Canto -3-

หลับตาสิ เธอเอย
ฉันจะร้องเพลงกล่อมเธอเบา ๆ
จะเล่านิทานอันหวานละมุน

.

หลับตาสิ เธอเอย
ฉันจะกอด ให้เธออุ่น
อุ่นสบายไปถึงดวงใจ

.

หลับตาสิ เธอเอย
ฉันจะพาเธอโบยบินไป
บินช้า ๆ ข้ามฟ้าไปถึงฝัน

.

หลับตาสิ เธอเอย
ฉันจะเคียงข้างเธออยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน
โปรดวางใจในตัวฉัน นะเธอเอย

.

หลับตาสิ ..
เธอเอย ..

9 comments

  1. เอ…ข้าพเจ้าหลับแล้วไฉนถึงไม่รู้สึกเหมือนที่ท่านกล่าวมา
    หรือข้าพเจ้าจะหลับผิดวิธี หุหุ

  2. อืม ..

    น่าจะอย่างนั้นแหละค่ะท่าน
    ยังไงคืนนี้ลอง ((หลับตา)) ดูใหม่นะคะ .. หุ หุ

  3. อ่า..ได้ค่ะ
    ถ้าไงคืนนี้จะลองใหม่ ลองทุกคืนมันคงต้องมีสักคืนล่ะน่า ^^”

  4. 55555555555555555+

    โอเค ๆ ๆ ๆ ข้าพเจ้าเชื่อแล้วค่ะว่า
    ท่านรองยังบ้า ๆ บอ ๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลายอยู่

    .

    เอาล่ะค่ะ ตอนนี้ก็ได้เวลาทดลองของพวกเราแล้วนะคะ
    ไป “หลับตา” กั๋นเต๊อะเนาะหมู่เฮา

    นอนหลับฝันดีน๊า ราตรีสวัสดิ์ค่ะ😀

  5. ได้ค่ะได้

    แต่ข้าพเจ้าขอดูน้องสไบทองอีกหน่อยนะคะ
    ใกล้จบแล้วล่ะ แล้วจะรีบไปทำการทดลองในทันทีค่ะ

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะคะ ^__^

  6. หลับตาสิ
    ผมจะนวดให้เบาๆ
    เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

    .

    หลับตาสิ
    ทำใจให้ผ่อนคลาย
    วางกายให้รีแร็กซ์

    .

    หลับตาสิ
    เสียงละมุนจงปล่อยผ่านไป
    แม้จะเกิดอันใดก็ขอให้ปล่อยวาง

    .

    หลับตาสิ
    ปั๊ดโธ่! ย่าก้อ อย่าเพิ่งลืมตา
    หลานยังจิ๊กเงินในเชี่ยนหมากไม่ได้เลย!

    .

    วุ้ย! วัยรุ่นเซ็งเป็ด!
    อุตส่าห์ปะเหลาะมาตั้งนานสองนาน
    กะว่าจะจิ๊กตังค์ย่าไปกินไอติมเสียหน่อย

    .
    .
    .

    เอา มาๆๆๆ อย่ามัวแต่เคลิ้มกับบทกวีของท่านเจ้าของบ้านข้างบนนั้นเลยขอรับ

    มาอ่านเรื่องราวสะกิดจิตเตือนใจกันบ้างจะดีกว่า

    ส่วนนิทานก่อนนอน ก่อนตื่นนั้น เอาไว้วันหลังๆๆๆ

    เอ๊า อ่านเถิ๊ด!

  7. “ปรุง”……………………………..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    -อาหาร-

    .

