’รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม ๒๘) โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

April 3, 2009 at 3:55 pm

.

นามนี้เดินเข้ามาในความคิดของข้าพเจ้าเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ และไม่ควรทราบ เรื่องบางเรื่องควรละไว้เป็นความลับส่วนบุคคล แม้การสู่รู้เรื่องของคนอื่นเป็นความสุขชนิดหนึ่งในโลก แต่สำหรับโลกส่วนตัวเล็ก ๆ ใบนี้ของข้าพเจ้าแล้ว โปรดให้ข้าพเจ้ารู้เพียงคนเดียวจะได้ไหม? – ได้ไหม?

หากจะคาดคั้นให้ข้าพเจ้าบอกว่ารู้จัก ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ตั้งแต่เมื่อไหร่จริง ๆ นั้น มโนธรรมที่ยังรู้ละอายบาป ไม่อยากมุสาวาท คงบังคับให้ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่รู้สิ”

ใช่ – ไม่รู้

เจ้าของนามนี้เดินเข้ามาในความคิดของข้าพเจ้าราวกับภูตผี คือไม่มีตัวตน ไม่รู้ว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกครั้ง นามนี้ก็นั่งอยู่ในใจของข้าพเจ้าแล้ว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องบางเรื่องควรให้ข้าพเจ้ารู้เพียงคนเดียว เพราะแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ยังไม่รู้เลย

ที่จำได้คือ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เดินเข้ามาทักทายข้าพเจ้าผ่านคอลัมน์ “2 นาฑี” ทางมติชนสุดสัปดาห์ ด้วยสำนวนภาษาสวิงสวายหมิ่นเหม่ชวนหวาดเสียวนั้น แทบทุกครั้งที่อ่านคอลัมน์นี้ ข้าพเจ้าจะหล่นตามองนามของผู้เขียนอยู่หลายหนกว่าจะอ่านจบ จนข้าพเจ้าจำนามนี้ได้ขึ้นใจ แล้วเริ่มติดตามอ่าน 2 นาฑี เรื่อยมาด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน

มันไม่ยากเท่าการงมเข็มแห่งความสุขที่ไม่เคยหล่นลงในมหาสมุทร และไม่ต้องใช้ความเพียรระดับเข็นภูเขาลงครกแต่อย่างใด ที่ในเวลาต่อมาข้าพเจ้าจะค้นพบว่า ได้เจอความสุขในระดับเดียวกันกับการบรรลุ “ออกัสโมสุโข” ด้วยตนเอง ว่าเหตุใดเมื่อปะกับสำนวนการเขียนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ แล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้สึกราวกับเจอเพื่อนเก่า คงเพราะตัวหนังสือเหล่านั้นมีความสัปดน ปนทะลึ่ง แต่น่ารัก ซึ่งโทษสมบัติเหล่านี้คือคุณสมบัติที่ชายหนุ่มที่ดี ผู้ชอบกระสันเสียวอย่างข้าพเจ้าพึงจะมี ควรจะมี และจักต้องมี – ว่าไหม?

ข้าพเจ้าไม่แปลกใจและยินดีให้อภัยผู้อ่านบางท่านเสมอ (ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของข้าพเจ้าเลย) ถ้าหากใครจะพูดว่าไม่ชอบตัวหนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เลย เพราะเขียนสัปดนและอ่านไม่รู้เรื่อง… เย่ห์ – นั่นเป็นมรรควิถีเฉพาะตนของท่านผู้นี้ ที่เชี่ยวชาญเรื่องการปั้นสำนวนแผกขนบของ ปราชญ์สวมชฎา (ราชบัณฑิต) ก็ในเมื่อความคิดของผู้อ่านบางท่านเป็นความจริง จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะให้อภัยต่อกัน – ใช่ไหม?

ข้าพเจ้าพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เพราะเท่าที่ได้อ่านงานเขียนของท่านผู้นี้ก็เพียงแค่สามเรื่องเท่านั้น คือ จากโคนต้นไม้ริมคลองถึงป่าคอนกรีท, นักเลงโกเมน และ เสเพลบอยชาวไร่

แค่นี้ – แค่นั้น

ความสนิทสนมที่เหลือนั้นได้มาจากคอลัมน์ 2 นาฑี และ เว็บไซต์สวนทูนอิน ที่ข้าพเจ้าเคยปลอมตัวเป็นหนอนเปลี่ยวเข้าไปชอนไชรูเรี้ยวความคิดของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

ข้าพเจ้าไม่ชอบการสาบาน

ให้ตายเถอะ! – กลัวฟ้าผ่า!

แต่เคยบอกกับตัวเองเอาไว้ว่า หากเจอหนังสือของท่านผู้นี้อีก ไม่ว่าจะเป็นเล่มไหน ประเภทใดก็ตาม ข้าพเจ้าจะละลายเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตให้กับมันอย่างแน่นอน

การได้เข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์และประวัติของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในสวนทูนอิน ทำให้ข้าพเจ้าอาจหาญเผยอตัวขึ้นไปเป็น “หลานชาย” ของท่าน (ทั้งที่ลึก ๆ ในใจแล้วอยากจะเป็นหลานเขยของตระกูล “วงษ์สวรรค์” มากกว่าก็ตามที แต่อย่าเอ็ดไปล่ะ เดี๋ยวคนอื่นรู้ประสงค์เร้นของข้าพเจ้าหมด) ทำให้ในลำดับต่อมา เมื่อรู้จักนักเขียนนามอุโฆษผู้นี้มากขึ้น สรรพนามที่ข้าพเจ้าสะดวกปากอยากจะเรียกท่านจึงกลายเป็น “พ่ออาว์รงค์”

