“ประวัติศาสตร์” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

October 5, 2008 at 1:50 pm

.
.

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตรัสต่อพสกนิกรชาวไทยเนื่องในโอกาสวันแม่ที่ผ่านมานั้น ทรงรับสั่งถึงเรื่องน้ำด้วย พระองค์ทรงเป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่รักษาแหล่งน้ำจืดให้ดี จะทำให้ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภคในภายภาคหน้า

อีกเรื่องที่พระองค์ทรงเป็นห่วงคือ เด็กนักเรียนทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยเลย ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่มีความผูกพันธ์กับคำว่าชาติ ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของเราได้ต่อสู้ เสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้เอาไว้ให้เราได้อยู่อาศัยมาเท่าไหร่แล้ว

หลายคนพูดว่า วิชาประวัติศาสตร์กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว

บางท่านก็ยั่วล้อในทำนองว่า ยิ่งเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์เลย

เชื่อกันว่า อดีตตามมารับใช้ปัจจุบัน

การเรียนรู้อดีตจึงเหมือนกับการเรียนรู้เหตุที่ทำให้เกิดปัจจุบัน

การกระทำในปัจจุบันจะกลายเป็นอดีตของอนาคต

การกำหนดรู้การกระทำในกาลทั้งสาม คืออดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือแนวทางที่ผู้คิดจะพัฒนาตนพึงสำเหนียก

ต้นไม้ใหญ่รากต้องลงลึก

คนจะเจริญต้องรู้จักตัวเอง

18 comments

  1. สวัสดีขอรับท่านประธาน

    เอ่อ…ตรงนั้นน่ะขอรับ ตรงที่ว่า “…ปกป้องผืนแผ่นดินนี้เอาไว้เราได้อยู่อาศัย…” นั้น ดูเหมือนจะขาดตัวอะไรไปซักอย่าง

    เห็นไหมครับ?

    เห็นหรือยังเอ่ย?

    ก้อ…”ให้” ไงล่ะครับ ช่วยเติมให้หน่อยนะขอรับ กระผมดีดนิ้วมั่วเร็วไปหน่อย จึงยังไม่ทันได้ดูให้ดี เติม “ให้” หน่อยนะพระคุณ

  2. งานหนัก ?
    เรียนหนัก ?

    อะหยังมาเดาถูกเนาะ แต่………

    น้ำหนักขึ้น ? <——– อันนี้ลดลงจ๊ะ 2 กิโล ดีจายย 555

    เหนื่อยมากมาย วุ่นวายขายปลาไหล
    ******************************

    รักพี่แซดเหมือนเดิมจ๊ะ จุฟๆ

    *******************************

    ป๋าสอ มียาทำให้สอบได้มั้ย เอามาขายสักตัวดิ 555

    ไปละ สวัสดี😉

  3. เครียดกับเรื่องสอบหรือหนูหมิวหม่อง

    นี่เลย งั้นต้องนี่ เอาธรรมะไปกินแก้เครียดหนึ่งเม็ดเลย

  4. โรคทรัพย์จาง……………….โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในกาลคาบนั้น เหล่าคฤหบดี เศรษฐี และพ่อค้าวานิชทั้งหลายในกรุงสาวัตถี ได้มานิมนต์พระองค์และพระสงฆ์คราวละมากๆ ไปฉันที่บ้านของพวกตน

    บางครั้ง บรรดาเศรษฐีได้รวมกันถึง 3-4 ตระกูลเพื่อจัดงานทำบุญ

    บางคราว ชาวบ้านทั้งตำบลได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร

    ยังมีบุรุษยากไร้ผู้หนึ่ง ทำงานรับจ้างพอได้เงินมาเลี้ยงชีพ วันหนึ่งได้ฟังข่าวว่าชาวบ้านในตำบลนั้นประกาศให้ทุกคนไปร่วมกันทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จึงจินตนาการว่า

    “เรานี้ช่างยากจนเสียกระไร ไม่สามารถหาโภชนาหารอันประณีตไปร่วมถวายทานกับคนอื่นได้ แต่ก็ช่างเถิด ทำตามมีตามได้นี่แหละ”

    ตกลงใจดังนี้แล้ว ก็ลงมือกรองรำให้ละเอียด ผสมน้ำขยำให้เข้ากัน ห่อด้วยใบรักแล้วนำไปเผาไฟจนสุก เป็นขนมรำปิ้ง