    “แค่ใส่ความจริงใจลงไปในผักและข้าวก็พอแล้ว”

    ประโยคนี้เป็นคำพูดของ มินจุงโฮ ที่แนะนำ แดจังกึม ให้เก็บเอาไปคิดจนเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเคล็ดลับของการปรุงอาหารนั้น คือการเอาใจใส่ในการปรุง กะความร้อนของฟืนไฟให้ดี และกะเวลาในการเติมเครื่องปรุงใส่อาหารแต่ละประเภทให้เหมาะ เพราะวัตถุดิบแต่ละอย่างใช้เวลาและเครื่องปรุงแตกต่างกัน

    ความละเอียดอ่อนเรื่องการทำอาหารนี้ แม่ครัวไทยของเราก็ไม่เป็นสองรองใครในใต้หล้า

    ทว่า แม้จะได้วัตถุดิบมาเหมือนกัน ได้ปรุงอาหารในครัวที่มีเครื่องครัวครบถ้วนเหมือนกัน แต่อาหารที่สำเร็จออกมา รสชาติคงไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน เพราะ “ปลายจวัก” ในการวักตวงเครื่องปรุง รวมถึงจังหวะจะโคนในการเร่งไฟราฟืน การคั่วเครื่องแกง เคี่ยวเนื้อ ต้มผัก เหล่านี้ แม่ครัวแต่ละท่านจะมีเอกลักษณ์จำเพาะตัวแตกต่างกันไป

    .
    .

    -ยา-

    .

    “ทำอาหารหากปรุงผิดพลาดก็แค่รสชาติไม่อร่อย แต่หากเป็นหมอรักษาคนไข้ผิดนิดหน่อยอาจหมายถึงชีวิต”

    หมอจังด็อก ผู้เป็นอาจารย์กล่าวเตือน แดจังกึม ตอนที่เธอไปเรียนวิชาแพทย์ด้วย ให้สำเหนียกว่า การจะคัดยาสมุนไพรแต่ละชนิดมาปรุงเป็นยาแต่ละขนานเพื่อรักษาโรคแต่ละโรคนั้น ต้องคัดเลือกให้ครบถ้วน และต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะบางครั้ง สมุนไพรแต่ละชนิดนั้น เมื่อนำมาเข้ายารวมกัน อาจจะมีลักษณะข่มกันจนกลายเป็นพิษขึ้นมาก็ได้ แทนที่จะมีสรรพคุณในการรักษาโรค อาจจะกลายเป็นการทำร้ายผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว

    เรื่องการปรุงยารักษาโรคนี้ บรมคุรุแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์ แพทย์หลวงประจำองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ถวายการผ่าตัดพระพุทธองค์เมื่อครั้งทรงห้อพระโลหิต จากการถูกพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินลงใส่หมายปลงพระชนม์นั้น ก็เคยกล่าวเอาไว้เหมือนกันว่า

    “ขึ้นชื่อว่าต้นพืชในโลกนี้ไม่มีชนิดไหนไม่เป็นยา หากรู้จักปรุงและใช้รักษาให้ถูกโรค”

    การรู้จักวิเคราะห์โรคให้ตรงตามอาการ แล้วดัดแปลงพลิกแพลงปรุงสมุนไพรรักษา จึงเป็นหัวใจของนายแพทย์สมัยก่อน แม้จะเป็นพืชที่มีพิษ แต่หากรู้จักใช้ให้ถูกกับโรคและกะปริมาณยา(พิษ)ที่ใช้ให้พอเหมาะ ก็สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน

    แม้การแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่ยาที่ใช้ทำการรักษาโรคจะเป็นยาปฏิชีวนะ ทว่าการวิเคราะห์โรคให้ถูกตรงและให้ยาผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ก็ยังเป็นหัวใจหลักในการรักษาอยู่ดี

    .
    .

    -ศิลปะ-

    .

    “ความงามนั้น มีทั้งในตัววัตถุและจิตใจประกอบกัน ความงามไม่ได้อยู่ด้านใดด้านหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว” (St. Thomas Aquinas : 1225-1274)

    กว่า 800 ปีมาแล้ว ที่เซ้นต์ธอมัสได้กล่าวคำพูดที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการเข้าถึงความงามประโยคนี้เอาไว้

    ในวงการศิลปะ ได้เกิดกรณีพิพาทมานานแล้วว่า “อะไรคือความงาม? อะไรคือความหมายของศิลปะ”

