“ดี” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

December 21, 2008 at 4:36 am

.
.

หากจะสังเกตลักษณะของความเป็น “ผู้สูงวัย” แล้วละก้อ คนโบราณท่านบอกว่าให้ดูลักษณะเด่นสามประการคือ

“ชอบของขม
ชมคนสาว
ท้าวความหลัง”

หากใครมีนิสัยการกินและชอบพูดถึงเรื่องดังกล่าวนี้แล้ว ยืนยันได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งหมอกฤษณ์มาคอนเฟิร์ม หรือให้คุณหญิงหมอพรทิพย์มาตรวจดีเอ็นเอให้เสียเวลาว่า บุคคลนั้นเข้าสู่กลุ่มผู้สูงวัยแล้วล่ะครับ

จำได้ว่าตอนเป็นเด็กผมจะออกอาการไม่พอใจพ่อทุกครั้งตอนที่แกทำลาบวัวให้กิน

เพราะอะไรงั้นหรือ?

เพราะว่าพ่อชอบเอาดีวัวใส่ไปด้วย ทำให้ลาบออกรสขม ไม่อร่อยสำหรับเด็ก แต่สำหรับผู้ใหญ่ทั้งหลายแล้ว “ลาบขม” จานนั้นคือสุดยอดอาหารที่จะทำรับประทานกันก็ต่อเมื่อมีโอกาสพิเศษเท่านั้น

นึกย้อนไปถึงเรื่องราวเก่าๆ คราวเป็นเด็กแล้ว ผมชักจะเห็นคล้อยไปกับ ชาลส์ ดาร์วิน เข้าไปทุกที คือแกได้นำเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการว่า ธรรมชาติจะมีกลไกคัดเลือกสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าคน สัตว์ หรือพืชพรรณต่างๆ ให้เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้เผ่าพันธุ์ของตนดำรงอยู่ได้

แฮ่ม…ใช่แล้วล่ะ ผมชักเริ่มจะเชื่อว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ ธรรมชาติได้คัดเลือกกลุ่มคนให้ผมได้เข้าสังกัดใหม่แล้ว

จำได้ว่าตอนนั้นผมอยู่ในกลุ่มคนที่เกลียดความขม

ตอนนี้เปลี๊ยนไป๋ ย้ายมาสังกัดในกลุ่มที่ “ชอบของขม” ไปเสียแล้ว

แต่…ยัง ยังไม่ถึงกับชอบ “ชมคนสาว” ไปเรื่อยเปื่อย และนั่ง “ท้าวความหลัง” ให้ใครต่อใครฟังอยู่เรื่อยหรอกน่า

พูดถึงดีวัวแล้ว มาถกกันถึง “ความดี” กันหน่อยไหม

เคยสงสัยกันไหมว่า ความดีคืออะไร?

อืม ต่อปัญหานี้คงจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตก คล้ายๆ กับไก่และไข่อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละ และใช่ว่าเพิ่งจะมีแต่คนรุ่นนี้เท่านั้นดอกที่สงสัยว่าอะไรคือความดีที่แท้จริง คนโบราณก็พลิกแผ่นดินหาเจ้าความดีที่แท้จริงนี้มาแล้วเหมือนกัน

โสคราตีส บุรุษผู้วางรากฐานปรัชญาตะวันตกกล่าวเอาไว้เมื่อประมาณ 2,400 ปีมาแล้วว่า “มนุษย์ทั้งหลายไม่อาจรู้อะไรเที่ยงแท้” และตอกย้ำความเชื่อของตนด้วยคำถามอีกชุดว่า “อะไรคือความดี? ความงาม? และความจริงที่แท้?”

แกได้พยายามคิดค้นหาคำตอบโดยการถามผู้คนไปทั่วตามสไตล์ของแก แต่ก็ไม่ได้คำตอบที่พอจะนำมาเป็นบทสรุปรวบยอดของคำว่าความดีได้ เพราะในของสิ่งเดียวกันนั้น บางคนที่ชอบก็จะบอกว่าดี ในขณะที่คนที่ไม่ชอบก็จะบอกว่าไม่ดี

อย่าว่าแต่สิ่งของซึ่งเป็นวัตถุภายนอกเลยครับ เพราะแม้แต่หลักคำสอนที่มาในศาสนาทั้งหลายนั้นก็เถอะ ก็ใช่ว่าจะเป็นหลักการที่ดีไปเสียทั้งหมด

บางครั้งศาสนาหนึ่งอาจจะบัญญัติเรื่องบางเรื่องเอาไว้ว่าไม่ดี ขณะที่ผู้คนที่นับถือศาสนาอื่นอาจจะบอกว่าดีก็ได้ เช่น การกินหรือไม่กินสัตว์บางชนิด หรือการบูชารูปสัญลักษณ์อะไรบางอย่างเป็นต้น

น่าเสียดายที่โสกราตีสไม่ได้พบหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าในตอนนั้น ทั้งๆ ที่พระพุทธองค์ทรงอุบัติมาแล้วประมาณ 100 กว่าปี

ถึงแกจะไม่ได้พบพระพุทธเจ้า แต่ก็มีนักวิชาการนำปรัชญาการค้นหาความดีที่แท้จริงของแกนี้ มาถามพระพรหมคุณาภรณ์ หรือหลวงพ่อประยุทธ์ ปยุตโต เหมือนกันว่า “อะไรคือความดีในทางพระพุทธศาสนา?”

ท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯ ได้ยกเอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาตอบในทำนองว่า

พระพุทธศาสนาไม่มีความดีหรือไม่ดีด้านวัตถุแบบที่ปรัชญาตะวันตกค้นหาหรอก เพราะความดีแบบนั้นไม่มีทางหาบทสรุปได้แน่นอน

พระพุทธศาสนามีแต่กุศลกับอกุศล ซึ่งเป็นหลักสัจธรรมเท่านั้น หรือหากจะนิยามคำว่ากุศลคือความดี อกุศลคือความไม่ดีก็ได้เหมือนกัน

กุศลคืออะไร กุศลขั้นพื้นฐานก็คือความเป็นคนจิตใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน สูงขึ้นไปก็เป็นความรักความเมตตาของพ่อแม่ที่มีต่อลูก จนถึงขั้นสูงสุดคือการมีสติปัญญาที่รู้เท่าทันอาการของความเป็นจริงของสิ่งทั้งมวล

ความที่กุศลเป็นหลักสากล เราจะเห็นว่า ไม่ว่าคนประเทศใดหรือเผ่าไหนก็ตาม หากหน้าตาระรื่นยิ้มแย้มแจ่มใส (ที่ไม่ใช่การเสแสร้ง) ก็จะรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นั้นดี

หรือยกตัวอย่างความรักของพ่อแม่ก็เช่นกัน ไม่ว่าคนประเทศไหนเผ่าใด หากพูดถึงความรักที่มีต่อบุตรแล้วจะเป็นความรู้สึกที่ปรารถนาดีเหมือนๆ กัน แต่อาจจะแตกต่างกันไปที่ภาษาพูดและรายละเอียดที่แสดงออกเท่านั้น

ไม่ใช่เพียงมนุษย์เท่านั้น แม้สัตว์เดรัจฉานก็จะมีความรู้สึกชนิดนี้ต่อลูกของมันเหมือนกัน จึงว่าอาการเหล่านี้เป็นกุศล

อาการที่ตรงกันข้ามเรียกว่าอกุศล

อารมณ์โกรธ ฉุนเฉียว คือตัวอย่างที่มองเห็นง่ายที่สุดของอกุศล เพราะหากเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว จะสังเกตได้จากสีหน้า ท่าทาง ลักษณะอาการทางกายอื่นๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย จึงว่าอาการเหล่านี้เป็นอกุศล

ซึ่งสัตว์เดรัจฉานก็โกรธเหมือนกัน

สรุปคือภาวะที่ไร้ซึ่งเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย อันจักทำให้โปร่งโล่งเบาสบาย อิสระจากเครื่องจองจำทั้งทางกายและทางจิตใจทั้งมวล คือกุศลสูงสุด หรือจะเรียกว่าเป็นความดีที่แท้จริงในพระพุทธศาสนาก็ได้

เกี่ยวกับคำพูดที่ให้นิยามความหมายของคำว่าความดีนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้พูดคติธรรมเอาไว้ประโยคหนึ่งว่า

“ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ”

นั่นสินะ เพราะถ้ายังเป็นความดีของคนอีกกลุ่ม แต่ไม่ดีสำหรับคนอีกกลุ่มแล้วละก้อ คงไม่เฉียดใกล้คำว่า “ดีเลิศเพราะไร้โทษ” ที่หลวงปู่กล่าวเอาไว้อย่างแน่นอน.

