“ทันตานุภาพ (2)” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

ความเดิมตอนที่แล้วคลิ๊กอ่านที่ “ทันตานุภาพ (1)” ค่ะ

August 26, 2008 at 4:22 am

.
.

เงินประมาณ 300 ปอนด์จะจัดงานศพได้หรือ?

บางท่านอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าแลกเป็นเงินไทยจะได้ประมาณ 2 หมื่นบาท เงินจำนวนนี้หากเป็นเมื่อ 30 ปีก่อน นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมากทีเดียว

ทิพย์ไม่ต้องการเงินมาจัดงานศพให้แม่มากขนาดนั้นหรอก เธอต้องการเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น ครั้นจะทำงานหาเงินอยู่ในจังหวัดสระแก้วบ้านเกิด ก็ไม่รู้เมื่อใดถึงจะเก็บเงินตามจำนวนที่ต้องการได้ เธอนึกถึงพี่สาวที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จึงคิดว่าถ้าเดินทางไปหาพี่สาวและขอทำงานด้วยคงจะเป็นหนทางที่ดีกว่า

เธอแปรความคิดเป็นการกระทำทันที

เก็บเสื้อผ้าที่มีเพียงไม่กี่ชุดใส่กระเป๋า และรวบรวมเงินทั้งหมดเท่าที่มีแล้ว เธอก็เดินทางออกจากบ้านทันที จุดหมายอยู่ที่การตามหาพี่สาวที่อยู่ในกรุงเทพฯ เธอรู้คร่าวๆ แค่ว่าพี่อยู่เขตพัฒนาการ แต่ไม่ทราบที่อยู่ที่แน่นอน

รถทัวร์ธรรมดานำเธอมาถึงสถานีขนส่งหมอชิต ฟ้ายังไม่แจ้งดี เธอจึงนั่งรออยู่ในที่พักผู้โดยสาร ระหว่างนั้นเธอเดินไปสอบถามผู้คนแถวนั้น ว่าจะเดินทางไปเขตพัฒนาการได้อย่างไร ต้องขึ้นรถเมล์สายไหนบ้าง เมื่อได้รับคำตอบ เธอจดหมายเลขรถเมล์ที่ต้องขึ้นเป็นทอดๆ ไป กันลืมเอาไว้ด้วย

รถราต้องเติมน้ำมัน คนมีเนื้อหนังมังสาเช่นเธอก็ต้องกินข้าว จึงซื้อข้าวเหนียวถุงหนึ่งกับไก่ย่างอีกไม้หนึ่งกินรองท้อง เธออยากจะกินมากกว่านั้นให้สมกับความหิวที่หิ้วท้องมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ความกลัว – กลัวว่าจะหาพี่สาวไม่พบง่ายๆ เตือนเธอให้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นมากที่สุดเท่านั้น

ขณะนั่งรถเมล์เดินทางไปนั้น เธอจ้องเขม็งกลัวแต่จะเลยป้ายที่ต้องลง

ลง?

ใช่ – ลงรถเมล์ให้ตรงป้ายเพื่อต่อรถคันใหม่ ซึ่งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะลงที่ป้ายไหน ต้องข้ามสะพานลอย หรือไปรอขึ้นรถเมล์ที่ถนนฝั่งใด ถึงจะเดินทางต่อไปถึงเขตพัฒนาการได้

เธอมีปาก

เธอมีสิทธิ์ถามทางได้

ผู้ถูกถามก็มีสิทธิ์ที่จะตอบหรือไม่ตอบได้เหมือนกัน เหตุนั้น บ่อยครั้งที่ผู้มายืนรอรถเมล์แล้วถูกเธอถามทาง จะใช้สายตาแฝงแววดูแคลน แลดูตั้งแต่ปลายผมที่ยุ่งเหยิงจรดปลายเท้าที่มอมแมมคู่นั้น ส่งกระแสคลื่นแห่งความเย็นชามากับสายตาเป็นคำตอบ

