“เงิน กับ ความสุข” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

December 9, 2008 at 4:55 pm

.
.

จริงๆ แล้ว “เงินคืออำนาจ” น่ะครับ

เงินของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และใช่ว่ามันจะนำไปใช้กับประเทศอื่นๆ ได้เลยโดยไม่ผ่าน “กระบวนการการแลกเปลี่ยน” สกุลของมันให้เหมาะกับประเทศนั้นๆ

บางยุค บางสมัย คนเราก็เคยสมมุติให้เปลือกหอยหรือโลหะบางประเภทว่าเป็น “สิ่งมีค่า,มีอำนาจในการแลกเปลี่ยน” ซึ่งพวกเขาจะเรียกมันว่าอะไรผมก็ไม่แน่ใจ แต่คุณสมบัติของพวกมันตรงกับ “เงิน” ในยุคปัจจุบันนี้เอง

มันช่วยไม่ได้นะครับ ที่คนเราพอมีอำนาจแล้วจะอวดเบ่งเอะอะโวยวายใส่ใครก็ได้เพียงเพราะไม่ถูกใจ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะได้มาจากอะไรก็ตาม อาจจะเป็นอำนาจเงิน(ที่สามารถซื้อเสียง) หรืออำนาจจากปลายปืน(ที่หวาดหวั่นว่าจะถูกปฏิวัติ) รวมถึงอำนาจจากปลายมีดของจิ๊กโก๋ หรือขวดเหล้าของพวกขี้เมาทั้งหลาย

ส่วนสาวๆ เธอก็เป็นคน ซ้ำเป็นคนที่อ่อนแอที่อาจจะพ่ายแพ้ต่ออำนาจอะไรก็ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่ถูกข่มเหงฉุดกระชากทางกาย หรืออำนาจที่สามารถแลกเปลี่ยนอะไรก็ได้ในโลกใบนี้ของเงิน (ว่าโดยส่วนใหญ่นะครับ ไม่ใช่ว่าผู้หญิงจะเป็นแบบนี้ทุกคน อ้อ แม้ผู้ชายก็เป็นนะครับ ไม่เชื่อลองไปถาม พณฯท่านผู้ทรงเกียรติในสภาทุกวันนี้ ที่วิ่งกันหัวหกก้นขวิดล๊อบบี้ซื้อ-ขายตัวกันเยี่ยงโสเภณีชั้นสูงยังไงยังงั้น)

ภาษิตจีนว่าไว้ “เงิน จ้างผีมาโม่แป้งให้ก็ได้” มันมีอำนาจมากขนาดนั้นนะครับ

เท่าที่ผมสังเกต (เป็นความเห็นส่วนตัว) แม้แต่เทวดาชั้นกามาพจรภูมิทั้งหลาย ก็ยังชอบอวดร่ำอวดรวยกันอยู่เลยนะครับ พอเห็นวิมานของเทวดาตนใดเพริศแพร้วพรรณารายด้วยเงินทอง ก็มักจะมาถามกันว่า “อะโหโอหนอ ตอนเป็นมนุษย์มนาท่านทำบุญกุศลอันใดมาหรือ ถึงได้มีวิมานที่สวยงามเยี่ยงนี้” อะไรประมาณนี้น่ะครับ

ดังนี้จะเห็นว่า เงินมีอำนาจต่อหัวใจของสัตวโลกแค่ไหน

ทว่า เงิน ต่างกับ ความสุข นะครับ ต้องแยกคำสองคำนี้ให้ออก

ทำไมเงินถึงทำให้คนมีความสุข?

คงต้องถามกลับไปว่า ความสุขคืออะไร?

พระพรหมคุณาภรณ์ หรือ หลวงพ่อประยุทธ์ ประยุตโต ท่านพูดเอาไว้ได้น่าคิดครับว่า

“ความสุขคือภาวะที่ได้สนองความต้องการ”

เงินมีอำนาจในการดลบันดาลสิ่งเสพเพื่อสนองความต้องการด้านวัตถุ ด้านเนื้อหนัง ให้มนุษย์ได้แทบจะทุกสิ่งอย่าง

แต่เงินกลับไม่สามารถซื้ออารมณ์ หรือซื้อความคิด ความฉลาด ไอเดีย ให้มนุษย์ได้ แม้เงินจะซื้ออารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้ แต่มันมีอำนาจซื้ออาหาร ซื้อบ้านช่อง ซื้อของใช้ ให้เขาได้มีเวลาว่าง ไม่เดือดร้อนกับเรื่องภายนอก แล้วได้ใช้ “เวลา, แรงงาน, ความคิด” เท่าที่มีอยู่นั้น ทุ่มเทศึกษาเรียนรู้สร้างความฉลาด หรือสร้างไอเดียที่สร้างสรรค์ได้ เงินจึงเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยดังกล่าว