33 comments

  1. ขะรับๆ

    ดีก็ดี

    สุขสันต์วันจันทร์นะขอรับทุกท่าน
    🙂

  2. สุขสันต์วันจันทร์ เช่นกันทุกท่านขอรับ🙂

    ขอบคุณพระคุณเจ้าด้วย สำหรับธรรมะยามเช้า

    อ่านแล้วขอจิ๊กไปแปะที่บล็อกเหมือนเคย (เฮ่อๆ )

  3. สวัสดีวันจันทร์ สุขสันต์วันทำงานเช่นกันค่ะ ^__^

  4. ท่านพี่สามขอรับ

    เชิญเลยพระคุณพี่ ท่านจะก๊อปเอาไปโยนไปแหม่ะเล่นที่ไหนก็ตามเสบยเลย

    .
    .
    .

    ท่านประธานขอรับ

    ทำงานให้สนุก เป็นสุขเมื่อทำงาน นะขอรับ
    เจ็บเป็น เอ็นอุ่น ขุ่นข้อง หมองหลัง ขึ้นมาเมื่อใด
    สูตรเดิมขอรับสูตรเดิม รีบคายฟันยางทิ้งตัวให้กรรมการนับสิบเสียดีๆ มิฉะนั้น เห่อๆ จะหาว่าหล่อไม่เตือนไม่ได้นาพระคุณ

    .
    .
    .

    ท่านรองแซดฯ

    เป็นเยี่ยงไรบ้างล่ะขอรับ ไม่ทราบว่างานของท่านยังรุมเร้าเอาหนักอยู่เช่นสัปดาห์ที่แล้วหรือไม่

    ระวังด้วยนะขอรับ คนวัยทองนี่ไว้ใจสุขภาพของตนเองนักเห็นจะไม่สวย วันดีคืนด่างท่านอาจจะไปล้มถ่างแขนเท้าชี้ฟ้าเหมือนเดิมอีกก็ได้

    แฮ่ม…ระวังๆๆ

    .
    .
    .

    เอ๋? แม่หมิวหม่องม่องเท่งไปไหนล่ะนี่

    ยะฮูๆๆๆๆๆๆๆๆ วู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สบายดีบ่?

  5. สวัสดีวันอังคารค่ะ

    งานข้าพเจ้ายังคงรุมเร้าเช่นเดิมค่ะ ท่านเลขาฯ
    จะหมดช่วงยุ่งๆ ก็ประมาณสิ้นเดือนมีนาคนปีหน้าโน่นล่ะค่ะ
    นี่ก็จะสิ้นปีอีก ยังมีเรื่องให้ต้องสะสางอีกมากมายนัก

    ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะคะ ท่านก็เช่นกัน
    โปรดระมัดระวังตัวให้ดีด้วยค่ะ

    งานเข้าซะแล้ว ลูกค้าเรียกไปก่อนนะคะ

    รักษาสุขภาพกันด้วยค่ะ แว๊ปปป

  6. ^
    ^

    งาน ก็เหมือน ผี นั่นล่ะ
    เข้าได้ ก็ต้อง ออกได้ เช่นกัน

    สู้ ๆ ค่ะ .. โย่ว !!

  7. แต่วิธีการทำให้งานออก ง่ายกว่าทำให้ผีออกนะคะท่าน หุหุ

    ยังไงก็สู้ค่ะ แต่ขอพักเหนื่อยหน่อยนะ ^^”

  8. หึๆ

    “งานก็เหมือนผี!!”

    อุบ๊ะๆ!! แร่วกัลล์ คิดได้ไงเนี่ยท่านประธาน

    งี้เกล้าเห็นทีต้องจิ๊กไปใช้ต่อแล้วล่ะขอรับพระคุณ

    .
    .
    .

    ท่านรองแซดขอรับ

    ผมว่า…การทำให้งานออกเนี่ย น่าจะง่ายกว่าการถูกทำให้ออกจากงานแหง๋มๆ เลย ใช่ไหม?ๆ

    .
    .
    .

    เมื่อวานเกล้ากระผมไปนั่งโม้ธรรมะกับท่านขุนอรรถในบ้านหนอนมาน่ะขอรับทุกท่าน

    โม้กันได้โม้กันดี ปานว่าน้ำลายจะไหลไฟโมหะจะดับ เกล้าจึงก๊อปเอามาฝากให้พวกท่านอ่านเล่นๆ ด้วย

    เอ๊า อ่านเถิ๊ด

  9. ท่านขุนฯขอรับ

    เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งอ่านบทสนทนาของพี่เอื้อ อัญชลี กับคุณพี่ปราบดา หยุ่น ในมติชนสุดสัปดาห์ คุณพี่เอื้อ ถามคุณพี่ปราบดาว่ามีทัศนคติเกี่ยวกับการฝึกฝนตนเองอย่างไร

    พี่ปราบดาตอบในทำนองว่า ไม่ชอบแนวทางการฝึกปฏิบัติแบบรวมกลุ่มของเซน เพราะดูคล้ายการสะกดจิตกันมากกว่า และไม่สามารถอธิบายผลของการปฏิบัติธรรมได้ มักจะอ้างว่าเป็นเรื่องที่ต้องรู้เฉพาะตน แต่ชอบแนวทางการฝึกฝนของเซนตามวิถีชีวิตธรรมดาพื้นๆ เช่นการล้างถ้ายล้างชามก็เป็นการฝึกฝนตนเองได้ (อะไรประมาณนี้)

    ย้อนกลับไปอีกนานโข

    ผมอ่านเจอคอลัมนิสต์ใหญ่ท่านหนึ่งของเมืองไทย เขียนเอาไว้ในทำนองว่า “เรามาบรรลุธรรมด้วยการอ่านงานเขียนของท่านพุทธทาสกันเถิด” (อะไรประมาณนี้)

    เมื่อไม่นานมานี้

    ผมอ่านเจอนักเขียนท่านหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า “ผมไม่เชื่อว่าจะมีสิ่งใดที่เราไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์” (อะไรประมาณนี้)

    และผมเพิ่งได้อ่านคำพูดของคุณพี่ชัชรินทร์ ข้างบนนี้ว่า “เท่าที่ผ่านมา เราใช้ความรู้ของเราไปในทางที่ถูกหรือผิดมากน้อยแค่ไหน ความรู้เหล่านั้นนำพาเราไปสู่ อิสรภาพ หรือ กลับพันธนาการ เราทั้งหลายแน่นขึ้นทุกที”

    และประโยคที่ว่า “ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่านี้ ไม่ว่ายุคเทคโนโลยี ดาวเทียม หรืออภิมิติ อภิพิสดารอะไรทั้งมวล ก็ไม่หลุดรอดไปจาก กฎเกณฑ์แห่งศาสนาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”

    เอาล่ะครับ มาเริ่มคุยกันเล่นๆ เพื่อความบันเทิงเริงใจ โดยไล่เรียงไปตามประเด็นเหล่านี้เลยนะครับ

    .
    .

    หากมีโอกาสได้คุยกัน ผมอยากจะสนทนากับพี่ปราบดาว่า

    การปฏิบัติธรรมแบบรวมกลุ่ม ก็เหมือนกับการเข้าห้องเรียนสมัยที่เราเป็นเด็ก เรียนเพื่อให้รู้หลักการหรือแนวทางที่จะทำให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่การทำมาหากินในลำดับต่อไป เราต้องใช้ความรู้ที่แตกต่างและพิสดารมากกว่านั้นอีกหลายเท่า การปฏิบัติธรรมแบบรวมกลุ่มก็ไม่ต่างจากการไปเรียนรู้หลักการในห้องเรียนดังว่านี้เลย

    และที่คุณพี่ปราบดาบอกว่าทำไมถึงชอบอ้างกันนักกันหนาว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องรู้เฉพาะตน แล้วทำไมถึงบอกว่ามันไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นฟังได้…ยังครับยัง ผมจะยังไม่อธิบายตรงนี้ แต่จะยกยอดเอาไปอธิบายร่วมกันคำพูดของนักเขียนท่านหนึ่งท่านนั้น

