“ทันตานุภาพ 3 (ตอนจบ)” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

October 15, 2008 at 5:58 am

.
.

เมื่อครั้งที่แม่เสียชีวิตไปนั้น ทิพย์รู้สึกเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิตไป

ต่อมา การสูญเสียพี่สาวที่เธอหวังพึ่งพิงไปอีกคน จึงราวกับว่าปราการด่านสุดท้ายของชีวิตถูกตีแตกทำลายลง ทำให้ทิพย์รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนคนจรหมอนหมิ่นไร้ที่อยู่อาศัย แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ ยังไม่ทำให้ไฟชีวิตของเธอมอดดับเหมือนกับครั้งนี้

ทิพย์อกหัก

การถูกคนรักทิ้งไปมีหญิงอื่น ทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า ไร้ราคา ราวกับว่าดวงใจที่เธอหวงแหน เป็นเสมือนศูนย์รวมทุกสิ่งอย่างในความเป็นเธอ ถูกชายผู้นั้นขโมยไปย่ำยีจนไม่เหลือชิ้นดี

ทศกัณฑ์ตายเพราะถูกหนุมานขโมยกล่องดวงใจเอาไปทำลายฉันใด

ทิพย์ก็แทบตายเพราะถูกทำลายหัวใจเหมือนกันฉันนั้น

หลังจากนอนซมตรอมตรมด้วยอาการอกหักมาหนึ่งสัปดาห์เต็ม ทิพย์ก็ออกไปซื้อยาพิษชนิดรุนแรงที่ออกฤทธิ์เฉียบพลันมาหนึ่งขวด เมื่อกลับมาถึงห้องก็ทิ้งร่างลงนอนอย่างคนสิ้นหวัง สมองหมุนวน ความคิดสับสน ในเศษความคิดที่แตกซ่านนั้น เธอพยายามคิดหาเหตุผลมาสนับสนุนการฆ่าตัวตาย ได้มาหลายเหตุผลแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ ยังไม่มีพลังที่จะฉุดเธอให้ลุกขึ้นมาเปิดยาพิษขวดนั้นกรอกปากดื่ม

นอนจนรู้สึกเมื่อยเธอจึงพลิกตัว วัตถุชิ้นหนึ่งที่ห้อยคออยู่กระทบหน้าอกเบาๆ เธอจึงเอื้อมมือมาคลำดู พอมือสัมผัสกับวัตถุชิ้นนั้น ความคิดที่กระจัดกระจายแตกซ่านไปถึงแต่เรื่องแฟนเก่า ถึงเรื่องราวที่ตนอกหัก ได้ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นมาใหม่ เป็นภาพและเสียงในวันนั้น วันที่เธอได้รับวัตถุชิ้นนี้มาจากมารดาบังเกิดเกล้า

“เอ้า แม่ให้ เก็บเอาไว้ดีๆ นะลูก”

เสียงของแม่ก้องขึ้นมาขณะยื่นฟันซี่นี้ให้เธอ ภาพที่แม่เคยตกระกำลำบากที่ถูกพ่อทิ้งไปมีเมียใหม่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาภาพแล้วภาพเล่า ฉากแล้วฉากเล่า และคำพูดประโยคแล้วประโยคเล่าที่แม่เคยพูดก่อนตาย ได้แตกทะลักทะลายขึ้นมาในโสตประสาทของเธอ

“เรานี่ท่าจะบ้า!” ทิพย์ด่าตัวเอง “ขนาดแม่ถูกพ่อทิ้งไปมีเมียใหม่แท้ๆ ยังไม่คิดฆ่าตัวตาย แต่เรา แค่แฟนทิ้งก็จะฆ่าตัวตายแล้ว บ้าจริง! บ้าชมัด!”

เมื่อด่าตนเองจนหนำใจและหาเหตุผลมาสนับสนุนการมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แล้ว ทิพย์ก็ลุกขึ้น ไปอาบน้ำชำระร่างกายที่เหม็นคลุ้งด้วยกลิ่นเหล้า อาบน้ำเสร็จก็แต่งตัวแบบง่ายๆ เพื่อออกไปทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แม่ที่วัด เป็นการทดแทนบุญคุณ ที่เหมือนกับว่าแม่ได้มาเตือนให้ตนเลิกคิดมาก ล้มแผนที่จะฆ่าตัวตายไปได้

พอทำบุญถวายสังฆทานเสร็จ ทิพย์เดินมานั่งเล่นที่ท่าน้ำของวัด นึกถึงคำสอนที่พระเทศน์เตือนใจเรื่องอกหักเมื่อครู่ว่า

“คนอื่นน่ะ มาทำร้ายเราได้แค่ครั้งเดียว เหมือนเอามีดมาแทงเราแล้วก็จากไป เกิดความทุกข์ไม่เท่าไหร่ รักษาแผลนั้นไม่นานก็หาย แต่การที่เราทำร้ายตัวเองนี่สิ อันตรายกว่า เพราะเหมือนกับเราไปถอดเอามีดของคนอื่นเล่มนั้น มาแทงตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้รู้สึกเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา และรักษาไม่หายเสียที”

