“กำลัง” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

 April 28, 2009 at 10:12 pm

.
.

“แม่…แม่ติ๋วอย่าเป็นอะไรนะ แม่หมาน้อยของหนู”

ถ้อยคำซื่อๆ ของเด็กน้อยที่กรูกันเข้ามาดูแลแม่ของพวกเขา ต่างคนต่างช่วยกันปฐมพยาบาลเท่าที่ความสามารถของตนจะพึงมีและเท่าที่จะนึกขึ้นได้ว่าควรทำอะไรให้ผู้เป็นแม่บ้าง บางคนก็นวดเฟ้นแขนขา บางคนก็พูดจาปลอบโยน บางคนที่เด็กเกินไปก็ได้แต่นั่งมองดูด้วยสายตาที่เป็นห่วง

ความรักที่มีให้แม่ติ๋ว (หรือแม่ต้อย) ของพวกเขาไม่มีคำว่าเด็กเกินไป

เจ้าตัวน้อยบางคนเดินไปหยิบเอาผ้าที่อยู่ใกล้ๆ มือแถวนั้นได้ก็นำไปชุบน้ำ แต่ไม่มีแรงที่จะบิดผ้าให้หมาดได้ จึงนำผ้าชุ่มน้ำที่เปียกโชกนั้นมาโปะใส่ศีรษะและหน้าตาของแม่เลย

ผู้เป็นแม่เห็นความรักความห่วงใยของลูกๆ เช่นนั้นแล้ว จำต้องชันกายลุกขึ้นนั่ง เธอต้องเข้มแข็งเพื่อที่จะอยู่เป็นที่พึ่งของ “เจ้าหมาน้อย” พวกนั้นต่อไป

เจ้าพวกหมาน้อยทั้งหลายนี้ คือเด็กๆ กว่าร้อยชีวิต ที่แม่ติ๋ว หรือว่า คุณสุธาสินี น้อยอินทร์ รับมาอุปการะเลี้ยงดูที่บ้านโฮมฮัก จังหวัดยโสธร พวกเขาเป็นเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตร ซ้ำร้ายบางคนก็ติดโรคร้ายมาจากบุพการีด้วย

เมื่อใดที่พิษไข้กำเริบ แม่ติ๋วจะถืออ่างน้ำ นำผ้ามาชุบ บิดหมาด แล้วเช็ดตัวให้ลูกๆ เหล่านั้น พลางพูดให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่นแก่พวกเขาว่า “ไม่เป็นไรนะลูก เดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้วล่ะ เจ้าหมาน้อยของแม่”

ความไร้เดียงสาบวกกับความกำพร้าของพวกเขา เมื่อได้ยินคำว่า “เจ้าหมาน้อยของแม่” คงจะเกิดความรู้สึกอบอุ่น ว่าตนเองก็มีแม่คอยดูแลเหมือนกัน

ครั้นพิษไข้จากโรคมะเร็งลำไส้ของแม่ติ๋วกำเริบขึ้นมา พวกลูกๆ จึงกรูกันเข้ามาดูแลเป็นการตอบแทนบ้าง

ด้วยความรักความห่วงใย แต่ไม่รู้จะพูดปลอบใจแม่ยังไงดี จึงใช้คำพูดที่แม่เคยปลอบตนมาพูดปลอบคืนว่า “หายไวๆ นะคะแม่หมาน้อยของหนู”

ไม่น่าเชื่อว่าด้วยพลังแห่งความรักที่มีต่อกัน ทำให้แม่ติ๋วและลูกๆ ร้อยกว่าชีวิตในบ้านโฮมฮักแห่งนี้ สามารถฝ่าฟันปัญหาที่หนักหนาสาหัสนานาประการร่วมกันมาแล้วกว่า 20 ปี แม้แม่ติ๋วและลูกบางคนจะเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายทางกาย แต่ใจของพวกเขาเหมือนกับได้ยาชูกำลังคอยบำรุงอยู่เสมอ เป็นยาแห่งความรักความเข้าใจต่อกัน

กำลังใจจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต

หากเปรียบชีวิตเหมือนหม้อดินที่ตั้งอยู่บนก้อนหินสามก้อน

ก้อนที่หนึ่งที่จะคอยประคองให้ชีวิตดำรงอยู่ได้คือกำลังทางกาย หากร่างกายเกิดเจ็บป่วยเป็นโรคร้าย ถ้ารุนแรงถึงขั้นรักษาเยียวยาไม่ได้แล้ว ชีวิตย่อมตั้งอยู่ไม่ได้

หินก้อนที่สองคือกำลังทางใจที่จะคอยควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปมา หากใครขาดกำลังใจเสียแล้ว ชีวิตมักจะล้มเหลวไปเป็นท่า เพราะไม่สามารถฝึกตนฝืนใจให้ประกอบกรรมดีอันจักนำพาชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ครั้นเกิดปัญหาขึ้นมาในชีวิต ก็จะล้าซึ่งแรงที่จะต่อสู้ บางทีอาจถอดใจ ตัดสินใจคิดสั้นไปเลยก็ได้

หินก้อนที่สามคือพละกำลังทางปัญญา เพราะถึงแม้จะมีกายแล้ว มีใจแล้ว แต่ถ้าไร้เสียซึ่งปัญญา การดำเนินชีวิตในลำดับต่อมาย่อมเต็มไปด้วยปัญหานานาประการ

