ห้องยาพาเพลิน (๑๔)

ขณะง่วนอยู่กับแฟ้มผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยใน

K : พี่เจี๊ยบ ช่วงนี้มีประชุมที่ภาคใต้หรือเปล่าครับ

J : เปล่าจ๊ะ

K : ดีแล้วพี่ ถ้ามีก็อย่าไปเลยนะ อย่างพี่นี่ถ้าไปคงไม่รอด

J : ทำไม ?

K : เพราะพี่บริสุทธิ์ไง โจรใต้ชอบทำร้ายผู้บริสุทธิ์

J : – -”

.
.

หมายเหตุประจำบันทึก :
1. เค้าคงแค่อยากทักทาย ถึงแม้จะดู ตลกร้าย ไปหน่อย
2. โลกใบนี้มิใช่ของใคร ขอให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเถิด .. เพี้ยง !!

27 comments

  1. 55555+

    เป็นผู้บริสุทธิ์นี่มันอันตรายจริงๆ เนอะ
    สงสัยเราต้องหาผู้ติดตามสักคนแล้วนะเนี่ย คุ คุ คุ

  2. แม๊ .. !

    ท่านรอง ฯ ผู้บริสุทธิ์ Z นี่ละก้อนะ
    แค่ไปนั่งเชียร์มวยเย็นนี้ ก็ต้องมีผู้ติดตามด้วยหรือคะ .. หุ หุ

    ไปก่อนละน๊า บาย ๆ จ้า
    😀

  3. อ้ากกกกกก…ข้าพเจ้าเพิ่งละสายตาจากทีวีหลังมวยจบ
    เราทำดีที่สุดแล้ว แม้จะได้เหรียญเงินก็ไม่เสียใจ
    (แต่ก็เสียดายนิดหน่อย)

    เค้าแรงดีจริงๆ ยกเดียวรัวเป็นปืนกลไปแปดหมัด
    โอย..ใจหายเลยกลัวเค้าจะไม่ไหว แต่ก็อึดมาจนยกสี่ได้

    สมจิตรได้เหรียญทองอย่างน่าภาคภูมิ
    ข้าพเจ้าฟังเพลงชาติด้วยความปลาบปลื้มใจ

    เอาล่ะ เอาล่ะ ปิดฉากโอลิมปิคด้วย
    สองเหรียญทอง สองเหรียญเงิน โอเคล่ะ

    ปล.เชียร์มวยแบบมีผู้ติดตามสนุกดีนะคะ ลุ้นกันหลายๆ คน
    ที่สำคัญหากไปต่างถิ่นก็อุ่นใจด้วยค่ะ (หากข้าพเจ้าเสียงดังไปนิด หุหุ)

  4. อรุณสวัสดิ์วันอาทิตย์ค่ะ

    .

    เมื่อคืนข้าพเจ้าดูคุณสมจิตรกับพ่อแม่ที่บ้านอย่างแช่มชื่นเลยค่ะ
    จากนั้นพอทานข้าวกันเสร็จก็รีบปั่นจักรยานมาดูคุณมนัสต่อที่บ้านพัก ดูแล้วใจไม่ดีเลยค่ะ กลัวว่านักชกจะไม่ไหวเหมือนกัน รู้ว่าเป็นกีฬาและชกกันในกติกา แต่ว่าเป็นกีฬาที่เจ็บตัวจัง – -”

    .
    .

    เย็นนี้มีการถ่ายทอดพิธีปิดโอลิมปิกตอนทุ่มนึงค่ะ หากท่านรอง ฯ จะหาผู้ติดตาม เอ้ย ! หาเพื่อนไปนั่งดูด้วยตอนนี้ยังทันนะคะ
    55555555555+

    สุขสันต์วันสีแดงค่า
    -จขบ.-😀

  5. กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ใครว่าตลกร้ายหมอ
    เค้าเรียกว่าตลก บริสุทธิ์

    กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

  6. แป่ววววว
    ^O^
    ตอนนี้มาแอ่วเมืองเหนือ
    อยู่น่านมาอาทิตย์ก่าๆแล้วเจ้า
    ม่วนขนาด ^^

  7. สวัสดีค่ะคุณเจี๊ยบ

    ไม่ทราบว่าคุณเจี๊ยบเป็นเภสัชอยู่ รพ.ไหนคะ? พอดีที่บริษัทจะจัดงาน Pre-Congress กับงาน Symposium กัน วันที่ 25-29 นี้ (Phycology, Neuro.) ค่ะ คุณเจี๊ยบพอทราบข่าวจาก Details ยาละแวกนั้นบ้างหรือเปล่าคะ?