    พี่ปราบดาปิดท้ายด้วยการบอกว่าชอบการฝึกฝนตนของเซนในแบบวิถีชีวิตประจำวันมากกว่า คือผมอยากจะอธิบายเพิ่มเติมตรงแนวความชอบของคุณพี่ว่า การปฏิบัติตามแนวพุทธศาสนานั้น ไม่ว่าจะนิกายใดก็ตามนั้น ย้ำว่าไม่ว่านิกายใด และไม่ว่าพระว่าโยมก็ด้วย หากถูกตรงแล้วละก้อ คือการปฏิบัติตามแนวมหาสติปัฏฐานสูตรนะครับ ซึ่งผู้ฝึกฝนตนเองจะต้องมีสติรู้กาย รู้เวทนา รู้จิต และรู้ธรรมารมณ์ของตน ทุกๆอิริยาบถ ทุกๆการกระทำ และทุกๆวินาทีเบื้องหน้านั้น เพราะหากสติของนักปฏิบัติยังไม่สามารถต่อเนื่องเป็นหนึ่งเดียวได้แล้วละก้อ จะไม่สามารถเท่าทันวงจรการเกิดดับของปฏิจจสมุปบาทภายในใจได้เลย

    ครูบาอาจารย์ที่ชาญฉลาดจึงนำเทคนิคการฝึกสตินี้ ไปประยุกต์ใส่กับกิจกรรมต่างๆ ภายในชีวิตประจำวันของคนเราทุกสิ่งอย่าง เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้ค่อยๆ ซึมซับเรียนรู้ไปด้วยตัวเองว่า การปฏิบัติธรรมคือวิถีการเรียนรู้ตนเองทั้งหมดทุกแง่มุม ไม่ใช่เรียนเป็นเสี่ยงๆ เสี้ยวๆ แล้วก็มาเซี้ยวใส่อาจารย์ให้วุ่นวายว่าเรียนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจว่าจะปฏิบัติแบบไหนถึงจะได้ผล

    เอ๊า เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะครับ ถ้าจะฝึกฝนให้เข้าใจตนเองจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิกเด็ดขาด เพราะการปฏิบัติธรรมนั้นเหมือนกับการกั้นคลองวิดน้ำกันเลยทีเดียว การขาดสติปล่อยกายปล่อยใจก็ไม่ต่างจากการวิดน้ำไปได้พักหนึ่ง แล้วก็เผลอไปถีบเขื่อนพัง ทำให้น้ำใหลกลับมาเหมือนเดิมอีก การจะฝึกให้รู้จริงๆ จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำเล่นๆ เพียงตอนมีเวลาว่างเท่านั้น เพราะกว่าจะฝึกสติ ฝืนวิถีชีวิตจนสามารถเข้าถึงระบอบชีวิตแบบใหม่ที่สามารถสอดส่องดูแลกายและใจของตนได้อยู่หมัดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

    ย้ำว่าต้องตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ คือรอบรู้กายใจของตนได้ทุกขณะนั่นแหละ ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนหลับ เพราะการนอนหลับจะเหมือนการปิดสวิทไฟในห้อง ขณะที่ผู้นั้นยังนั่งรู้ตัวตื่นอยู่ในบ้านตลอดเวลา ขโมยขโจรจะเข้ามาทางไหนก็รู้ก็เห็นหมดนั่นแหละ โน่นแน่ะครับ ต้องสติขนาดนั้นถึงจะรอบรู้เท่าทันการหมุนอย่างเจนจัดของปฏิจจสมุปบาทในจิตได้

    แต่ผมก็ไม่ปฏิเสธดอกครับว่า การที่นานๆ ครั้งได้มีโอกาสไปเข้าห้องเรียนกับชาวบ้านเขาบ้างนั้น มันจะไม่ทำให้ได้เรียนเทคนิคการวิดน้ำอันใดมาบ้าง หรือจะไม่ทำให้เรียนรู้อักขระพยัญชนะตัวใดมาเพิ่มบ้างอีกสักตัวสองตัว เพื่อจะได้นำมาเรียนรู้เอง หรือเปรียบเหมือนกับได้ซากุไร ไขควง มาอีกสักตัวสองตัว เพื่อใช้ประกอบยานอวกาศที่จะพาตนเองทะยานออกจากแรงดึงดูดของโลกย์

    เอาล่ะครับ ข้ามประเด็นของคุณพี่ปราบดาไป

    .
    .

    ต่อมาถึงคำพูดของคอลัมนิสต์ใหญ่ท่านนั้นที่ว่า “เรามาบรรลุธรรมด้วยการอ่านหนังสือธรรมะกันเถิด”

    ถามว่าเป็นไปได้ไหม?

    ตอบว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเหตุให้เป็นไปได้ครับ

    การอ่านธรรมะมากๆ ไม่ต่างจากการเรียนรู้ตำราพิชัยสงครามทั้งหลายทั้งมวล แต่การลงสนามรบจริงเป็นคนละเรื่องที่ต่างกันมากๆ เพราะตัวแปรของสภาพแวดล้อม ลมฟ้าอากาศ และบุคคลรอบข้าง ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักสมรภูมิ

    การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน กายของเราไม่เคยอยู่ในอิริยาบถเดียวเลย เวทนาก็เปลี่ยนไปเรื่อย จิตใจก็เปลี่ยนไปตามสภาวะ ธรรมารมณ์ก็แปรปรวนไปตามสภาพ หากไม่ใช่นักรบที่เกาะติดสถานการณ์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีทางเท่าทันเล่ห์กลของข้าศึกได้หรอกครับ คำว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นี่ ใช้กับการปฏิบัติธรรมได้ดีทีเดียว คือผู้ปฏิบัติต้องมีสติตั้งมั่นตื่นรู้รอรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ อยู่ตลอด เวลา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ยกพลมารุกรานกายใจ ต้องคอยเรียนรู้มัน อ่านเกมกันแบบช็อตต่อช็อตตลอดเวลาเลยเทียวพระคุณ

    การศึกษาธรรมะนั้น ท่านแบ่งออกเป็นสามระดับครับ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

    สมัยก่อนไม่มีหนังสือหนังหาตำรับตำราหรอกครับ การเรียนปริยัติจึงมากจากการฟัง การถาม ซึ่งพระพุทธองค์ไม่นั่งสอนนานๆ เลยนะครับ สอนอย่างมากก็ไม่กี่ชั่วโมง แต่ผู้นั้นต้องนำไปปฏิบัติต่อ คือนำไปคิดใคร่ครวญตริตรองเอาเอง แล้วปฏิบัติตามที่ได้ไตร่ตรองดีแล้วนั้น ปฏิเวธคือความสงบซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติถึงจะเกิดขึ้นได้

    การบรรลุธรรม (หรือการจะเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งจริงๆ) จึงเกิดขึ้นไม่ได้จากการอ่านโดยถ่ายเดียว

    แต่ถ้าไม่มีการอ่าน (บางคนอ่านหนังสือไม่ออก จะใช้การฟังหลักปฏิบัติจากครูบาอาจารย์แทน) ก็จะไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรถึงจะถูก ถึงจะเป็นแนวทางที่จะทำให้เข้าใจสัจธรรมที่แท้จริงได้

    การบรรลุธรรมด้วยการอ่าน และการชนะสงครามด้วยการวางแผนบนกระดาษ สองเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้โดยเด็ดขาด (แฮ่ม รวมถึงคนที่คิดจะเขียนหนังสือสักเล่ม ทว่ามัวแต่นั่งนึกพล็อตอันบรรเจิดเลิศภพจบแดนอยู่ โดยไม่ลงมือแตะพิมพ์ดีดสักกะแอะ ผลสำเร็จนั้นจะมาแต่ใด “การคิด” กับ “การเขียน” คนละเรื่องเลยนาขอรับ คิดโดยไม่เขียนก็ไม่ได้หนังสือสักตัว เขียนโดยไม่คิดเรื่องราวก็ลงเหวอีก วุ้ย!)

    .
    .

    มาถึงประเด็นที่ว่า “ไม่ว่าสิ่งใดเราล้วนสามารถอธิบายมันออกมาได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์”

    ครับถูกแล้ว ไม่ว่า “สิ่งใด” เราล้วนสามารถอธิบายมันได้ แต่ถ้า “ไม่มีสิ่งใด” ล่ะครับ เราจะใช้คำอธิบายว่าอย่างไร?

