั้นก็ด้วยอำนาจบุญทำกรรมแต่งของตนเองทั้งสิ้น

    ฉะนั้น ก็เรื่องของคุณสิ คุณก็อยู่ไปตามเรื่องของคุณ เดี๋ยวหมดกรรมหมดวาระคุณก็พ้นจากเก้าอี้ประจำตำแหน่ง เอ้ย พ้นจากภาวะนั้นๆ ไปเอง แล้วก็ท่องเที่ยวต่อไปในสังสารวัฏฏ์ต่อไปตามเวรตามกรรม ตามสภาวะจิตใจของคุณเอง ส่วนฉันก็จะพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิตของฉันต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกาย เรื่องศีล จิต และปัญญา

    ว่าไปแล้วก็วางตัวเหมือนเราอยู่ในสังคมธรรมดานี่แหละครับ ที่มีทั้งคนดี คนชั่ว นักบุญ และคนบาป แต่ทางใครก็ทางมัน เสือก็อยู่ส่วนเสือ งูก็อยู่ส่วนงู พวกคุณทำตัวเช่นไร ประพฤติตนแบบไหน ผลแห่งการกระทำนั้นๆ จะนำพาชีวิตของคุณให้ดีหรือชั่ว สุขหรือทุกข์ด้วยตัวของคุณเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกราบไหว้อ้อนวอนสยบยอมต่อเปรตผีที่ไหนดอก

    ผมไม่ปฏิเสธดอกครับว่าวิญญาณของจิ๊กโก๋ที่มาคอยเรียกเก็บเครื่องเซ่นที่เปรียบเสมือนค่าคุ้มครองนั้นจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง แต่แล้วไงล่ะ? พวกนั้นไม่สามารถช่วยเราได้ตลอดเวลา หรือช่วยได้จริงๆ จังๆ หรอกครับ เพราะพวกนั้นก็โจทก์เยอะ ไหนจะคอยหลบหนีตำรวจผีอีก

    ส่วนพวกเทวดาคนดีมั่งมีเงินทองที่นั่งกินนอนกินอยู่บนหอคอยงาช้างนั้น บางตนบางท่านก็อาจจะเจียดเศษเงินหรือส่วนบุญมาให้เราได้บ้าง แต่ก็ช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ พอเป็นกษัยเท่านั้นเอง หากเราอยากจะร่ำจะรวย อยากจะมีความสุขจริงๆ ตัวเราเองต่างหากล่ะที่จะต้องทำเอาเอง การไปกราบไหว้อ้อนวอนขอให้คนช่วยเหลือ หยิบยื่นความเมตตาให้นั้น ดูไม่เป็นตัวของตัวเอง และดูไม่แมนเลยนะครับ เหมือน…เหมือน…วุ้ย คิดเอาเองแล้วกัน

    แหม ผมว่าจะอธิบายถึงความเชื่อแบบงมงายของคนไทยส่วนใหญ่ (สังเกตว่าผมไม่ใช่คำว่า “คนพุทธ” นะครับ เพราะถ้าเป็นคนพุทธที่เชื่อกรรมจริงๆ จะไม่ง้อคนอื่นหรือดวงวิญญาณอื่นๆ แบบนั้นหรอก) สักหน่อยเดียว แต่ไหงลามเลื้อยมาซะไกลขนาดนี้ กลับไปหานิยามข้อที่ 3 กันเถิดครับ

    .
    .
    .

    3. จิตนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต

    จะเข้าใจนิยามข้อนี้ได้จริงๆ ต้องเข้าใจกระบวนการทำงานของปฏิจจสมุปบาทด้วยนะครับ

    เริ่มแรกด้วยความหลงไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันมาจากไหน (อวิชชา) ของจิต ทำให้เกิดการปรุงแต่งสารพัดไปหมด (สังขาร)

    ภายในกระบวนการปรุงแต่งต่างๆ นานานั้น ผู้รู้ (วิญญาณ) ก็จะอิงแอบตามไปด้วย คอยสั่งการให้สังขารปรุงไปในแง่นั้นเหลี่ยมนี้ไม่มีที่สิ้นสุดล่ะ

    พอมีผู้รู้อยู่ภายใน ไอ้ครั้นอยู่ดีๆ จะให้มันรู้เลยไม่ได้หรอกครับ มันต้องมีสิ่งมากระทบ (นาม – รูป) เช่นว่าตาต้องกระทบรูป หูต้องกระทบเสียง จมูกต้องกระทบกลิ่น ลิ้นต้องกระทบรส กายต้องสัมผัสผัสสะ ใจต้องสัมผัสกับความนึกคิด ซึ่งภาษาสมัยใหม่จะเรียกกระบวนการเหล่านี้ว่า six senses หรือว่า six doors แต่ถ้าว่าตามหลักธรรมท่านเรียกว่าสฬายตนะหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ)

    เอาแล้วล่ะครับ พอกระทบเข้าหน่อยล่ะก้อ คราวนี้เป็นเรื่องแล้ว ถ้าหากใครหลงไม่รู้ตัวก็เสร็จกิเลสแล้ว แต่ถ้าหากใครเป็นเพื่อนกับพี่อ่าง ที่คอยตีแขนตัวเองแล้วเตือนตนว่า “ตึ่งๆๆ มีเยื่องแย้ว” คือมีสติเฝ้าดูอยู่กายและใจของตนเองอยู่ ก็จะรู้เท่าเอาทันผัสสะที่มากระทบกันได้ เมื่อเท่าทันผัสสะถึงจะเท่าทันเวทนา คือความชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือเฉยๆ ของตนได้ (ถึงจะควบคุมตัวเองได้จริงๆ)

    (โน้นนนนน น่ะพระคุณทั้งหลาย ต้องใช้ความเพียร ต้องมีสติปัญญาระดับโน้นนนนนน แหละ ถึงจะทำงานอย่างจิตว่างได้จริงๆ ช่วงที่กำลังไต่กระดึ๊บๆ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ นั้น มันจะอยู่ในสภาพเดี๋ยวว่างเดี๋ยววุ่นไปเรื่อยๆ จึงว่าต้องใช้ความเพียรไงครับ นี่แหละมาเพียรสร้างสติให้อยู่กับตัวเองกันก็ตรงนี้แหละ คือพยายามประคองสติให้ดำเนินไปเรื่อยๆ ขาดสติปุ๊บ วุ่นแล้ว โนว่าง)

    ถ้าไม่เท่าทันเวทนา (ความรู้สึกทั้งหลายทั้งมวลของตน) ก็จะไม่รู้จักน้ำหน้าตัณหา (ความทะยานอยากทั้งหลาย และความไม่ทะยานอยากด้วย เออ เอาสิ อยากก็ไม่ถูก ไม่อยากก็ผิดอีก วุ้ย)

    เมื่อไม่เท่าตัณหา ตอนอยากขึ้นมาก็ทำตามใจ ไม่ชอบขึ้นมาก็ระเบิดอารมณ์ นั่นล่ะครับคือการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับอารมณ์ทั้งหลายทั้งมวลแล้ว (อุปาทาน)

    พอเข้าไปยุ่งไปคลุกอยู่กับอารมณ์ตลอดเวลา ใจของเราก็ตกเป็นทาสอารมณ์ จ่อมจมอยู่กับความสุขความเศร้า เคล้าความฮา ผสมความบ้าๆ บอๆ ถูกมันจับถูลู่ถูกังไปด้วยด้วยความเต็มใจเลยล่ะคราวนี้ ตรงนี้เป็นภพแล้วนะครับ คือเป็นสถาวะที่จิตกำลังเสพประสบอยู่ในอารมณ์นั้นๆ แล้ว

    (คำว่า “ภพ” หมายถึงตำแหน่งแห่งหนที่จิตกำลังเสวยอยู่นะครับ ซึ่งกินความหมายไปกว้างมาก ว่ากันไปตั้งแต่ภพในแต่ละขณะจิต ไปจนถึงการเสวยภพในภาวะของนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม ฯลฯ การมองภพชาติของจิตตามหลักสัจธรรม ไม่ได้หมายถึงการมามองแคบๆ อยู่แค่มนุษย์ แล้วมาตั้งคำถามเท่ๆ ว่าแล้วสัตว์เดรัจฉานมีศาสนาไหมหรอก แต่ภาวะที่เป็นสัจธรรมนั้นคือมวลรวมทั้งหมดของรูป (ธาตุต่างๆ รวมทั้งธาตุในตัวคนและตัวสัตว์ และธาตุทั้งหลายทั่วเอกภพนี่แหละ) และนาม (ดวงจิตทั้งหลาย รวมไปถึงดวงจิตของมนุษย์ต่างดาว ต่างดอกทั่วอนันตรจักรวาล และตัวอะไรอื่นๆ อีกก็ตามที่มันมีธาตุรู้ อ้อ รวมถึงตัวรู้ของเชื้ออะมีบ้าด้วย)

    แต่ก็ไม่นานอีกแหละครับ ไอ้เจ้าความสุขหรือความเศร้า หรือว่าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นก็จะแปรปรวนสูญสลายหายไปอีก (แก่ก็อยู่ในจิตด้วยเหมือนกันนะครับ มรณะก็ด้วย โสกะ ปริเทวทุกข์ทั้งหลายทั้งมวลของอารมณ์ที่จิตไปยึดมั่นถือมั่น)

    งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราว่ายังงั้นเถิดครับ

    อันนี้ว่าตามกระบวนการทำงานของจิตในแต่ละเรื่องไปนะครับ

    ถ้าหากเราคิดดี กระบวนการจะหมุนไปในเรื่องดี มันจะต่อเนื่องไปตามเรื่องของมันนั่นแหละ อย่างเช่นเกิดความคิดว่าอยากจะไปวัด อยากจะไปทำบุญ จิตก็จะวิ่งปรี๊ดแล้วว่า ไปวัดไหนดี เตรียมอะไรไปทำบุญดี ดอกไม้ล่ะ ธูปเทียนล่ะ และอะไรต่ออะไรอีกหลายๆ อย่าง

    ถ้าหากคิดชั่ว กระบวนการก็จะหมุนไปในเรื่องชั่ว เกิดความโลภขึ้นมา คิดจะปล้นธนาคาร กระบวนการของจิตก็จะวิ่งไปตามวงจรของปฏิจจสมุปบาทนี่แหละ แต่เป็นไปในด้านชั่ว

    นักปฏิบัติที่แท้จริงที่เข้าถึงหลักสติปัฏฐานสี่ท่านจึงว่า “บุญก็จงอย่าหาบ บาปก็จงอย่าหิ้ว” หรือว่าตามสำนวนของหลวงพ่อพุทธทาสก็คือ “อย่าติดแม้กระทั่งบุญ หรือติดในอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เพราะนิพพานไม่มีอะไร” นั่นแหละครับ (แต่แหม หลวงพ่อครับ พูดซะสูงตูมทีเดียว ลูกศิษย์ลูกหาที่ไม่เข้าใจกระบวนการปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นก็งงหมดสิครับ)