กระนั้น ใช่ว่าในสังคมเมืองจะกันดารซึ่งน้ำใจเสมอไป มีหลายครั้งที่หลายคนให้ทั้งคำแนะนำต่อการเดินทาง ทั้งพูดปลอบให้กำลังใจ แสดงความสงสารต่อชะตาชีวิตของเธอด้วยความจริงใจ ขณะฟังเธอเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังระหว่างที่นั่งรอรถเมล์อยู่ด้วยกัน ก่อนจะขึ้นรถเมล์แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคนที่จะต้องดำเนินต่อไป

ล้มเหลว – ผลลัพธ์ของการเดินทางตามหาพี่สาวของเธอในวันแรกคือความล้มเหลว ที่จริง เธอเดินทางไปยังไม่ถึงเขตพัฒนาการด้วยซ้ำ ความที่ไม่รู้จะลงรถเมล์ที่ตรงไหน และไม่รู้จักเส้นทางเลย ไม่ว่าเธอจะแลไปตรงไหน แยกใด ก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด ทำให้เธอเสียเวลานั่งรถเมล์ย้อนกลับมาที่เดิมหลายครั้ง เธอยังคงพยายามหารถเมล์เดินทางต่อไปเพื่อไปให้ถึงเขตพัฒนาการให้ได้ แม้เวลาจะค่ำมืดแล้วก็ตาม

หากเป็นคนย่อมต้องพักผ่อนหลับนอน รถเมล์ก็มีเวลาที่ต้องเข้าอู่จอด

ตอนที่กระเป๋ารถเมล์เดินเข้ามาบอกเธอว่า “รถจะเข้าอู่แล้ว ไม่วิ่งต่ออีกแล้ว” เธอรู้สึกใจหายวาบ เกิดความสับสนไปหมด ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จะเดินเท้าต่อไปเลยดีไหม แล้วควรเดินจะไปทางไหน กระเป๋ารถเมล์เห็นสีหน้าซีดสลด ทั้งส่อแววร้อนรุ่มสับสนของเธอ จึงซักถามว่าเธอจะเดินทางไปที่ไหน เมื่อทราบความ จึงพูดขึ้นว่า

“โอ๊ย น้องเอ้ย เลยป้ายที่น้องจะลงมาตั้งแต่ชาติที่แล้วแล้ว ต้องนั่งรถย้อนกลับไปอีกไกล” เขาถามต่อว่า “แล้วนี่จะทำยังไงล่ะคืนนี้ จะค้างที่ไหน แล้วทำไมไม่ขึ้นแท็กซี่ไปเลย”

“หนูไม่รู้ว่าพี่อยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าอยู่พัฒนาการ” เธอตอบเสียงอ่อยด้วยความเสียใจเมื่อรู้ว่ารถเมล์จะหยุดวิ่งแล้ว

“อ้าว! เวรแล้วไหมล่ะ!” หนุ่มกระเป๋าเมล์นิ่งไปครู่ แล้วว่า “ถ้าไม่มีที่ไปละก้อ นั่งหลับอยู่กับพี่ยามที่เฝ้าอู่รถนี่ก็ได้ เช้ามาค่อยไปต่อ”

คืนนั้นเธอจึงนั่งอยู่ที่อู่รถเมล์นั้น เพื่อรอรถเมล์คันแรกที่จะวิ่งออกจากอู่ในวันรุ่งขึ้น ยังดีที่ยามเฝ้าอู่รถนั้นเป็นคนที่มาจากภาคเดียวกัน แม้จะต่างสำเนียงกันบ้าง แต่ก็พูดคุยกันได้ด้วยภาษาที่มาจากรากศัพท์คล้ายกัน ทำให้เธอค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย กระนั้น ความต่างถิ่นต่างที่ ทำให้เธอกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลง นั่งเบิ่งตาแบกความง่วงและอ่อนล้าอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

เช้ามืดวันถัดมา เมื่อรถเมล์คันแรกวิ่งออกจากอู่ เธอคือผู้โดยสารคนแรกของรถเมล์สายนั้น