    การเกิดขึ้นของวงจรปฏิจจสมุปบาทก็เช่นกัน ตอนมันเกิดนั้นเราจะอธิบายมันว่าอย่างไรครับ? แม้ตอนที่ผลมันเกิดแล้ว คือตอนที่ชอบแล้ว โกรธแล้ว เกลียดแล้ว หลงแล้ว เหล่านี้ เราจะใช้ถ้อยคำทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอย่างไรดี ตอนอารมณ์เหล่านั้นดับไปก็ด้วย มันดับตอนไหนล่ะครับ? อธิบายให้ฟังได้ไหม แล้วอารมณ์เหล่านี้มันไปซุกหัวหลบหางอยู่ซอกหลืบใดของสมองและหัวใจล่ะครับ? หรือว่ามันหายไปแล้ว? มันไม่กลับมาเกิดอีกแล้วงั้นหรือ?

    ท่านที่รู้เรื่องเหล่านี้ (คือคนโดยมากสมมุติกันว่าท่านรู้น่ะครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านรู้จริงหรือเปล่า และที่ว่าท่านรู้นั้น พวกท่านรู้อะไรกันแน่) ก็จะพูดเหมือนกันหมดว่า “อธิบายไม่ได้ ไม่มีคำพูด เพราะสมมุติมันเข้าไม่ถึง”

    อย่าลืมนะครับว่าภาษาพูดทุกภาษา คนเราสร้างมันขึ้นมาด้วยกฎสมมุติโดยสมยอมร่วมกัน ถ้าหากมีภาวะที่เหนือสมมุติอยู่จริง (แม้ผมใช้คำว่า “มีภาวะ” นี่ก็ผิดแล้ว เพราะมันไม่มีอะไรทั้งสิ้น) แล้วเราจะสมมุติมันว่าอะไรดีล่ะครับ จะใช้คำสมมุติไปอธิบายภาวะที่วิมุติได้หรือ? แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ท่านใช้คำว่าเป็นสิ่งที่ต้องรู้เฉพาะตนได้ไงไหว? การทำงานอยู่กับถ้อยคำแห่งสมมุติมากๆ สามารถทำให้มุมมองของคนเราแคบลงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

    ข้ามประเด็นของถ้อยคำและความรู้เฉพาะตนไปเน๊าะครับเน๊าะ

    .
    .

    คราวนี้มาถึงคำพูดของคุณพี่ชัชรินทร์ ที่ว่า “เท่าที่ผ่านมา เราใช้ความรู้ของเราไปในทางที่ถูกหรือผิดมากน้อยแค่ไหน ความรู้เหล่านั้นนำพาเราไปสู่ อิสรภาพ หรือ กลับพันธนาการ เราทั้งหลายแน่นขึ้นทุกที”

    การที่มนุษย์สร้างองค์ความรู้ทั้งหลายทั้งมวลขึ้นมา ล้วนเพื่อเป้าประสงค์ทางความโลภ(ตัณหา) ไม่ก็เพื่ออยากเด่นอยากดังกว่าคนอื่น(มานะ) และเพื่อต้องการที่จะเอาชนะคนอื่น(ทิฏฐิ) เห็นไหมครับ ดูแค่มูลเหตุที่เป็นแรงผลักให้เกิดองค์ความรู้ก็ผิดแล้ว ผลของมันคงไม่ต้องกล่าวถึงอีกให้เสียเวลา

    .

    และคำที่ว่า “ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่านี้ ไม่ว่ายุคเทคโนโลยี ดาวเทียม หรืออภิมิติ อภิพิสดารอะไรทั้งมวล ก็ไม่หลุดรอดไปจาก กฎเกณฑ์แห่งศาสนาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”

    ครับใช่…สสารไม่เคยหายไปจากอวกาศฉันใด คนที่รู้และเข้าใจเงื่อนไขหน้าที่ของพวกมัน ย่อมสามารถนำมันมารวมกันเพื่อประยุกต์สร้างสิ่งใหม่ๆ ทั้งหลายทั้งมวลได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งใหม่ล้วนมาจากสสารเก่า

    การค้นพบทฤษฎีใหม่ทางวิทยาศาสตร์ หรือการค้นพบมวลสารใดๆ ก็ดี เราต้องไม่ลืมว่านั่นคือ “การค้นพบมัน” แสดงว่ามันมีอยู่แล้ว คนเราถึงไปค้นพบมันได้ การที่บอกว่าของที่มีอยู่แล้วคือสิ่งใหม่ เห็นจะผิดไปกระมัง เอาเถอะครับ ถือว่าเรา “สมมุติ” ว่ามันเป็นสิ่งใหม่ที่ถูกค้นพบก็แล้วกันนะครับ

    ทว่าการรวมตัวของมวลสารบางอย่างอาจทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ นั่นแหละ เช่น การกลายพันธุ์ของเชื้อโรคบางอย่าง หรือการแปรเปลี่ยนของเคมีบางประเภท (ทฤษฎีวิวัฒนาการ) แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่า ต้องมีเซลส์หรือสสารต้นเหตุเสียก่อน มันถึงจะวิวัฒนาการมาเป็นเชื้อใหม่ หรือเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ได้ ซึ่งเราจะอ้างว่ามันคือเซลส์เก่าที่วิวัฒนาการมาก็ได้เช่นกัน

    การค้นพบวัตถุใหม่ การสร้างสิ่งผลิตใหม่ หรือเกิดสิ่งมีชีวิตประเภทใหม่ จะไม่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นตกใจอันใดเลย ถ้าหากเราได้รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาจากธาตุเก่าหรือสสารเก่าใดๆ บ้าง

    .

    ที่คุณพี่ชัชรินทร์เขียนว่า “กฎเกณฑ์แห่งศาสนาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”

    ความจริง ย่อมคือ ความจริง

    ทว่ากฎเกณฑ์มีหลายกฎเกณฑ์

    ศาสนายิ่งมีหลายศาสนา

    พูดแบบตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อมก็คงต้องบอกว่า บางกฎเกณฑ์สามารถทำให้ผู้ประพฤติตามเข้าถึงความจริงที่สมบูรณ์ได้ ขณะที่บางกฎเกณฑ์สามารถนำเข้าไปถึงได้เพียงความสุข

    ความสุข ก็คือ ความจริง

    แต่ความจริง ไม่ได้มีเพียงแค่ความสุข

    การนำ “ความจริง” มาใช้กับกฎเกณฑ์ที่มุ่งไปที่ความสุขเพียงอย่างเดียวย่อมไม่ถูกทั้งหมด

    ทว่า “การรู้ความจริงของสิ่งทั้งมวล” ได้เท่านั้น ถึงจะทำให้เกิดสุขอันเกิดจากความอิสระเสรีที่แท้จริง

    ขณะที่ความสุข แม้จะยาวนาน ย่อมมีวันเสื่อม

    การรู้แจ้งมูลเหตุแห่งความเสื่อม แม้ทั้งตัวความเสื่อมเองก็ด้วย แล้วปล่อยวางได้หมดเท่านั้นถึงจะไร้เหตุแห่งความเสื่อมทั้งหลายทั้งมวล

    ครับ อธิบายไปก็เท่านั้น ผมเองอธิบายไปก็ยังงงไปด้วยเลย ถือว่าคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันเล่นๆ ก็แล้วกันนะพระคุณท่านขุนอรรถ

  10. เอ่อ ..

    จริงแล้วข้าพเจ้าไม่ใคร่อยากยุ่งกะผีนักหรอกค่ะ
    ยิ่งกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้ มีอะไรน่ายุ่งกว่าเค้าเยอะแยะไป

    ไปค่ะ ท่านรอง ฯ Z เราไปอ่านเรื่องดี ๆ ที่ท่านเลขา ฯ ป๋าสิญจน์ กรุณาหยิบยกเอามาฝากให้กั๋นเต๊อะ

    .
    .

    เรียน ท่านสิญจน์ ที่เคารพ

    เชิญเถิดค่ะ เชิญท่านหยิบยกไปใช้ต่อได้ตามสะดวกเถิด
    ทั้งนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณงาม ๆ สำหรับ “ถ้อยความ” ที่นำมาฝากด้วยนะคะ ช่างดีเหลือเกินค่ะ นอกจากอ่านได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังจะได้อะไรต่อมิอะไรอีกหลายกระบุงเข่งเชียว

    สาธุ.