    เมื่อได้เวลาถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ชายผู้นี้ก็น้อมขนมรำปิ้งเข้าไปถวายด้วย

    พระทศพลญาณทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น ทรงมีรับสั่งให้เขานำขนมนั้นมาถวายแด่พระองค์ ชายยากไร้จึงน้อมขนมเข้าไปใส่บาตรด้วยความนอบน้อม แล้วถอยออกไปยืนดูด้วยความปีติ

    ฝ่ายพระจอมมุนี ครั้นรับบิณฑบาตนั้นแล้วก็ไม่ทรงรับอาหารบิณฑบาตของผู้อื่นอีกเลย ทรงฉันเพียงขนมรำปิ้งของบุรุษนั้น

    เหล่าคฤหบดี เศรษฐี และชาวบ้านทั้งหลายเห็นเช่นนั้น บ้างก็โกรธบุรุษนั้น บ้างก็อิจฉาว่าเขาได้เป็นผู้ถวายภัตตาหารแด่พระบรมครู หลายผู้หลายคนที่มีทรัพย์มาก ได้พากันมาขอซื้อส่วนบุญที่เขาได้ถวายบิณฑบาตในครั้งนี้

    เขาจึงกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเลยท่านทั้งหลาย ให้ข้าพเจ้าไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ก่อน ว่าสามารถขายส่วนบุญนี้ให้พวกท่านได้หรือไม่” ว่าดังนั้นก็เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาอีกครั้ง

    เมื่อพระจอมไตรโลกนาถทรงทราบความนั้น จึงตรัสขึ้นว่า “ดูก่อนมานพ เธอจะรับทรัพย์ของเขาหรือไม่ก็ตามเถิด แต่เธอควรแบ่งบุญนี้ให้เขาเหล่านั้นด้วย”

    บุรุษนั้นก็กลับไปแจ้งต่อคนทั้งหลายว่า เขายินดีมอบส่วนบุญนี้ให้ทุกคนด้วย คนทั้งหลายต่างยินดีปรีดา พากันมอบทรัพย์ให้เขาเป็นอันมาก ประมาณว่าได้ถึง 9 โกฏิ ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีในเพลานั้นเลยทีเดียว

    ในยามเย็น เมื่อภิกษุทั้งหลายได้มาประชุมกันที่ธรรมสภา ต่างเสวนาถึงเรื่องบุรุษเข็ญใจที่ได้เป็นเศรษฐีเพียงเพราะได้ถวายขนมรำปิ้งแด่พระพุทธองค์

    พระพุทธองค์ทรงแจ้งด้วยพระญาณในเรื่องนี้ จึงเสด็จมาสู่ธรรมสภานั้น เมื่อทรงนั่ง ณ ธรรมาสน์อาสน์แล้ว ทรงแสดงอดีตนิทานต่อภิกษุบริษัทว่า

    ในอดีตกาลนานมาแล้ว ครั้งพระเจ้าพรหมทัตผ่านราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี คราวนั้น คนทั้งหลายพากันนับถือเทพยดาที่สถิตอยู่ ณ ต้นละหุ่ง ว่าเป็นเทพแห่งสิริมงคล จึงพากันมาเซ่นสรวงบูชาอยู่เสมอ

    ก็ในกาลนั้น มีบุรุษยากจนเข็ญใจผู้หนึ่ง ได้ทำขนมรำปิ้งไปเซ่นสรวงเทพยดานั้น เมื่อเดินไปถึงต้นละหุ่งเขากลับคิดว่า “ธรรมดาแล้ว เทพยดาย่อมเสวยแต่ของอันเป็นทิพย์ คงจะไม่บริโภคโภชนาหารอันหยาบของเราหรอกกระมัง” ตรึกดังนี้แล้ว จึงบ่ายหน้าหมายจะกลับบ้าน

    รุกขเทวดารู้ใจของบุรุษนั้น จึงกล่าวขึ้นว่า

    “ดูก่อนบุรุษ เจ้ากินสิ่งใด เราก็จะกินสิ่งนั้น ขอท่านจงนำขนมรำนั้นมาเถิด อย่าให้ของๆท่านเสียไปเปล่าเลย”

    ชายผู้นั้นจึงน้อมขนมรำเข้าไปถวายเทพยดา เมื่อเทพนั้นบริโภคแล้วจึงถามว่า “ดูก่อนบุรุษ ท่านมีความปรารถนาอันใดหรือ?”