ย้อนกลับไปกล่าวถึงคำว่า “ความสุขคือภาวะที่ได้สนองความต้องการ” ของหลวงพ่อประยุทธ์ใหม่อีกครั้งนะครับ

ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ผู้คนสับสนกับคำถามว่า “เงินกับความสุขคุณจะเลือกสิ่งไหน?” หรือว่า “คุณคิดว่าเงินซื้อความสุขได้ไหม” อะไรทำนองนี้

ต้องมองให้ออกถึงความต้องการของแต่ละบุคคลและแต่ละสถานการณ์ก่อนนะครับ ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องการนั้นต้องใช้ “อำนาจเงิน” ไปแลกเปลี่ยนมา เงินจึงเป็นสาเหตุให้เกิดสุข แต่ก็หลายครั้งหลายคราว ที่คนบางคนบางท่าน แม้จะมีเงินทองมากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของชีวิตอีก เพราะดูเหมือนพวกเขายังมี “สิ่งที่ยังไม่ได้สนอง” รออยู่ สิ่งที่ว่านี้อาจจะไม่ใช่วัตถุเพียงอย่างเดียวนะครับ มันอาจจะเป็นตำแหน่งในสังคมอะไรสักอย่าง หรืออาจจะเป็นภาวะที่น่าใคร่นาเป็น เช่น เป็นสามีของสาวสวยๆ หรือเป็นภรรยาของหนุ่มหล่อๆ เป็นต้น ซึ่งภาวะความมีความเป็นดังว่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า อำนาจเงินสามารถดลบันดาลให้ผู้คนได้ ถ้าหากเป็นโรคภัยไข้เจ็บก็ต้องรวมถึงการมีสิทธิ์ มีโอกาสได้รับการรักษาในโรงพยาบาลดีๆ ด้วย ซึ่งเงินจะมีส่วนให้ได้รับการดูแลรักษาที่ดี แต่ไม่ได้หมายถึงการหายจากโรคนั้นๆ ได้ทุกครั้งทุกคราวนะครับ

คราวนี้มากล่าวถึงคนบางประเภท ที่อาจจะไม่มีเงิน หรืออาจจะมีน้อย แต่ก็มีความสุขได้ เพราะอะไร?

เพราะเขาเหล่านั้น “กำหนดความต้องการ” ให้ตัวเองเป็น เอาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นความสุขของตัวเองได้ บุคคลเหล่านี้จึงไม่ทะเยอทะยานในสิ่งเสพภายนอกมากนัก แต่ก็มีความสุขได้ เพราะพวกเขา “ได้สนองความต้องการ” ของตนเองเหมือนกันกับคนที่มีเงินมากๆ นั่นแหละครับ

การกำหนดความต้องการให้ตัวเองเป็นแบบนี้ จึงเป็นศิลปะขั้นสูงของการใช้ชีวิตเลยทีเดียว (ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)

มีคนบางประเภทที่เจ๋งกว่านี้อีกนะครับ ท่านเหล่านั้นไม่ง้อสิ่งเสพภายนอกใดๆ เลย ขอแค่มีอาหารใส่ท้องในแต่ละมื้อ มีที่อยู่พอได้พักผ่อนหลับนอนแบบง่ายๆ มียารักษาโรคติดย่ามนิดหน่อย มีผ้าพอได้กันหนาว แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว ซ้ำอยู่แบบสบายเพราะชีวิตไม่รกรุงรังเสียอีก วันทั้งวันท่านเหล่านี้จะใช้ เวลา,แรงงานและความคิด ไปเพื่อ “สนองความต้องการที่จะละความต้องการ” ทั้งหลายทั้งมวล ยิ่งความต้องการน้อยลงเท่าไหร่ ท่านเหล่านี้กลับยิ่งมีความสุขมากขึ้นเพียงนั้น และสุขได้ง่ายๆ ด้วย

แปลกไหมครับที่พวกท่านจะมองเห็นคุณค่าของเงินว่าเป็นเพียงก้อนเสลดหวานติดปลายลิ้นเท่านั้น?

7 comments

  1. “ความสุขคือภาวะที่ได้สนองความต้องการ”

    ประโยคนี้หลวงพ่อท่านพูดไว้น่าคิดจริง ๆ ค่ะท่านป๋าสอ
    ลึกซึ้ง ลึกซึ้งยิ่งนัก

    .