    อยากให้มาจัง งานนี้ได้ทั้งความรู้และสิ่งดีๆติดตัวกลับบ้านเพียบ

    จาก:พี่สาวนู๋บาล์ม

  8. ใช่ค่ะป๋าไอซ์
    อย่างนี้เค้าเรียกว่าตลกบริสุทธิ์ .. “ร้าย” บริสุทธิ์จริง ๆ
    55555555+

    .
    .

    แป่ว !!

    ว้าว .. ว้าว .. ว้าว .. ว้าวววววว … !!

    คุณปั้นอยู่ส่วนไหนของน่านคะ ?
    แล้วจะอยู่อีกกี่วัน ?
    มาเที่ยวหรือทำงาน ?
    แต่เอ๋ ถ้ามานานขนาดนี้น่าจะด้วยเรื่องงานละก๊า แม่นก่อเจ้า ?

    ถ้าคุณปั้นยังไม่รีบกลับ ไปทานข้าวกันสักมื้อนะคะ

    .
    .

    สวัสดีค่ะคุณเลขา ฯ พี่สาวหนูบาล์มคนเก่ง

    ขอบคุณที่กรุณาแวะมาส่งข่าวนะคะ งานของคุณน่าสนใจดีค่ะ แต่บริษัทของคุณคงจัดที่กรุงเทพ ฯ กระมัง เจี๊ยบอยู่จังหวัดน่านค่ะ คงจะไม่ได้ไป เพราะนอกจากอยู่ไกลแล้ว ตอนนี้ฝ่ายเภสัช ฯ ของโรงพยาบาลกำลังขาดคนอย่างหนักด้วยค่ะ ขยับตัวไปไหนลำบากเหลือเกิน

    ยังไงก็ขอให้งานนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีนะคะ
    ขอบคุณอีกครั้งค่ะ

    -จขบ.-😀

  9. สวัสดีคืนวันอาทิตย์ค่ะ

    วันนี้วันหยุดข้าพเจ้า เลยได้เข้ามาทักทายยามค่ำคืน
    เพราะกลางวันมัวพักผ่อนอยู่ค่ะ หุหุ

    ส่วนพิธีปิดโอลิมปิคนั้นข้าพเจ้านั่งดูตามลำพัง
    ปราศจากผู้ติดตามค่ะ ^__^

  10. สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z

    ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะไม่พักผ่อนอย่างหักโหมนักนะคะ
    ถึงแม้จะเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ก็ตาม .. หุ หุ

    .
    .

    ส่วนการถ่ายทอดพิธีปิดนั้นข้าพเจ้าก็นั่งดูอยู่เหมือนกันนะคะ
    ฉะนั้นถึงคุณจะไม่มีผู้ติดตามแต่ก็ไม่ได้ดูตามลำพังอย่างแน่นอนค่ะ

    ฟังธง !!

    55555555555555+

  11. 555555+
    แหม…ดีจังที่มีคุณนั่งดูอยู่ด้วย รู้สึกอบอุ่นซะไม่มีล่ะ ^^”

    วันนี้ข้าพเจ้าพักผ่อนอย่างพอเพียงค่ะ
    แต่ก็ไม่ลืมพักเผื่อท่านด้วยนะคะ หุหุ

  12. ขอบคุณมากค่ะคุณ Z ที่กรุณามีแก่ใจพักเผื่อให้

    มิน่า !!

    ถึงวันนี้จะต้องวิ่งรอกแค่ไหน
    ข้าพเจ้าถึงรู้สึกสบ๊าย สบาย อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

    55555+

  13. 5555+
    ดีค่ะ ดี ข้าพเจ้าก็เกรงว่าจะพักผ่อนไม่เพียงพอที่จะส่งไปให้ท่าน
    รู้อย่างนี้ค่อยโล่งอกหน่อย หุหุ

    ว่าแต่ท่านต้องทำงานทุกวันอีกนานไหมคะ
    ยังไงก็อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยค่ะ ^__^

  14. ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะท่านรอง ฯ

    งานที่โรงพยาบาล ข้าพเจ้าคงต้องทำทุกวันถึงเดือนตุลาคมหรืออย่างช้าก็เดือนเมษายนปีหน้าโน่นเลย จะได้หยุดก็ต่อเมื่อไปประชุม หรือ ยื่นใบลานั่นแหละค่ะ

    คงต้องรบกวนให้ท่านรอง ฯ พักเผื่อไปอีกระยะนะคะ .. หุ หุ

    .
    .