    บ้างก็ว่า คือ การกะขนาด การออกแบบที่เหมาะสมลงตัว

    บ้างก็ว่า คือ การเสริมแต่ง การทำอะไรให้เหนือจริง

    บ้างก็ว่า คือ การสะท้อนอารมณ์อันฝังลึกในจิตปุถุชน

    นิยามต่างๆ ที่ผู้คนได้สรรหามาอธิบายนี้ รวมอยู่ในวลีของเซ้นต์ธอมัสทั้งสิ้น เพราะเอาเข้าจริง หากมีแต่งานศิลปะตั้งเด่นอยู่ ไร้ซึ่งจิตใจที่ชื่นชอบและชื่นชมในผลงานชิ้นนั้นๆ แล้ว งานศิลป์ชิ้นนั้นก็ไม่ต่างจาก “วัตถุชิ้นหนึ่ง” หรือ “ผ้าใบเปื้อนสี” แต่อย่างใด

    แม้ผู้คนในวงการศิลปะ ที่ชื่นชอบในอะไรก็ตามที่ถูกนิยามว่า “อาร์ต(art)” หรือ “งานศิลป์” เหล่านี้นั้น บางท่านกลับหลงไหลได้ปลื้มศิลปะแนวคิวบิสม์ (Cubism) ของปิกัสโซ่ บางคนกลับจมดิ่งสู่ภายในกับศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ (Impressionism) ของ โมเนต์, มาเนต์, ปิซซาโร, เรนอร์, แวนโก๊ะ ฯลฯ บางท่านอาจจะชอบแนวโบราณคลาสสิค ของ ดาวินชี่, ไมเคิล แองเจลโล ฯลฯ และยังมีแนวอื่นๆ อีกมาก

    ว่ากันว่า กว่าที่ศิลปินดังทั้งหลายจะสร้างงานศิลปะขึ้นมาได้แต่ละชิ้นนั้น บุคคลเหล่านั้นต้องชำนาญการผสมสี ช่ำชองต่อการปาดแปรง ขยี้พู่กัน แต่งภาพ เสริมจินตนาการ

    และเช่นกัน การชมงานศิลปะแต่ละชิ้นแบบเข้าถึงความหมายของลายเส้น ของสีสัน สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกถึงเนื้อหาที่แฝงมาในงานศิลป์ด้วยเท่านั้น งานศิลป์ถึงจะมีความหมายขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีความหมายแตกต่างกันไป ตามมุมมองหรือทัศนคติของผู้ชมที่มีต่องานศิลป์แต่ละชิ้น

    แต่ท้ายที่สุด ความงามจะเกิดขึ้นได้ ส่วนสองต้องมาบรรจบกัน คือทั้งวัตถุภายนอกและจิตใจภายใน เพราะความงามคือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่กับคนมอง

    .
    .

    -วรรณกรรม-

    .

    มีหลายเสียงสะท้อนออกมาจากแวดวงวรรณกรรมว่า

    “นักเขียนก็เหมือนพ่อครัวแม่ครัวที่ปรุงอาหารจานหนึ่งขึ้นมา คนอ่านคือผู้ชิมอาหารจานนั้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่บางคนอาจจะชอบเพราะรสชาติถูกปาก แต่หลายคนอาจจะไม่ชอบเพราะเนื้อหาไม่ถูกใจ อันนั้นเป็นเรื่องของผู้ชิมหรือว่าผู้อ่านแต่ละท่านแล้วล่ะ ไม่ใช่หน้าที่ของพ่อครัวหรือว่าคนเขียนที่จะไปคอยตามแก้ตัวให้อาหารจานนั้นหรือหนังสือเล่มนั้นอีกต่อไป”

    ว่าไปแล้ว การเขียนหนังสือเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง

    ฉะนั้น การปรุงข้อเขียนให้ได้ความหมายดังใจคนเขียน ซึ่งมุ่งไปที่กลุ่มผู้อ่านกลุ่มหนึ่ง อาจไม่ตรงกับใจของคนอ่านอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับนักเขียนทุกคน ในทุกประเทศบนโลกใบนี้ เพราะคงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ถูกใจคนอ่านได้หมดทั้งโลก

    .
    .

    -ธรรมะ-

    .