    “ข้าพเจ้าอยากจะพ้นจากความเป็นคนยากจนเข็ญใจเจ้าข้า”

    พอทราบความปรารถนาของเขา เทพยดาจึงมอบทรัพย์สมบัติซึ่งฝังอยู่รอบต้นระหุ่งแก่บุรุษ เขาได้นำเกวียนมาบรรทุกทรัพย์นั้นไปกองไว้ที่หน้าพระลานหลวง เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นเช่นนั้น จึงตั้งให้เขาเป็นเศรษฐีในเพลานั้นเลย

    ครั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงอดีตนิทานเรื่องนี้จบลง จึงทรงประชุมชาดกต่อไปว่า

    บุรุษเข็ญใจในครั้งนั้น ได้มาเกิดเป็นบุรุษเข็ญใจผู้นี้

    ส่วนเทพยดานั้นได้มาเกิดเป็นเราตถาคตนี้แล

    .
    .

    การทำบุญถวายทานแม้น้อย แต่หากทำด้วยความเลื่อมใสศรัทธาแล้ว จะมีอานิสงส์มาก

    แง่คิดอีกประการที่แฝงมาในชาดกเรื่องนี้คือ แม้บุรุษนี้จะเคยทำบุญกับรุกขเทพโพธิสัตว์ จนกลายเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มากมายในพริบตา แต่ก็เป็นเศรษฐีเพียงในชาตินั้นเท่านั้น เพราะในชาติต่อๆ มา เขาอาจจะกลับมาเกิดเป็นคนยากจนเหมือนเดิมก็ได้

    แม้ชาติในชาดกเรื่องนี้ ถึงเขาจะได้ถวายทานต่อพระพุทธองค์จนกลายเป็นเศรษฐีในชั่ววันอีกครั้ง แต่จะประกันได้ไหมว่า ชาติต่อไปเขาจะไม่เกิดมาจนอีก

    แสดงว่าการถวายวัตถุทาน ซึ่งทำให้ได้รับทรัพย์เป็นอานิสงส์ตอบแทนนั้น เป็นเพียงสมบัติภายนอก ตายจากชาตินั้นแล้วก็ทิ้งสมบัติเหล่านั้นเอาไว้ให้คนอื่นใช้ต่อไป ครั้นพอมาเกิดใหม่ ก็อาจจะกลายเป็นคนยากจนอยู่เหมือนเดิม ซึ่งหากบุรุษนั้นต้องการความมั่งคั่งมั่งมีในทุกๆ ชาติที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดแล้วละก้อ เขาต้องสร้างบุญอันประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น เช่น การรักษาศีล และการเจริญภาวนาตามลำดับ

    มีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า “คนมีปัญญาย่อมรักษาทรัพย์ได้”
    บุรุษเข็ญใจผู้กลายเป็นเศรษฐีใหม่ที่มีทรัพย์มากผู้นี้ หากไม่มีปัญญาบริหารทรัพย์แล้ว เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะใช้ทรัพย์นั้นให้หมดไปในชาตินั้นเลย และถ้าเขาไม่ทำบุญบริจาคทาน ซึ่งเปรียบเหมือนการฝากทรัพย์นั้นเอาไว้ในธนาคารบุญเพื่อรอเบิกใช้ในชาติหน้าบ้างละก้อ เขาก็อาจจะเกิดมาเป็นคนยากจนเข็ญใจได้เหมือนเดิมอีก

    การหมั่นทำบุญทำทานแม้เพียงน้อย แต่ทำบ่อยๆ จนติดเป็นอุปนิสัย หรือว่ากลายเป็นวาสนาบารมีของผู้กระทำ นี้ต่างหากที่จะส่งผลแบบต่อเนื่องยาวนาน มากกว่าการมีโอกาสได้ทำบุญใหญ่แบบนานๆ ครั้ง

    ไฟไหม้ฟางที่ร้อนแรงวูบวาบย่อมต่างจากไฟสุมขอนที่ร้อนระอุคุกกรุ่นอยู่นานวันฉันใด การทำบุญและการเสวยอานิสงส์ของบุญใหญ่ที่เกิดจากการให้ทานแบบนานๆ ครั้ง ย่อมต่างจากบุญเล็กบุญน้อยที่หมั่นสะสมจนติดเป็นอุปนิสัยฉันนั้น