    อ่าน “ของฝาก” ชิ้นนี้ของท่านแล้ว ความคิดของข้าพเจ้าก็มีคำว่า “สมการความสุข” ลอยขึ้นมาทันควันเลยค่ะ และคิดว่าคนที่สามารถแก้ “สมการ” ที่ว่านี้ได้ง่าย ๆ คงเป็นคนที่รู้และเข้าใจความต้องการของตนเองอย่างแท้จริงนั่นกระมัง

    .

    ขอบคุณค่ะท่าน
    ขอบคุณมากที่เขียนบทความดี ๆ นี้มาแบ่งปันให้ได้อ่านกัน
    😀

  2. “ความสุขคือภาวะที่ได้สนองความต้องการ”

    ใช่แล้วครับ ประโยคนี้ของท่านเจ้าคุณอาจารย์ฯ ลึกซึ้งมาก

    แต่มีแง่ที่ควรระวังคือ การสนองความต้องการบางอย่างนั้น อาจจะให้ความสุขได้เพียงชั่วแล่นเมื่อตอนกระทำ แต่ระยะยาวแล้ว กลับจะให้โทษมากกว่า เช่น เห็นลูกอ้อนเอาขนมหรือของเล่น ก็ชื้อให้เลย ตามใจตลอด พ่อแม่จะเป็นสุขที่ได้สนองความต้องการของตนเอง ลูกก็จะดีใจที่ได้สมความต้องการของตนด้วย

    ทว่าระยะยาวแล้ว ไม่แน่ว่าการได้ทุกอย่างที่ต้องการแบบนี้จะทำให้เด็กคนนั้นติดนิสัยเอาแต่ได้ อยากได้อะไรก็จะเรียกร้องเอาตามใจของตน โดยไม่สนว่าพ่อแม่จะลำบากลำบนหาเงินทองมาซื้อของเล่นให้ตนแค่ไหนก็ตามหรือเปล่า

    การสนองความต้องการให้เด็กๆ แบบนี้จึงต้องระมัดระวังมาก

    อีกกรณีคือ คนติดเหล้า ติดบุหรี่ หรือยาเสพติดทั้งหลายก็เหมือนกันนะครับ การได้สูบ, เสพ, และดื่ม จะทำให้เกิดความสุขเพราะได้สนองความต้องการ แต่ผลต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตในแง่อื่นๆ อาจจะเสียไป ส่วนจะเสียแค่ไหน อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับอัตราของการดื่มหรือเสพ

    การกำหนดความต้องการที่ถูกต้องดีงามให้ตนได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และยิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายมากขึ้นไปอีกที่จะทำให้ความต้องการนั้นๆ สัมฤทธิ์ผล

    .
    .
    .

    ไหนๆ วันนี้ก็วันพระ งั้นมาอ่านนิทานชาดกกันหน่อยก็ดีเน๊าะครับเน๊าะ

  3. ปลาฉลาด……………………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    เมื่อถึงกาลออกพรรษาคราหนึ่ง ภิกษุ 2 รูปซึ่งอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ได้ปรึกษากันว่าจะเดินทางไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมาจนเวลาล่วงไปอีก 3 เดือน จึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงพาราณสี

    ครั้นเดินทางไปถึงสำนักของพระบรมศาสดา และเก็บบริขารในที่อันสมควรแล้ว ท่านทั้งสองก็ครองจีวรแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

    ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ถามท่านทั้งสองว่า

    “นับว่านานมาแล้วที่พวกท่านไม่ได้เดินทางมาเฝ้าพระบรมศาสดาเลย เป็นด้วยเหตุใดกันหรือท่าน?”

    ภิกษุทั้งสองรูปจึงบอกเหตุผลไปว่า เป็นด้วยพวกตนเลื่อนวันเดินทางมาเรื่อย จึงมาถึงพระเชตวันมหาวิหารล่าช้าเช่นนี้

    พอทราบดังนั้น ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมสงฆ์ต่างสนทนากันว่า ภิกษุสองรูปนี้ช่างเป็นผู้เฉื่อยชาแท้

    พระบรมศาสดาทรงสดับเรื่องราวนั้นด้วย จึงเสด็จมาประทับยังธรรมสภา ทรงตรัสขึ้นว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ 2 รูปนี้จะเป็นผู้เกียจคร้านแต่ในครั้งนี้ก็หาไม่ เรื่องเคยมีมาแล้ว”