ขณะนั่งรถเมล์ไป คราใดที่รถวิ่งผ่านร้านขายอาหารยามเช้า เมื่อกลิ่นอาหารโชยเข้าจมูก ท้องของเธอจะร้องครวญครางทุกครั้งไป ราวกับจะอุทธรณ์ของานทำ ให้มันได้ทำหน้าที่บดย่อยอาหารบ้าง เธอสัญญากับมัน – บอกกับตัวเองว่า เมื่อลงรถได้ตรงป้ายแล้ว จะซื้ออะไรกินรองท้องบ้างแน่นอน

เธอนั่งอยู่เบาะด้านหน้าใกล้กับคนขับรถ ทุกครั้งที่เขาหันกลับมามองหล่อน หรือทุกคราวที่กระเป๋ารถเมล์เดินผ่านมา เธอจะช้อนสายตาขึ้นไปถามทุกครั้งไป ว่าจวนจะถึงป้ายที่เธอต้องลงแล้วหรือยัง

“เอาน่า ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง ถึงแล้วเดี๋ยวพี่จะบอกให้ลงแน่นอน” ทั้งคนขับและกระเป๋ารถฯ จะบอกให้เธอสบายใจแบบนี้อยู่เสมอ

และแล้วก็มาถึงป้ายที่เธอต้องลง

ลงรถเมล์แล้วเธอจึงซื้อขนมปังมากิน น้ำไม่ต้องซื้อ เพราะกระติกน้ำที่เธอสะพายมาด้วย ยัยเต็มด้วยน้ำที่ขอเติมมาจากพี่ยามที่อู่รถเมล์เมื่อคืน

อีกไม่นาน รถเมล์เบอร์ที่เธอรอจะขึ้นก็วิ่งเข้ามาเทียบป้าย เธอก้าวขึ้นไปด้วยความดีใจ เมื่อรู้ว่ารถเมล์คันนี้ กำลังมุ่งหน้าไปเขตพัฒนาการแล้ว แม้การตามหาพี่สาวจะยังต้องดำเนินต่อไป แต่ขอบข่ายการตามหาก็นับว่าแคบลงมาก ในความรู้สึกขณะนั้น จึงราวกับว่าการก้าวลงจากรถเมล์ในครั้งต่อไป จะได้พบหน้าพี่สาวมายืนยิ้มรอรับอยู่ก็ปานกัน

นั่งรถมาอีกครู่ใหญ่ กระเป๋ารถเมล์ก็เดินมาหาเธอ พูดขึ้นตามคำที่เธอเคยขอร้องให้เขาบอกป้ายรถเมล์ให้ว่า “ป้ายหน้านี่ก็ถึงแล้ว แถวนี้แหละเขตพัฒนาการ”

เธอลงมายืนหันซ้ายหันขวา ลังเลว่าจะเริ่มเดินตามหาพี่สาวไปทางทิศใดดี ขณะลังเลอยู่นั้น เหมือนมีอะไรมาดลใจให้กลับหลังหัน แล้วก้าวเท้าเดินไปทางทิศนั้น เดินต่อไปอีกนานนับชั่วโมง เธอมองเห็นเขตก่อสร้างอยู่ไกลตาลิบๆ นึกขึ้นได้ว่า ปกติคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง มักจะมาทำงานก่อสร้างกันทั้งนั้น ไม่แน่ว่าหากไปถามหาเบาะแสของพี่สาวที่นั่น อาจจะรู้อะไรบ้างก็ได้ ใจคิดดังนั้นขณะที่เท้าก้าวเดินไป

เดินไปจวนจะถึงเขตก่อสร้างอยู่แล้ว เผอิญมีลุงคนหนึ่ง แบกไม้ไผ่เดินมา ดูลักษณะแล้วแกคงจะเป็นคนงานก่อสร้างอยู่ที่นั่นแน่นอน เธอจึงเดินเข้าไปหา ยกมือไหว้แล้วถามว่า

“ลุงคะ มีคนมาจากจังหวัดสระแก้ว มาทำงานก่อสร้างที่นี่บ้างไหม?”

ชายวัยกลางคนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วว่า “ไม่มีนานังหนู คนมาจากสระแก้วไม่มี” พูดเสร็จก็เดินต่อไป เธอหยุดยืนอยู่ที่เดิม ครุ่นคิดว่าจะเดินไปตามหาพี่สาวทางไหนต่อ

ลุงผู้นั้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งก็หยุด หันกลับมาพูดว่า “เออ นังหนู คนงานจากสระแก้วน่ะ ไม่มีหรอก แต่มีแม่ค้าขายกับข้าวคนหนึ่ง เห็นบอกว่ามาจากสระแก้ว เอ็งจะไปถามมันดูหน่อยไหมล่ะ?”

ประโยคคำพูดนั้น เหมือนเป็นประกายไฟในคืนมืดสนิท แม้จะน้อยนิดทว่าเจิดจ้า ส่องประกายความหวังให้เธออย่างโชติช่วง เธอจึงเดินตามลุงผู้นั้นไป

เดินไปกระทั่งถึงเขตก่อสร้าง ห่างออกไปไม่ไกลมีเพิงมุงหญ้าคาเล็กๆ อยู่ เมื่อวางไม้ไผ่ลงจากบ่าแล้ว ลุงจึงว่า “มา นังหนูมา ตามลุงมานี่” แกเดินนำหน้าตรงไปที่เพิงหญ้าคานั้น

ครั้นไปถึง ในเพิงนั้นมีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ด้านหลังเพิงมีสตรีนางหนึ่งกำลังล้างจานอยู่ ลุงจึงร้องเรียกขึ้นว่า “นาง นางเอ้ย”

“อะไรลุง?” สตรีนั้นตอบกลับมา แค่รู้ว่าเป็นคนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน ทิพย์ก็รู้สึกคุ้นเคยกับสำเนียงของเจ้าของน้ำเสียงนั้นอย่างบอกไม่ถูก

“มานี่หน่อยสิ มีคนเขาจะถามอะไรเอ็งหน่อย” สิ้นเสียงลุง สตรีนางนั้นก็เดินออกมา เมื่อพ้นจากตู้เก็บของมาแล้ว ลุงจึงพูดต่อไปว่า “นังหนูนี่เป็นคนสระแก้วเหมือนเอ็ง เห็นบอกว่าจะมาตามหาญาติ ข้าจึงพามาหาเอ็ง เผื่อจะได้เรื่อง…..” ขณะที่ลุงยืนพูดอยู่นั้น เธอก็เดินออกหน้าไป ตรงไปหาสตรีผู้นั้น เข้าสวมกอดกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ

“อ้าว อะไรกันวะนี่” ลุงยกมือขึ้นเกาหัวงงๆ

“น้องสาวฉันเองแหละลุง” ผู้เป็นพี่สาวพูดน้ำเสียงสะอื้นด้วยความดีใจ เธอเองก็ไม่คิดว่าจะได้พบกับน้องร่วมสายโลหิตแบบบังเอิญเช่นนี้

ทิพย์นั้น รู้สึกราวกับว่าความสะดุ้งหวาดกลัวต่างๆ นานา ที่เธอเดินทางฝ่าฟันมานั้น ได้พังทะลายลงแล้ว ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้าพี่สาว

เธอหันไปขอบคุณลุงผู้นั้นด้วยใบหน้าเปี่ยมน้ำตา ที่นำเธอมาพบพี่

“เออๆ ช่างเถอะ เจอกันก็ดีแล้ว ข้าก็ดีใจด้วย” พูดเสร็จลุงก็เดินจากไป ปล่อยให้พี่น้องทั้งสองพูดคุยถามความเป็นมากันตามลำพัง

หลังจากคุยกัน ผู้เป็นพี่ถึงกับน้ำตาร่วงเป็นคำรบสองเมื่อทราบว่า มารดาที่ป่วยกระเสาะกระแสะมานานปีนั้นได้ตายจากไปแล้ว รู้สึกสลดรันทดสุดประมาณ ที่ไม่ได้ดูแลแม่บังเกิดเกล้าบ้างเลย