    หลายครั้งที่บุญอันเกิดจากการถวายวัตถุต่อผู้บริสุทธิ์ แล้วเกิดอานิสงส์ที่หวือหวาวูบวาบแบบนี้ แต่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเป็นเพียงบุญขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ทรงสรรเสริญบุญแบบนี้สักเท่าใดนัก ทรงยกย่องบุญที่เกิดจากเนื้อในตน เช่น การรักษาศีลและเจริญภาวนา ที่ต้องปฏิบัติฝึกฝนกายวาจาใจของตนเองมากกว่า เพราะถ้าทำบุญสองประเภทนี้จนติดเป็นอุปนิสัยแล้ว จะมีอานิสงส์มาก เพราะเป็นบุญที่ช่วยยกระดับจิตวิญญาณของผู้กระทำได้

    ดูเหมือนว่าพุทธบริษัททุกวันนี้ จะตีความอานิสงส์ของการทำบุญให้ทานก็ดี หรือการรักษาศีลเจริญภาวนาก็ดี ว่าหมายถึงความมั่งมีเงินทองกันเสียโดยมาก

    เคยมีปัญญาชนชาวไทยผู้หนึ่ง ฝากปัญหาเอาไว้ให้พระสงฆ์ช่วยหาคำตอบให้พุทธศาสนิกชนด้วยว่า ตอนสรุปท้ายศีล ที่พระจะบอกว่า “สีเลนะ โภคะสัมปะทา – ศีลเป็นที่มาแห่งโภคทรัพย์” นั้น จะได้ทรัพย์จากการรักษาศีลอย่างไร?

    ความจริงแล้ว คำสรุปท้ายศีลประโยคนั้นหมายความว่า ศีลจะเป็นบาทฐานให้บุคคลรักษาทรัพย์เอาไว้ได้เป็นอย่างน้อยที่สุด เพราะการมีศีลธรรมประจำใจ เท่ากับมีพื้นฐานชีวิตที่ดี ที่จะเอื้อให้เกิดคุณงามความดีอื่นๆ ตามมา รวมถึงเอื้อโอกาสให้ทรัพย์ที่ยังไม่มี มีขึ้น ส่งเสริมให้ทรัพย์ที่มีอยู่แล้วงอกงามไพบูลย์ต่อไป คือเอื้อต่อการเกิดสมาธิและปัญญา ในการขบคิดหาหนทางทำมาค้าขาย หรือประกอบกิจการงานอื่นๆ ต่อไป

    อีกทั้งคำว่า “ทรัพย์” นั้น แบ่งเป็นทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายในด้วย

    การเป็นผู้มีศีลห้าของคฤหัสถ์ ย่อมหมายถึงได้ปิดประตูสู่ความเสื่อมลงแล้วหลายบาน เปิดช่องทางการยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้น ทั้งผู้คนที่อยู่ในชุมชนโดยรอบนั้น ก็จะไม่รู้สึกว่าทรัพย์สินและชีวิตของตนถูกคุกคามความปลอดภัย

    ยิ่งพระเณรที่มีศีลมากขึ้นไป ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมั่งมีทรัพย์สิน แต่หมายถึงโอกาสที่จะได้สะสมอริยทรัพย์ภายใน คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ และปัญญา ให้งอกงามไพบูลย์ขึ้นมาต่างหาก

    หากทรัพย์หมายถึงสิ่งที่นำมาซึ่งความอิ่มเอิบใจ การได้แก้วแหวนเงินทองย่อมนำมาซึ่งความอิ่มใจได้ก็จริง แต่ความอิ่มเต็มนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เดี๋ยวก็รู้สึกพร่องอีกแล้ว ต้องคอยขวนขวายหาทรัพย์ใหม่ๆ มาเติมเต็มให้รู้สึกอิ่มใจอยู่เรื่อย

    ว่าไปแล้วอาการแบบนี้ก็ไม่ต่างจากคนเป็นโรคนั่นแหละ โรคนี้มีชื่อเรียกอย่างเก๋ไก๋ว่า “โรคทรัพย์จาง”

    การได้มาซึ่งอริยทรัพย์ น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการได้มาซึ่งความอิ่มเอมใจ เพราะหากคุณธรรมดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ใดแล้ว บุคคลนั้นจะไม่มอบชีวิตไว้กับการแสวงหาทรัพย์ภายนอกจนเกินพอดี เมื่อมีวัตถุใดก็จะใช้มันในฐานะเป็น “สิ่งเสริมสุข”

    ใจที่ไม่พร่องสุข โรคสร่างทรัพย์จะมาแต่ไหน.