    แล้วทรงแสดงอดีตกาลต่อไปว่า

    สมัยกาลคาบหนึ่ง ณ กรุงพาราณสี มีปลาซึ่งเป็นเพื่อนกัน 3 ตัวชื่อ ปลาพหุจินตี ปลาอัปปจินตี และปลามิตตจินตี อาศัยอยู่ในบึงน้ำในป่า

    ต่อมา ปลาทั้งสามได้พากันออกจากบึงมาสู่ลำคลอง ว่ายล่องลงมาตามแม่น้ำ ท่องเที่ยวเรื่อยมาจนถึงคามนิคมแห่งหนึ่ง

    ปลามิตตจินตีจึงเตือนเพื่อนปลาทั้งสองว่า “ดูก่อนเพื่อน ธรรมดาถิ่นมนุษย์เช่นนี้มีอันตรายมาก ไหนจะพรานเบ็ด พรานข่าย ทั้งพรานไซ เป็นต้น ควรที่พวกเราจะพากันกลับไปสู่บึงน้ำในป่าเช่นเดิมกันดีกว่า”

    “อืม ก็ถูกของเจ้า” เพื่อนปลาทั้งสองเห็นดีด้วย “แต่วันพรุ่งนี้ค่อยกลับก็แล้วกันนะ พวกเรายังสนุกอยู่กับการท่องเที่ยวในน่านน้ำแถวนี้อยู่เลย” ทั้งสองให้เหตุผลเหมือนกัน

    เวลาล่วงมาอีก 3 เดือน เพื่อนปลาทั้งสองก็ยังผัดเพี้ยนอยู่เช่นเดิม ไม่ยอมกลับตามที่ปลามิตตจินตีแนะนำ

    ก็แลในครานั้น พรานข่ายกลุ่มหนึ่งได้มาทอดข่ายในแม่น้ำตรงนั้นพอดี ปลาทั้งสองต่างเข้าไปติดอยู่ในข่ายด้วยความโง่เขลาของพวกตน ฝ่ายปลามิตตจินตีพอได้กลิ่นข่าย ก็รู้ว่าเพื่อนทั้งสองได้เข้าไปอยู่ในข่ายแล้ว จึงหาอุบายช่วยเพื่อน

    คิดได้อุบายแล้ว ปลามิตตจินตีก็ว่ายเลาะข่ายเข้าไปข้างใน ทำอาการเหมือนปลาติดข่ายแล้วว่ายเลาะตลิ่งตีน้ำให้ขุ่นออกไปจากข่าย

    แล้วลอบว่ายเข้าไปอีกเป็นครั้งที่สอง แสร้งว่าเป็นปลาอีกตัวที่ยังอยู่ในข่าย จากนั้นก็ตีน้ำให้ขุ่นแล้วกระโดดข้ามตาข่ายออกไป

    พรานข่ายเห็นดังนั้น เข้าใจว่าปลาทั้งสองตัวหนีออกไปได้แล้ว จึงเก็บกู้ข่าย ทำให้ปลาพหุจินตี และปลาอัปปจินตีรอดพ้นจากอันตรายมาได้ด้วยอุบายอันชาญฉลาดของปลามิตตจินตีโดยแท้

    ครั้นแสดงอดีตนิทานดังนี้แล้ว พระประทีปแก้วทรงประชุมชาดกว่า

    “ปลาพหุจินตี เป็นปลาที่คิดมาก ปลาอัปปจินตี เป็นปลาที่คิดน้อย ปลาทั้งสองตัวนั้นได้มาเกิดเป็นภิกษุสองรูปนี้

    ส่วนปลามิตตจินตี เป็นปลาที่รู้จักประมาณในการคิด ได้มาเกิดเป็นเราตถาคตนี้แล”

    พระอรรถกถาจารย์อธิบายขยายความอุปนิสัยของปลาทั้งสองตัวนั้นต่อไปว่า

    ปลาพหุจินตี สงเคราะห์เข้าได้กับบุคคลผู้คิดมากจนเป็นเหตุให้ฟุ้งซ่าน กลายเป็นการจับจด หยิบโน่น วางนี่ ลืมนั่นไปหมด ครั้นคิดจะทำงานสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยยาก เหตุเพราะความคิดมากจนฟุ้งซ่านนั้นมาปิดกั้นกระบวนการคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือการคิดแบบแยบคายด้วยอุบายและวิธีการทำงานอย่างเป็นขั้นตอนไปเสียสิ้น