    -จขบ.-😀

  11. นั่นสิคะท่านประธาน อย่าไปยุ่งกะคุณผีเค้าเลยเนาะ

    ว่าแต่กลางคืนเช่นนี้ท่านจะยุ่งกับสิ่งใดได้อีกเล่า
    สำหรับข้าพเจ้าก็ยุ่งอยู่แต่การเตรียมตัวนอนได้อย่างเดียว ^^”

    เรียนท่านเลขาฯ
    ถูกต้องเลยค่ะ ทำให้งานออก ง่ายกว่าการถูกทำให้ออกจากงานค่ะ อิอิ

    ขอบคุณสำหรับเรื่องดีดีที่นำมาฝากด้วยนะคะ ^__^

  12. โอ๊ย .. มีเยอะแยะไปค่ะท่านรอง ฯ

    แค่นั่ง ๆ นอน ๆ ในผ้าห่มอุ่น ๆ
    แล้วครุ่นคิดถึงวันวาน วันนี้ และวันพรุ่ง ข้าพเจ้าก็ยุ่งยังกะอะไรแล้วล่ะค่ะ

    555555+

  13. อ่ะโห….มีอะไรให้คิดมากมายขนาดนั้นเชียว
    ทั้งเมื่อวาน วันนี้ ไหนจะพรุ่งนี้อีก น่าจะยุ่งจริงๆ แฮะ

    ส่วนข้าพเจ้าแค่คิดถึงคนคนเดียวก็ไม่ว่างไปคิดถึงอะไรแล้ว 555+

  14. ว่ากันถึงงาน งานก็เข้าเลยขอรับ เอิ๊ก

    ขอบพระคุณท่านพี่สองหลาย ที่จริงว่าจะเอาไปแปะไว้เอ็มบล็อกของเมเนเจอร์ ทว่าช่วงนี้บ้านเอ็มช้าได้ใจ เลยไม่ได้เอาไปแปะ บทความดีๆเช่นนี้จะได้มีคนได้อ่านเยอะๆ

    อ่อ.. สหายทุกท่าน หลังจากคิดตรองอยู่หลายเพลา ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจ ย้ายหลักแหล่งนั่งตอกนิ้วจิ่มดีดอักษรอีกครา คราวนี้เห็นว่าน่าจะถูกโรคกับข้าพเจ้าเป็นที่สุด

    ประกอบกับงานเข้า(เช่นกัน) เลยคิดว่าจะเลิกเขียนทุกที่ไปหมกตัวเงียบ ลงภาพ ลงเพลงเพลินๆ เบื่อๆก็บ่นพร่ำเพ้อไปเรื่อยเปื่อยประสาคนแก่ก่อนวัยอันควร(ฮา)

    http://profusely.multiply.com

    (ตามลิงค์)

    หมายเหตุก่อนตัดใจ : เพราะลองใช้มาสักพักแล้ว มันง่ายดีแหะ ลงภาพก็ง่าย ลงเพลงก็ง่าย ลงงานเขียนยิ่งง่าย แถมไม่อืดอีกด้วยล่ะ

    อ่า.. เริ่มมืดล่ะ ข้าพเจ้าจรก่อนดีกว่า

    ขอสหายพี่ สหายเพื่อน สหายน้อง ทุกท่านมีฟามสุขหลายๆในวันปีใหม่ฝรั่งเด้อ🙂

  15. สวัสดีค่ะท่าน (…)
    multiply ก็ดีจริงค่ะ เสียอย่างเดียวไม่ใช่สมาชิกคอมเมนท์ไม่ได้

    สุขสันต์วันปีใหม่ล่วงหน้าด้วยค่ะ ^__^

  16. “แค่คิดถึงคนคนเดียวก็ไม่ว่างไปคิดถึงอะไรแล้ว”

    ฮิ้วววววววววววววววววววว !!
    อะไรจะหวานหยดย้อยขนาดนั้นคะท่านรอง ฯ เจ้าขา

    ได้เรื่องล่ะ
    เดี๋ยวคืนนี้ข้าพเจ้าจะเขียนอะไรดี ๆ ให้อ่านก่อนนอนนะคะ
    ให้มดตัวน้อยตัวนิดมาป้วนเปี้ยนเล่นแถวนี้หน่อยเป็นไรไป

    5555555+

    .
    .

    ซาวีดัด สวัสดีค่ะท่าน (…)

    รับทราบค่ะ ตกลงว่าตอนนี้ใบตองบ้านท่านแห้งแล้วว่างั้น ?!? ท่านถึงต้องย้ายที่พำนัก พัก (อักษรไป) พิงอีกครานึง

    แล้วข้าพเจ้าจะแวะไปอ่าน ไปเยี่ยมชมค่ะ แต่ต้องขอบอกออกตัวก่อนว่า อาจไม่ได้ส่งเสียงไปทักทายนะคะ ก็ที่นั่นไม่รับฝากถ้อยคำของบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกนี่นา

    ขอให้ม่วนซื่น และสนุกกับงาน (ผี) นะคะ😀

  17. 5555555+
    ข้าพเจ้าก็ว่าไปเรื่อยล่ะค่ะ อาการเพ้อเจ้อกำเริบ หุหุ

    ว่าแต่ถ้าข้าพเจ้ามามุกนี้ ก็จะได้อ่านเรื่องแนวนี้ใช่ไหมคะ
    จะได้หามุกมาเล่นเรื่อยๆ อิอิ

  18. ฮึๆ ท่านก็รู้ว่าข้าพเจ้ามันพวก

    บล็อกเกอร์ตองเหลือง เรียกให้หล่อหน่อยก็เป็นบล็อกเกอร์พเนจร จรไปเรื่อยเหนื่อยก็พอ ไร้สังกัด ไม่ชอบกัดใคร แม้จะมีใครชอบกัด(เฮ้อ)

    multiply อืม..

    เออแหะ ข้าพเจ้าลืมข้อนี้ไปเสียสนิท 555

    มิได้มิเป็นไรขอรับ ปีหน้าข้าพเจ้าจะลดกรอบการปฏิสัมพันธ์กับชาวโลกลงอีกสักน้อย เบื่อโลก? โอ่..ม่าย ตราบใดที่สาวๆในเมืองกรุงยังแต่งตัวเฉิดฉาย ใส่อะไรก็ได้ที่ใหญ่กว่าชั้นในนิ้สหนึ่ง โลกก็ไม่เคยน่าเบื่อในสายตาข้าพเจ้า

    “งานเข้า” มิใช่ผีเข้าเหมือนเหล่าท่านทั้งหลายที

    ก็อย่างที่ข้าพเจ้าเคยบอกเล่าปัญหาการทำงานให้ท่านประธ๊านนั่นล่ะ พักหลังข้าพเจ้าเลยไม่ค่อยได้เข้าไป site อาศัยว่าสั่งการทางโทรศัพท์เอา แต่ดูเหมือนท่านผู้บริหารใน site จะไม่พอใจ เพราะไปมีใครไปยืนเป็นวอลเพเปอร์ประดับบารมี เพราะมีแต่ลูกน้องที่ค่อยๆหายหน้าหายตาไป ขนาดวิศวกรประจำโครงการยังไม่เข้าเลย 555

    อาจารย์ข้าพเจ้าเลยต้องโน้มน้าวข้าพเจ้าเป็นการด่วน ให้ข้าพเจ้ายึดเอา site โน้นเป็นงานหลัก แล้วถ้ามันเครียดกดดันมากๆ ก็ค่อยแวบกลับมาเลียแผลใจที่ออฟฟิตบ้างเป็นบางเวลา แต่อยากให้ไปเสนอหน้าที่โน่นบ่อยๆหน่อย เพราะท่านผู้บริหารที่โน้นเข้าไม่รู้จะสั่งใครใช้ใครอยู่แล้ว

    เอาเป็นว่าข้าพเจ้าเลยต้องทำสัญญาใจกับท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณของข้าพเจ้าว่า (ข้าพเจ้าตั้งไว้ในใจหรอกท่าน) ข้าพเจ้าขอฮึดเฮือกสุดท้ายกับทีมงานนี้แค่โปรเจคเดียวเด้อ กว่าจะจบโปรเจคก็ กันยา ตุลาหน้าโน่นล่ะ

    เรื่องมาเป็นแบบนี้ การเดินทางจากห้องพักไปที่ทำงานย่อมกินเวลาในชีวิตข้าพเจ้าไปมากเหมือนเคย จำได้เลยว่าตอนที่เปิดไซต์แรกๆ ข้าพเจ้าแทบไม่มีแรงเดินกลับห้องเสียด้วยซ้ำ จากที่เคยตื่นสายหน่อยๆเดินไปทำงานแค่ห้านาที เดี้ยวต่อไปต้องนั่งรถตู้อยู่บนรถเมล์ไปกลับกินเวลาสามสี่ชั่วโมง

    หนึ่งปี – ราตรีในห้วงเวลานั้นคงว่างเปล่าพอดู

    สถานการณ์ในชีวิตเป็นเช่นนี้ ดูว่าโปรเจคปลูกผักกินหญ้าที่ข้าพเจ้าเคยคุยกับท่านคงมีน้ำหนักให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเร็วขึ้นแล้วล่ะ