    จริตของคนเราต่างกัน

    บางคนหนักไปทางโทสจริต คือ เป็นคนขี้โกรธ โมโหง่าย โผงผาง ใจร้อน ไม่พิถีพิถัน

    บางคนหนักไปทางราคจริต คือ ชอบสวยงาม เน้นประณีต ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    บางคนมีวิตกจริตเป็นเจ้าความคิด คือ จับจด ฟุ้งซ่าน ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ

    บางคนมีโมหจริตเป็นเจ้าใจ คือ เป็นคนเชื่องซึมอยู่เป็นนิตย์ ไม่กระตือรือร้น เฉิ่มฉ่ำ นวยนาด งมงายในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

    บางคนหนักไปทางสัทธาจริต คือ น้อมใจเลื่อมใสได้ง่าย ซาบซึ้งเชื่อถือได้อย่างรวดเร็ว

    บางคนหนักไปทางพุทธิจริต คือ เป็นคนเจ้าความคิด มีปฏิภาณไหวพริบรวดเร็ว

    จริตทั้งหกประการนี้ล้วนมีอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น ถ้าไตร่ตรองดูให้ละเอียดก็คงจะทราบว่า เราเป็นคนที่มีความคิดค่อนไปในประเภทไหน

    เมื่อรู้ว่าเรามีจริตประเภทไหนมากแล้วละก้อ การปรุงใจให้พอดี เพื่อลดดีกรีความสุดโต่งทางอารมณ์ลงนั้น พระพุทธองค์ทรงแนะนำเอาไว้ว่า

    หากเป็นคนโทสจริต ให้หมั่นเจริญพรหมวิหาร คือมีเมตตา มีความกรุณา พลอยมุทิตา และวางอุเบกขา ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

    หากเป็นคนราคจริต เครื่องปรุงจิตที่เข้ากันคืออสุภกรรมฐาน – การนึกถึงสิ่งที่ไม่สวยไม่งาม และกายคตาสติ คือตั้งสติให้อยู่ในอาการกาย

    หากเป็นคนวิตกจริต ให้สะกดความคิดอยู่กับลมหายใจ คือเจริญอานาปานสติ

    หากเป็นคนโมหจริต แก้ด้วยการหมั่นศึกษาเรียนรู้ ฟัง ถาม พูดกับครูบาอาจารย์บ่อยๆ

    หากเป็นคนสัทธาจริต ต้องหมั่นคิดแบบโยนิโสมนสิการ คือพิจารณาอย่างแยบคายถึงเหตุผลก่อนปลงใจเชื่อหรือเลื่อมใสในสิ่งต่างๆ

    หากเป็นคนพุทธิจริต การใช้ความคิดในแบบสัมมา คือ พิจารณาถึงไตรลักษณ์ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และการแตกดับไปของสิ่งทั้งมวลอยู่บ่อยๆ จะเป็นการชักนำความคิดไปในทางที่ถูก

    .
    .

    -สรุป-

    .

    ความชอบในรสชาติและประเภทอาหารของคนเราแตกต่างกัน

    การเลือกใช้ยาควรพิจารณาให้ตรงกับโรค

    ความงามในงานศิลป์ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

    ความชอบในภาษาและถ้อยคำในงานวรรณกรรมขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้อ่าน

    “โรคจิต” จากความหนักเบาของจริตแต่ละประเภทนั้น ล้วนต้องการ “ยาใจ” ที่สามารถแก้ไขกันได้ตรงจุด

    มีคำพูดประโยคหนึ่งที่คนไทยมักจะพูดกันคือ “การใช้ชีวิตแบบมีศิลปะ”

    ฝรั่งก็พูดในทำนองเดียวกันนี้ว่า “The Art of Living”

    การมองตัวเองออก บอกตัวเองได้ ใช้ตัวเองเป็น คือศิลปะที่ทุกคนต้องค้นหาจุดที่เหมาะสมของตนเองให้ได้ว่า ควรจะผสมสีอารมณ์ของเราเท่าไหร่ ปรุงความคิดให้เป็นแบบไหน ชีวิตถึงจะได้งามดังใจหวัง.

  8. อรุณสวัสดิ์จ้า

    .

    จัด “ปรุง” ใส่กระเช้าเอาไว้ก่อนน๊า
    อีกประเดี๋ยวจะเข้ามาอ่านใหม่ค่ะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s