นับแต่วันนั้นมา ทิพย์เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ ไม่จมปลักอยู่กับความคิดเก่าๆ แบบเดิม การใช้ชีวิตก็ปรับเปลี่ยนไม่ให้สุดโต่งไปแต่ด้านแสวงหาเงินทองมาใช้สอยและเก็บสะสมอย่างเดียว เธอจะแบ่งเงินเดือนที่ได้ออกเป็นส่วนๆ

ส่วนหนึ่งสำหรับเลี้ยงชีพที่ต้องกินต้องใช้ ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟต่างๆ

ส่วนหนึ่งสงเคราะห์ญาติ แบ่งเป็นทุนการศึกษาให้หลานได้เรียนสูงๆ

ส่วนหนึ่งเธอจะนำมาทำบุญอุทิศให้แม่และสรรพสัตว์ทั้งหลายรวมถึงตัวเองด้วย

และส่วนสุดท้ายเก็บออมเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินในอนาคต

จากการกำหนดเกมให้ชีวิตตัวเองดำเนินไปในกรอบที่ดีแบบนี้ ชีวิตของทิพย์ก็ค่อยๆ เจริญขึ้นมาตามลำดับ

ไม่เพียงแต่การรู้จักใช้ทรัพย์มาบริหารชีวิตเท่านั้น เธอพัฒนาตัวเองด้วยการขวนขวายเข้าเรียนรอบค่ำ เพิ่มความรู้ ติดอาวุธทางปัญญา ขยายโอกาสในการทำงานให้กว้างขึ้น

คนทำดี ความดีย่อมไม่เป็นหมัน

เมื่อคุณสมบัติพร้อม ทิพย์ก็สมัครเข้าไปเป็นพนักงานในห้างเยาฮัน (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นห้างฟอร์จูนทาวน์) ย่านรัชดาภิเษก ตามความฝันที่อยากจะเป็น “สาวห้าง” (อาชีพในฝันของสาวๆ จากต่างจังหวัดในห้วง พ.ศ. นั้น)

ทิพย์ได้งานเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าในห้างเยาฮัน ต้องทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ หยุดเฉพาะวันอาทิตย์ เข้าทำงานตอนเก้าโมงเช้า เลิกงานออกจากห้างก็ตอนสามทุ่มครึ่ง

คืนหนึ่ง

หลังเลิกงาน

ทิพย์ขึ้นรถเมล์สายแรกตรงหน้าห้างเพื่อเดินทางกลับห้องพักเช่นปกติ ขณะมายืนรอต่อรถเมล์สายที่สองอยู่คนเดียวนั้น โดยที่เธอไม่ทันรู้ตัว บุรุษลึกลับผู้หนึ่งผู้มาพร้อมกับความมืดและมีดในมือได้ปรากฏกายขึ้น

แสงไฟสีซีดจากหลอดนีออนดวงน้อยตรงป้ายรถเมล์นั้นกระจายรังสีเงียบเชียบเช่นใด การย่างออกมาจากความมืดของเขา แล้วตรงเข้าหาทิพย์ก็เงียบเชียบเช่นนั้น

“ไม่อยากตายอย่าร้อง!”

น้ำเสียงเหี้ยมบอกห้วนๆ

แม้ทิพย์อยากจะร้องก็คงร้องไม่ได้ เพราะมือใหญ่หยาบกระด้างข้างหนึ่งปิดปากของเธอจนมิด ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งกำมีดขาววาววับเล่มหนึ่งจี้มาที่คอของเธอ วาบแรกที่ถูกจู่โจมเข้าประกบ ทิพย์ยกมือขึ้นมาหมายจะแกะมือของคนร้ายออก ครั้นพอดิ้นรนแข็งขืน มีดเล่มนั้นก็จี้เข้าลำคอแบบเตือนให้รู้ว่า ถ้าเธอพยายามมากกว่านี้ มันจะเสียบเข้ามาจริงๆ

“มานี่! อย่าดิ้น! ดิ้นปั๊ดฆ่า!”