ปัญญาที่ว่านี้ก็มีหลายระดับ ว่ากันไปตั้งแต่ปัญญาทางโลก คือการได้เรียนรู้ได้รับการศึกษามาดี ย่อมมีวิชาที่จะใช้ประกอบอาชีพเลี้ยงตน รู้จักหาทรัพย์และรู้จักที่จะรักษาทรัพย์เอาไว้ได้

สูงขึ้นไปคือมีปัญญาที่สามารถแทงทะลุเข้าถึงสัจธรรมของการมีชีวิต คือรู้จักว่าอะไรคือโทษ อะไรคือประโยชน์ของตนและของผู้อื่น หากบุคคลใดมีปัญญาระดับนี้ การมีชีวิตของท่านจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคมในวงกว้างเลยทีเดียว

ถ้ามีก้อนหินสามก้อนเป็นฐานรองหม้อดินเอาไว้แบบนี้ หม้อนั้นย่อมตั้งอยู่ได้ไม่ตกแตก หินบางก้อนอาจจะต่ำหรือสูงกว่าหินก้อนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร แต่จำเป็นที่จะต้องมีครบทั้งสามก้อน

ลักษณะที่จะใช้ตรวจสอบว่าก้อนหินทั้งสามก้อนของเราแข็งแรงมั่นคงดีแค่ไหนนั้น มีอยู่สองลักษณะ

1. คือความเป็นอิสระ

หากใครมีร่างกายที่แข็งแรงย่อมไม่เป็นภาระของผู้อื่น สามารถดูแลตัวเองได้

ใจที่กำลังก็จะสามารถควบคุมบังคับร่างกายให้ทำงานได้ตามประสงค์ เมื่อเจอปัญหาก็มีพลังที่จะต่อสู้ฟันฝ่า

สติปัญญาที่ได้รับการอบรมมาดีย่อมมีอิสระเสรีที่จะคิดค้นสาวไปหาเหตุและผลของเรื่องราวต่างๆ ประกอบทางเลือกที่จะใช้แก้ปัญหาได้หลายแนวทาง ถ้าหากมีปัญญาที่รู้แจ้งเกี่ยวกับชีวิตของตนจริงๆ แล้ว บุคคลนั้นจะยิ่งมีอิสระเสรีจากเครื่องร้อยรัดทั้งมวล คือรู้จักเปลื้องปัญหาทั้งหลายที่สะสมอยู่ในชีวิตของตนมานานแล้วให้หลุดออกไปจนหมด

นี้คือแง่ที่หนึ่ง

2. คือมีความสามารถที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้

คนมีร่างกายแข็งแรงจะช่วยเหลือใครก็ย่อมง่าย ช่วยแบกยกหามคอนใดๆ ล้วนได้ทั้งสิ้น

ใจที่มีกำลังย่อมเป็นที่พึ่งพาในยามเหนื่อยล้าให้ผู้อื่นได้ เช่น บางคนที่มีพลังใจมุ่งมั่นต่อการใช้ชีวิต หรือต่อการทำงานบางอย่าง จะสามารถส่งคลื่นพลังนั้นไปสู่ผู้อื่นได้ ทำให้ผู้พบเห็นเกิดแรงบันดาลใจ หรือเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ในชีวิตของตนบ้าง

มิพักจะกล่าวถึงบุคคลที่มีปัญญา ยิ่งมีปัญญามากยิ่งช่วยเหลือคนอื่นได้มาก ที่มองเห็นได้ง่ายๆ คือ พวกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เราใช้สอยอยู่ทุกวันนี้ ล้วนได้รับอานิสงส์จากความรู้ของผู้อื่น ที่ใช้ความคิดผลิตสร้างสรรค์ให้เราได้ใช้สอย

ด้านการดำเนินชีวิตเล่า ในฐานะเป็นชาวพุทธพวกเราล้วนเป็นหนี้ทางปัญญาต่อพระพุทธองค์ ที่ทรงตรัสรู้แล้วบัญญัติหลักธรรมวินัยเอาไว้ให้เราได้ดำเนินตาม ได้รู้ดี รู้ชั่ว รู้ว่าอะไรควรละ อะไรควรทำ

เหล่านี้คือความหมายของคำว่า กำลังทางกาย กำลังทางใจ และกำลังทางปัญญา

แม่ติ๋วและลูกๆ ที่อยู่ในบ้านโฮมฮักบางคน อาจจะมีก้อนหินประคองกายที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์อยู่ก้อนหนึ่ง คือมีร่างกายที่รุมเร้าไปด้วยโรคร้าย แต่ไม่แน่ว่าก้อนหินอีกสองก้อนนั้น คือมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตทำความดีอยู่ต่อไป และมีกำลังปัญญาในการสร้างสังคมของการอยู่ร่วมกันด้วยความอบอุ่นขึ้นมา อาจจะสมบูรณ์มั่นคงมากเสียยิ่งกว่าคนปกติธรรมดาทั่วๆ ไป
ที่หลายคนอาจจะกำลังล้าซึ่งกำลังใจ และไร้ซึ่งสติปัญญาจะนำพาชีวิตของตนให้ประสบกับความสุขก็เป็นได้

One comment

  1. ขอบคุณสำหรับบทความด้วยนะคะ คุณสวรรค์เสก

    อ่านแล้วบำรุงกำลังใจ เพิ่มกำลังสติปัญญา นำพาให้มีแรงกายได้อีกต่างหาก ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s