    เดี๋ยวถ้า “แกะรอยรัก” จบ ข้าพเจ้าขอหลบไปคลุมโปงก่อนนะคะ
    นอนหลับฝันดี และ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    -จขบ.-😀

  15. อืม…ระยะเวลายังอีกยาวไกลแฮะ
    ยังไงก็สู้ๆ นะคะท่าน
    หากมีเวลาก็พักบ้างนะคะ เดี๋ยวป่วยไปจะไม่มีคนทำงานแทน^^

    ว่าแต่ดูละครช่องเดียวกันเลยแฮะ
    อันที่จริงแล้วข้าพเจ้าอ่านตอนเป็นนิยายแล้วล่ะค่ะ (แต่ก็ยังดูอีก – -“)

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^__^

  16. ละครจบแล้วจ้า

    ข้าพเจ้าก็เคยอ่านหนังสือมาแล้วเหมือนกันค่ะ
    แต่ที่ยังดูอยู่เพราะชอบดูนางเอกอ่ะ คนอาไร้ทั้งสวยทั้งน่ารักจริง ๆ

    .
    .

    ขอบคุณอีกครั้ง และ ราตรีสวัสดิ์อีกครั้งนะคะ
    ฝันดีจ้า😀

  17. นิทานก่อนตื่น “สามดรุณีและปีศาจอีกตน” (ตอนที่ 13)

    .
    .

    “ควรเหลือเกินขอรับท่านเจ้าชาย ข้าน้อยทราบมาว่า ขีปนาวุธนำวิถีรุ่นใหม่ของอเมริกานั้น สามารถยิงออกจากฐานไปทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างกันออกไปประมาณ 50 ไมล์ ได้แม่นเหมือนจับวาง เนื่องจากติดระบบ “แซทแน็ป” หรือว่าระบบ “เนวิเกชั่น” ที่ช่วยบังคับและชี้เป้าโดยดาวเทียม ข้าน้อยว่า ควรเหลือเกินแล้วที่เจ้าชายจะลงทุนซื้อขีปนาวุธรุ่นนี้มาสักลูก แล้วใช้ยิงข้ามประเทศไปถล่มพวกนางมารทั้งสี่ตนที่แขวงมะละหม่อง ประเทศพม่า”

    เป็นความเห็นของผีเสื้อหนุ่มที่แจ้งขึ้นต่อเจ้าชายน้อยขณะที่มวลอัศวินทั้งสามกำลังประชุมโต๊ะกลมกันอยู่กลางป่า บรรยากาศในที่ประชุมนั้นซีเรียสและเคร่งเครียดไม่ด้อยไปกว่าการประชุมโต๊ะกลมในยุคของอัศวินอาเธ่อร์และมวลเกลอที่ประชุมกันทางตอนใต้ของเกาะบริทิช แขวงเมืองเดวอน ในครั้งกระโน้น

    “ขี่ช้างจับตั๊กแตน!” เจ้าแมวกาฟิวส์เบรกเสียงห้วน “จัดการกับพวกนางมารชั้นปลายแถวเยี่ยงนี้ ไม่สมควรเลยที่จะใช้มีดฆ่าโคไปเชือดหมู!” ดูเหมือนเขาจะเน้นคำว่าหมูเป็นพิเศษ

    เจ้าชายน้อยผู้นั่งเป็นประธานการประชุม ณ หัวโต๊ะ หันไปมองเจ้าแมวกาฟิวส์ เพื่อรอฟังไอเดียอันบรรเจิดเลิศภพจบแดนของเขาอยู่ จอมยุทธ์แมวของเราเล่า ก็กึ่งนอนกึ่งนั่งเอกเขนกพิงพนักเก้าอี้เยี่ยงผู้ทรงภูมิรู้ แม้จะดูว่าเขาเป็นแมวขี้เซา เปลือกตาปรือเหมือนคน เอ๊ย เหมือนแมวง่วงนอนทั้งวันเยี่ยงนี้ แต่ความคิดของเขานี่ซี ฟ้าหลังฝนก็ไม่แจ่มเท่า