    เอาล่ะ แวะมาส่งข่าว มาบ่นให้อ่านก็เท่านั้น

    หนึ่งปี … โอ่… หนึ่งปี โปรเจคของข้าพเจ้าจะเสร็จมั้ยเนี้ย

    แวบก่อน

    คารวะสหายทุกท่าน ขออภัยที่ใช้สภาในทางบ่น

    -_-“

  19. อืม .. ท่าทางจะอาการหนักเอาแรงนะคะท่านสหาย (…)

    การทำงานเป็นทีม (เอ๊ะ หรือควรใช้คำว่า “ธีม” ดีนะ ?) ก็เข็นลำบากอย่างนี้แหละค่ะ เป็นเรื่องปกติธรรมดาเหลือเกินที่จะต้องเผชิญอุปสรรคน้อยใหญ่ อันเกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก แต่หากทีมนั้นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็จะผ่านทุกปัญหาไปได้ด้วยดี

    การที่ท่านเตรียมใจที่จะรับมือ มุ่งมั่นแล้วว่าจะทุ่มเทกับมัน คำว่า “ฮึดเฮือกสุดท้าย” ของท่าน ข้าพเจ้าสัมผัสได้ว่ามันมีพลังกาย พลังใจอัดแน่นอยู่ในนั้นอย่างเหลือเฟือ อย่าได้หวาดหวั่นไปเลยค่ะ หากต้องตื่นเช้าขึ้นกว่าเคย หรือต้องใช้เวลากับการเดินทางมากขึ้น คิดเสียว่าได้เปลี่ยนวิวสักปีนึงละกันเนาะ

    เพียงเปิดตารับรู้สิ่งที่เห็น เป็ดใจรับรู้สิ่งที่เป็นไป ราตรีของท่านในห้วงเวลาเกือบปีนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเต็มไปด้วยสีสันอย่างแน่นอนค่ะ

    ระหว่างนั้นท่านอาจเตรียมการหว่านไถรอไว้ จะเร็วหรือช้ากว่าที่กำหนดในใจไปบ้างก็คงไม่เป็นไรดอก

    สู้ ๆ ค่ะ
    😀

  20. เอ่อ…คือว่า…สืบเนื่องจากกระทู้ธรรมะในห้องหนอนฯ ของท่านขุนอรรถนั่นแหละขอรับทุกท่าน

    เผอิญว่าท่าน “แม่เพลง” ผ่านเข้าไปร่วมแสดงความเห็นกับ “พี่สาม” ด้วย ผมในฐานะที่ได้รับเกียรติให้เป็น “พี่สอง” ให้รู้สึกกระอักกระอ่วนในหักอกหัวใจ อดก็แล้ว ทนก็แล้ว แต่มันกลั้นไม่ไหวจริงๆ จึงได้อาสาคุยกับแม่เพลงไปพลางแทนพี่สาม

    กระนั้นเลย เกล้าจึงก๊อปเอามาฝากพวกท่านอีกที หากว่างก็เชิญอ่านเล่นๆ ได้นะขอรับ แม้ไม่ว่างจะอ่านก็จ้างมันเต๊อะ!

  21. ท่านพี่สาม

    ข้าเจ้าขอสรุปสั้นๆ ดังนี้พอได้ไหม
    ด้วยครั้งหนึ่งก็เคยสัมภาษณ์พี่คุ่น-ปราบดาและมีประเด็นนี้เช่นกัน

    มันไม่เกี่ยวหรอกว่าเราจะฝึกสายไหน วิธีใด

    หากมันน่าจะเกี่ยวกับการฝึก “สติ” เป็นสำคัญ

    ดังจะเห็นได้ว่าผู้คนในสังคมล้วนมีชีวิตและใช้ชีวิตการอย่างขาดสติ

    ภาวะขาดสติคือมิระลึกรู้อยู่กับปัจจุบัน
    ปล่อยจิตให้ล่องลอยกับอดีตที่ผ่านพ้นและอันยังมาไม่ถึง

    จะฝึกแบบเซน หรือพุทธศาสนา หรือท่านพุทธทาส
    ข้าเจ้าว่ามันก็ฝึกเราให้มีสติเท่าทันความคิดตน

    เหมือนท่านจะไปเชียงใหม่
    ท่านก็สามารถหาวิธีเดินทางไปได้ตั้งหลายวิธีไม่ใช่หรือ

    ว่าแต่ว่าท่านขุนอรรถหาหนังสือเดินทางฉบับโลกเหงาได้หรือยังเจ้าคะ

    เชื่อมั้ยท่าน ข้าเจ้าเดินทางบ่อยขนาดนี้ มิเคยหยิบจับเจ้าโลกเหงามาเป็นไกด์ไลน์เลย

    การเดินทางจะมีรสชาติอันใด ถ้ามิได้เรียนรู้ด้วยตัวเราเอง

  22. แม่เพลง

    ครับใช่ “สติ” สำคัญที่สุด ทว่าการมององค์ปฏิบัติแบบไม่ครบ มันหากจะมีอะไรขาดๆ เกินๆ อยู่ดีนั่นแหละ

    นักปฏิบัติที่จับหลักได้แล้วจะมองกึ๋นผู้พูดออกน่ะครับว่าท่านผู้นั้นเจอทางแล้ว หรือยังเป็นผู้กำลังคลำทางอยู่

    ได้ครับ…สมมุติว่าจะไปเชียงใหม่มาเปรียบเทียบกันเล่นๆ ดูก็ได้ ผมก็รู้อยู่หรอกครับว่าไปได้หลายทาง แต่ถ้าเดินไปคนละทิศ เราจะบอกว่าผู้นั้นกำลังไปผิดทางแล้วได้ไหม?

    อาจจะเรียกว่าหลงทางก็ได้ เพราะเขากำลังเดินทางลงภาคใต้

    หรือจะพูดว่าไม่หลงทางก็ได้ เพราะเมื่อเขาเดินไปจนสุดทางตันที่ริมทะเลแล้ว ครั้นรู้ว่าไปผิดทาง เดี๋ยวเขาก็จะหาทางเดินย้อนกลับขึ้นไปเชียงใหม่ทีหลังอยู่ดีนั่นเอง สะเปะสะปะคลำไปเรื่อยคงจับทิศทางที่ถูกได้สักวัน ซึ่งไม่แน่ว่าตอนที่เขาจับทางได้นั้น เขาอาจจะอยู่ที่ทิศตะวันออก หรือทิศตะวันตก แล้วเริ่มเดินทางมุ่งไปเชียงใหม่จากทิศนั้นๆ ซึ่งแน่ล่ะ ย่อมไม่ใช่ทางเส้นเดียวกันกับคนที่เดินไปจากกรุงเทพฯ

    ขอให้มีความคิดที่จะไปเชียงใหม่จริงๆ เถอะน่า(มีฉันทะ) เดี๋ยวก็หาหนทางไปเองจนได้สักวันนั่นแหละ(วิริยะ) ทว่าเงื่อนไขของเวลาอาจจะแตกต่างกันไปตามปัญญาของแต่ละบุคคล(จิตตะ และ วิมังสา)

    .

    เอ่อ…คือ…ผมว่าหลักที่ผู้คิดจะฝึกฝนตนเองมักจะมองข้ามคือ ศีล สมาธิ ปัญญา องค์ความรู้ง่ายๆ ธรรมดาพื้นๆ นี่แหละครับ

    หากศีลไม่ดี ไม่ชำระกาย วาจา ใจ ของตนให้ถูกต้องดีงามเสียก่อนแล้ว บุคคลนั้นไม่มีทางที่จะอยู่กับตัวเองได้นานๆ หรอกครับ เพราะธรรมชาติใจนี่มันชอบแส่หาเรื่อง พอทำท่าจะประคองสติให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิหน่อย ก็เอาแล้ว ออกแล้ว ไปป่วนกับเรื่องข้างนอกแล้ว

    ต่อเมื่อศีลคือกาย วาจา ใจ ปกติปลอดโปร่งไร้เรื่องมาเสียดแทงให้เสียวแสลงแล้วนั่นแหละ สมาธิ คือ สติที่ต่อเนื่องเป็นปึกแผ่น แน่นหนา มั่นคง นุ่มนวล ถึงจะก่อรูปก่อร่างขึ้นในกายและใจของบุคคลนั้นได้ และเมื่อนั้น ปัญญา คือ ความรอบรู้เท่าทั้นกระบวนการทำงานของกายผ่านประสาททางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจที่จะรับรู้ซึมทราบเวทนา จิต ธรรมารมณ์ ถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับกระบวนการทั้งหลายเหล่านี้ได้

    และยิ่งมีปัญญาดีขึ้นเท่าไหร่ ศีลคือการควบคุมกายและใจของตนเองก็จะยิ่งดีขึ้น สมาธิคือสภาวะที่แน่วแน่มั่นคงก็จะยิ่งดีขึ้น ปัญญาที่จะเกิดความรู้อบรมตนเองก็จะเฉียบคมมากขึ้น ยิ่งเกิดปัญญาลึกซึ้งขึ้นเท่าไหร่ศีลก็จะ….. สมาธิก็จะ…… ปัญญาก็จะ…… เหล่านี้จะเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกันอย่างอัตโนมัติ “โดยมีสติเป็นตัวเชื่อม”

    จึงว่าสติสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก แต่ต้องมองให้ครบด้านนะครับ เพราะไม่งั้นแล้วก็จะ “อะไรก็สติๆๆๆๆ” แล้วสติมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ? จะทำยังไงมันถึงจะอยู่กับเราได้ตลอด? จะสร้างมันขึ้นมายังไงดีหนอเจ้าตัวสตินี่?