    เพราะถ้าติดบุญ คุณก็ยังตกอยู่ในวงโคจรของจิตนี้อยู่ดี

    ฤาษีติดฌาน ก็ตกอยู่ในวงจรที่เป็นกุศล ทำให้ไปเกิดเป็นมหาเทพ มหาพรหม แต่ครั้นอำนาจฌานเสื่อม ก็โคจรลงมาเป็นคนเดินดินกินข้าวแกงได้อีกเหมือนเดิม เพราะทำลายวงโคจรของปฏิจจสมุปบาทนี้ไม่ได้ (ปาร์ตี้ในพระราชวังจบแล้วก็กลับบ้านมาซดน้ำแกงตามปกติว่างั้นเถิด แต่ก็ไม่แน่ ถ้าทำความดีอีก สร้างผลงานที่เข้าตาธรรมชาติ เดี๋ยวคุณพี่เขาก็จัดให้เข้าวังได้อีกเหมือนเดิม วนๆ คนๆ สัตว์ๆ เทพๆ กันอยู่อย่างนี้แล)

    ลองสังเกตดูจิตของตัวเองดูสิครับ ถ้าหากกุศลเกิด คอยดูเถอะเดี๋ยวมันจะชวนเข้าวัด ชวนไปทำดีเรื่อยๆ ไปแหละ

    แต่ถ้าอกุศลเกิด จะเหมือนกับผีห่ าซาตานเข้าสิง ทำอะไรที่ตัวเองคิดไม่ถึงได้เช่นกัน มันหากจะเป็นกระบวนการของมันไปเรื่อยๆ แบบนี้ ไม่ว่าคนชาติใดภาษาใด ไม่ว่าสัตว์ตัวไหนด้วย เทพภูมิใด อ้อ และไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวตัวไหนเผ่าใดก็ตามด้วย ถ้าหากนายมีตัวตน มีรูป มีนาม หรือว่ามีกายและใจแล้ว ขอถามหน่อยสินายมีอารมณ์หรือว่ามีความรู้สึกหรือเปล่า? อยากใหญ่อยากครองโลกครองจักรวาลหรือเปล่า หรือพวกนายอยากจะดึ๋งดืดเพื่อสืบพันธุ์กันหรือเปล่า ถ้าหากพวกแกมีอารมณ์ มีความรู้สึกเหล่านี้ล่ะก้อ…

    .

    ระวังเถอะ! นั่นน่ะปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธองค์ตรัสรู้กำลังงับหัวแกอยู่!!!

    พวกแกมันก็อีแค่สัตว์เครือๆ กันแหละว้าาาา แน่จริงหนีอารมณ์ ทำลายวงจรนี้ให้ได้ดิ ขนาดภพภูมิที่เจ๋งกว่าพวกแก ที่ไม่มีตัวตน มีแต่จิตที่เสวยสุขสุดๆ ยังหลงความสุขกันอยู่เลยนี่นา

    .

    อีตาลุงซิกมันฟรอยด์ แกก็ฉลาดดีอยู่หรอก พยายามศึกษา พยายามวิเคราะห์จิต ว่ามันมีกระบวนการทำงานอย่างไร แต่ก็เข้าถึงได้เป็นแง่ๆ เป็นเสี่ยงๆ เป็นด้านๆ ไป หรือว่าเป็นเพียงแค่เปลือกของจิตที่แสดงออกมาเป็นลวดลาย เป็นชั้นเชิงต่างๆ ทว่าเชื้อที่ทำให้เกิดความคิดที่ฝังอยู่ในเม็ดในของจิตนั้น ลุงแกยังเข้าไปถึงเลยสักกะติ๊ด จึงไม่สามารถอธิบายกระบวนการทั้งหมดได้แบบเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนพระพุทธเจ้า

    .
    .

    คุคุคุ ว่าไปแล้ว…

    หุหุหุ ผมเองก็เข้าไม่ถึงกระบวนการนี้เหมือนกันแหละครับ

    ปั๊ดโธ่! ถ้าเข้าถึงวงจรนั้นจริงๆ แล้วผมจะมาหลงอารมณ์คิดพล็อตเขียนหนังสือเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้ และอยากจะมีเมียแบบนี้หรือ? ผมหนีไปนอนเกาพุง วนสะดือเล่นอยู่ในป่าคนเดียวจะไม่สะดวกสบายกว่าหรือ?

    หรือพวกท่านผู้รู้ผู้เจริญทั้งหลายแถวนี้ว่าไงล่ะขะรับ?

  5. สาธุ สาธุ สาธุ

    จะว่าไปแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจที่ท่านเขียนมาเหมือนกัน เอ้ย ไม่ใช่

    ข้าพเจ้าก็ยังติดโน่น ติดนั่น ติดนี่ รวมถึงติดหนี้อยู่เหมือนกัน 555+

  6. ท่านรองแซดฯ

    ท่านร้ายกาจมาก ที่มีการ “ติดหนี้” ด้วย แสดงว่าเป็นคนดี เอ้ย เครดิตดี

    แล้วโปรดอย่ามองมาทางหนี้ คือ…ผมก็ไม่อยากสร้างหนี้ให้กับท่าน ฉะนั้น เลิกไปเลยที่คิดจะยืมตังค์ผม

    .
    .
    .

    ท่านประธาน

    สาธู

    .
    .

    วันนี้เอาตอนจบมาโพสต์ต่อกันไปน่ะขอรับ

    อึ๊บ! นี่แน่ะ โพสต์ซะ

  7. นิยามห้า (จบ)…………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .
    .

    4. กรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมและกระบวนการให้ผลของการกระทำ

    นิยามข้อนี้เกี่ยวเนื่องสืบต่อกันมาจากจิตนิยามนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าจิตนิยามจะเป็นกระบวนการทำงานภายในจิต แต่กรรมนิยามนี้ เป็นกระบวนการทำงานของร่างกายและวาจา

    ถ้ามองตรงๆ ตามหลักสัจธรรมเลย หลักกรรมนิยามนี้ก็ซื่อๆ ตรงๆ อยู่ในตัวของมันเองแล้วละครับ เช่นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ปลูกพริกได้พริก ปลูกมะเขือได้มะเขือ (ห้ามใครมาทะลึ่งทำเป็นถามว่า “อ้าว พี่สอคะ แล้วทำไมน้องปลูกถั่วเขียวถึงได้ถั่วงอกล่ะคะ” เป็นอันขาด เดี๊ยะจุ๊บแก้มทำโทษเลย)

    ความซับซ้อนในกระบวนการคิดซึ่งเป็นแหล่งให้กำเนิดกรรม หรือทำให้เกิดการกระทำนี่แหละ ที่ทำให้คนเราทุกวันนี้สับสนกับคำว่า “กรรม” และมักจะวัดผลสำเร็จของการทำกรรมดีที่ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศหรือตำแหน่งทางสังคม คำสรรเสริญเยินยอ และความสุขที่พึงพอใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จัดว่าเป็นผลพลอยได้ของการทำดีเท่านั้น แน่นอนว่าบางครั้งผลพลอยได้เหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

    ทรัพย์ ยศ คำสรรเสริญ และสุข นี้เป็นโลกธรรมฝ่ายที่คนเราชอบ ทำให้ผู้คนคิดกันว่าถ้าตนทำความดีแล้วต้องได้รับโลกธรรมฝ่ายดีนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงโลกธรรมฝ่ายตรงข้ามคือ สิ้นทรัยพ์ สิ้นยศ นินทา และทุกข์ ล้วนสามารถสลับหน้าเข้ามาเยี่ยมเยียนเราได้ตลอด ฉะนั้น พอประสบกับโลกธรรมฝ่ายที่ไม่ชอบ จึงมักจะโยนให้เป็นผลของการทำดีว่าทำแล้วไม่ได้ดี จะว่าไปแล้วคนเรามีความโน้มเอียงที่จะหาเหตุผลมาทำชั่ว คือสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในการล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนผู้อื่น หรือไม่ก็ใช้เป็นเหตุผลในการระบายความโกรธแค้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบคืนกลับไปให้อีกฝ่าย

    ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันของคนเรา จะมีกฎสองกฎซ้อนกันอยู่ คือ กฎธรรมชาติ และ กฎมนุษย์ การพิจารณาหลักกรรมต้องมองให้ลึกถึงกฎธรรมชาติ แยกกฎของมนุษย์ออกไป หาไม่แล้วจะเกิดความสับสน

    เช่นดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายเปรียบเทียบเอาไว้ว่า กฎธรรมชาติ คือ ปลูกมะม่วงย่อมได้มะม่วง กฎมนุษย์ คือ ถ้าคุณอยากจะได้เงินคุณต้องนำมะม่วงนั้นไปขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคนเราจะกำหนดกฎเกณฑ์ตกลงราคาซื้อขายกันว่ากิโลกรัมละกี่บาท หรือถ้าคุณอยากจะได้คำสรรเสริญคุณต้องนำมะม่วงนั้นไปแจกจ่ายให้ผู้คน เหล่านี้เป็นเรื่องของโลกธรรม เป็นกฎของมนุษย์ ของสังคม ไม่ใช่กฎธรรมชาติของการปลูกมะม่วงที่จะได้รับผลคือลูกมะม่วง

    กฎธรรมชาติคือการปลูกมะม่วงแล้วได้มะม่วง แต่กฎมนุษย์ซึ่งปกครองกันด้วยกฎหมาย อาจจะมีคนโกงอยากได้สวนมะม่วงนั้น แล้วมาล่อลวงยึดเอาสวนมะม่วงนั้นไปก็ได้ จึงเป็นเรื่องของมนุษย์ในระดับสังคม ไม่ใช่เรื่องสัจธรรมของการปลูกมะม่วง

    กฎธรรมชาติคือปลูกมะม่วงได้มะม่วง ถ้าคุณทำดี คือดูแลรักษาสวนมะม่วงดี ย่อมให้ผลผลิตดี ไม่มีโรค ไม่มีแมลงมารบกวน ทว่ามนุษย์ก็มีกฎการว่าจ้างแรงงานขึ้นมาอีกเหมือนกัน เจ้าของสวนอาจจะไม่ใช่คนทำสวนเอง แต่ได้ว่าจ้างคนอื่นมาทำแทน โดยตกลงกันว่าจะให้เงินเดือนเท่าไหร่ ครั้นได้ผลผลิตมาแล้ว จะคัดเกรดแบ่งขายยังไง ขายในประเทศหรือส่งออกไปขายต่างประเทศ ต่างๆ เหล่านี้ จะเห็นว่ากระบวนการนอกสวนมะม่วงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองนี้เป็นกฎมนุษย์ทั้งสิ้น แต่ก็เกี่ยวเนื่องอยู่กับการปลูกมะม่วงนั่นเอง

    กระบวนการทางสังคมยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อน ขณะที่กระบวนการทางธรรมชาติก็ยังคงอยู่ที่การปลูกมะม่วงเพื่อให้ได้ผลมะม่วงอยู่ดีนั่นเอง

    การทำดีและผลของการทำดีก็มีลักษณะเหมือนกัน คือเมื่อทำดีมันย่อมดีอยู่ในตัวของมันเอง ส่วนจะได้เงิน ได้ตำแหน่ง ได้คำสรรเสริญ ซึ่งเป็นเรื่องระดับสังคมหรือไม่นั้น บางทีการทำดีอาจจะไม่ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้ เหตุนั้นอย่าหลงประเด็นว่าเงินทอง ตำแหน่งทางสังคม คำสรรเสริญเยินยอคือความดี แน่นอนที่สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนรู้สึกดี แต่ย้ำว่านั่นไม่ใช่ความดี

    .