นามนำหน้าว่า “พ่ออาว์” นี้ ย่อมมีที่มาที่ไปอย่างแน่นอน ข้าพเจ้ายินดีอธิบายเพื่อบำเรอผู้อ่านด้วยความเต็มใจ

สิทธิการิยะ – กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… อย่าเลย – อย่าได้ย้อนไปไกลถึงอสงไขยกัป ว่ากันเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้แหละ ก็แลผู้คนในชนบทภาคอีสานนั้น จะมีความเป็นมิตรต่อกันสูง และนับถือกันเป็นพี่ป้าน้าอาด้วยบริสุทธิ์ใจ หากผู้เยาว์จรไปรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ต่างถิ่น ถ้าท่านเป็นผู้ชาย ควรแล้วที่เด็กรุ่นลูกรุ่นหลานจะเรียกท่านว่า “พ่อลุง, พ่ออาว์” แต่หากท่านเป็นผู้หญิง การจะเรียกท่านเหล่านั้นว่า “แม่ป้า, แม่อา, แม่น้า” ดังนี้แล้ว ล้วนไม่เป็นการผิดบาปใด ๆ ทั้งสิ้น

มีปัญหาหนึ่งที่อาจจะผุดขึ้นมาท่ามกลางประชุมชนแห่งนี้คือ ก็ในเมื่อ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นคนภาคกลางแต่กำเนิด แล้วจะไปเกี่ยวอันใดกับคนอีสาน?

ไหมล่ะ! รู้ไม่จริงกันอีกแล้ว เรื่องของเรื่องมันเป็นยังงี้

ก็แลในครั้งกระโน้น เสือผู้หญิงนาม ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้ข้ามห้วยทอดลายไปถึงถิ่นอีสาน แล้วประกาศความต้องการของตนเปรี้ยงขึ้นว่า “ผมต้องการอั๊ปคันทรี่โซล”

หากจะพูดตรง ๆ ด้วยลิ้นเปื้อนปลาร้าคือ เขาอยากจะได้ผู้หญิงที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์แบบบ้านนอกมาเป็นเมีย

“เป็นคนที่สะอาด สงบ ไม่มีไวรัสของคนเมือง” เขาขยายอ๊อปชั่นออกอีกโข

และแล้ว ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในพ.ศ.นั้นก็เจอคำตอบ…

แม่อา สุมาลี วงษ์สวรรค์ (ตระการไทย) คือสาวสวยคนนั้น – คนที่จับปีกพญาอินทรีตัวนี้ไขว้เอาไว้จนอยู่มือ – ติดหมัด

พ่ออาว์รงค์พูดถึงรักแรกพบต่อไปอีกว่า

“เขานั่งอยู่ในหมู่เพื่อนเค้าเนี่ยะ ผมมองไปแล้ว เอ๊ะ ผมอยากได้คนแบบนี้แหละมาเป็นเมีย ถ้าจะแต่งงานอีกสักครั้งนะ ตอนนั้นอายุเท่าไหร่ไม่รู้?” พญาอินทรีผู้ยิ่งยงแห่งฟ้าอักษรหันไปถามสาวสุมาลี

“ใคร?” ถ้อยคำรวบรัดแฝงน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลของ มาดามวารินชำราบ ถามกลับ

“ผม…” ฮิปปี้เก๋าตอบเสียงแผ่ว ด้วยรู้ตัวว่าไม่ควรถามอายุของมาดามฯต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้ – ใช่ ไม่สุภาพอย่างยิ่ง

ผู้ฟังฮาตึง (เข้าไปชมและฟังบทสัมภาษณ์นี้ได้ในสวนทูนอิน หรือจะดูบทสนทนานี้ทาง YouTube โดยตรงก็ได้นะครับ เป็นสกู๊ปพิเศษของรายการ จุดชนวนความคิด)

เหล่านี้คือแง่ละเอียดอ่อนของเขยอีสานผู้นี้ ซึ่งต้องถือว่าเป็น “ดอง (ร่วมโถ)” ของคนภาคนั้นไปโดยปริยาย

เหตุนั้น ในฐานะที่ข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งของคนผู้มีรากแยงมาจากที่ราบสูง จึงขอเรียกพญาอินทรีผู้นี้ด้วยความเคารพว่า “พ่ออาว์รงค์” ด้วยเหมือนกัน – ได้ไหมๆ ??

ถ้อยคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อไว้อาลัยต่อการทะยานเหินลงแล้วจากคอนบนดอยโป่งแยง เหนือห้วยบวกเขียดของพญาอินทรีผู้ยิ่งยงนี้ ซึ่งตลอดเวลาที่ได้เกาะรังกกไข่อยู่ในสวนทูนอินนั้น ท่านผู้วางตัวเองเอาไว้ในมุมของ อาร์ตเลเบ้อ (Art labour) ได้ให้กำเนิด “ลูกน้อย” ตัวแล้วตัวเล่า ประโยคแล้วประโยคเล่า บรรทัดแล้วบรรทัดเล่า กระทั่งเป็นหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า บำเรอผู้อ่านอย่างซื่อสัตย์ต่อสายตาที่เฉียบคม ซึ่งทอดมองดูสังคมโลกอยู่มิเว้นวาง

หากเด็ดดอกไม้ยังสะเทือนถึงดวงดาว…

จะกล่าวไปไยถึงลมใต้ปีกที่พญาอินทรีตีอากาศแหวกนำทางไปแล้ว

กระจิบกระจอกน้อยทั้งหลายคงได้เห็นลู่ลมที่ทอดริ้วเป็นทางพอให้ดำเนินตามบ้างอย่างแน่นอน

ขอคารวะแด่จิตวิญญาณเสรีของพญาอินทรี – ’รงค์ วงษ์สวรรค์

.
.
.

ผู้หลาน

สิญจน์ สวรรค์เสก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s