“รักสามรส” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

รักสามรส………………….โดย สิญจน์ สวรรค์เสก
March 30, 2009 at 2:57 am
.
.

“รักเอย ความรักคืออะไร?
ใครหนอใคร ให้คำตอบได้บ้างนา”

แฮ่ม แม้จะขึ้นต้นบทความนี้มาด้วยการถามหาความรัก ก็มิได้หมายความว่ากระผมเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องความรักดอกนะขอรับ เพียงแต่อยากจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับความรักมาเล่าสู่กันฟังบ้างเท่านั้น

เหล่าท่านเคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่า “ความรักคืออะไร?”

อืม…น่าคิดเหมือนกันนะว่าแท้จริงแล้วความรักคืออะไร เพราะแต่ละคนก็คงจะมีมุมมองเกี่ยวกับความรักที่แตกต่างกันออกไป

บ้างท่านอาจจะบอกว่าความรักคือการให้อภัย

ขณะที่อีกท่านอาจจะบอกว่าความรักคือการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน

หลายท่านอาจจะบอกว่าความรักที่แท้จริงคือความเมตตาที่ปรารถนาดีต่อกัน อยากจะให้คนอื่น สัตว์อื่นอยู่เย็นเป็นสุขต่างหาก

เหล่านี้ก็อาจจะเป็นได้

คราวนี้ หันมาดูมุมมองของความรักตามแบบพระพุทธศาสนาบ้าง

ที่จริงแล้วพระพุทธองค์ทรงตรัสเรื่องความรักเอาไว้ครอบคลุมหมดทุกแง่มุมแล้วล่ะครับ ทว่าทรงกล่าวต่างกรรมต่างวาระกันไป หากจะสรุปหลักธรรมที่เกี่ยวกับความรักเป็นหมวดใหญ่ๆ ก็คงจะได้ 3 หมวด คือหมวดฉันทะ หมวดราคะ และหมวดเมตตา

มาว่ากันที่หมวดที่หนึ่งคือหมวดฉันทะเลยนะครับ

ความรักประเภทนี้จัดว่าเป็นความยินดีหรือความพอใจในหน้าที่การงานที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นว่าบางคนอาจจะรักถ่ายภาพ บางคนรักที่จะทำงานศิลปะ บางคนชอบรถยนต์และเครื่องจักรกล บางคนรักที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และเครื่องอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อจิตมีฉันทะหรือมีความยินดีในเรื่องต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว บุคคลนั้นจะเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นได้แบบไม่เบื่อ ทำให้เข้าใจและทำงานเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้ดี สามารถจดจำแง่มุมต่างๆ ได้ดีกว่าคนที่ไม่สนใจ หรือว่าไม่มีฉันทะในเรื่องนั้น

ชาวตะวันตกมีสำนวนหนึ่งว่า “ขาดความสนใจก็ขาดความจำ” อันนี้ชัดเลย คือชี้ชัดเข้าถึงเรื่องฉันทะนี่แหละ เพราะถ้าคนเราไม่มีความสนใจในเรื่องใดๆ อย่างแท้จริงแล้ว แม้จะพยายามเรียนรู้ไปเท่าไหร่ หากแต่จะไม่โดดโด่น ไม่พิเศษ เช่นว่า อาจจะสร้างงานศิลป์ออกมาได้เหมือนกัน คือวาดรูปได้ตามกฎ ตามทฤษฎีเป๊ะ แต่ผู้ที่มีสายตาเจนจัดในด้านศิลปะ อาจจะบอกว่าภาพนั้นยังดูแห้งๆ แกรนๆ ไม่มีความนุ่มนวลลึกซึ้งในชิ้นงาน

ต่อเรื่องฉันทะนี้ เราจะเห็นว่านักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ล้วนมีความรักความพอใจต่อการคิดค้นด้วยกันทั้งนั้น

พี่น้องตระกูลไรท์พยายามทดลองเครื่องร่อนเครื่องบินด้วยวิธีการต่างๆ มากมาย ด้วยความรักอย่างไม่ย่อท้อจนสร้างเครื่องบินได้เป็นผลสำเร็จ