    “นางมารมะลินั้นหรือพระองค์ แค่ซื้อยาฆ่าหญ้าโพลิดอนขวดละสิบกว่าบาทก็เอาอยู่ นางมารพิเดเลี่ยนจอมตะกละก็แค่ผสมสารหนูกับอาหารอร่อยๆ ไปล่อหล่อน ขี้คร้านจะหลงกลกินอาหารปนยาพิษตาย” อธิบายพลางยกขาขึ้นไขว้กันกระดิกอย่างสบายอารมณ์ แล้วกล่าวต่อว่า “ส่วนนางมารกบเคโรนนั้น ให้เจ้าชายไปขอความร่วมมือจากงูกินเขียดทั้งหลาย ขอพิษงูมาสักสองสามหยดมาอาบลูกศรแล้วยิงใส่นาง ขี้คร้านจะดิ้นกระแด่วๆๆ…”

    อัศวินอีกสองนามนั่งฟังเจ้ากาฟิวส์อย่างเงียบสงบ เจ้ากาฟิวส์นึกว่าเจ้าชายน้อยและผีเสื้อหนุ่มกำลังทึ่งในสุขุมความคิดของตน จึงยกขาหน้าขึ้นมาไขว้หนุนหัว โชว์จั๊กแร้ใต้วงแขนที่สุดแสนจะขาวนวลเนียน แล้วอธิบายต่อว่า “ยิ่งนางมารเจี๊ยบๆ ผู้เป็นหัวหน้านั้นน่ะพระองค์ นับว่าจัดการง่ายกว่าลูกสมุนของนางเสียอีก เจ้าชายก็รู้นี่นาว่าไก่กลัวอะไรใช่ไหม?” เจ้ากาฟิวส์ถามเจ้าชาย

    “กลัวนกเหยี่ยว?” เจ้าชายไม่ค่อยมั่นใจในคำตอบนี้สักเท่าใดนัก

    “60 เปอร์เซ็นต์พระองค์ ไก่จะกลัวแม่เหยี่ยวประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น”

    “พังพอน?”

    “70 เปอร์เซ็นต์แล้วหนนี้”

    “ตัวเงินตัวทอง?”

    “โป๊ะเช๊ะ! 100 เปอร์เซ็นต์เต็มทีเดียวเชียวพระองค์เอ๋ย ไอ้เจ้าตัวนั้นแหละ บางหนบางทีชาวบ้านจะเรียกมันว่า “เจ้าตัวกินไก่” ใช่ไหมล่ะขอรับกระผม คือว่า ไม่ว่าไก่น้อยไก่แก่ปานใดก็ตาม เจอเจ้าตัวนี้เข้าไปละก้อ เป็นได้วิ่งขนบานไปทีเดียวเชียว” เจ้าแมวกาฟิวส์ยิ้มกริ่มต่อความคิดอันชาญฉลาดของตน

    “แล้วไง?” เจ้าชายถามต่อ

    “ก้อแค่…ถ้าเจ้าชายไปขอเรียนวิชา “เกล็ดเงินเกราะทอง” จากพ่อมหาจำเริญเหล่านั้นมา ขี้คร้านจะจัดการนางมารเจี๊ยบๆ ได้ในกระบวนท่าเดียว”

    “เฮ้ยยยยย ม่ายไหวๆๆ จะลงทุนมากเกินไปหน่อยละมั้ง อีกทั้งไม่แน่ว่าหากทำตามวิธีของเจ้าแล้วจะจัดการเหล่านางมารได้จริงๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้”

    “ผมก็คิดว่าไม่ง่ายเหมือนกันขอรับเจ้าชาย” ผีเสื้อหนุ่มสนับสนุนความคิดนั้นของเจ้าชายน้อย “ฟังว่า ยิ่งมานางมารเหล่านั้นยิ่งฝึกวรยุทธ์กระทั่งเข้าขั้นสุดยอดเยี่ยงเทพยดากันแล้วทั้งนั้น แม่ผีเสื้อราตรีศรีสวาทสุดขาดใจไข่เยี่ยวม้าของเกล้ากระผมบอกว่า นางมารพิเดเลี่ยนตัวแดงแจ๋น้องเล็กนั้น นอกจากจะสำเร็จวิชาหอก เชี่ยวชาญชำนาญอาวุธชนิดนี้เยี่ยงจูล่งแล้ว หล่อนยังได้หอกโมกสักข์อันทรงอานุภาพมาเป็นอาวุธคู่กายแทนหอกหักข้างแคร่แล้วด้วย”

    “ฮ้า!” เจ้าแมวกาฟิวส์อุทานด้วยความตกใจ “จะ…เจ้า…เจ้าหมายถึงหอกโมกสักข์ของทศกัณฑ์นั่นใช่ไหม?”