ทิพย์เองก็ได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของพี่สาว ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ไม่ได้ดีเหมือนที่เธอคิดเอาไว้ พี่ได้หย่ากับสามีแล้ว ต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกน้อยตามลำพัง ต่อสู้ดิ้นรนด้วยการเป็นแม่ค้าขายกับข้าวให้คนงานก่อสร้างแถวนี้ พอมีรายได้เลี้ยงปากท้องของตนเองและหลาน อีกทั้งสุขภาพของพี่ก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ทิพย์รู้แต่ว่าพี่ไม่สบาย แต่ไม่ทราบว่าที่ไม่สบายนั้น ป่วยเป็นโรคอะไร

เมื่อพี่สาวรู้ความประสงค์ของทิพย์ว่า ที่เธอดั้นด้นมาหานี้ เพราะอยากจะหางานทำ เก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งเพื่อนำกลับไปทำศพแม่ จึงลงทุนซื้อหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวและอุปกรณ์ต่างๆ ให้เธอ แล้วว่าจ้างคนงานมาต่อรถเข็นสำหรับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเคลื่อนที่ให้ทิพย์ได้ทำมาหาเงิน

ในเดือนแรก อาชีพแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวของทิพย์ทำท่าจะไปไม่รอด ทั้งปัจจัยภายในคือฝีมือยังไม่ดี และปัจจัยภายนอกคือยังหาแหล่งทำเลที่จะค้าขายได้ไม่ดี

แต่โชคไม่เคยทอดทิ้งผู้มีความพยายาม

ในเดือนต่อๆ มา เสียงเคาะเกราะของแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวรายนี้ เริ่มดังดีและไพเราะมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับอัธยาศัยไมตรีที่คอยส่งยิ้มแจกเป็นของแถม จึงทำให้มีลูกค้าขาประจำคอยอุดหนุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเธอได้พบแหล่งลูกค้าชั้นดี คือกลุ่มคนงานในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเธอไม่เคยผิดหวังทุกครั้งที่เข็นรถขายก๋วยเตี๋ยวเข้าไป

เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำมาค้าได้ เธอหยอดกระปุกเก็บไว้เป็นอย่างดี

หากเพชรดีจำต้องฝน คนจะแกร่งก็ด้วยอุปสรรค

ทิพย์มุมานะขายก๋วยเตี๋ยวทุกวันไม่ได้ขาด ไม่มีวันหยุด ลูกค้าผู้หลงไหลในรสน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของเธอนั้น จะได้ยินเสียงเกราะฝ่าเปลวแดดที่ร้อนระอุ ลุยแม้สายฝนที่โหมกระหน่ำมาตามเวลานัดหมายทุกวันไม่ได้ขาด

ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่โถมทำงานอย่างหนัก ในปีถัดมา เธอก็มีเงินเก็บมากพอที่จะกลับไปประกอบพิธีกรรม ทำศพให้แม่ได้แล้ว

การกลับไปเยือนบ้านเกิดที่จังหวัดสระแก้วในครั้งนี้ ไม่เพียงกลับไปในฐานะลูกที่ดี ที่พึงกระทำต่อแม่เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น ยังเหมือนกับเป็นการกลับไปลบคำสบประมาททั้งจากญาติพี่น้องกันเอง และจากคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ว่าเธอคงไม่มีปัญญาหาเงินมาทำศพแม่ได้

และเหมือนกับเป็นการกลับไปทำตามคำมั่นสัญญาที่เธอเคยให้ไว้กับแม่ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ว่า “ไม่ว่าจะรวยหรือจนแค่ไหน ลำบากเพียงใด ลูกจะไม่ลืมแม่ ไม่ทอดทิ้งแม่เป็นอันขาด”

เสร็จงานศพแม่ เธอก็บ่ายหน้ากลับเข้าไปทำงานต่อในกรุงเทพฯ

ดูเหมือนเทพีแห่งโชคชะตาจะชี้นำเธอ ให้เดินไปสู่ทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองแล้ว แต่บัดเดี๋ยวใจเพียงไม่นานที่เธอกลับมาหาพี่สาว ซาตานผู้ชั่วร้ายก็พุ่งหอกเข้าแทงกลางใจเธออีกครั้ง

