ขอโทษ

เพราะทำงานที่โรงพยาบาล
ฉันจึงเห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่พบเจอ
จะทำใจได้เสมอว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

ทำงานวันนี้ก็เช่นกัน

เห็นคนพาลูกที่เพิ่งคลอดกลับบ้าน
เห็นคนแก่หอบซี่โครงบานมาหา
เห็นคนเจ็บจากรถแฉลบ ภาพคราบเลือดยังติดตา
ทว่ายังโชคดี ไม่มีคนตาย

แต่เรื่องเศร้าก็เกิดขึ้นจนได้

หลังจากทานข้าวเย็น
ฉันไปเล่นกับแม่สีนวลและลูกแมวทั้งสี่
แล้วก็มีแมวสีดำเจ้าถิ่น เดินมาหา
ฉันอุ้มเจ้าดำให้เล่นด้วยกัน ใกล้ ๆ ตา

คิดไม่ถึงว่า
เจ้าดำจะขย้ำลูกแมวสามสีตัวน้อย ผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราว

.

ขอโทษนะแม่สีนวล
เป็นเพราะฉันเลินเล่อแท้ ๆ จึงทำให้เธอต้องเสียลูกน้อย

ขอโทษนะลูกแมวเหมียว
เพราะฉันเลินเล่อแท้ ๆ จึงทำให้เธอต้องจากไป .. ไม่น่าเลย😦

16 comments

  1. ขอบคุณนะคะคุณ Z
    เดี๋ยวจะไปพักสักหน่อยเหมือนกัน
    หลับสนิทสักตื่น แล้ววันพรุ่งนี้คงทำใจได้

    .

    และต้องขอโทษท่านรอง ฯ ด้วยอีกคนนะคะ
    ที่มีเรื่องเศร้ามาเล่าก่อนนอน

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

  2. ขอโทษทำไมกัน
    ข้าพเจ้าอยากเข้ามาอ่านเองนี่นา

    ขอให้พรุ่งนี้เป็นเช้าที่สดใสค่ะ
    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์นะคะ ^__^

  3. อือฮือ! ดราม่ามาก นับว่าเป็นเรื่องราวของชีวิตจริงที่ไม่ได้อิงนิยายแต่อย่างใด

    ทำไม๊ นะทำไม หากใครจะถามว่าอะไรทำไม(ค์)? ผมก็จะตอบว่าถ้าไม่ใช่เหล็ก อัลลอยด์ ก็พลาสติก เหล่านี้แหละคือวัตถุดิบที่ใช้ทำไมค์

    อ้าว นอกเรื่องแล้วหรือขอรับพระคุณ งั้น กลับๆๆๆ กลับเข้าเรื่องลูกแมวสามสีกันต่อดีกว่า

    หากใครมาถามผมว่า เหตุการณ์ที่เกิดนี้ใครผิด? คุณจะเอี๊ยบ? เจ้าดำ? หรือเจ้าสามสี?

    ผมจะตอบว่าเป็นเพราะแก็สโซฮอล์ (วู้ๆๆๆ วี้ดส์ส์ส์ มุขเก่าแล้วลุงสอ เปลี่ยนมุขไหม่เถอะ) อ้าวเหรอ…งั้น…ผมขอตอบว่าไม่มีใครผิดหรอกขอรับ

    ยังจำเรื่อง “อาหารสี่” ที่ผมเคยเล่าให้ฟังได้ไหมขอรับ ที่ว่า “เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง เสบียงบำรุงให้สิ่งต่างๆ เจริญงอกงามขึ้นได้มีสี่ประการ คือ 1. คำข้าว, 2. ผัสสะ, 3. เจตนา, 4. วิญญาณ” นั้นไงล่ะขอรับกระผม

    ทวนอีกนิดเน๊าะ

    1. คำข้าว (รวมถึงอาหารต่างๆ ที่ต้องกลืนกิน เช่น ต้นพืช ต้นหญ้า มูตร คูท ไคล) คือเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายของคน สัตว์ หนอน ฯลฯ

    2. ผัสสะ (การกระทบสัมผัสทางอายตนะ) คือเครื่องหล่อเลี้ยงตา หู จมูก ลิ้น กาย ของส่ำสัตว์ ให้ได้แซบ ได้นัว ได้ล๊ำแต้ล๊ำว่า ไพเราะเพราะพริ้ง เหม็นแบบหอมๆ เสียวสยิว ต่างๆ นานา

    3. เจตนา (ความจงใจ) คือแรงหนุนให้เกิดเป็นกรรมดี กรรมชั่ว เป็นตัวบงการตัวจริงที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นผู้กำหนดพฤติกรรมหรือว่าการกระทำของส่ำสัตว์ ให้เป็นนั่นเป็นนี่ เป็นอะไรก็สุดแล้วแต่ใจที่อยากจะเป็นได้สบายเฉิบ