  5. สวัสดีเที่ยงวันพฤหัสบดีค่ะ

    ขอบคุณสำหรับธรรมะค่ะ คุณสวรรค์เสก

    ขอเข้ามาอ่านธรรมะแก้เครียดด้วยคนนะคะ
    พอดีกำลังเป็นโรคทรัพย์จางอยู่เลย หุหุ

    ว่าแต่ จขบ. หายไปไหนคะเนี่ย

  6. มาแว้วว

    ตอนทำข้อสอบเครียดเลย ดันมีข้อสอบ passage ถามถึงไอ้เหลี่ยม ไอ้น้องเขย และก็ไอ้จมูกหมู (กุยิ่งเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดกับพธม. อยู่)

    ทำข้อสอบด้วยความแค้น และสะใจที่ทำได้ (หรือได้ทำ?) 555
    แวะมาอ่านธรรมมะให้ใจเย็นหน่อย ถ้าอารมณ์ดีแล้วจะอัพบล๊อกนะจ๊ะ😉
    ไปละ รักทุกคน สวัสดี ………….

  7. สวัสดีวันศุกร์ขอรับท่านรองฯ

    เชิญตามสบายเลยขอรับ เชิญอ่านตามสบาย (ถ้าเจ้านายไม่ว่า)
    ส่วนเรื่อง “โรคทรัพย์จาง” นั้น … แฮ่ม! ตัวใครตัวมันล่ะพะยะค่ะ

    สงสัยเจ้าของบ้านคงไม่อยู่น่ะครับ
    หรืออาจจะอยู่แต่ไม่ว่าง
    คอมพ์ฯ อาจเสีย
    หัวหน้าอาจดุ
    น้ำอาจท่วม
    ไฟอาจไหม้
    พ่ออาจว่า
    แม่อาจบ่น
    แมวอาจป่วย
    หมาอาจเพี้ยน
    แฟนอาจทิ้ง
    อกอาจหัก … อยู่กระมัง
    จึงไม่โผล่หน้าโผล่หนวดมาแจ้งข่าวเลย

    .
    .
    .

    ท่านกรรมกรหมิวหม่อง

    อ่ะโห โอหนอ นี่คุณน้องได้ทำข้อสอบเกี่ยวกับนักการเมืองด้วยหรือนี่ วาว

    ทำเสร็จด้วยความสะใจแบบนี้ ท่าทางจะมั่นใจชัวร์ เอาน่า ยังไงเสียพี่สอขอเอาใจช่วยด้วยคน

    อ่านธรรมะแล้ว ถ้าอารมณ์ดีก็อัปบล้อกแล้วแวะมาบอกข่าวด้วยนะ

    ถ้าอารมณ์ดียังไม่ดีอีก เดี๋ยววันหยุดสุดสัปดาห์นี้ พี่สอจะเขียนนิทานก่อนตื่นให้อ่านด้วยก็ได้เอ๊า! (ใจป้ำนะเนี่ย)

  8. ^
    ^
    เค้าอัพบล๊อกแล้วละตะเอง
    แหมป๋าเนี่ยใจดีจัง จะเขียนนิทานก่อนตื่นให้อ่านด้วย แต่ถ้าจะให้ดี…
    ปูเสื่อ ปูสาด เตรียมขนม นมเนย ให้พร้อมด้วยนะเจ้าคะ
    จะเป็นพระคุณยิ่งเลย พ่อคุณเอ๋ยยยย😉

    เจ้าของบ้า(น) หายไปนะเจ้าคะ
    งานยุ่ง?
    สโนว์ป่วย?
    หวยรับประทาน?
    อาการปวดหัว?