    พระพุทธศาสนาอธิบายการกระทำของมนุษย์ออกเป็น 4 แบบ

    1. ทำชั่ว คือ กรรมดำ หรือว่าอุกศลกรรมทั้งหลาย

    2. ทำดี คือ กรรมขาว หรือว่ากุศลกรรมทั้งหลาย

    3. ทำชั่วและดีปนกันไปในการกระทำเดียวกัน คือ กรรมดำปนกรรมขาว เช่น ฆ่าสัตว์ทำบุญ หรือกราบพระด้วยกิริยานบนอบแต่ในใจลึกๆ แล้วปรารถนาอยากจะถูกหวย (ใจขุ่นด้วยความโลภขณะกราบพระไปด้วย)

    4. ทำกรรมเพื่อละกรรม คือ กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นการกระทำที่เป็นไปเพื่อสิ้นกรรม หรือว่าคือการเจริญสติปัญญาประคองใจให้เป็นกลางไม่เอนเอียงไปกับกุศลและอกุศลนั่นเอง

    คนที่สับสนในเรื่องกรรมทั้งหลายมักจะเป็นบุคคลในประเภทที่ 3 คือ บุญฉันก็ทำ แต่บาปฉันก็ก่อ (เผลอๆ จะทำบาปมากกว่าบุญเสียอีก) แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาคอยแต่ผลของการทำดี และมักจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่า คนเราเกิดมาด้วยกรรมเก่า มาอยู่ใช้กรรมเก่า และจะเป็นไปตามกรรมเก่าที่ได้ทำมา

    ขณะที่พระพุทธศาสนาไม่ปฏิเสธผลของการกระทำจากอดีต แต่ให้ความสำคัญกับการกระทำในปัจจุบันมากกว่า ในฐานะเป็นกรรมที่สามารถตัดรอนกรรมเก่า และเป็นกรรมที่จะส่งผลสืบต่อไปถึงอนาคต เช่นว่าเกิดมามีไอคิวไม่สูง แต่ก็สามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ ได้ถ้ามีความขยันมุ่งมั่นจริงจัง หรือเกิดมามีร่างกายไม่สมบูรณ์ด้วยอำนาจกรรมเก่า แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ถ้าหากไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค

    ว่าไปแล้วพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นเรื่องการกระทำและความเพียร

    คนที่ทำแต่กรรมดำ มีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อในเรื่องกรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่เช่นนั้นย่อมไม่กล้าทำ และก็มักจะมีแต่คนประเภทนี้แหละที่ไปติดคุกติดตะรางอยู่ทั่วโลก (นรกบนดินที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ)

    ในสังคมตะวันตกที่ไม่รู้เรื่องกรรม แต่กลับมีการกระทำที่สอดคล้องกับหลักกรรมด้านการดำรงชีวิตที่ดีในปัจจุบัน คือมีความหมั่น มีความขยัน รู้จักเก็บรู้จักใช้ รู้ว่าหากอยากจะฉลาดต้องขวนขวายเรียนรู้วิชาการต่างๆ หากอยากจะมั่งมีต้องขยันทำงานหาเงิน ขณะที่คน(ที่อ้างตัวว่าเป็น)พุทธและฮินดูที่เชื่อเรื่องกรรมเป็นทุนอยู่แล้ว กลับมากล้นด้วยคนประเภทชอบกราบไหว้อ้อนวอนหวังให้เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์มาช่วยดลบันดาลให้ชีวิตประสบความสุขความเจริญ โดยไม่เน้นที่การกระทำ ซึ่งถือว่าขัดกับหลักกรรมอย่างสิ้นเชิง

    ทว่าการมองชีวิตแคบๆ เพียงชาติเดียวแบบตะวันตก ที่เน้นเฉพาะด้านกายภาพและวัตถุ กลับสร้างปัญหาอย่างแสนสาหัสให้สังคมที่อุดมด้วยปัญญาทางโลกและถึงพร้อมด้วยสิ่งเสพบริโภค เพราะจะมีหลักคิดกันแค่ว่า ที่ขวนขวายหาความรู้นั้นก็เพื่อจะให้ได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี เพื่อจะได้มีเงินทองมากๆ มาใช้สอยบำรุงบำเรอตน เป็นสังคมที่มีเฉพาะกรรมดำ กรรมขาว และกรรมดำปนขาว โดยไม่รู้ว่ามีกรรมอีกประเภท และต้องปฏิบัติอย่างไรถึงจะถูกต้องตามกระบวนการของกรรมไม่ดำไม่ขาวดังกล่าว

    ประโยคที่ว่า “you are what you read, eat, think and do = คุณอ่าน,กิน,คิดและทำอย่างไรก็จะเป็นคนแบบนั้น” เป็นประโยคที่ตรงกับหลักกรรมทีเดียว เพราะว่าการอ่าน การกิน การคิดและการกระทำนั้น เป็นการสร้างพฤติกรรมของคนเราทั้งสิ้น ซึ่งพอทำเป็นประจำแล้ว ย่อมส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของคนๆ นั้นนั่นเอง

    .
    .
    .

    5. ธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย

    ลักษณะความเป็นไปของสิ่งทั้งหลาย หรือว่า “สามัญลักษณะ” นั้นมี 3 ประการ

    1. ความไม่เที่ยงแท้คงทน (อนิจจัง)

    2. ความต้องแปรปรวนไปของสิ่งนั้นๆ (ทุกขัง)

    3. ความไม่เป็นอะไรที่แน่นอน ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่แท้จริง (อนัตตา)

    สามัญลักษณะนี้ครอบคลุมหมดทุกสิ่งไม่ว่าส่วนรูปและนาม

    จักรวาลนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรไม่มีใครทราบ เท่าที่สืบค้นกันได้คือ มีลักษณะเป็นก้อนมวลรวมขนาดใหญ่ของธาตุ หรือพลังงาน แล้วเกิดระเบิดใหญ่ในห้วงจักรวาล (Big Bang) เมื่อล้านๆๆ ปีก่อน กองแห่งรูป หรือว่าธาตุทั้งหลายได้กระจายฟุ้งกันไปทั่วเอกภพ

    ลักษณะความเป็นไปเหล่านี้ล้วนคือความเป็นอนิจจังของกองแห่งรูป ความเป็นทุกข์ที่ต้องแตกทำลาย และความไม่เป็นแน่นอน ไม่คงที่มั่นคงอยู่ในลักษณะเดิมได้นั่นเอง

    เมื่อเศษเสี้ยวของธาตุที่ฟุ้งออกไป ประกอบกันด้วยความเหมาะสม จุลินทรีย์ทั้งหลายก็เริ่มทำงาน (เกี่ยวโยงกับหลักอุตุนิยาม และพีชนิยามด้วยนะครับ) กระบวนการแห่งธาตุขันธ์เริ่มประกอบกันขึ้น

    ดวงจิตทั้งหลายที่มีอวิชชาเป็นเชื้อยางใยพาท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่อันไม่รู้สิ้นนี้ (ที่มาของจิตเดิมแท้นี่ก็เหมือนกัน ไม่รู้เริ่มต้นมาจากไหน พระผู้รู้ที่เข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ กระทั่งทำลายอวิชชาในดวงจิตจนบรรลุพระนิพพานนั้น ท่านก็มักจะพูดเหมือนกันอีกแหละว่า พูดไม่ได้ เล่าไม่ถูก หรือถึงพูดไปผู้ฟังก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดีนั่นแหละ เว้นเสียแต่จะปฏิบัติเอง รู้เอง เห็นเอง ถึงจะเข้าใจ หายสงสัยด้วยตัวเอง ที่พอจะบอกได้คือมันเป็นความว่าง ไร้ตัวตน เป็นบรมสุข อืมมมมม งงไหมล่ะเนี่ย)

    จิตทั้งหลายก็จะพากันเข้าตีโฉนดจับจองถือครองเอากองแห่งรูปเหล่านั้น ที่มีหลายภพ หลายพันธุ์ หลายเผ่า หลายพงศ์ ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามความชอบใจ (ผมยังเคยคิดเล่นๆ เลยว่าไดโนเสาร์อาจจะเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ก็ได้ ไม่ใช่ลิงกังหรอก คุคุคุ ปู่ของผมอาจจะเป็นพันธุ์ทีเร็กซ์จอมโหดก็ได้นะเนี่ย หุหุหุ ชอบใจมากมายมีปู่ดุๆ แบบนั้น หากมีจิ๊กโก๋มาแซว เดี๋ยวให้ปู่จัดการเลย) จิตบางดวงไม่ชอบใจที่จะยึดเอาธาตุขันธ์เหล่านี้ ก็จะมีภพภูมิอันเป็นที่อยู่ของตนเช่นกัน

    แต่ครั้นพอมาถือครองเอารูปสัตว์ประเภทต่างๆ จิตก็ชอบอีกเหมือนกันนะครับ จึงว่า “อวิชชาๆๆ” หรือว่า “ความหลง” ไงล่ะครับ มาชอบกิน ชอบอยู่ ชอบเที่ยว ชอบสืบพันธุ์ไปตามประสาภพภูมิของตน มาหลงอยู่ในภาวะในภพนั้นๆ ของพวกตนอีก ดังจะเห็นว่าสัตว์ทุกตัวล้วนรักตัวกลัวตาย ถ้าหากมีใครไปชวนจิตในตัวหนอนให้มาเป็นนก หนอนก็ส่ายหัวดิกๆ ไม่เอา เพราะเดาไม่ออกว่าไปเป็นนกแล้วจะมีอึกินหรือไม่ ถ้าไปชวนจิตในตัวปลาให้มาเป็นไส้เดือนปลาก็คงไม่ชอบอีกเหมือนกัน เพราะกลัวว่าในดินจะไม่มีน้ำให้ว่าย คือถ้าว่าตามหลักสัจธรรมแล้วจิตทั้งหลายจะมีความชอบในภพภูมิของตนนั่นแหละ คือเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่นอยู่กับภาวะหรือว่าภพนั้นๆ

    เช่นคนเรานี่น่ะครับ ถ้าทำดีมากๆ แม้จะมีพระผู้รู้มาบอกว่า ตายแล้วยูจะไปสวรรค์นะ ยูจะตายตอนนี้เลยไหม คำตอบคือไม่อยากตายหรอกครับ เพราะยังยึดมั่นอยู่ในอัตภาพนี้ รักร่างกายนี้อยู่ แม้มันจะเจ็บไข้ออดๆ แอดๆ ธาตุทั้งหลายจวนจะเลิกประชุมกันเต็มแก่แล้ว แต่ก็ยื้อกันสุดฤทธิ์สุดเดชล่ะ เสียเงินเสียทองเท่าไหร่ไม่ว่า ขอให้ได้รับการรักษาอย่างดีเพื่อจะยื้อชีวิตเอาไว้ก่อน

    แต่สุดท้าย กฎของธรรมนิยามก็ไม่ยักจะไว้หน้าใครเลยสักรายนะครับ ฟาดเรียบหมดแม้แต่องค์ศาสดาของศาสนาต่างๆ นั่นก็เถอะ!