    เอาแค่ชั้นเบื้องต้นคือศีล ผมว่าจะมาตกม้าตายกันเสียก่อนแล้วกระมัง? หรือไง?

    .
    .

    แถมอีกหน่อยครับ

    ถามว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนเราต้องฝึกปฏิบัติหรือเปล่า หรือว่ารอให้แก่ก่อนค่อยทำได้ไหม?

    ก็คงต้องถามกลับไปว่า คุณมีกายไหม? มีเวทนาสุขทุกข์ไหม? มีจิตที่เดี๋ยวก็นำอารมณ์ดีใจ เศร้าหมอง ผ่องใสเบิกบานมาให้ไหม? มีธรรมารมณ์คือความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆ ภายในใจไหม? หากคิดจะอยู่กับตัวเองแบบไม่รู้แจ้งในอริยสัจสี่ ใช้ชีวิตแบบหลงๆ ลืมๆ สุกๆ ดิบๆ รอให้ปฏิจจสมุปบาทภายในใจพาเวียนเกิดเวียนตายเป็นวัฏฏะไม่รู้สิ้น ก็เอาซีพระคุณ ตามสบายเลยนะครับ แฟร์อยู่แล้ว กรรมใครก็กรรมมันอย่างว่านั่นแหละ แต่เมื่อใดที่คิดจะพ้นจากวงจรอุบาทว์ที่ตนสร้างมันขึ้นด้วยความไม่รู้แล้วละก้อ ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองตามกระบวนการนี้ทั้งนั้นแหละครับ

    ถ้าเป็นหลักปฏิบัติตามแนวทางแห่งสัจธรรมจริง จะไม่ใช่แนวทางของใครหรอกครับ ไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรมาก และไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจดลบันดาลของผู้วิเศษ หรือผู้สูงส่งที่มีอำนาจเหนือมนุษย์มนาด้วย มันหากจะเป็นของมันอยู่แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะค้นพบก่อน (จริงๆ แล้วมีพระพุทธเจ้ามาก่อนหน้านี้หลายพระองค์มากนะครับ) ทรงเสด็จไปก่อน เราก็เลยเรียกท่านว่า “พระพุทธะ” เป็นว่าพระผู้รู้ พระรุ่นหลังเดินตามไปบ้าง เราก็เลยเรียกท่านว่า “อนุพุทธะ” คือผู้รู้น้อย

    ต่อให้พระพุทธศาสนาสูญหายไปจากโลกนี้ ไม่มีวัดวาอาราม ไม่มีคัมภีร์ใบลาน ไม่มีเจดีย์วิหารแล้วก็ตาม ถ้ามีคนมาค้นพบแนวทางนี้อีก ถ้าพบแล้วท่านผู้นั้นมีความสามารถสอนคนได้ บัญญัติวินัยคือข้อปฏิบัติต่างๆ ได้อีก เราก็จะเรียกท่านว่าพระพุทธะ (เนื่องจากท่านมีเชื้อกษัตริย์ คนไทยรุ่นหลังจึงมาเติมคำว่า “เจ้า” เข้าไป เราจึงมักจะคุ้นกับคำว่า “พระพุทธเจ้า”) แต่ถ้าบางท่านมาค้นพบหนทางอันประเสริฐนี้แล้วไม่มีปฏิภาณโวหาร ไม่สามารถบัญญัติวินัยให้ใครศึกษาตามได้ เราก็จะเรียกท่านเหล่านี้ว่า “พระปัจเจกพุทธ” หรือว่าพระผู้รู้ได้เฉพาะตนน่ะครับ

    เห็นไหมครับ ถ้าเป็นแนวทางแห่งสัจธรรมจริงล้วนดำเนินไปตามนี้เหมือนกันทั้งนั้นแหละ

    อ้อ ผมลืมบอกไป อาจารย์ของผมท่านว่า ทางไปเชียงใหม่นั้นไปได้หลายทางน่ะถูกต้องแล้วครับ แต่เผอิญว่าประตูเข้าเมืองนั้นมีบานเดียว(ให้จินตนาการว่ามันเป็นเมืองโบราณนะครับ) คือเบื้องแรกอาจจะมาจากหลายทิศทางต่างกัน แต่เบื้องปลายเบื้องสูงจริงๆ แล้ว ต้องเข้าที่ประตูเดียวเท่านั้นครับ พลาดจากประตูนั้น อาจจะไปถึงเชียงรายหรือแม่ฮ่องสอนแทน อย่าลืมนะครับว่าอากาศที่เชียงรายและแม่ฮ่องสอนก็เย๊นเย็น สบ๊ายสบาย คล้ายๆ เชียงใหม่มาก แต่ไม่ใช่!!

  23. อืม…ม์ – จะไปเชียงใหม่หรือขอรับพระท่านทั้งหลาย

    ก็ไม่ได้หลายทางทีขอรับ ทั้งทางรถส่วนตัว รถส่วนรวม รถไฟ เรือบิน จักรยาน หรือทางเดินเท้า เอาให้เหมาะกับ สังขารร่างกายและอัตราค่าใช้จ่ายในกระเป๋าขอรับ

    สมัยตอนเด็กๆ ครอบครัวข้าพเจ้าเคยเดินทางไปเที่ยวทั้งครอบครัว แวะตลอดทางขอรับ ถึงเชียงใหม่เลยไปถึงเชียงโน่น มืดที่ไหนก็หาที่นอน ระยะนั้นบิดามารดายังมี่เรี่ยวแรงเที่ยวขอรับ

    บิดาท่านว่า การท่องเที่ยวเป็นเรียนรู้ระหว่างทาง แผนที่มีทั้งละเอียดและแบบหยาบให้เลือกซื้อ สถานที่บางแห่งก็ไม่ได้ระบุไว้ในแผนที่เป็นอะไรที่ไม่คาดฝัน

    นั่งรถทัวร์ก็ได้แต่มองริมหน้าต่างกระจก ลงมาปลดหนักปล่อยเบาตามท่าสถานีที่เขาจอด

    นั่งรถไฟก็คล้ายรถทัวร์ แต่ได้เห็นอะไรที่แปลกตาไปอีกแบบส่วนใหญ่เป็นภูเขาทุ่งนาหญ้ารก ไม่ค่อยเจอเมืองเจอคนเท่าไร เคลื่อนที่ไม่เร็วเท่าไร มีใครก็ไม่รู้มานั่งตรงข้าม ก็ได้เรื่องคุยกันตลอดทาง หรือไม่ก็แกล้งเป็นคนใบ้ตลอดทางเหมือนกัน

    เครื่องบินก็แปลกตาไปอีกมุม ได้เห็นเมืองมุมสูง เป็นภาพรวมที่ไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยนัก ได้เห็นถึงสัดส่วนปริมาณจำนวนความสูงต่ำ อาหารกล่องไม่ค่อยอร่อย ตอนลงจอดเสียวท้องเล็กน้อยแต่ก็เร็วดี มีเวลาอยู่เชียงใหม่ได้เยอะขึ้น