    “อันเดียวกันกับที่เสียบรักแร้ของพระลักษณ์นั่นเทียว” ผีเสื้อหนุ่มตอบเจ้าแมวกาฟิวส์ “นางมารมะลิดอกเหลืองอ๋อยนั่นอีกเล่า นางก็สำเร็จวิชาดอกไม้พิษหมดแล้วด้วย หากหมอชีวกโกมารภัจจ์หมอหลวงประจำองค์ของพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เคยถวายการรักษาต่อพระพุทธองค์คราครั้งห้อพระโลหิต คือนายแพทย์ที่กล้ากล่าวว่าไม่มีต้นไม้ชนิดใดในโลกนี้ที่ไม่เป็นยา ถ้าหากรู้จักใช้สมุนไพรนั้นถูกโรคถูกกาลแล้วไซร้ นางมารมะลิก็เหมือนกันนั่นแหละพระองค์ ฟังว่าวิชามารของนางมารมะลิบรรลุถึงขั้น “ไม่มีดอกไม้ใดไม่เป็นพิษ” แล้วล่ะ”

    “ขะ…ขะ นาด…นั้นเลยหรือ!” เจ้าแมวกาฟิวส์ทำตาโตเท่าไข่ห่านอุทานออกมา “นะ…นาง ทำดอกไม้ให้เป็นพิษได้อย่างไร เพราะดอกไม้บางชนิดนั้นมีแต่ความสวยกับความหอมนี่นา ไม่น่าจะเป็นพิษภัยอะไรได้”

    เจ้าผีเสื้อยกปีกขึ้นกอดอก (เอ๋? ใช้ปีกกอดอกได้หรือเปล่าหว่าเนี่ย?) พลางอธิบายว่า “ความคิดท่านยังตื้นเขินนักท่านแมวเอ๋ย เพราะหากการรักษาโรคบางอย่างสามารถใช้พิษรักษาพิษได้ การวางเล่ห์กลของนางมารมะลิก็เช่นกัน บางหนบางทีนางก็จะใช้ความสวยงามและความหอมของมวลดอกไม้นานาพันธุ์นั่นแหละเป็นหลุมพรางล่อลวงศัตรูให้ไปติดกับดัก”

    “สุดยอด! นับว่าร้ายกาจนัก!” เจ้ากาฟิวส์อุทานอีกครั้ง

    “แล้วนางมารตนอื่นๆ ล่ะ สำเร็จวิชาอันใดบ้าง?” เจ้าชายน้อยถามผีเสื้อหนุ่ม

    “พระองค์รู้จักปรมาจารย์เตียซำฮงแห่งบู้ตึ้งหรือไม่ขอรับ?”

    “รู้สิ เราเคยดูดาบมังกรหยก ภาคที่เตียบ่อกี้เป็นพระเอกมาเหมือนกัน”

    “เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะพระองค์ คือว่า ตอนนี้นางมารกบเคโรนตัวเขียวอี๋ได้สำเร็จวิชา “เคลื่อนย้ายจักรวาล” ของอาจารย์ปู่เตียซำฮงแล้ว นางสามารถแลบลิ้นขึ้นไปเคลื่อนย้ายดวงดาวในจักรวาลได้อย่างง่ายดายดุจเด็กๆ แลบลิ้นลงไปดูดเอาเม็ดช็อกโกแลตหรือขนมไข่ขี้เกี้ยมขึ้นมาจากจานนั่นเทียว”

    “อื้อฮือ!” เจ้ากาฟิวส์ดูเหมือนจะเป็นใบ้ไปแล้วในตอนนี้ ได้แต่ครางเอาๆๆ

    “แล้วหัวหน้าของพวกนางมารล่ะ สำเร็จวิชาอันใดบ้าง?”