    สภาวะของสามัญลักษณะจะแสดงให้เห็นว่าธาตุขันธ์ที่ประกอบกันเป็นตัวนั้นๆ รูปนั้นๆ ไม่สามารถคงอยู่ได้นานหรอกครับ เดี๋ยวก็ต้องแปรปรวนแตกสลายไป ภพของสัตว์บางชนิด (เช่นไดโนเสาร์ปู่ของผม) เมื่อสภาวะแวดล้อม (อุตุนิยาม) ไม่เอื้ออำนวยแล้ว ก็ตีตั๋วเที่ยวเดียว ขึ้นรถไฟไปสูญพันธุ์หมด ก็แล้วจะให้อยู่ต่อไปทำไมมิทราบล่ะครับ กระนั้น บางทีเซลส์ของสัตว์ชนิดนั้นอาจจะกลายพันธุ์เป็นชนิดใหม่ เป็นสายพันธุ์ใหม่เอี่ยมอ่องรุ่นปี 2009 นี่ก็ยังได้เลยนะครับ

    ส่วนจิตทั้งหลายนั้นก็ไม่แคร์อยู่แล้วล่ะครับว่าธรรมชาติจะสร้างกายรุ่นใดให้ ดวงจิตพร้อมจะเข้าไปสิงสู่ ซ่องเสพอยู่ดีนั่นแหละ ไม่มีที่จะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดกันได้ง่ายๆ ล่ะครับ

    พระพุทธองค์ถึงได้ทรงตรัสเอาไว้ไงล่ะครับว่า การท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏฏ์ของดวงจิตนี้มันนับไม่ถ้วน ประมาณมิได้จริงๆ

    พวกสัตว์ทั้งหลายมันก็สนุกของมันนะครับ เพราะเดี๋ยวอารมณ์โกรธภายในจิตเกิดขึ้น พี่แกก็จะยกพวกตีกัน เอ้ย กัดกันจนมันส์พะยะค่ะไปเลย ลอบทำร้ายกันบ้างก็มี บทพี่แกจะเล่นเชิงชู้เพื่อสืบพันธุ์กันนั้นก็ใช่จะย่อยน้อยหน้ามนุษย์ ต่างประกาศศักดาอวดชั้นเชิงโชว์หญิงในเชิงยุทธ์ อหังการ์มมังการ์กันเข้าไป ฝ่ายศรีภรรยาเจ้าเล่า ครั้นคลอดลูกน้อยออกมาแล้วก็เฝ้าฟูมฟักดอมถนอม ทั้งจูบทั้งเลียด้วยความรักใคร่เอ็นดูบุตรอันเกิดจากอุทธรของตน

    สภาวะอารมณ์ที่เป็นไปภายในจิตแบบนี้ล้วนโคจรตามหลักปฏิจจสมุปบาททั้งสิ้นนะครับ คือเป็นเรื่องของอารมณ์เหมือนๆ กันทั้งหมดทั้งสิ้น ก็วนกันไป หมุนกันไป ชั่วบ้าง ดีบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง สรุปคือไม่แน่นอนสักอย่าง ทั้งกองแห่งรูป และกองแห่งนาม

    จักรวาลก็ไม่เที่ยง

    ดวงดาวทั้งหลายก็ไม่เที่ยง

    โลกนี้ก็ไม่เที่ยง

    กายนี้ก็ไม่เที่ยง

    ใจนี้ก็ไม่เที่ยงอีก

    สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ครับใช่ ทุกข์เพราะมันไม่เที่ยงนี่แหละ ทุกข์เพราะมันให้ความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในนาทีถัดไป ในวัน ในเดือน ในปี ในชีวิตถัดๆ ไป

    สิ่งใดเป็นทุกข์สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา คือมันหากจะเป็นของมันเช่นนั้นเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่แท้จริง ต่อให้รักแสนรัก ต่อให้หวงแสนหวง บทความเสื่อมมาเยือนแล้ว ใจก็ถูกเตะกลิ้งลงจากบัลลังก์แห่งความเป็นตัวกรูของกรู พ่อกรู แม่กรู แฟนกรู ลูกกรูอยู่เรื่อยๆ ไปนั่นแหละ

    ทว่าความไม่เที่ยงบางอย่างใช้เวลาหลายล้าน หลายแสนปี จึงดูเหมือนว่ามันคงทนอะไรเช่นนั้น

    แม้คนเดินดินกินข้าวแกง จ้วงข้าวเหนียวส้มตำ จกปลาร้า ตักปลาเจ่ากันนี้ก็เถิด แค่อายุไม่ถึงร้อยปี พี่ๆ เค้าก็ยังคิดจะยิ่งใหญ่เป็นเจ้าโลก อยากจะจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ด้านต่างๆ เพื่อประกาศอัตตาตัวตนกันเลยนี่นา

    .

    อนิจจา…มันหากจะเป็นไป…

    ตถตา…มันหากจะเป็นเช่นนั้นเอง…

    โอ้ววว…เย่ห์…มายด์ บุดด้าห์…

  8. สาธุ สาธุ สาธุ

    เมื่อปลูกหนี้ ย่อมมีดอกเบี้ย

    การไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ
    หากเป็นหนี้แล้ว ขอให้เป็นหนี้รักเถิด (ซะงั้น)

    1. วิ้ววววว

      น้ำเน่าซะ

      ไม่คิดว่าคุณแซดก็ชอบดูละครหลังข่าวนะเนี่ย

      1. อ่านแล้วก็สนุกสนาน บานตะไท แต่ตาลายมากมาย 555

        ไปทาถู ………ยาหม่องตราลิงถือลูกท้อขี่ขอหมาก่อนนะ วิงเวียนวุ้ย

        รักนะเด็กโง่วทุกคน จุ๊บจิ๊บ

        ปล…เอ๊ะ!!!!!!!! หรือจาเป็นไข้หวัดหมู ไม่นะ……..แค่นี้ก็หมูพอแย้ว งือๆ
        ปลล. ไม่มีอะไรแค่อยากให้มีปลล. เฉยๆง่ะ😛

      2. 5555+
        ก็มีบ้างบางเรื่องค่ะ
        แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ดูเพราะดงผู้ดีจบไปแล้ว หุหุ

        ปล.ชีวิตจริงอาจเน่ากว่าในละครก็ได้นะคะ ^^”

      3. นังหม่องหมิวหม่อง

        จ้าๆๆๆ ไม่ใช่หวัดหมูก็ไม่ใช่สิ

        แค่…”หมูเป็นหวัด” เฉยๆ เนอะ (หุหุหุ หัวเราะด้วยความชอบใจมากมาย)

        .
        .
        .

        ท่านรองแซด

        เอ…สงสัยละคร “ดงผู้ดี” นี่คงจะเรตติ้งแรงแฮะ เห็นบ่นถึงหลายคนแล้ว

        แฮ่ม ส่วนเรื่องชีวิตดั่งละครนั้น อาจจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้นะขอรับ

  9. สวัสดีค่ะ จขบ. และทุกๆคน

    คิดถึงๆ ช่วงนี้มีงานเข้า มีงานเข้า ตลอดเลย

    ยังไม่ได้อัพบล็อก และยังไม่ได้ทำไรเลยซักอย่าง

    อดใจรอนิดนึงนะคะ ยังหาเรื่องที่เขียนไม่ได้เลย ฮือๆ T_T

    มาบ้านพี่เจี๊ยบแล้วไม่เหงาแฮะ เพราะมีแต่เรื่องให้ได้อ่านกันตลอด

    1. สวัสดีเช่นกันนะขอรับคุณบีท

      มีงานเข้าน่ะดีกว่าไม่มีงานทำอยู่แล้วล่ะขอรับ – สู้ๆ

      ส่วนเรื่องอัพบล็อก พร้อมชาติไหน เอ้ย พร้อมเมื่อไหร่ค่อยอัพนะขอรับ

      1. สวัสดีวันเสาร์มึนๆมัวๆครับท่านพี่

        มีคำถามหนึ่งอยากถามท่านพี่ขอรับ สงสัยมานานมาก หาในเน็ตก็ไม่เจอ ไม่รู้จะถามใคร

        เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับท่านพี่

        เวลาข้าพเจ้าเดินทางไปตามที่ต่างๆ ที่เป็นวัด ไม่ว่าบ้านนอกหรือในเมือง ที่เห็นและฉุกนึกสงสัยก็คือ

        ข้าพเจ้าจะพบเจอพระพุทธรูปเก่าๆ หรือองค์กระเกจิดังๆ ที่เป็นทั้งแก้ว ปูน โลหะ ถูกนำมา – เออ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าใช้คำว่าทิ้งหรือเปล่า (เพราะเวลาเขาซื้อพระกันเขาบอกว่าเช่าพระ)

        เกี่ยวกับพุทธศาสนาในเรื่องการบุชารูปเคารพนี่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่ามันมีหรือเปล่า และถ้ามี การเอาพระพุทธรูปมาทิ้ง(หรือจะมีศัพท์หรูๆไว้เรียกกันก็เหอะ) มีผลอะไรต่ออะไรหรือไม่ครับท่านพี่

        เพราะที่บ้านข้าพเจ้าก็มีพระพุทธรูปอยู่องค์เดียว เป็นโลหะ แต่เราก็ไม่เคยเอาพระไปทิ้งไว้ที่วัดเลย นึกไม่ออกเหมือนกันว่า คนอื่นๆหรือครอบครัวอื่นๆเขามีเหตุผลอะไร ถึงได้นำพระไปทิ้ง แทนที่จะเอามาซ่อม ดูแลสืบไป ให้สมกับที่เคยเคารพกราบไหว

        หรือพระเครื่องก็เหมือนพ่อแม่ครับ พอแก่ตัวหรือพิการ ก็เอาไปทิ้งตามโรงพยาบาล ไม่ต้องดูแลเลี้ยงดู

        ถามข้อสุดท้ายครับท่านพี่

        ท่านพี่มีพระเครื่องห้อยคอหรือเปล่าครับ เคยมีคนเอาพระเครื่องมาให้ผมเยอะแยะ แต่ผมไม่รับไว้ เพราะไม่ชอบเอาอะไรมาห้อยคอหรือสวมใส่ข้อมือ(แม้แต่นาฬิกาก็เหอะ

        ท่านพี่ว่า วัตถุประสงค์การทำพระเครื่องแต่ก่อนกับปัจุบัน ผิดเพี้ยนกันไปเยอะมั้ยครับ

        แล้วแต่ก่อนเขาทำพระเครื่องขึ้นมาทำไมหว่า?