    ส่วนนิสัยของปลาอัปปจินตี ก็จะเหมือนกับคนที่คิดน้อย จนกลายเป็นความเฉิ่มฉ่ำนวยนาดไป กลายเป็นคนเชื่องช้าหรือจ่อมจมอยู่กับที่ ไม่คึกคักต่อการทำงาน น้อมเอียงไปในทางหลับใหล มักจะเป็นคนที่หลับง่าย หัวถึงหมอนก็หลับไปได้เลยทีเดียว

    ครั้นตื่นขึ้นมาก็จะไม่เหลียวหลังแลหน้า ว่าควรจะวางแผนการทำงานหรือดำเนินชีวิตให้เป็นไปในรูปแบบใด บุคคลเช่นนี้จะใช้ชีวิตตามระบบเดิมๆ เหมือนที่ทำมาเป็นประจำเท่านั้น หากจะเรียกคนที่มีนิสัยเช่นปลาอัปปจินตีว่าเป็นคนไม่มีความคิดก็ว่าได้

    ความดีของคนที่มีนิสัยประเภทนี้คือ เป็นคนที่ไม่ทุกข์ร้อนกับผู้ใด ได้กินก็กิน ได้นอนก็นอน ชีวิตคล้ายกับท่อนไม้ท่อนฟืน คือสำเร็จประโยชน์ได้ด้วยการนำมาสุมไฟ จะดัดแปลงพลิกแพลงไปทำเครื่องใช้ไม้สอยที่เหนือขึ้นไปกว่านั้นไม่ได้

    การรู้จักประมาณในการคิดเยี่ยงปลามิตตจินตีเท่านั้นที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง คือรู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ ครั้นถึงคราวมีภัยมาถึงตัวและพวกพ้อง ก็รู้จักคิดวิเคราะห์วางแผนแก้ไขสถานการณ์นั้นๆ ได้ด้วยดี

    ต่อเรื่องความคิดนี้ หลวงปู่ชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี เคยยกเอาพระพุทธพจน์มาเทศน์สอนลูกศิษย์ในสำนวนของท่านว่า

    “เธอจงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

    เธอจงระวังความประพฤติของเธอ เพราะความประพฤติของเธอจะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

    เธอจงระวังความเคยชินของเธอ เพราะความเคยชินของเธอจะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

    เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ เพราะอุปนิสัยของเธอจะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต”

    การได้อ่านนิทานชาดกเรื่องปลาทั้งสามตัวนั้น คงจะทำให้เราคิดได้บ้างกระมังว่า เรามีลักษณะนิสัยหรือมีความคิดค่อนไปคล้ายปลาประเภทไหน หากรู้จักความคิดซึ่งเป็นเครื่องกำหนดความประพฤติของตนเองเช่นนี้แล้ว ก็คงพอจะมีทางเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างแน่นอน

    สุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” นั้น ใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์

    “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เป็นคติที่เตือนว่า เมื่อสถานการณ์ดีๆ มาถึง จงอย่าช้าที่จะคว้าโอกาสดีๆ นั้นเอาไว้

    เรารู้กันดีว่าปลาตายจะลอยตามน้ำ

    ความประมาทก็คือทางแห่งความตาย

    ปลาทั้งสองตัวเกือบตายด้วยความประมาท ทว่าคนเป็นย่อมไม่ใช่ปลาตายที่สักแต่ว่าลอยตามน้ำไปเรื่อย แต่หากเป็นคนที่ประมาทก็คงไม่ต่างจากปลาที่กำลังจะตาย

    ในชีวิตจริงของคนเรา คงจะหากัลยาณมิตรมาช่วยคิด ช่วยแก้ไขปัญหาให้ตลอดเวลาไม่ได้อย่างแน่นอน การฝึกฝนตนเองให้เป็นคนไม่ประมาท และแยบคายในความคิด รู้และเข้าใจต่อสถานการณ์ที่ตนต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วประพฤติตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ อย่างถูกตรง ไม่เป็นคนด่วนใจร้อนเกินกว่าเหตุ และไม่เชื่องช้าจนเกินไป ย่อมทำให้ชีวิตเจริญก้าวหน้าโดยถ่ายเดียว.

  4. โอ้ว ธรรมะเดลิเวรี่ จ๊าบสุดๆ 8)

    สาธุ๊ๆ

    ปล. เค้าอัพบล๊อกแล้วนะตะเองทั้งหลาย มีคนกดดัน หลายคน 555

  5. อืม..

    อย่างข้าพเจ้านี่เรียกว่า ปลาสามรสเลยมั้งขอรับท่านพี่ เฮ้อ….

    ขอบพระคุณสำหรับธรรมะยามอากาศเย็นเด้ออ้าย🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s