    4. วิญญาณ (การรับรู้) ไอ้เจ้าตัวนี้มีหน้าที่รู้ลึก รู้เร้น รู้โน่น รู้นี่ไปทั่วนั่นแหละขอรับกระผม เหตุเพราะมันเที่ยวไปแส่รู้แบบหลงๆ นี่แหละ (อวิชชา) เราท่านจึงต้องวิ่งวุ่นวายขายปลาหลิมในภพชาติน้อยใหญ่ไม่รู้สิ้น เพราะถ้าหากมันรู้แบบไม่หลง (วิชชา) มันก็หมดเหตุที่จะทำให้หลงเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

    (แฮ่ๆ ห้ามถามนะขอรับว่า วิญญาณ กับ จิต นี่ต่างกันยังไง เพราะสองสิ่งนี้ก็มีหน้าที่รู้ๆๆๆ เหมือนกัน ด้วยว่า ต่อกระบวนการทำงานของสองสิ่งนี้นั้น เกล้ากระผมก็จนด้วยเกล้าอยู่เช่นกัน เอาไว้รอให้ได้กลับไปกราบเท้าพระอาจารย์ของเกล้ากระผมอีกครั้ง แล้วจะกราบเรียนถามท่านให้กระจ่างเลยเชียว)

    ทีนี้ใช่ไหมล่ะขอรับ คือว่า เจ้าดำน่ะ ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณของมัน คือ หิว-กิน หื่น-ปี้ ปวด-ฉี่ โกรธ-ฆ่า ไม่ชอบ-ฆ่า นึกสนุก-ฆ่า ไม่ได้มีเจตนาแม้แต่สักเท่าขี้เล็บที่จะจงใจฆ่าเจ้าสามสี ยิ่งคุณจะเอี๊ยบยิ่งไม่มีเจตนาที่จะทำให้มันตาย หากแต่ถึงคราวที่มันจะตายเอง

    และหลักการที่จะใช้ตัดสินปาณาติบาตนั้นมีห้าประการ คือ 1. สัตว์นั้นมีชีวิต, 2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต, 3. มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้น, 4. พยายามฆ่าสัตว์นั้น, 5. สัตว์นั้นตายด้วยความพยายามนั้น

    เห็นไหมล่ะขอรับ ต้องครบถ้วนกระบวนความถึงจะฟังธงฉับได้ว่า “ศีลขาด, ผิดศีล” หากไม่ครบอาการดังว่า เป็นแค่ความด่างพร้อยของจิตใจในสไตล์แบบหลงๆ น่ะพระคุณ

    เกล้ากระผมก็ไม่มั่นใจว่า ครูบาอาจารย์บางรูปท่านใช้หลักการณ์ใดมาฟันธงว่า “สัตว์ฆ่าสัตว์ไม่ผิดศีล” เพราะว่าเหล่าสัตว์ไม่มีเจตนา ไม่มีเจตจำนงค์ที่จะสามารถยกระดับจิตวิญญาณของตนได้ ที่พวกเขาต้วมเตี้ยมใช้ชีวิตอยู่นั้น ก็อยู่ๆ กันไปตามสัญชาตญาณเท่านั้น บางทีท่านอาจจะยกเอาพุทธพจน์ที่ทรงตรัสเอาไว้ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่า เจตนานั้นแลคือกรรม” นี่กระมังมาเป็นเครื่องตัดสิน

    แต่เราคงจะเหมารวมสัตว์ทุกตัวไม่ได้หรอกขอรับพระคุณ เพราะสัตว์บางตัวนี่น่ะ รู้ลึก รู้ลับ รู้จักทำดีก็เป็นนา เช่น พญาช้างโพธิสัตว์ที่ถวายเม็ดบัว กับเพื่อนซี้ พญาลิงที่ถวายรวงน้ำผึ้งต่อพระพุทธองค์ เมื่อทรงเสด็จไปอยู่ป่าเลไลยนั่น ทว่า พญาช้างนั้น แม้กายจะเป็นสัตว์ แต่ใจก็จ่อที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตแน่นอนแล้ว จึงไม่สมควรที่นำมาเปรียบเทียบในที่นี้ ทว่า ผมแค่เสนอมุมคิดน่ะขอรับ