        หากท่านพี่พอมีเวลา วานแถลงข้อข้องใจผู้น้องด้วขอรับ

        ด้วยความเคารพ

      2. เอางั้นหรือพี่สาม

        ได้ๆๆ (ไปแอบปั่นมาแล้วล่ะ เดี๋ยวโพสต์เลยแล้วกัน)

        นี่แน่ะ

        .
        .
        .

        ปล. ผมจะนำไปโพสต์ในบ้านหนอนด้วยนะครับ

      3. ปุจฉา – วิสัชนา เกี่ยวกับพระพุทธรูป

        .
        .
        .

        ปุจฉา : เกี่ยวกับพุทธศาสนาในเรื่องการบูชารูปเคารพนี่ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า และถ้ามี การเอาพระพุทธรูปมาทิ้ง (หรือจะมีศัพท์หรูๆไว้เรียกกันก็เหอะ) มีผลอะไรต่ออะไรหรือไม่ครับท่านพี่

        .
        .

        วิสัชนา : โอ้ว เรื่องพระพุทธรูปและพระเครื่องนี้เห็นทีต้องคุยกันนานครับพี่สาม ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าพระพุทธรูปคืออะไร?

        ดูเหมือนผมจะเคยคุยผ่านในกระทู้เที่ยวเมืองลาวของท่านธีรมาบ้างแล้วว่า พระพุทธศาสนาแบ่ง “สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า” เอาไว้ 4 ประเภท ซึ่งท่านเรียกว่า “พระเจดีย์”

        1. ธาตุเจดีย์ คือ เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

        2. ธรรมเจดีย์ คือ สิ่งบรรจุพระธรรมคำสอน เช่น คัมภีร์ใบลาน หนังสือพระไตรปิฎก แผ่นหินที่แกะสลักคำสอนต่างๆ เช่น ปฏิจจสมุปบาท สติปัฏฐานสูตร อริยสัจสี่ เป็นต้น

        3. บริโภคเจดีย์ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าเคยบริโภคใช้สอย เช่น จีวร บาตร ต้นโพธิ์ที่ทรงนั่งตรัสรู้ (แน่นอนว่ารวมถึงต้นโพธิ์ทั่วไปด้วย เพราะมันสื่อถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าน่ะครับ) พระคันธกุฎีที่ทรงเคยประทับ สถานที่ทรงประสูติ สถานที่ทรงแสดงธรรม สถานที่ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฯลฯ

        4. อุทเทสิกเจดีย์ คือ สิ่งที่สร้างอุทิศถึงพระพุทธเจ้า ได้แก่พระพุทธรูปทั้งหลายทั้งมวล

        พระพุทธรูปทั้งองค์ใหญ่และเล็กระดับพระเครื่อง จัดอยู่ในเจดีย์ประเภทสุดท้ายนี้น่ะครับ

        เอาล่ะ เมื่อทราบถึงสิ่งที่ควรเคารพสี่อย่างแบบนี้แล้ว เพื่อความกระจ่างก่อนการปลงใจเชื่อหรือเลื่อมใสศรัทธาแล้วแสดงกิริยาวันทาทำความเคารพกราบไหว้พระพุทธรูปนั้น เราควรศึกษาให้ลึกถึงที่มาของการสร้างพระพุทธรูปเป็นครั้งแรกในโลกด้วย

        หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปไม่กี่ปี พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรุงกรีก ได้ยกรี้พลเข้าไปตีอินเดีย ทว่าอินเดียแข็งแกร่งมาก ตีแตกไม่ได้ง่ายๆ ทว่าตีได้กรุงคันธาระซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียก่อนรัฐอื่น (ปัจจุบันเป็นประเทศปากีสถาน) อินเดียสามารถต่อต้านทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของกรีกเอาไว้ได้ ยื้อเวลาออกไปอีกหลายปี ต่อการยกทัพไปเป็นระยะทางยาวไกลและกรำศึกต่อเนื่องเป็นเวลานาน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชจอมทัพกรีกก็ทรงประชวรหนัก ขุนพลทั้งหลายจึงทูลเสด็จกลับกรุงกรีก ทว่าทรงสวรรคตระหว่างเสด็จกลับนั่นเอง ก่อนยกทัพกลับนั้น พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้ขุนศึกบางท่าน ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองที่แคว้นคันธาระนั้น

        กาลเคลื่นเดือนคล้อย…

        ราวปีพุทธศักราช 400 กว่าๆ พระราชาเชื้อสายกรีกที่ทรงครองกรุงคันธาระในยุคนั้นมีพระนามว่า “พระเจ้ามินันเดอร์” หรือในกาลต่อมาชาวพุทธจะรู้จักพระองค์ในพระนามว่า “พระยามิลินทะ” หรือ “พระยามิลินท์” ทรงสนพระทัยในพระพุทธศาสนามาก และถือว่าเป็นโชคดีของพระองค์ที่ทรงได้พบกับ “พระนาคเสน” ซึ่งถือว่าเป็นพระนักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาใน พ.ศ. นั้น

        หลังผ่านการ ปุจฉา – วิสัชนาธรรม กันอย่างเข้มข้นหลายวันหลายคืน หลายเดือนหลายปี สัปยุทธ์กันด้วยปัญญาระหว่างปรัชญากรีกโบราณของเพลโต อริสโตเติล โสกราตีส ที่ยกขบวนเรียงร่ายส้ายผ่านออกมาทางปากของพระเจ้ามินันเดอร์ หรือพระยามิลินท์ โดยมีพระนาคเสนคอยตีแสกหน้ากลับไปด้วยคมแฝกซื่อๆ แฝงธรรมเรียบๆ ทว่าใสลึกจนหยั่งไม่ถึงสะดือทะเลหลง พระเจ้ามินันเดอร์ก็สยบราบคาบแก้ว อัญเชิญเทพเจ้าทั้งหลายของชาวกรีกกลับภูเขาโอลัมปัส แลัวหันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วยความสนิทใจ

        กระนั้น แต่ก่อนแต่ไรรึ ตอนจะบูชาเซ่นสรวงหรือกราบไหว้เทพเจ้าที่ตนเคารพที่กรุงกรีกนั้น ต้องมีรูปแกะสลักหินของเทพเจ้านั้นๆ ด้วย ครั้นหันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วเช่นนี้ ก็ควรแล้วล่ะที่จะแกะพระรูปของพระพุทธเจ้าขึ้นมาบ้างเพื่อจะได้กราบไหว้บูชา ดำริเช่นนี้แล้ว จึงทรงอิมพอร์ตนายช่างผู้เชี่ยวชาญด้านการแกะหินจากกรีก ให้ไปแกะพระพุทธรูปที่แคว้นคันธาระ ดังเราจะเห็นว่าพระพุทธรูปที่ปากีสถานนั้น จะมีรูปลักษณะแข็งๆ ทื่อๆ มีพุทธศิลป์คล้ายชาวตะวันตก (แหง๋ล่ะ ช่างตะวันตกนี่นา ท่านพี่คงจำพระพุทธรูปยืนที่ภูเขาแห่งหนึ่งซึ่งกลุ่มทาลีบันระเบิดได้กระมังขอรับ นั่นน่ะ เป็นพุทธศิลป์เก่าแก่มาตั้งแต่ยุคของพระเจ้ามินันเดอร์เลยเทียว)

        จุดเริ่มต้นจากตรงนี้แหละครับ ก่อนหน้านั้นไม่มีใครกล้าแกะพระรูปของพระพุทธเจ้าเลย แม้แต่พระเจ้าอโศกมหาราช (มีชีวิตอยู่ราวๆ พ.ศ. 200) ที่เคารพศรัทธาพระพุทธศาสนามากก็ไม่กล้าแกะ ทรงเลี่ยงให้ช่างแกะรูปเสมาธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์แทนองค์ของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนา

        กระทั่งพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาถึงเมืองไทย…

        คนไทยแต่ก่อนเคารพนับถือพระพุทธศาสนามาก ดังจะเห็นว่าแม้แต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็ทรงเสด็จออกผนวชกันอยู่เรื่อยๆ จากแทบจะทุกราชวงศ์ (หากผมจำไม่ผิดประเพณีบวชเรียนของคนไทยก็ได้ตัวอย่างมาจากการที่กษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยลพบุรีเสด็จออกผนวชเป็นระยะเวลาสั้นๆ น่ะครับ คือไปบวชเพื่อ “ศึกษาเรียนรู้” ไม่ได้ไปบวชตามประเพณีแล้วนอนแช่อยู่ในวัดเฉยๆ การบวชอย่างนั้นไม่น่าจะเรียกว่าบวชเรียนเลย เรียกว่าบวชเอาเท่ เอามัน เอาตราประกันสังคมว่าเป็นคนดี – ดีไหม?)