“พี่สาวคุณเป็นมะเร็งมดลูก คิดว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เสียใจด้วยนะครับ”

ทิพย์อยากจะคิดว่านี่เป็นเพียงตลกฝืดที่หมอบอกกับเธอ หลังจากที่เธอได้นำร่างที่นอนหมดสติของพี่สาวไปส่งโรงพยาบาล แต่ความจริงของชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ไม่นานต่อมาพี่สาวก็จากเธอไป เหลือหลานเอาไว้ให้เธอดูแลคนหนึ่ง

แต่ไหนแต่ไรมา ทุกคราที่เธอเหนื่อล้าและท้อแท้ ก็จะมีพี่สาวคอยรับฟังคำระบาย คอยให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ให้เธอ

มาบัดนี้ พี่ – ซึ่งเปรียบเสมือนลมใต้ปีกที่คอยค้ำชูให้เธอเหินบินได้จากไปแล้ว การโบกโบยต่อไปในท้องนภาแห่งปัญหาและอุปสรรค จำต้องอาศัยกำลังจากสองปีก สองแขน สองขา ของเธอเพียงผู้เดียว ซ้ำยังต้องรับภาระคอยประคองเลี้ยงดู ค้ำชูหลานไปด้วยอีกคน

หากคิดว่านี่คือปัญหา เธอก็น่าจะท้อ

คิดว่าเธอก็คงท้อ หากแต่เธอไม่ถอย

บางท่านอาจจะเปรียบเทียบชีวิตเหมือนเวทีของนักต่อสู้ ไม่ใช่เวทีของนักเต้นรำ ซึ่งหากว่าใครก็ตามได้ขึ้นมาสู่เวทีนี้แล้ว ไม่มากก็น้อย ต้องบาดเจ็บเหมือนๆ กัน

ทิพย์ไม่คิดเปรียบเทียบชีวิตให้เป็นเหมือนอะไรทั้งนั้น เพราะตั้งแต่เติบโตมา พอจำความได้ เธอก็พบว่าชีวิตของตนจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการฟันฝ่าอุปสรรค ต้องต่อสู้กับปัญหา ต้องทำงานหนักมาตลอดอยู่แล้ว

หากความเคยชินคือพรอันประเสริฐที่ธรรมชาติประทานให้มนุษย์ไซร้ ตั้งแต่ความเสียใจครั้งใหญ่ที่สูญเสียแม่ไป เธอก็ทำใจยอมรับได้กับการสูญเสียทุกรูปแบบที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่แล้ว

ทว่า ถ้าสิ่งที่มนุษย์รักมากที่สุดคือชีวิตของตัวเองแล้วละก้อ การเสียชีวิตจึงน่าจะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ครานั้น ทิพย์ได้เดินเข้าไปหาความตายโดยที่เธอไม่รู้ตัว

ด้วยเหตุผลอะไรกันนะ ที่ทำให้ชายคนนั้นคิดจะฆ่าเธอ?

8 comments

  1. อืม..เค้ามีเหตุผลอะไรนะเนี่ย
    อยากรู้เหมือนกันค่ะ

  2. เออ นั่นดิขอรับท่านรองฯ

    เกล้ากระผมยังไม่ได้เขียนต่อเลยสักกะตัวน่ะขอรับ
    จึงไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมีเหตุผลอะไรกันนะนั่น

  3. ขอให้ท่านเลขาฯ หาเหตุผลได้ไวไวนะคะ

    (หากหาไม่ได้เอาแบบไม่มีเหตุผลแทนได้ป่าวเนี่ย หุหุ)

  4. ท่านสิญจน์ สวรรค์เสก เล่าเรื่องได้ไหลลื่นดีค่ะ
    ว่าแต่ “ชายคนนั้น” น่ะคนไหนหรือคะ ?

  5. ก็ท่านรอง ฯ เธอปาดหน้าพี่อ่ะ
    หนูหม่องก็เห็นเหมือนกันใช่ปะ ไปเป็นพยานให้พี่ด้วยนะคะ
    555555555+

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s