ธอมัส อันวา เอดิสัน ก็ทดลองเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าอยู่นานกว่าจะผลิตหลอดไฟให้โลกมนุษย์ได้พบแสงสว่างยามค่ำคืนโดยไม่มีควันเหมือนแต่ก่อน

หลุยส์ ปาสเตอร์ ทดลองเคมีต่างๆ ในห้องแล็ปอยู่หลายปี กว่าจะคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรค โรคพิษสุนัขบ้า และโรคอื่นๆ อีกมากมาย

ถ้าจะพูดถึงผู้มีความสามารถโดดเด่นด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วรรณกรรม ก็คงจะมีอีกมากมาย

หลายท่านอาจจะบอกว่า แหง๋ล่ะ ก็คนเหล่านี้มีพรสวรรค์นี่นา เลยทำเรื่องเหล่านั้นได้ แต่ถ้าศึกษาประวัติของท่านเหล่านี้แล้ว จะเห็นว่าแต่ละคนล้วนแต่ต้องใช้ความพากเพียรพยายามอย่างมาก กว่าจะทำงานทดลองของตนสำเร็จ ซึ่งหากไม่มีความรัก ความพอใจอย่างแท้จริงแล้ว คงยากที่คนๆหนึ่งจะขลุกอยู่กับงานแบบนั้นได้ทั้งวันทั้งคืน

เอาล่ะ ข้ามความรักแบบที่หนึ่งคือฉันทะไปกันเถอะ ชักจะยาวแล้ว ไปพูดถึงความรักด้านที่สองกันบ้างดีกว่า

ความรักแบบที่สองนี้นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นความรักแบบราคะ คือรักแบบชายหนุ่มหญิงสาว

ความรักแบบนี้คงไม่ต้องอธิบายกันมากหรอกกระมัง เพราะโลกทั้งหลายล้วนเข้าใจกันดีอยู่แล้ว อย่าว่าแต่โลกมนุษย์เลยนะครับ แม้แต่เทวโลกนั่นน่ะ ก็ตัวดีนักแล

หลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเคยเทศน์เอาไว้ในทำนองว่า “เทวโลกนั่นแหละตัวดี เป็นแดนแห่งกามตัณหา เทวบุตรเทวธิดาทั้งหลายก็ยังเสพกามกันอยู่ ซ้ำเสพกันมากกว่ามนุษย์เสียอีก เทวบุตรตนหนึ่งมีนางฟ้าเป็นบริวารถึงพันถึงหมื่น”

แม้ในพระไตรปิฎกตามชาดกทั้งหลายเราก็จะอาจจะเคยอ่านเจอกันอยู่บ่อยๆ ว่าสวรรค์ชั้นนั้นๆ มีสภาพเป็นอย่างไร มีเทพบุตรที่ทำบุญด้วยอะไร จึงได้ไปเกิดบนนั้น แล้วมีบริวารเป็นนางฟ้านางสวรรค์จำนวนเท่าไหร่

นี่ว่ากันในแง่สูง

แง่ต่ำล่ะ

สัตว์เดรัจฉานนั่นก็เหมือนกันแหละครับ ล้วนมีตัณหาราคะเหมือนกัน เพราะเรื่องของความรักประเภทนี้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นเครื่องจองจำที่ทำลายได้ยาก เป็นยางใยพาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดอยู่วัฏสงสารอันไม่มีประมาณ ไม่รู้เบื้องต้นและเบื้องปลายนี้

เอาล่ะ ข้ามไปถึงความรักประเภทที่สามกันเลยดีกว่า ความรักประเภทนี้ท่านเรียกว่า “เมตตา”

เป็นความรักในพรหมวิหาร คือรักแบบที่แม่รักลูก รักแบบปรารถนาดี หวังดีต่อกัน

แม้องค์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น การที่พระองค์ทรงเดินทางเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตลอด 45 พรรษาหลังจากตรัสรู้แล้ว ก็ทรงทำไปด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง

ความรักประเภทนี้เป็นความความปรารถนาดีที่สูงส่ง ไม่หวังสิ่งตอบแทน และไม่หวังพึ่งปัจจัยภายนอกเหมือนความรักสองประเภทข้างต้น ที่ประเภทแรกหวังผลสำเร็จจากการทดลอง ซึ่งอาจจะมีแง่มุมที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังความรักประเภทนี้ คืออาจจะเพราะต้องการชื่อเสียง ลาภยศ ตำแหน่งทางสังคม และทรัพย์สินเงินทองก็เป็นได้

ส่วนความรักประเภทที่สองนั้น ก็ด้วยหวังการเสพสุขทางเนื้อหนัง หากเป็นภพภูมิที่สูงขึ้นไป ก็อาจจะเป็นการเสพสุขที่ได้จากการสัมผัสด้วยดวงจิต ได้อยู่ใกล้ ได้ถูกเนื้อต้องตัว ได้มองตา ตามแบบที่ครูบาอาจารย์และตำรับตำราทั้งหลายอธิบายเอาไว้นั่นกระมัง

ทว่าความรักแบบเมตตา คือรักประการสุดท้ายนั้น รักด้วยความสงสาร อยากจะเกื้อกูลให้ดวงจิตทั้งหลายพ้นจากทุกข์ที่ตนกำลังเสวยอยู่ อันเป็นไปด้วยอำนาจจากผลแห่งกรรมที่ตนทำมา พระพุทธเจ้าและพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงพยายามช่วยเหลือด้วยการแสดงธรรมสั่งสอน ชี้ทางสว่างให้ดำเนิน เพื่อสัตว์ทั้งหลายเมื่อได้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้

แม้ผู้ที่เป็นบิดามารดาทั้งหลายก็เช่นกัน การที่ท่านได้เลี้ยงดูบุตรมา ก็ด้วยหวังอยากจะเห็นเขาเติบโตไปเป็นคนดี ได้ดิบได้ดีในสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนจากการให้ข้าวป้อนน้ำนมนั้นเลย จึงว่าความรักแบบไม่มีเงื่อนไขต่อรองเช่นนี้สูงส่งมาก หากไม่ใช่บิดามารดาบังเกิดเกล้าแล้ว ก็ยากที่จะหาบุคคลที่จะมีความรู้สึกแบบนี้ต่อคนอื่นได้

สรุปคือ พระพุทธศาสนาจัดความรักเอาไว้สามประเภท

1. รักแบบฉันทะ
2. รักแบบราคะ
3. รักแบบเมตตา

อืมมม คนบ้าๆ บอๆ แถวนี้ มีความรักแบบไหน อย่างไรกันบ้างนะเนี่ยะ?

11 comments

  1. ฝากไว้ก่อน ๆ

    เดี้ยวตอนว่าง ๆ .. เจอกัน !

    .
    .

    โอ้ว .. เย่ห์ !
    😀
    ((เดี๋ยวกลับมาอ่านค่ะ))

  2. ปุจฉา : คนบ้าๆ บอๆ แถวนี้ มีความรักแบบไหน อย่างไรกันบ้างนะเนี่ยะ?
    วิสัชนา : ข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดา ๆ มีความรักทั้งสามรสดังที่ท่านว่าไว้นั่นแล

    .
    .

    ขอบคุณมากนะคะท่านสิญจน์ สวรรค์เสก สำหรับเรื่องเล่าประจำเช้าวันนี้
    อ่านแล้วทำให้นึกอยากพัฒนาความรักที่มีให้ดีงามยิ่ง ๆ ขึ้นไปค่ะ
    🙂

  3. มีความรักแบบไหม
    -มีทุกแบบค่ะ แต่ละแบบก็มีหลายคนและหลายอย่าง(ได้หรือเปล่า) 555+

    อย่างไร
    -อย่าให้อธิบายเลยค่ะ เรื่องมันยาวที่สำคัญเดี๋ยวจะงง หุหุ

    รักเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
    หนักก็วาง จางก็เติม