        คนแต่ก่อนมีความเชื่อกันว่า การสร้างพระสถูปเจดีย์ พระวิหาร รวมถึงการปั้นพระพุทธรูปเพื่อให้คนทั้งหลายได้กราบไหว้บูชานั้น เป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้ยั่งยืน

        เหตุนี้ ผู้รากมากดี เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ทั้งหลายที่มีอำนาจวาสนาบารมีจึงนิยมสร้างวัดและสร้างพระพุทธรูปกันมาก จากเดิมที่เคยสร้างกันเพียงวัดละองค์ ก็เริ่มมีความเชื่อกันอีกว่า ยิ่งสร้างหลายองค์ยิ่งได้บุญมาก เพราะกราบทีเดียวเหมือนกับได้กราบพระพุทธรูปหลายองค์ จึงหันมาปั้นพระเป็นองค์เล็กๆ แล้วนำไปบรรจุไว้ตามพระสถูปเจดีย์ต่างๆ นัยว่ากราบพระเจดีย์หนเดียวก็เหมือนกับได้กราบพระหลายองค์นั่นแหละ

        หลายร้อยปีต่อมา…

        เมื่อพระสถูปเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมและเมื่อมีการขุดเจาะเพื่อทำการซ่อมแซม เราจึงมักจะได้ยินข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า กรุวัดนั้นแตก วัดนี้แตก คือได้ไปขุดเจอพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่คนแต่ก่อนปั้นแล้วนำมาบรรจุเอาไว้เพื่อกราบไหว้บูชาตามพระเจดีย์นั่นเอง

        ทว่าหากเป็นคนสมัยก่อนเห็นพระองค์เล็กๆ เหล่านี้แล้วก็คงไม่เกิดความโลภเหมือนคนสมัยนี้ (คงเป็นเพราะว่าพระเครื่องสมัยโน้นยังไม่มีราคาในโลกสมมุติแห่งเงินตราด้วยน่ะครับ) เห็นแล้วก็นำไปรวมกันไว้เหมือนเดิม หรือบางองค์ที่แตกหักหรือบิ่นไป ก็จะโยนทิ้ง เพราะไม่ถือว่าเป็นพระที่สมบูรณ์แล้ว (เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เด็กๆ บางจังหวัดยังจับเศษพระจากกรุมาร่อนเล่นในแม่น้ำเลยครับ ทว่าตอนนี้ทราบมาว่า พระเครื่องจากกรุแห่งนั้นราคาเป็นหลักแสนหลักล้านไปแล้ว)

        คราวนี้ มาถึงยุคหลวงปู่หลวงพ่อรุ่นหลังๆ เช่น หลวงปู่ศุข หลวงปู่โต หลวงพ่อวัดบ้านกร่าง ฯลฯ หลวงปู่หลวงพ่อในยุคนี้ก็เป็นพระดี รู้หลักรู้เรื่องเกี่ยวกับหลักธรรมแตกฉาน และรู้ว่าการกราบไหว้พระพุทธรูปนั้นเป็นเรื่องดี ท่านก็พาลูกศิษย์ลูกหาไหว้พระสวดมนต์ทำสมาธิเรื่อยมา

        ครั้นพอลูกศิษย์คนไหนจะย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนไปอยู่ถิ่นอื่น ท่านดูหน่วยก้านแล้วว่าเจ้าคนนี้เป็นคนดี ไปอยู่ไกลวัดไกลครูบาอาจารย์ก็กลัวจะลืมศีลลืมธรรม จึงเรียกมันเข้ามาหาแล้วบอกว่า “เออ เอ็งจะไปอยู่ที่อื่นแล้วก็ขอให้เป็นคนดีเหมือนตอนที่อยู่กับข้า ให้รักษาศีล รักษาธรรม เอานี่…นี่เป็นพระที่ข้าปั้นเองกับมือ เอ็งจงรับเอาไว้ แล้วกราบไหว้บูชาอย่าให้ขาดนะ”

        ลูกศิษย์ที่รับเอาไปก็ดีอกดีใจที่อุปัชฌาย์อาจารย์มอบพระให้แบบนั้น

        ยุคก่อนนั้นก็ยังไม่มีใครกล้านำพระมาห้อยคอ เพราะถือว่าเป็นกาลกิณี พระควรจะอยู่ในที่สูง ในพระเจดีย์ บนหิ้งบูชา ทว่าได้เกิดกระบวนการวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกระทั่งนำมาห้อยคอติดตัวไปไหนมาไหนแบบวัตถุมงคลพวกตะกรุดผ้ายันต์ทั่วๆ ไป

        การได้พระเครื่องที่อุปัชฌาย์อาจารย์มอบให้แบบนั้น ลูกศิษย์จะไปไหน จะทำอะไรก็จะนึกถึงท่านเสมอ ว่าท่านเคยสอนอย่างไร เคยเตือนอย่างไร เคยห้ามแบบไหน พระเครื่องจึงเป็นอะไรมากกว่าดินเหนียวปั้นก้อนหนึ่ง แต่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณสูงมาก ซึ่งหาได้ยาก และไม่ใช่จะซื้อขายกันได้ด้วยเงินทอง

        ต่อมาความโลภของคนเริ่มพัฒนา เมื่อรู้ว่าพระเครื่องรุ่นนั้นรุ่นนี้ของหลวงปู่หลวงพ่อวัดนั้นวัดนี้ ซึ่งท่านเป็นพระดีเป็นผู้ปั้นเพื่อมอบให้ลูกศิษย์ได้สืบทอดตกมาถึงยุคปัจจุบันนี้ แล้วเกิดอยากจะได้ไว้ครอบครองบ้าง การซื้อขายแลกเปลี่ยนกันจึงเกิดขึ้น จากเดิมทำกันแบบลับๆ ด้วยถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องขายจิตวิญญาณที่ตนเคารพนับถือให้คนอื่น ต่อมาก็หน้าด้านหน้าทน ทำกันจนเกลื่อนบ้านเต็มเมืองโดยไม่เห็นฝุ่นของการเริ่มมีพระเครื่องและเริ่มแจกพระเครื่องของหลวงปู่หลวงพ่อรุ่นก่อนๆ แล้ว

        การที่พระเครื่องแต่ก่อนดีจริงๆ นั้น ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายเอาไว้ว่า ต้องประกอบไปด้วยองค์ 4

        1. หายาก – ไม่ใช่ว่าหลวงปู่หลวงพ่อแต่ก่อนจะให้ใครง่ายๆ หากลูกศิษย์คนนั้นไม่มีเหตุจำเป็นให้เดินทางไกล ย้ายถิ่นฐาน หรือติดทหารอะไรแบบนั้น ท่านจะไม่มอบพระเครื่องให้หรอก แต่จะสอนด้วยคำพูดและการกระทำ

        2. ซื้อขายไม่ได้ – หากย้อนกลับไปพูดให้คนสมัยเมื่อสักเกือบๆ ร้อยปีฟังว่า พระเครื่องที่หลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้สร้าง มีราคาเป็นแสนเป็นล้านในยุคนี้ คนสมัยโน้นคงจะเอามือตบอกตกกะใจ ร้องวี้ดว้ายกันว่า “ตายแล้ว คนในอนาคตอุตริ มีความโลภ และเพี้ยนกันถึงขนาดซื้อขายพระกันเชียวหรือนี่” แน่ๆ เลยล่ะครับ

        3. มีข้อเรียกร้องทางศีลธรรม – “ไอ้ทิดโว้ย เอ็งจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นแล้ว คงจะไกลหูไกลตาข้า ไกลวัดไกลวาไม่เหมือนแต่ก่อน จะอย่างไรเสียก็อย่าลืมศีลลืมธรรมนะ ให้หมั่นประกอบแต่กรรมดี ละกรรมชั่ว แล้วชีวิตเอ็งจะรุ่งเรื่อง เอา…เอานี่ไป ข้าให้เอ็ง จงกราบไหว้บูชาอย่าให้ขาด แล้วชีวิตเอ็งจะเจริญ” คือท่านจะสอนประมาณนี้น่ะครับ คือว่าถ้าเอ็งรับพระไปแล้ว เอ็งต้องเป็นคนดีนะ จงรักษาพระนี่ให้ดี แล้วพระจะรักษาคุ้มครองเอ็งด้วย

        4. มีคุณค่าเชื่อมโยงทางจิตใจ – การได้อยู่ใต้ร่มเงาบารมีของครูบาอาจารย์บางท่านนี่จะเกิดความรู้สึกอบอุ่นชุ่มเย็นนะครับ ได้เห็นวัตรปฏิบัติ ได้ยินได้ฟังท่านเทศน์ท่านสอนอยู่เสมอ ใจจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านและในคำสอนของท่าน ยิ่งเมื่อได้รับวัตถุที่ท่านมอบให้มากับมือ การจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ดี ผู้นั้นจะเกิดความมั่นใจว่าตนก็มีอาจารย์ดี รู้เรื่อง รู้หลัก รู้โลก รู้ธรรม ไม่ใช่คนลอยๆ สุกๆ ดิบๆ ห่ามๆ ห้าวๆ แต่อย่างใด การมองเห็นพระที่ห้อยคออยู่จึงกินความหมายไปถึงครูบาอาจารย์และคำสอนคำสั่งต่างๆ ของท่านด้วย

        หันมาดูตลาดพระทุกวันนี้…

        1. หาง่ายกันเหลือเกิน เกร่อไปหมด

        2. อยากได้รุ่นนี้หรือ ไม่มีปัญหา ถ้ามีปัญญาจ่าย

        3. ศีลห้าคืออะไรผมไม่รู้จัก หลักธรรมคืออิหยั๋งผมก็ไม่ทราบ แต่ผมแขวนพระนะเออ นี่น่ะ เมื่อคืนนี้ยังแขวนพระไปดวนเหล้ากับเพื่อนอยู่เลย – ผ่าเหอะ! แขวนพระแล้วคอแข็งชมัด!

        4. ไม่มีคุณค่าที่แฝงอยู่เบื้องหลังวัตถุมงคลชิ้นนั้นๆ เลย เพียงแต่ห้อยไปงั้นแหละ เขาว่าแท้ เขาว่าดี เขาว่าเจ๋ง ห้อยแล้วจะรวยลืมตัว โคตะระรวย รวยไม่รู้เรื่อง (แล้วมันจะรวยไปทำไมกันหว่า? ถ้ารวยแล้วทั้งลืมตัวและไม่รู้เรื่องแบบนั้น) หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันชาตรี ก็เลยคิดว่าแขวนแล้วน่าจะดีดังเขาว่า ทั้งๆ ที่องค์ปลุกเสกเองแท้ๆ ก็มอดม้วยมรณังไปหมดแล้ว ไม่เห็นจะยั่งยืนอะไรเลย

        อ้อตรงนี้ขอเสริมหน่อย พระเครื่องหรือวัตถุมงคงบางรุ่นนั้น ถ้าประกอบกันด้วยมวลสารที่ดี ผ่านมือผู้ทรงอิทธิฤทธิ์อภิญญาจริงๆ นั้น จะสามารถปกปักรักษาผู้แขวนได้เหมือนกันนะครับ แต่ก็ช่วยได้นิดหน่อย คล้ายๆ ว่าจะเป็นส่วนเสริมมากกว่า คือถ้าหากถึงคราวถึงฆาตขึ้นมาจริงๆ แล้ว ต่อให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาเองก็เอาไม่อยู่ ปราชญ์โบราณได้พูดเอาไว้ประโยคหนึ่งว่า “แรงกรรมย่อมแรงกว่าแรงฤทธิ์ เพราะฉะนั้น แม้ท่านจะเรืองฤทธิ์สักเพียงใดย่อมพ่ายแพ้ต่อแรงกรรม”

        พระมหาโมคคัลลานะ อัครสาวกฝ่ายซ้ายผู้เลิศด้วยฤทธิ์ เจ๋งกว่าพระทุกรูปในพระพุทธศาสนาถูกโจรรุมทุบตาย!!!