    มารายงานตัวด้วยนะเจ้าคะ กราบเรียนเชิญ😉
    ……………………………………………………………

    พี่แซดละก็ ถึงตัวเองจะเป็นกิ๊กเก่า แต่เค้าก็รักตัวเองที่สุดน้า
    มาม่ะ จ๊วบๆ จุ๊บๆ เป็นไงละ หอมน้ำลายเชียะ คริ คริ

    สุขสันต์วันสุก เอ้ยย ศุกร์นะจ้าฮิวแมนทั้งหลาย

  9. รายงานข่าวขอรับ

    เจ้าของบ้านเจ็บหลัง นอนดูอาการอยู่โรงบาลขอรับ
    อาการไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เพราะยังมีแรงหัวร่อ

    เพื่อนบ้านไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ

    ขออภัยที่แจ้งข่าวช้าขอรับ (แหะๆ)

    จบข่าว🙂

  10. สวัสดีเย็นวันศุกร์ค่ะ

    ขอบคุณท่าน (…) มากค่ะ ที่กรุณาแจ้งข่าว
    ว่าแต่ทำไมท่าน จขบ.เจ็บหลังได้ล่ะเนี่ย
    หวังว่าจะไม่เป็นไรมากนะคะ ขอให้หายป่วยไวไวค่ะ

    ท่านสวรรค์เสก ที่เคารพ
    ข้าพเจ้าอ่านได้เรื่อยๆ ค่ะ เจ้านายไม่(กล้า)ว่า เพราะเจ้านายไม่เห็น
    แต่ถึงเห็น ข้าพเจ้าก็คลิกเปลี่ยนไปหน้าที่ทำงานไว้ทันทุกที หุหุ

    หนูบาล์ม ทำให้พี่นึกถึงหนังเรื่องแฟนฉันเลยอ่ะ
    “ถึงเธอจะอ้วนดำ แต่ฉันก็รักนะ” – -”

    ดูแลตัวเองดีดีนะคะ

  11. อ่ะ อ้อ ท่านประธานไม่สเบยอยู่หรอกหรือนี่

    ฮืมม รับแซ่บขอรับพี่สาม ขอบคุณที่ท่านพี่แวะมาแจ้งข่าวนะพระคุณ

    ขอให้หายเวยๆ นะขอรับท่านประธาน

    เอาน่า…ตอนนี้ก็หลังเดาะแล้ว

    อีกหน่อย…เดี๋ยวอย่างอื่นคงได้เดาะ

    .
    .
    .

    สวัสดีขอรับอาคุงแซด

    วาววว เข้าตำรา มือไว ใจกล้า หน้านวล ใช้ได้เลยนะเนี่ย!

    อืม สุขสันต์วันเสาร์นะขอรับ

    .
    .

    คือ…แถมซะหน่อย ไหนๆ วันนี้ก็ไปอ่านเจอวรรคทองมาประโยคหนึ่ง

    อีตาจิตแพทย์ วิคเตอร์ แฟรงค์ อดีตเชลยในค่ายกักกันนาซีน่ะขอรับ แกพูดเอาไว้น่าคิดว่า

    “มนุษย์เลือกสิ่งที่พบเจอไม่ได้ทุกอย่าง แต่มนุษย์มีอิสรภาพที่จะเลือกความรู้สึกว่าจะเป็นบวกหรือลบกับเรื่องนั้นๆ ได้ทุกครั้ง”

    ใจใครก็ความรู้สึกเผือก เลือกบริหารอารมณ์กันดีๆ นะขอรับพระคุณ

  12. สวัสดีบ่ายวันเสาร์ค่ะ
    เข้ามาเยี่ยมท่านประธานค่ะ
    ขอให้สุขภาพแข็งแรงในเร็ววันนะคะ

    สวัสดีค่ะคุณสวรรค์เสก
    ขอบคุณสำหรับวรรคทองที่นำมาฝากด้วยนะคะ

    ทุกวันนี้เราเองก็พยายามคิดบวกกับสิ่งที่พบเจอ
    แต่จะคิดได้มากได้น้อยอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ – -”
    รักษาสุขภาพกายและใจด้วยค่ะท่าน

    สุขสันต์วันงานยุ่งค่ะ ^__^

  13. สวัสดีค่า

    ก่อนอื่นต้องขอรายงานข่าวของตัวเองจั๊กน่อยนะคะ ว่าเกิดอการหลังเดี้ยงตั้งแต่เช้าวันพุธที่ผ่านมา ไม่สามารถขยับตัวได้ทางโรงพยาบาลเลยส่งตัวไปพบแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลน่าน ครั้งแรกที่เป็นรู้สึกกลัวมาก กลัวว่าจะกลับมาเดินไม่ได้เสียแล้ว