    ไปทำงานล่ะนะคะ
    สุขสันต์ สุขสันต์ค่ะ ^__^

  4. สวัสดียามสายค่ะ

    ท่านรอง ฯ Z เจรจาได้เข้าที
    คงจะเป็นเพราะท่านมีความรักที่ดีแน่แท้

    แต่ท่านเล็กนี่สิ
    ได้แต่ชื่นชมคำถามของท่านเลขา ฯ อย่างนี้
    แปลว่าคำตอบที่มีอยากเก็บอุบไว้คนเดียวแม่นก่อเจ้า

    5555555+

    สุขสันต์วันสีชมพูค่า
    😀

  5. สวัสดีเที่ยงวันอังคารค่ะ

    ข้าพเจ้าก็ทำพูดดีไปงั้นล่ะท่านประธาน
    เข้าทำนองท่าดี ทีเหลว หุหุ

    สุขสันต์วันสุดจะยุ่งค่ะ ^__^

  6. เมื่อกี้เกล้าแวะไป ปุจฉา-วิสัชนา กับหนอนท่านหนึ่งในบ้านหนอนมา

    ว่าจะเขียนสั้นๆ แต่ไหง เขียนไปเขียนมายาวย้วยเป็นกล้วยตานีปลายหวีเหี่ยว จึงก๊อปเอาความเห็นนั้นมาฝากเหล่าท่านให้ได้อ่านด้วย

    เชิญอ่านเถิดขอรับ

  7. สวัสดีครับท่านทางสายกลาง

    คำถามนี้ดูเหมือนว่าท่านทางฯ จะถามพี่วินทร์ แต่ท่านโพสต์ผิดห้องแล้วนะครับ หากอยากจะคุยกับพี่วินทร์ ต้องนำไปโพสต์ในห้อง “คุยกับวินทร์ฯ” ถึงจะถูก

    เอาเถอะ ไหนๆ ท่านก็โพสต์มาที่ห้องหนอนสนทนานี้แล้ว ในฐานะที่ผมเป็นหนอนหนุ่มที่ซุ่มทำลับๆ ล่อๆ แกล้งทำหน้าหล่อๆ อยู่แถวนี้ ก็จะขอคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านบ้างล่ะนะครับ

    .
    .

    ปุจฉา : ศีลข้อที่ 1 ห้ามฆ่าและรังแกสัตว์ แล้วทำไมพระสงฆ์ถืงฉันเนื้อสัตว์ได้?

    วิสัชนา : ตามพระวินัยจริงๆแล้ว พระห้ามฉันเนื้อสัตว์นะครับ! ท่านอ่านถูกแล้วล่ะครับ พระห้ามฉันเนื้อสัตว์ แต่ให้ฉันอาหาร อะไรก็ตามที่ชาวบ้านให้มานั่นคืออาหาร ก่อนลงมือฉันท่านจะต้องพิจารณาปัจจเวกขณะ คือพิจารณาว่าอาหารนี้เราจะฉันเพื่อบำบัดทุกข์ทางกาย ให้หายหิว ให้มีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่ฉันเพื่อความเอร็ดอร่อย เพื่ออ้วนพี เพื่อสนุกคะนอง

    พระพุทธองค์ท่านทรงมองการณ์ไกลครับ จึงทรงบัญญัติต่อว่า อาหารที่สมมุติว่าเป็นเนื้อนั้น ต้องบริสุทธิ์โดยส่วนสาม คือ ไม่เห็น(เขาฆ่าและทำ) ไม่ได้ยิน(ว่าเขาจะฆ่าและทำ) และไม่ได้รังเกียจ(ว่านั้นเป็นนั่น นี่เป็นนี่)

    และเพื่อความเหมาะสมแก่สมณะสารูปมากขึ้นไปอีก ทรงบัญญัติเพิ่มอีกว่า ห้ามภิกษุฉันเนื้อสิบอย่างโดยเด็ดขาด คือ ช้าง ม้า หมา เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือลาย เสือดำ หมี งู และมนุษย์

    ทำไมพระองค์ถึงทรงบัญญัติแบบนี้?

    หากนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปได้ จะเข้าใจว่าทำไมพระถึงต้องฉันอะไรก็ได้ คือสมัยโน้นมีคนมาบวชเป็นหมื่นๆ แสนๆ นะครับ อาหารก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ เหมือนทุกวันนี้ ที่เดินเข้าตลาดสดตรงไหนล้วนมีช้อยส์ให้เลือกซื้อหามากินมากมาย อยากจะกินเจ กินมังสะวิรัติก็สบายบรื๋อเบบี้ดอล

    ที่จริงแล้วร่างกายคนเรานี่ก็เหมือนต้นไม้นั่นแหละครับ พืชแต่ละชนิดต้องการปุ๋ย ยาบำรุง และยากำจัดวัชพืชที่แตกต่างกันไป ใครกินอะไรแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่ได้ก็เอาเถิด อย่าไปยุ่งกับชีวิตของคนอื่นเลย อีกทั้งการขยายพระศาสนาออกไปในถิ่นที่เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการต้องกินเนื้อ ต้องดื่มนม เช่นเมืองหนาว หรือภูมิภาคอื่นๆ ในโลกล่ะ หากบัญญัติแบบนั้นซะตั้งแต่ต้น พุทธศาสนาจะเข้าไปเผยแผ่ได้ไหม? จะมิแคบอั๊กตั๊กอยู่เฉพาะกลุ่มเฉพาะพวกหรือ? องค์ศาสดาจะมีมุมมองแคบๆ แบบนั้นเชียวหรือ?

    ศีลข้อหนึ่งนั่นน่ะ ถือให้มั่นเถิดครับ ถ้าถือมั่นแล้ว หากจะมีลู่ทางการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับไปเองหรอก

    ครั้นผมจะอ้างว่า เราไม่สามารถห้ามคนในโลกไม่ให้ฆ่าสัตว์มาขายมากินได้ ท่านก็อาจจะแย้งว่าก็เพราะมีคนกินนะซี อืม อันนี้ก็ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด อย่าว่าแต่การฆ่าสัตว์มากินเลยครับ แม้แต่การฆ่าคนแท้ๆ ที่ฆ่าแล้วกินเนื้อก็ไม่ได้ แต่คนเรายังฆ่ากันได้ทั่วทุกมุมโลก เช่นการทำสงครามทั้งหลายนั่นน่ะ ทั้งๆที่เห็นทนโท่อยู่ว่ามันไม่ดี แล้วคนเราจะฆ่ากันไปทำไม? ห้ามผู้คนทั้งโลกไม่ให้ผลิตอาวุธขึ้นมาฆ่ากันได้ไหม? ร่วมมือกันทำเรื่องหยาบๆ แบบนี้ให้สำเร็จก่อนดีไหม? แล้วค่อยมาห้ามเรื่องการฆ่าสัตว์มาขายมากิน

    กิเลสของคนเราอยู่ที่การยึดมั่นถือมั่นทางจิตนะครับ วัตถุภายนอกนั้นเป็นอะไรต่างหากที่อยู่เฉยๆ ของมัน อาหารก็เหมือนกัน มันก็เป็นอยู่ของมันแบบนั้น หากผู้กินไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นเนื้อ เป็นผัก มันก็เป็นกิเลส แต่ถ้ากินเพียงสักแต่ว่าธาตุ มันก็เป็นสักแต่ว่าอาหาร

    ครูบาอาจารย์บางท่านตอบคำถามเกี่ยวกับการกินผักแล้วหมดกิเลสนี้ได้เจ็บมาก คือท่านว่า “หากไม่กินเนื้อสัตว์แล้วได้บุญ เกิดความฉลาดแล้วละก้อ งั้นพวกวัวควายในทุ่งนามันก็คงได้บุญกันหมดแล้วล่ะ เพราะมันไม่เคยกินเนื้อสัตว์ ไม่เคยฆ่าใครเลย” อืมมม น่าคิดอย่างท่านว่าเหมือนกันนะ ถ้าเพียงแค่ไม่ฆ่าสัตว์และไม่กินเนื้อสัตว์แล้วได้บุญทำให้ไปเกิดบนสวรรค์ได้แล้ว งั้น เห็นทีบนสวรรค์คงต้องมี “สวรรค์ชั้นควาย” บ้างแล้วล่ะ