    การเดินทางถ้ามีแผนที่กับอ่านป้ายบอกทางออกรับรองไม่หลงละขอรับพระคุณ

    ว่าแต่จะไปกันเนี้ย จะไปอยู่เลย
    หรือจะเทียวไปเทียวกลับล่ะขอรับพระคุณ

    เอาเถอะพระคุณ เอากันตามปัจจัยจะอำนวยก็แล้วกัน

    เชียงใหม่เป็นเมืองน่าเที่ยวน่าอยู่ขอรับ(แต่ไม่น่าทำงาน เพราะอากาศชวนเกียจคร้านตลอดเวลา) อากาศดี ลมเย็นสบาย แต่หน้าหนาวนั้นความเย็นทะลุทะลวงไปถึงแกนกระดูกซี่โครงเชียวพระคุณท่าน

    ส่วนประตูก็มีหลายประตูขอรับ มีประตูท่าแพ-ฝรั่งเยอะ ประตูช้างเผือก-กับข้าวกับปลาแยะ ข้าพเจ้าชอบไปหากินแถบนั้นบ่อยๆหลังเสพสิ่งมึนเมากันได้ที่

    เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่ไม่มีรถประจำทาง คือมีแต่รถโดยสารที่ไม่ประจำทางทั้งหมด ประสากำเมืองเรียกว่า”รถแดง” รถแดงไม่มีป้ายจอดเป็นทางการ จะโดยสารสัญจรไปแห่งหนใดก่ะต้องกวักมือเรียกมาถามว่ารถมันแล่นผ่านไปทางไหน ถ้าไปทางเดียวกันก็ขึ้นโลด

    เชียงใหม่เป็นจังหวัดหนึ่งที่ใช้ภาษากำเมืองเป็นภาษาราชการ และที่ใครเคยดูทีวีแล้วเห็นว่าคนเหนือนั้นพูดช้า เห็นจะไม่จริง เพราะเท่าที่ข้าพเจ้าผ่านพบมา พูดเร็วมาก(ยิ่งถ้าเป็นภาษายองแล้วล่ะก็)

    เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีวัดเยอะมาก โดยแต่ละวัดนั้นห่างกันแค่ความหนาของกำแพงวัด เป็นข้อดีตรงที่ว่าเวลาไปทำบุญหากอีกวัดเต็มเราก็เดินไปทำบุญอีกวัดได้ ไหว้พระเก้าวัดเห็นจะใช้เวลาไม่เกินชั่วโมงสำหรับเมืองเชียงใหม่จ้า-ว

    เชียงใหม่มีงานประเพณียี่เปง ที่วัยรุ่นมักชอบไปซื้อหาดินประสิวมาทำประทัดยักษ์ พรุ ระเบิดมาปาลงแม่น้ำ วัดเอาว่าน้ำกระจายสูงเท่าไหร่-แจ๋ว

    หากท่านนัดหมายคนเชียงใหม่ให้มาพบเจอกันเป็นเวลาสามโมงเจ๊า กรุณาถามให้แน่ใจขอรับว่า เจ๊าเนี้ยเจ๊าก่อนเที่ยงวันหรือหลังเที่ยงวัน เพราะตราบใดที่พระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบดอยสุเทพ เปิลก่ะยังเรียกว่า”เจ๊า”

    เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีร้านเหล้าตองเยอะเหมือนกัน แทบเรียกได้เดินผ่านไปไม่พ้นสิบก้าวก็เจอร้านถัดไปแล้ว เล่ากันเล่นว่า แค่เดินผ่านดมกลิ่นไม่ต้องแวะกินก็เมากลับบ้านสบาย-แล้ว ไม่รู้จะไปเทียบกับจังหวัดไหนได้ถึงความแยะ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าที่อื่นเป็นแบบนี้รึเปล่า ผู้ขับขี่ยานพาหนะในเวลาค่ำคืนกรุณาระวังอยู่สองอย่าง

    1. ตำรวจ
    2. คนเมา

    คนไปเชียงใหม่หากไปไปขึ้นดอยสุเทพก็คงจำพวกกาดหลวงหรือไนท์บาร์ซา แหล่งรวมนักท่องเที่ยวฝรั่ง-กะเหรี่ยงและผู้หญิงไว้ขนจั๊กกะแร้ ร้านอาหารริมน้ำ ทริปไหว้พระตามดอยต่างๆ

    ถัดมานอกเมืองหน่อย พบว่ามีบ้านสวยๆที่คนรวยในประเทศและต่างประเทศปลูกทิ้งไว้ให้คนสวนเฝ้ามากมายตามริมแม่น้ำปิง สมัยตอนเรียนที่นั่นมีอยู่วิชาเรียนหนึ่ง ให้ข้าพเจ้าต้องไปหาบ้านใครก็ได้มาทำการออกแบบจัดสวนภายนอก จึงได้รู้ว่า มีบ้านเยอะแยะมากมายที่ไม่มีคนอยู่ ส่วนใหญ่มีแต่คนเฝ้าอาศัย ก็อย่างที่ว่าไว้ล่ะขอรับ เมืองน่าอยู่อาศัยแต่ไม่น่าทำงาน

    แต่ที่ชอบที่สุดขอรับ หมู่บ้านนอกๆแถบแม่โจ้หรือหมู่บ้านถวายที่เขามีชื่อเรื่องไม้แกะงานสลัก ชาวบ้านที่นั่นน่ารัก โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ พูดจากภาษากำเมืองโบราณ(ในเหมือนภาษาเมืองราชการเด้ออ้าย) ขนาดข้าพเจ้าเอาคนแปลภาษาเหน็บติดไปด้วยยังคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ถึงจะไม่รู้เรื่องก็รู้สึกดีต่อกันขอรับ ความเป็นมิตรนี่กระมังครับที่มันไม่ต้องใช้ภาษา

    หากใครมีเวลาไม่เร่งรีบไปการท่องเที่ยว ขอแนะนำลองแวะไปพูดคุย ลองหาดูที-บ้านเรือนไม้เก่า ที่เขาเรียกว่าเรือนเครื่องสับขอรับ เดี้ยวนี้ไม่รู้ยังคงมีอยู่รึเปล่า ไอ้กระผมมันก็ไปอยู่ที่โน่นนานมาแล้ว ครั้งสุดท้ายหลังเรียนจบก็น่าจะสิบปีได้แล้วมั้ง (นานแหะ)

    ปฏิบัติธรรมหรือขอรับ อืม-ม์

    อนุโมทนาท่านขุนด้วยขอรับ (-/ i\-)””” สาธุ

    “สติ”หรือขอรับ อืม.. ดีครับ มีสติติดตัวไว้ เขาจะได้ไม่เรียกว่าเราเป็นคนเสียสติ

    ศีล สมาธิ ปัญญา – โอ้นี่ยิ่งดีขอรับพระคุณ ซื้อหนึ่งได้สาม

    ว่าแต่พระคุณท่านทั้งหลายไปถึงเชียงใหม่กันแล้วอย่าลืมซื้อน้ำพริกหนุ่มมาฝากกันบ้างเด้อ

    ข้าพเจ้ากลับบ้านไปเลี้ยงหลานเสียหลายวันล่ะขอรับ

    พบกัลล์-หลังวันหยุดยาวขอรับ

    8)

    ปล. สหายจะเอี๊ยบ โครงการที่ท่านว่าขอแปะไว้โอกาสอื่นดีกว่า(เสียดายนะเนี้ย)

  24. ^
    ^

    รับทราบค่ะท่าน (…)
    บ่เป๋นหยัง ๆ ไว้โอกาสหน้าก้อยว่ากั๋นใหม่ก่ได้เจ้าวววว
    😀

  25. เอ๋? วันนี้พี่สามแกเป็นอะไรของแกเนี่ย ร่ายยาวเป็นหางว่าวเหมือนคนเมาน้ำลายก็ปานกัลล์

    คงจะดีใจที่กำลังจะได้กลับบ้านแหง๋มๆ

    เอาล่ะพระคุณท่าน ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะขอรับ

    สัขสันต์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ด้วยนะพระคุณ

    .
    .

    ป.ล. ขอบคุลล์สำหรับเรื่องราวแต่หนหลังเมื่อครั้งท่านยังเป็นหนุ่มเป็นแน่นที่เมืองแมนนามเชียงใหม่นะขอรับ

    ว่าแต่…ท่านแอบไปทำอะไรหลังกำแพงดิลล์มาบ้างหรือเปล่า? – สารภาพบาปมาซะ!

  26. อ้าว กำ!

    ว่าจะพิมพ์ว่า “สุขสันต์” ไหงเพี้ยนไปไกลถึงเพียงนั้น

    เฮ้ยยยย หูตาก็งี้แหละครับ คนยังหนุ่มยังแน่นอาจจะมองอะไรเพี้ยนๆ ไปบ้าง

    ได้โปรดอภัย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s