        อ้าว เอาแล้วซีคราวนี้ ก็ถ้าแม้แต่ท่านอัครสาวกฝ่ายซ้ายที่เยี่ยมยอดขนาดนั้น ยังบทสรุปต่อเรื่องกรรมถึงปานนี้ สู้มาสร้างแต่กรรมดี เพื่อไม่ให้มีเหตุให้เกิดเรื่องแบบนั้นไม่ดีหรือ?

        ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งมากว่า “ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก” ครับใช่ ถ้าคุณทำดีจริงๆ เป็นคนดีจริงๆ คนเขาจะฟันกันคุณเข้าไปยุ่งด้วยทำไม ตรงนั้นเขาจะยิงกันแน่ๆ แล้วจะออกไปหาทำไมมิทราบ พ้นจากเหตุที่จะทำให้เกิดอันตรายแบบนี้แล้ว หากอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตก็ได้แต่ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาวะของมันเองแล้วล่ะ หมดอำนาจการควบคุมบังคับของเราแล้ว ที่สำคัญคือ “อย่าเข้าไปยุ่งกับคนพาล” และ “อย่าออกไปป่วนกับคนไม่ดี”

        .
        .

        อีกตำนานหนึ่งซึ่งควรจะนำมาเล่าประกอบกันเอาไว้เป็นพุทธานุสติคือ คราวหนึ่งพระภิกษุกลุ่มหนึ่งไปภาวนากันในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ภาวนากันแทบไม่ได้เลย เพราะเจตภูติในป่านั้นแรงมาก มารบกวนพระภิกษุเหล่านั้นอยู่เสมอ

        ครั้นสบโอกาสเหมาะ เมื่อคราวได้ไปเฝ้าพระบรมศาสดา พระภิกษุเหล่านั้นจึงกราบเรียนถามท่านว่า เวลาไปอยู่ในสถานที่น่ากลัวแบบนั้น ภิกษุซึ่งยังเป็นปุถุชนไม่มีสติปัญญาแก่กล้า เวลาถูกภูติผีมากวนจิตใจให้วอกแวกแส่ส่ายไปกับความหวาดกลัวนั้น จะทำเช่นใดดี ขอให้พระพุทธองค์ทรงประทานอุบายเพื่อคลายความหวาดกลัวให้ด้วยเถิด

        พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า มวลเทพทั้งหลายนั้น เวลาจะรบทัพจับศึกกันก็จะดูที่ธงของจอมเทพที่ตนนับถือเป็นหลัก เวลาเห็นธงนั้นแล้วก็เหมือนเห็นจอมเทพผู้เรืองฤทธิ์มานำทัพด้วยตนเอง ทำให้มีใจฮึกเหิม ไม่เกรงกลัวพยันตราย สามารถทำการต่อสู้ต่อไปได้ฉันใด

        ภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชน ยังเกิดความสะดุ้งหวาดกลัวอยู่นั้น พวกเธอจงระลึกถึงเราตถาคตเถิด เมื่อพวกเธอนึกถึงเราตถาคตซึ่งเป็นครูของเทวดา มาร พรหม ทั้งหลายแล้ว พวกเธอจะมีใจอาจอาญแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวภยันตรายใดๆ ความสะดุ้งหวาดกลัวจะค่อยๆ ลดลงไปตามลำดับ

        ผู้คนทุกวันนี้ครั้นจะให้นึกถึงเฉยๆ ก็จะดูเหมือนว่าชีวิตมันช่างเบาหวิวเหลือทนจนเกินไปน่ะครับ กระนั้นเลย ปั้นองค์พระขึ้นเป็นรูปธรรมแบบจับต้องได้นี่ดีกว่า ชัวร์ดี ไปไหนก็เหมือนมีพระไปด้วยตลอดเวลา

        .
        .

        เป็นดังนี้แลขะรับท่านพี่สาม ส่วนเรื่องการนำพระหักมาทิ้งที่วัดนั้น เชื่อกันว่าถ้าพระแตกหรือหักแล้วจะไม่เป็นมงคล ไม่ควรเก็บเอาไว้ที่บ้าน ไอ้ครั้นจะนำไปทิ้งที่อื่น ด้วยความเขลาไม่รู้ก็กลัวจะบาปอีก คิดได้แต่ว่าพระต้องอยู่ที่วัด จึงนำรูปเคารพเหล่านั้นกลับมาคืนวัด

        ถามว่าเป็นบาปไหม? อันนี้ตอบยากครับ ต้องดูเจตนาของผู้ทิ้งว่ามีจุดประสงค์ใด ถ้าทิ้งด้วยความเขลาไม่รู้ธรรมดา ก็แสดงให้เห็นอยู่ในตัวของมันเองแล้วแหละครับว่า บุคคลนั้นเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องรู้หลักของพระพุทธศาสนาเลย ในเมื่อพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำรงชีวิต และการใช้ปัญญาพัฒนาชีวิตโดยตรง เมื่อเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองเช่นนั้น เป็นที่น่าเห็นใจว่าการใช้ชีวิตในลำดับต่อๆ ไปของเขาคงจะลุ่มๆ ดอนๆ พิลึก พิกล

        ส่วนถ้านำมาทิ้งด้วยความเกลียดชัง พฤติกรรมนั้นก็แจ้งอยู่ในตัวเองแล้วว่า บุคคลนั้นเป็นคนที่มากล้นด้วยอคติ มองสังคมเป็นเสี่ยงๆ แบบแปลกแยก วิถีชีวิตของเขาก็จะอยู่แบบแปลกแยก ขวางโลกพิกลเช่นกัน คือยังเข้าไม่ถึงความเป็นเอกภาพภายในใจ

        อ้อ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูดถึงคือ มีบางสำนัก มีอาจารย์บางท่าน สอนไม่ให้เคารพกราบไหว้พระพุทธรูปหรือรูปบูชาอันใดเลย อันนี้ผมว่าก็สุดโต่งไป ส่อแสดงให้เห็นว่าเบื้องลึกจริงๆ แล้วครูบาอาจารย์รูปนั้นก็ยังไม่เจ๋งจริง คือยังอยู่ในระหว่างปฏิบัติ ยังครึ่งๆ กลางๆ ลุ่มๆ ดอนๆ อยู่

        ว่าไปแล้วเหมือนเซนบทหนึ่งน่ะครับพี่สาม ที่ว่า “ก่อนศึกษาเซน ข้าพเจ้ามองทะเลเป็นทะเล มองภูเขาเป็นภูเขา มองต้นไม้เป็นต้น เมื่อกำลังศึกษาเซนข้าพเจ้ามองทะเลไม่ใช่ทะเล มองภูเขาไม่ใช่ภูเขา มองต้นไม้ไม่ใช่ต้นไม้ เมื่อข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้งในเซน ข้าพเจ้ามองทะเลก็เป็นทะเล มองภูเขาก็เป็นภูเขา มองต้นไม้ก็เป็นต้นไม้” (เอ…เขาว่าแบบนี้หรือเปล่า ผมมั่วเอาน่ะครับ)

        คือการกราบไหว้พระพุทธรูปนั้น ถ้าคนไม่รู้ก็จะคิดว่านั่นคือพระรูปของพระพุทธเจ้าก็เลยกราบ ปรารถนาจะให้ท่านมาช่วยอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นศึกษาธรรมะมากขึ้น เข้าถึงกระบวนการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสูตร เมื่อเริ่มจะเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตแล้ว จะมองโลก มองสังคม มองกระบวนการแทบจะทุกอย่างที่เข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตแตกต่างไป คือเหมือนว่าในเปลือกนอกของชีวิตของสังคมนี้เหมือนมีอะไรแฝงอยู่ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังหน้ากากเหล่านี้คืออะไรกันแน่ก็ยังไม่รู้ ต้องศึกษา ต้องเรียนรู้ต่อไป แต่ครั้นรู้แจ้งอริยสัจธรรมแล้ว เข้าใจกระบวนการทำงานของปฏิจสมุปบาท เจนจบในอริยสัจสี่แล้ว ก็จบกัน คือจะรู้ว่ามันก็แค่นั้น มันหากจะเป็นของมันแบบนั้น

        การกราบพระ ไหว้พระทั้งหลายทั้งมวล กลับจะเป็นเรื่องดีไปเสียอีกนะครับ เพราะนั่นคือการแสดงความเคารพนบนอบ เป็นกิริยาที่ไม่มีอัตตาตัวตนแฝงอยู่ว่านี่คือมือกรู หัวกรู กบาลกรู กรูกำลังจะก้มหัวกราบใคร ไหว้ใครรึก็ไม่ใช่

        การกราบของท่านผู้รู้นั้นท่านจะกราบเพื่อกราบ กราบเพื่อค้อมคำนับให้บุคคลที่ควรค่าแก่การเคารพนับถือเหมือนๆ กันกับตน ว่าทำไมหนอ ท่านผู้นั้นช่างมีสติปัญญาลึกซึ้งเหลือเกินที่มาเข้าใจกระบวนการของธรรมชาติอันนี้ได้ก่อนใครอื่น ด้วยการที่ท่านได้รู้แจ้งแทงตลอดไปก่อนแล้วและได้ชี้แนะแนวทางวางหลักคำสอนเอาไว้นี่เอง จึงทำให้เราได้มาเรียนรู้มาศึกษาตามบ้าง กระทั่งเข้าถึงสภาวะแห่งความจริงนี้ได้เหมือนกัน ถ้าหากไม่มีแนวทางนี้ ไม่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะเวียนว่ายตายเกิดไปอีกไม่รู้กี่กัปป์กี่กัลป์

        การกราบเพื่อกราบจึงเป็นการกราบที่ไม่มีตัวตน และไม่แคร์ด้วยว่าจะกราบที่ไหน เมื่อไหร่ และอย่างไร แม้กราบหัวปลวกหัวผาก็เหมือนกราบพระผู้รู้ ปัดโธ่ ก็พระผู้รู้นั่นแหละเป็นคนกราบ