    บางคนสิครับ “ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่กำหนัดเนื้อสด!” อันนี้คือกิเลสเต็มๆ เลยนะครับท่านเอ๋ย

    การที่พุทธศาสนาจากจีนและธิเบตบางสายไม่กินเนื้อสัตว์นั้น ต้องมองให้กว้างและลึกถึงหลักภูมิศาสตร์ด้วย แผ่นดินจีนบางมณฑลไม่มีเนื้อสัตว์กินทั้งปีนะครับ บางฤดูหนาวมาก คนต้องเก็บผักมาดองไว้กินหลายเดือน เลยกลายเป็นประเพณีกินผักขึ้นมา ซึ่งต่อมารับอิทธิพลจากอินเดียเข้าไปด้วยเลยการเป็นเทศกาลกินเจอย่างทุกวันนี้

    และแน่นอน บางยุคบางช่วง ยามเกิดศึกสงคราม พระบิณฑบาตไม่ได้ (แม้ชาวบ้านก็ยังอดตายเลย) พระต้องจับจอบจับเสียมลุกขึ้นทำไร่ทำนาปลูกผักเอง พอทำแบบนั้นหลายชั่วอายุคนเข้า ท่านเหล่านั้นจึงค่อยๆ กลายมาเป็นลัทธิกินเจ พอนานๆ เข้า เลยลืม “รากแรก” ที่เข้าไปหยั่งในแผ่นดินนั้นไปเลย บวกกับอาหารพวกผักผลไม้ต่างๆ นั้นหาง่ายมากยิ่งขึ้นในทุกวันนี้ จึงสะดวกเข้าไปใหญ่ที่จะเลือกกิน ซ้ำการกินอาหารจำพวกนี้ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพด้วย เข้าล็อคแฟชั่นตามโลกตะวันตกที่กำลังแตกตื่นเรื่องชีวภาพ ชีวจิตเข้าไปอีก เห็นไหมครับ มันบวกกันหลายทฤษฎี มีหลายเหลี่ยมมาก

    อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ นักปฏิบัติที่ท่านเอาจริงเอาจังกับการทำความเพียรฝึกสมาธิเจริญสติกันจริงๆนั้น ท่านไม่ใคร่ให้ความสะคัญกับการกิน การตด การขี้ การเยี่ยวเหม็นๆพรรค์นี้สักเท่าไหร่หรอกครับ กินอะไรก็ได้ที่ไม่ตาย ทำให้ร่างกายอยู่ได้ แล้วมุ่งลัดตัดตรงเข้าไปฆ่า “ตัณหา” คือความทะยานอยากภายในจิตซึ่งเป็นมูลเหตุที่ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นโดยตรงกันเลย เพราะการจะวิ่งตะลอนไล่ตอนไล่ตัดกิเลสด้วยสิ่งภายนอกเหล่านี้ ไม่จบหรอกครับ เหมือนคนเล่นเกมอะไรล่ะ ที่คอยเอาค้อนไล่ทุบตัวอะไรที่มันผลุบโผล่ขึ้นมาจากรูนั่นน่ะ

    .
    .
    .

    ปุจฉา : ความเชื่อทางศาสนาที่ว่า “ตายไปแล้วตกนรก รับกรรมที่ก่อเอาไว้” และในเมื่อศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธมีการลงโทษแตกต่างกันไป ผมจึงสงสัยว่า “ถ้าคนไม่มีศาสนาตายแล้วจะไปไหน?”