    หากย้อนกลับไปดูถึงหลักอาหารสี่ ย่อมพอสรุปได้ว่า เจ้าดำไม่ได้มีเจตนาไตร่ตรอง วางแผนฆ่าเจ้าสามสีอย่างแน่นอน หากแต่ว่านั่นคือ “กรรมเป็นเผ่าพันธุ์” มันมีเหตุมาแต่ก่อนหน้าแล้ว ที่ทำให้พวกเขาเกิดมาเป็นแมว แล้วโคจรมาพบกัน (วุ้ย เรื่องกรรมนี่เป็นหนึ่งในเรื่อง “อจินไตย” น่ะขอรับ พูดไปก็ไม่เห็นภาพอยู่ดีนั่นแหละ)

    สรุปง่ายๆ ว่า ใครจะเกิดใครจะตาย ใครจะอยู่ใครจะไป ใครจะประท้วงขับไล่ใคร ล้วนมีสาเหตุ ล้วนมีการกระทำที่เป็นเชื้อหนุนหลังอยู่ทั้งสิ้นนั่นแหละขอรับ ไม่มีทางที่อยู่ๆ จะมีใครมาสั่งให้เราตาย หรือมาไล่เราออกจากบ้านเฉยๆ ได้หรอก หากไม่มีสาเหตุอะไรบางอย่าง

    หากความยึดมั่นถือมั่นทั้งมวลล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

    ปฏิเสธได้ไหมว่าความรักลูกแมวไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่น

    ปฏิเสธได้ไหมว่าการเสียใจที่ลูกแมวตายไม่ใช่เพราะความรัก

    ปฏิเสธได้ไหมว่าน้ำตาที่ไหลนั้นมันไหลออกมาเองโดยไม่มีสาเหตุ

    นี่แค่ลูกแมวตายนะครับ

    ขอเตือนไว้ก่อนล่วงหน้าว่า ยังจะมี “ความตายของสิ่งอันเป็นที่รัก” รออยู่เบื้องหน้าของคุณจะเอี๊ยบ และของใครๆ ก็ตามรออยู่เหมือนกันแทบทั้งสิ้น

    ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น

    ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง

    ระวัง! น้ำตาจะท่วมหลังเป็ด! – บอกไม่เชื่อ!

    .
    .
    .

    อ้อ ผมขอยกยอดคำถามจากหน้าก่อนนั้นมาตอบที่นี่เลยก็แล้วกันนะขอรับ

    คุณถามว่า

    “ในบรรดาศีลที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้นั้น ข้อใดสำคัญที่สุด ? หากละเมิดแล้วจักผิดบาปรุนแรงที่สุดหรือคะ?”

    ผมตอบว่า

    “ไม่รู้ซีครับ เพราะว่า หากว่าเจตนาเป็นเครื่องบ่งชี้กรรมหนักเบาดังพุทธพจน์แล้ว เจตนาของผู้ที่จะล่วงละเมิดศีลย่อมเป็นเครื่องกำหนดเป็นเคสๆ เป็นเรื่องๆ ไปว่า การกระทำนั้นๆ ควรเป็นกรรมหนักหรือกรรมเบา

    เช่นว่าศีลข้อหนึ่ง หากไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์ย่อมไม่บาป แต่หากมีเจตนามาก มีความเหี้ยมเกรียมในการฆ่ามาก แม้ฆ่าสัตว์เล็กๆ ก็อาจจะบาปมากก็ได้ (ยิ่งถ้าหาก ฆ่าพ่อแม่ และพระอรหันต์แล้วละก้อ ถือว่าเป็นอนัตริยกรรม คือกรรมที่มีอานิสงส์มาก ต้องไปเสวยผลในนรกสถานเดียว)

    ข้อมุสาก็เช่นกัน หากพูดปดด้วยเจตนาดี แม้ไม่ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ถึงกับผิดขนาดที่จะพอให้ติดคุกติดตะราง หรือได้รับโทณทัณฑ์ทรมานใดๆ ดอก แต่ถ้าหากชั่วช้าลามก โกงกินบ้านเมือง ยุยงสงฆ์ให้แตกกันเป็นฝักฝ่าย ถือว่าเป็นกรรมหนัก รอเถิดๆๆๆ รอรับผลในเร็ววันเถิ๊ด!

  4. สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะท่านรอง ฯ & ท่านเลขา ฯ ที่เคารพ

    เช้านี้ข้าพเจ้าตาบวมตุ่ยเลยอ่ะ แต่ก็ยัง (คิดว่าตัวเอง) สวยอยู่นะคะ
    ถึงจะสวยแบบตาบวมตุ่ย ๆ ก็ตาม .. หุ หุ

    .
    .