        แต่ก็อีกนั่นแหละ อย่างที่ผมเคยบอกว่า ปัญญาสูงสุดจะต้อง (ย้ำว่าจะต้อง) มาพร้อมกับเมตตาและกรุณาสูงสุดเป็นแพ็กเก็จแบบขายขาดบาดตัว ท่านที่เข้าถึงปัญญาสูงสุดเหล่านั้นจะมองไปถึงสังคม มองไปถึงผู้ให้ข้าวให้น้ำผยุงชีวิตมาจนถึงบัดนี้ จะมองไปญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ แล้วจะตัดสินใจภายในลัดนิ้วมือเดียวนั่นแหละว่า เอาเถอะ การใช้ชีวิตต่อแต่นี้ไปจะทำเพื่อโลก เพื่อสังคม การไหว้พระสวดมนต์ใดๆ ก็ดี การกินการอยู่ก็ดี ท่านเหล่านั้นจะทำเพื่อเป็นแบบแผนให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นแล้วได้นำไปปฏิบัติตามน่ะครับ

        เหตุนั้นท่านจึงสอนง่ายๆ พื้นๆ นั่นแหละว่า กราบไปเถิดพระพุทธรูปน่ะ บูชาไปเถิด ทำบุญทำทานไปเถิด เพราะถ้าเงื่อนไขเหล่านี้ไม่ถึงพร้อมไม่เต็มอิ่มเสียก่อน ไม่มีทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งมากไปกว่านี้ได้หรอก

        การไม่กราบแม้เพียงรูปสัญลักษณ์ของท่านผู้รู้ก่อน (พระพุทธรูป) แสดงว่าท่านผู้นั้นไม่รู้จริง ก็แล้วทำไมถึงจะไม่กราบ? อัตตาของใครหรือที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก? จะมาอ้างแต่สภาวะที่เป็นอนัตตาแล้วมาตะบี้ตะบันสอนกันแต่ว่า “ว่างๆๆๆๆ อย่ายึดมั่นในอะไรๆ ใดๆ ทั้งสิ้น” แบบนี้ โดยไม่เข้าใจและไม่ใช้สภาวะที่เป็นอัตตาให้เกิดประโยชน์สำหรับผู้ยังมีอัตตานั้นใช้ไม่ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว สภาวะของนิพพานนั้น ไม่ใช่ทั้งอัตตา และอนัตตา สิ่งทั้งสองนี้เป็นเพียงบันไดผ่านเข้าไปยังพระนิพพานเท่านั้น

        .

        เห็นข่าวบางสำนักที่สอนแบบนั้นแล้วผมมักจะรู้สึกเสียว เพราะถ้ามองถึงครูบาอาจารย์ที่ (ผมเชื่อว่า) รู้จริงเห็นแจ้งในสัจธรรมแล้ว ท่านจะไม่สอนแบบนั้นเลย มีแต่จะสอนให้กราบให้ไหว้พระพุทธรูป ดูแลรักษาทำความสะอาดให้ดี ให้ยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ที่แท้จริงกันเถิด เมื่อถึงเวลาแล้ว เมื่อสติปัญญาเติบโตแล้ว จะรู้ด้วยตัวเองดอกว่า การเคารพนับถือหรือการกราบการไหว้นั้น ควรจะมีขอบเขตแค่ไหน อย่างไร และทำไปเพื่ออะไร

        นี่อะไร…ยังไม่ทันจะได้อาศัยแพไม้ไผ่สามปล้องข้ามลำน้ำเชี่ยวเลย มาสอนให้โยนแพทิ้งเสียแล้ว – น่ากลัวจัง

        หรือจะเปรียบเทียบอีกอย่างก็เหมือนการที่เด็กจะต้องพึ่งรถกรุ้งกริ้งประคองช่วยเดินน่ะครับ เป็นการดีเสียอีกเพราะเด็กจะได้ไม่ล้มคว่ำหัวคะมำ พอเดินได้แล้ว พอโตแล้ว ผมเชื่อว่าเด็กทุกคนแหละครับ ไม่มีใครแบกเอารถกรุ้งกริ้งไปไหนมาไหนด้วยหรอก พวกเขาจะรู้เวลาเองแหละว่าควรจะทิ้งเจ้ารถช่วยประคองหัดเดินนั้นเมื่อไหร่

        ย้ำว่าต้องรู้ได้ด้วยตนเองนะครับ ไม่งั้นท่านจะเรียกว่า “ปัจจัตตัง” หรือ นักปฏิบัติจริงๆ จะต้องรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง การจะมาบอกลอยๆ เพียงว่า อย่ายึดมั่นในอะไรๆ เลยนะหนู เอาเลย ลุกขึ้นเดิน ลุกขึ้นวิ่งเลย แบบนี้ใช้ไม่ได้ ข้ามขั้นตอนไปหน่อย

        ต่อเมื่อได้รู้เองเห็นเองจริงๆ แล้ว ก็จะหมดความสงสัยเอง แม้อาจารย์นั่งอยู่ตรงหน้าก็ไม่ถามว่าธรรมที่ตนรู้นั้นจริงหรือไม่จริง อย่าว่าแต่อาจารย์เลยครับ แม่แต่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงหน้าก็ไม่ถาม อ้าว จะถามหาพระแสงของ้าวอะไรอีกล่ะ ไม่งั้นท่านจะเรียกว่า “สัจธรรม” หรือ สัจธรรมน่ะคือความจริงซึ่งมีเพียงลักษณะเดียวเท่านั้นแหละ การที่ครูบาอาจารย์บางท่านมาบอก มาตัดสินภูมิธรรมของศิษย์ว่าเธอได้บรรลุธรรมแล้วนั้น…โธ่ เอ๋ย ขนาดตัวเองยังไม่รู้ว่าตนบรรลุธรรมหรือยัง แล้วจะเป็นผู้รู้ได้อย่างไร…นัน เซ้นต์

        .

        การกราบไหว้เพื่อนับถือยึดเหนี่ยวพระพุทธรูปนั้น ถ้าไม่กราบเพราะว่า…

        1. ท่านเป็นคนเดินดินกินจาปาตีที่สามารถฝึกฝนตนเองได้อย่างดีเยี่ยม

        2. คำสอนของท่านคงทนต่อการพิสูจน์

        3. เราจะพยายามฝึกฝนตนเองให้ได้แบบท่านบ้าง

        ดังนี้แล้วล่ะก้อ…นั่นก็คือความงมงายพอๆ กันกับการไม่กราบ

        .
        .
        .

        ปุจฉา : ท่านพี่มีพระเครื่องห้อยคอหรือเปล่าครับ?

        วิสัชนา : ผมมีพระเครื่องสามองค์ครับ แต่ไม่ได้ห้อยคอ จะคล้องแหนบเอาไว้ เวลาจะเดินทางไกลหรือจะไปไหนที ผมถึงจะนำมาเหน็บกับกระเป๋าเสื้อ

        องค์หนึ่งเป็นพระของหลวงปู่ที่ผมนับถือท่านให้ไว้น่ะครับ ผมเลี่ยมใส่กรอบพร้อมเส้นเกศาของท่านด้วย

        องค์ที่สองเป็นพระหยดน้ำของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ลูกผู้หญิงใจเด็ด ยอดนักปฏิบัติธรรมในสมัยกึ่งพุทธกาล ผมเลี่ยมใส่กรอบด้านหลังก็บรรจุเส้นเกศาของหลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต สวนทิพย์ ปากเกร็ด ซึ่งเป็นพระหลวงปู่ที่ผมเคารพศรัทธามาก

        องค์ที่สามเป็นล็อคเก็ตของหลวงตามหาบัว ด้านหลังบรรจุชานหมากของท่าน หากจะเดินทางไกลไปไหนมาไหนผมมักจะนิมนต์ท่านไปด้วย เวลาผมเพ่งพินิจดูแล้วยกวัตถุมงคลทั้งสามองค์นี้ขึ้นเหนือเศียร ทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาได้ดีทีเดียว (ผมยังเป็นปุถุชนอยู่น่ะครับ)

  10. ท่านประธานหายแซ้บหายสอยแล้วแหะ?

    สวัสดีย้ำเย็นของรับหมู่สมาชิกทุกท่าน หวังว่าคงสบายกายสบายใจกันดีนะขอรับทุกท่าน

    -รักษากวนท่านประธาน-

  11. สวัสดีตอนค่ำค่ะทุกท่าน

    ขอให้ทุกท่านงานเดิน เงินดี ชีวีไม่เน่าเหมือนในละครนะคะ ^__^

    ปล.ท่านเลขาฯ ที่เคาพร “ดงผู้ดี” ข้าพเจ้าดูทุกตอนเลย
    บางตอนน้ำตาก็ไหลพรากๆ เพราะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นนางเอก 555+

  12. สวัสดีวันอาทิตย์จ้า

    เร่เข้ามาค่ะ เร่เข้ามา
    ทั้งนางเอกดงผู้ดี ทั้งน้องสาวพี่บีท และ พี่สาวน้องบาล์ม
    (เรียกให้เข้าใจยากไปงั้น ๆ แหละค่ะ 5555+ )

    มานั่งฟังลุงสาม กะ ลุงสอเค้าจ้อ เค้าคุยกันนะคะ
    จะพับเพียบให้เรียบร้อย หรือจะสอยมะม่วงมาจิ้มน้ำปลาหวานไปด้วย
    ก็เชิญได้ตามสบายนะคะ

    สุขสันต์วันแดดดีค่ะ
    😀

  13. ขอบพระคุ๊ณณณณ สุดยอด ครบกระบวนความแต๊ๆ

    ข้าพเจ้ากำลังคิดธีมก้าว ว่าจะทำเรื่อง ฅนเล่นของ เอาบทความท่านไปลงดีมะเนี้ย

    ชอบๆ สุโกย สุโกย

    วันจันทร์แห่งชาติ โม้นานไม่ได้แวบก่อนดีกว่า

  14. นั่นสิ….

    สรุปแล้วพี่เจี๊ยบเปิดบ้านให้ป๋าๆเค้าเข้ามาจีบกันนั่นเอง หุหุ..

    ปล.พูดไปแล้วก็อยากกินมะม่วงน้ำปลาหวานขึ้นมาเลยค่ะ เห้อ

    คิดถึงคนเมืองน่าน…^_^

    1. กึ๊ดเติงหา
      ขึ้นมาแอ่วเมืองน่านกั๋นบ๋อ

      พี่เจี๊ยบก่คิดถึงสาวเจียงใหม่เหมือนกั๋นเจ้า
      😀

      1. =^______________________^=

        คิดถึงเค้าจริงๆ หรือเปล่า ตะเอง มาม่ะๆ

        จ๊วบๆ😛

        เค้าก็รักทุกคนเลยน้า

        รักนะเด็กโข่งทั้งหลาย

        สุขสันต์วันอังคารแห่งชาติจร้า บุ๊ย บุย…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s