    แพทย์เจ้าของไข้ (ใจดีแล้วก็หล่อมากด้วยค่ะ 555+ ) วินิจฉัยว่า “หมอนรองกระดูกเคลื่อน” เจ้าค่ะ ให้ทำกายกรรม เอ้ย ! กายภาพบำบัด 1 สัปดาห์ แล้วก็ให้นอนพักอย่างเดียว ห้ามลุก ห้ามนั่ง แต่ไม่ได้ห้ามโม้ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถพูดคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิท มิตรสหายได้เป็นนานสองนาน

    แผนการรักษาเดิมคือต้องอยู่ดึงหลัง ทำกายภาพบำบัดต่ออีกระยะ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ฉีดยาเข้ากระดูก ถ้ายังไม่ดีก็ค่อยผ่าตัดเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่คุณหมอท่านบอกว่าเป็นตอนอายุน้อย ๆ แบบนี้ (( น้อยโตงหนาย – -” )) คงไม่ถึงขั้นต้องผ่าตัดหรอกค่ะ

    เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าพลิกตัวเองได้ วันนี้นั่งได้ เดินได้แล้วล่ะ แต่ยังนั่งนาน ๆ ไม่ค่อยได้

    .
    .

    ว่าแล้วก็ขอตัวไปพักก่อนนะคะ
    ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่แวะมาเยี่ยมเยียน

    รักษาสุขภาพกันด้วยน๊า
    จะได้มา “บ้า” ด้วยกันอีกนาน ๆ เนาะ ..😀

    -จขบ.-

  14. อืม ท่านประธานไม่สบายมากจริงๆ ด้วย

    ยังไงเสียก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีๆ ก่อนนะขอรับ ไม่ต้องห่วงคนบ้าแถวนี้ ว่าจะเข้ามาป้วนเปี้ยนแล้วไม่มีเจ้าของบ้านมารอต้อนรับแต่อย่างใดดอก

    ไหมล่ะ ผิดปากผมที่ไหน เคยบอกแล้วใช่ไหมว่า ธรรมะน่ะ ไม่ล้าสมัยยังใหม่เสมอ พุทธองค์ทรงตรัสไว้ตั้งแต่บรมสมโกฏิแล้วว่า ใดๆ ในโลกไม่เคยเที่ยงแท้คงทน ซึ่งหากจะถอดวจนะล้อมเพชรประโยคนั้นเป็นสำนวนของ “หนานสอ” ก็พอจะโม้ได้ว่า

    “ภาชนะดินเผาทุกประการ มีการแตกทำลายเป็นท้ายที่สุดฉันใด สังขารทั้งหลาย ทั้งส่วนรูปนั่นก็ดี แลส่วนนามนั่นก็ด้วย ล้วนม้วยด้วยมรณังเป็นเบื้องปริโยสาน

    ก็แลดังนี้ สัตว์โลกตนไหนสำเหนียกได้ก่อน ตอนจะม้วยก็จะสวยใสได้สติ หากประคองจิตได้ไม่ดี ฤดีระริกระรี้ระเริงไหลในลาภ ยศ ชื่อเสียง สรรเสริญเยินยอห่อหมกปลาช่อนใบยอแล้วละก้อ พ่อแก้วแม่แก้วเอ๋ย ทุกข์ไม่เคยเชยที่จะเบียดเข้าขยี้ใจ”

    เทอญ

    สาธุ

  15. ขอบคุณที่กรุณามาแจ้งข่าวด้วยตัวเองค่ะ ท่าน จขบ.

    นั่นสินะ อาการท่านฟังดูน่าเป็นห่วงจริงๆ
    ยังไงก็ดูแลตัวเองดีดีนะคะ พักผ่อนมากๆ
    ขอให้หายป่วยในเร็ววัน และไม่ต้องรักษาด้วยวิธีรุนแรงค่ะ

    สาธุ สาธุ สาธุ
    สังขารไม่เที่ยงจริงๆ เนาะ ท่านสวรรค์เสก

  16. ขอบคุณค่า

    ข้าพเจ้าจะพยายามพักให้มากนะคะ
    รับรองว่าจะไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่งอแงอย่างแน่นอนค่ะ

    -จขบ.-😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s