    วิสัชนา : พระพุทธศาสนาไม่เคยสอนว่า ตายแล้วไปตกนรกอย่างเดียวนะครับ แต่สอนว่าตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรก็ได้ตามสภาวะจิตอันเกิดจากการกระทำที่ตนทำมานั้น

    ไฟหรือว่าความร้อนนั้น คนมีศาสนาหรือไม่มีศาสนาไปจับมันก็ร้อนครับ ความเย็นก็เช่นกัน เหล่านี้คือสภาวะที่เป็นสัจจธรรม

    การเวียนว่ายตายเกิดนี่ก็เหมือนกัน อย่ามองหยาบๆ แค่เฉพาะคนเราเลยครับ ต่อให้เป็นสัตว์เป็นตัวอะไร หรือจะเอาภพภูมิที่ละเอียดมากกว่านี้ก็ยังได้ ล้วนเวียนว่ายตายเกิดเหมือนๆ กันนั่นแหละ

    คนศาสนาอื่น หรือคนไม่มีศาสนาก็ตาม ถ้าเขาทำดี นั่นมันก็ดีอยู่แล้วล่ะครับ ถ้าทำชั่ว อย่าว่าแต่คนด้วยกันเลย แม้แต่สัตว์มันก็ยังเกลียดยังกลัวเหมือนๆ กัน

    หลักคำสอนของศาสดาองค์อื่นก็บอกว่ามีสวรรค์มีนรกนะครับ

    ต้องมองหลักสัจจธรรมให้ข้ามล่วงกรอบศาสนาต่างๆ ให้ได้นะครับ หาไม่แล้ว ท่านจะมาติดอยู่ที่ “ยี่ห้อทางศีลธรรม” เหล่านี้

    .
    .

    อีกแง่หนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ บางคนบางท่านชอบพูดว่า ผมไม่เชื่อในหลักคำสอนของศาสนาใดๆ เลยนั้น ตายแล้วผมจะไปตกนรกไหม?

    ก็ดูที่กรรมหรือว่าการกระทำของคนๆนั้นสิครับ ถ้าเขาทำดี แม้ไม่ได้บอกว่านับถือศาสนาใดมันก็ดีอยู่ในตัวของมันเองนั่นแหละ อย่างการให้ทานนี่น่ะ ไม่จำเป็นว่าต้องให้คนพุทธด้วยกันถึงจะสบายใจนี่นา ใช่ไหมครับ เราเอื้อเฟื้อคนชาติอื่น ศาสนาอื่น ถ้าหากพวกเขาเป็นคนดีและใจกว้างพอ ย่อมรู้ว่านี่เราใจดี เรากำลังทำดีกับเขา แม้ให้ข้าวหมาอาหารแมวพวกมันยังรู้เลยครับว่าเราทำดีกับมัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ แม้คนอื่นสัตว์อื่นจะไม่รู้ว่าเราทำดี ตัวเราเองนี่แหละจะรู้ว่าเราทำดี

    ศีลก็เหมือนกัน ว่าให้ถึงที่สุดตามคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ท่านว่า “ศีลคือสภาวะจิตที่สะอาดปราศจากโทษภัย”

    เพราะใจคนเราไม่สะอาดนี่แหละครับ เลยเกิดการกระทำ เกิดคำพูดที่หยาบ สกปรก ที่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทำร้ายทำลายกัน จนต้องบัญญัติกฎหยาบๆ ขึ้นมาเป็นข้อๆ เพื่อห้ามปรามเอาไว้ แต่ถ้าฝึกจิตจนดีแล้ว สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ฉีกข้อศีล ฉีกพระวินัยทิ้งไปได้เลยครับ ท่านเหล่านั้นหากจะรู้ตัวของท่านเองว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร อ้อ แม้แต่กฎหมาย มาตรารัฐธรรมนูญทั้งหลายนั่นก็ด้วย หากมีแต่คนดีจะบัญญัติมันขึ้นมาทำไมอีกมิทราบ?

    การตกนรกหรือขึ้นสวรรค์จึงไม่ได้อยู่กับความเชื่อนะครับ แต่อยู่ที่การกระทำต่างหาก

  8. สาธุ สาธุ สาธุ

    ขอบคุณที่นำมาฝากนะคะ

    สุขสันต์วันนี้ค่ะ ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s