เสียงกร้าว ราวกับเป็นเจ้าชีวิตของเธอสั่งพลาง ดันหลังให้เธอเดินเข้าไปบริเวณที่กำลังก่อสร้างอาคารแห่งหนึ่งไปพลาง

ทิพย์รู้สึกราวกับว่ากำลังเดินเข้าไปสู่ความตายยังไงยังงั้น ในเสี้ยวความคิดได้ผุดภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์วันพรุ่งนี้ ว่าจะมีข่าวคนมาพบศพหญิงสาวผู้หนึ่งถูกข่มขืนแล้วฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เธอเคยอ่านแต่ข่าวที่คนอื่นถูกกระทำ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะมาเกิดขึ้นกับตนเอง

คนร้ายดันหลังเธอเดินลึกเข้าไปกระทั่งถึงกองทรายกองใหญ่ เมื่อดันเธอเดินอ้อมไปหลังกองทรายแล้ว ก็พลิกตัวให้เธอหันหน้ามาแล้วลงมือปลุกปล้ำทันที เธอพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่สู้แรงของคนร้ายไม่ได้ มันดันจนเธอล้มลงบนกองทราย

“พี่ อย่าทำหนูเลย นะ นะพี่นะ…” เธออ้อนวอนอยู่อย่างนั้น

“บ๊ะ! อีนี่สู้หรือ!” มันทำร้ายเธอจนจุกพูดไม่ออก

ในเสี้ยวที่ดุจเดินอยู่บนเกลียวเชือกแห่งความเป็นตายนั้น พอนึกถึงว่าจะต้องตาย ทิพย์กลับนึกถึงแม่ขึ้นมาดื้อๆ มือที่กอดไขว้อกป้องตัวเองอยู่ จึงเอื้อมขึ้นมากำจี้ฟันของแม่ รู้สึกรันทดในชะตาชีวิตของตนเหลือประมาณ จึงอธิษฐานในใจว่า

“แม่เอ้ย ลูกไม่เคยทำชั่วอะไรเลยในชีวิต แต่ทำไมชีวิตของลูกถึงเจอแต่เรื่องร้ายๆ มาตลอด หากวิญญาณของแม่อยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ขอให้แม่มาช่วยลูกด้วยเถิด”

“โอ๊ย!” จู่ๆ คนร้ายที่กำลังปลุกปล้ำทิพย์อยู่นั้นก็ร้องขึ้นมาราวกับถูกไฟช็อต ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน ขยี้ตามองลงมาดูทิพย์ที่กำลังนอนอยู่บนกองทรายครั้งแล้วครั้งเล่า แม้บริเวณนั้นจะมืด แต่ก็ไม่ถึงกับมืดจนสังเกตอะไรไม่ออก

“เฮ้ย! อะไรวะ! เว่ย!” อุทานอีกสามสี่คำคนร้ายก็วิ่งหนีไป

ทิพย์ลุกขึ้นมานั่ง รวบผ้าที่ถูกฉีกกระดุมจนขาดมาปิดอก แล้วรีบเดินออกมาจากบริเวณนั้นทันที พอออกมาถึงถนน มีรถวิ่งผ่านมา เธอรีบโบกรถคันนั้นแล้วเล่าเรื่องราวเมื่อครู่ให้คนขับฟัง พลเมืองดีผู้นั้นให้เธอขึ้นรถพาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่นั้น บันทึกคำให้การเสร็จ ตำรวจจึงไปส่งเธอที่ห้องพัก

ผ่านเหตุการณ์เฉียดตายในคืนนั้นมา ยิ่งทำให้ทิพย์เชื่อมั่นในบุญคุณของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ถ้าลูกผู้นั้นเคารพนับถือเทิดทูนบูชาพ่อแม่จริงๆ เมื่อถึงคราวคับขันอาจเกิดบุญญาภินิหาริย์ช่วยเหลือได้ ซึ่งเธอเองก็แปลกในเหมือนกันว่า ภาพที่คนร้ายเห็นเธอในคืนนั้นคือภาพแบบไหนกันแน่ แต่เท่าที่ดูจากอาการของเขานั้น คิดว่าต้องเป็นภาพที่สร้างความตกใจได้อย่างถึงที่สุดอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่วิ่งหนีไปแบบไม่คิดชีวิตเช่นนั้น

คำว่า “แม่” สำหรับทิพย์นั้น จึงเป็นคำที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมาก

แม่คือความอดทน

แม่คือความเรียบง่าย

แม่คือการต่อสู้

แม่คือเสียงหัวเราะ

แม่คือหยดน้ำตา

แม่คือกำลังใจ

สรุปแล้วแม่คือเธอ – ทิพย์

แม้ทุกวันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างลิบลับ เธอมีสามีที่ดี มีการงานที่มั่นคง มีลูก มีชีวิตครอบครัวแบบที่คนทั่วไปมีกันนั่นแหละ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมี และไม่แน่ว่าคนทั่วไปจะมีเหมือนเธอ คือจี้อันน้อยอันนั้น ซึ่งแต่ก่อนเคยเลี่ยมกรอบพลาสติก ต่อมาก็เป็นกรอบสแตนเลส แต่ปัจจุบันนี้เป็นกรอบทองที่เธอคล้องคอเอาไว้อยู่ตลอด ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหนก็ตาม.

One comment

  1. ขอบคุณค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    นอกจาก “ทันตานุภาพ” จะสอนเรื่องความกตัญญูแล้วเรื่องนี้ยังแทรกคำสอนการแบ่งสัดส่วนการใช้สอยเงินทองไว้ให้อีกด้วย
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s