    ขอขอบคุณในน้ำมิตรจากท่านรอง ฯ Z
    และขอบคุณในข้อวิสัชนาของท่านเลขา ฯ ป๋าสอด้วยค่ะ

    (( ของฝากดี ๆ แบบนี้ต้องอ่านทบทวนให้ดีหลาย ๆ เที่ยวเนาะ ))

    สุขสันต์วันอาทิตย์ค่ะ
    -จขบ.-😀

  5. สวัสดีสายๆ วันอาทิตย์ค่ะ

    ตาบวมแบบนี้เห็นทีต้องกลับไปนอนต่ออีกสักตื่นนะคะท่านประธาน
    เผื่อท่านจะได้สวยขึ้นไง หุหุ

    เดี๋ยวข้าพเจ้ากลับขึ้นไปอ่านเรื่องที่ท่านสวรรค์เสก นำมาเล่าก่อนนะคะ

    สุขสันต์วันทำงาน (ของกรรมกร) ค่ะ ^__^

  6. เอ่อ .. เห็นจะไม่ได้หรอกค่ะท่านรอง ฯ

    เพราะประธานก็เป็นกรรมกรเหมียนกันนี่นา
    คงต้องยอมสวยแบบตาบวมตุ่ย ๆ อย่างนี้ไปสักวัน
    ว่าแล้วก็ขอตัวก่อนนะคะ งานเข้ามาหลุย ๆ ละ

    สู้ ๆ จ้า ^ ^ v

  7. งั้นขอให้วันนี้เป็นวันสบายๆ
    งานไม่มากมาย สะดวกราบรื่นสำหรับชาวกรรมกรนะคะ

    สู้ๆ เช่นกันค่ะ

  8. สวัสดีอีกทียามบ่ายค่ะ

    .

    วันนี้สบาย ๆ ไม่วุ่นวายอะไร อย่างที่ท่านรอง ฯ อวยพรไว้เลยล่ะ
    อวยแล้วพรเป็นจริงอย่างนี้ คราวหน้าขอเลขดีเลขเด็ดสัก 2-3 ตัวนะคะ อิอิ

    .
    .

    ขอบคุณค่ะคุณเล็ก
    ตอนนี้เจ้าสามสีเค้าไปดีแล้วล่ะ😀

  9. มักน้อยจังค่ะท่านประธาน เอาแค่ 2-3 ตัวเอง
    แต่ข้าพเจ้าใจดี ให้ที 10 ตัวเลยค่ะ ตั้งแต่ 0 ถึง 9

    เลือกได้ตามใจชอบเลยนะคะ หากไม่ออกตามที่บอกไปนี้
    เอามาขึ้นเงินได้ที่ข้าพเจ้าเลยค่ะ หุหุ

  10. อื้อฮือ !!

    แม่นาง Z นี่ไม่ธรรมดาซะแล้ว
    อีกหน่อยคงตั้งตัวเป็นเจ้าแม่ประจำตำหนักที่ไหนสักแห่งละก๊า
    555555+

    .
    .

    ขอบคุณมากนะคะที่มาเป็นกรรมกรด้วยกันในวันนี้
    ขอให้มีเวลาพักผ่อนดี ๆ หลังเลิกงานเด้อค่ะ
    😀

  11. 55555+
    ข้าพเจ้าคงไม่สามารถเป็นเจ้าแม่ได้หรอกค่ะ
    แบบว่าไม่มีเชื้อเจ้าอ่ะน่ะ หุหุ

    ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าอยู่แล้ว
    ข้าพเจ้าสิ ที่สมควรต้องขอบคุณท่าน ขอบคุณมากนะคะ ^^”

    ขอให้มีความสุขกับเวลาพักผ่อนค่ะ ^__^

  12. โหย ไปดีซะแล้วลูกแมวน้อย😥
    ต้องทำใจอย่างเดียวแล้วละพี่จะเอี๊ยบ( ใครมายืมใช้ชื่อยะ ไม่ขอลิขสิทธ์ด้วยนะ แง่มมม) ต่อๆ เคยเห็นกัน เคยเล่นกัน เป็นธรรมดาที่จะทำใจลืมยาก ค่อยๆเป็น ค่อยๆไปเนอะ ^_^

    ที่อาพาร์ทเม้นต์ของนู๋หมิวหม่องก็มีแมว ตัวเล็กๆนะคะ เพิ่งเกิดได้เดือนเดียวเอง แต่แม่มันดุใช่ย่อยเรย ขู่ฟ่อๆตลอด
    (มันคิดว่านู๋จะไปกินลูกมันเปล่าฟ่ะ 555+)

    ถึงนู๋จะหน้าตาดี แต่ไม่นิยมของแปลกนะเออ
    (ชมตัวเองไว้ก่อน) ก๊ากก

  13. หวัดดีบ่ายวันจันทร์จ้า

    เจ้าของบ้า (น) ขอยื่นใบลาหน่อยนะค๊าบ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s