    “หนัก! หากคิดจะจัดการนางมารผู้นี้นับว่าหนักเอาการแน่พระองค์ เพราะนางสำเร็จวิชาซัดเข็มขนพิษแล้ว นางสามารถสะบัดขนพิษได้ทั่วตัวและสามารถควบคุมเข็มขนเหล่านั้นได้เหมือนกันกับ “บูรพาไม่พ่าย – ตงฟางปุ๊กป้าย” เชียวล่ะพระองค์ ลมปราณที่นางใช้ควบคุมเข็มขนนั่นเล่า ก็เป็นเคล็ดวิชา “มหาเวทย์ดูดดาว” ของประมุขยิ่มอั้วฮั้ง แห่งผาไม้ดำเลยทีเดียว”

    “โฮ้! อู้วว์ว์ว์ เย่ห์ห์ห์ มายด์บุดด้าห์ห์ห์” เจ้ากาฟิวส์ยิ่งอุทานหนักกว่าเดิม

    เจ้าชายน้อยได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ด้วยรู้ซึ้งถึงกระบวนท่าอันร้ายกาจของศัตรูเหล่านั้นแล้ว ก็ในเมื่อรู้ทั้งเขาและเห็นทั้งเราเอาปานนี้ มีหรือที่พระองค์จะแพ้หมู่มารอีก

    โนว์ๆๆๆ โนว์เวย์ – ไม่มีทาง!

    โปรดติดตามๆๆ

  18. อ่าน “นิทานก่อนตื่น” แล้วใจเต้นไม่เป็นส่ำเลยค่ะ
    ทำไมเหล่านางมารถึงได้สวยประหารปานนี้ก็ไม่ทราบนะคะ

    สงสารแต่แม่ปลาบู่ เอ้ย สงสารเจ้าชายน้อยแอนด์เดอะแก๊งค์จังเนาะ
    หุ หุ

    .
    .

    สวัสดีค่ะคุณเล็ก

    ท่ามกลางข่าวสารร้อนร้าย ยุ่งเหยิง แล วุ่นวาย
    หามุมที่ทำให้เราอมยิ้มได้ โลกนี้จักอยู่สบายขึ้นเยอะเนาะ

    สุขสันต์วันจันทร์ค่ะ
    -จขบ.-😀

  19. สวัสดีสายๆ วันจันทร์ค่ะ

    ดีจังที่ท่านประธานก็อ่านนิยายเหมือนกัน ^__^

    อ้ากกก….เจ้าชายน้อยรู้ได้ไงว่าเราสำเร็จวิชาเคลื่อนย้ายจักรวาล
    เห็นทีต้องไปหากระบี่อิงฟ้า และฝึกวิชากระบี่ไท้เก็กเพิ่มซะแล้ว

    ไปล่ะ คุ คุ คุ

  20. ต๊าย มาหาว่าอิชั้น เห็นของอร่อยไม่ด้าย เป็นขว้าหมับๆ
    (ขอเป็นข้าวเกรียบตราเอสพีได้มั้ย เค้าอยากกินง่ะ)

    หึๆ เจ้าชายน้อย(นิด) เอ๋ย จุ๊ยส์ๆ ถึงเวลาตายของเจ้าแล้ว ว่ะฮ่าๆ

  21. ท่านประธานขอรับ

    หุหุหุ อย่าเลย อย่าได้ห่วงเจ้าชายน้อยแอนด์เดอะแก๊งค์เลยขอรับ ห่วงตัวเองเถอะน่า – บอกไม่เชื่อ!

    .
    .

    ท่านรองแซดฯ

    เอาเถอะน่า! ต่อให้สำเร็จวิชากระบี่ไท้เก็กมาก็เถอะ รับรองสู้กระบวนท่าของเจ้าชายน้อยไม่ได้หรอก

    กระซิบๆๆ รู้ป่าวว่าตอนนี้เจ้าชายของเราได้ซุ่มฝึกสุดยอดวิชาอย่างหนึ่งจนสำเร็จแล้วด้วย

    คอยดูๆๆๆ เดี๋ยวได้เห็นดีแน่

    .
    .

    ท่านกรรมการหมิวหม่อง

    ก็ไหนล่ะนั่น มีอะไรบ้างงั้นหรือ

    โอ้โฮ! ไหนจะริบอาย ไหนจะอิซูมิ ไหนจะหมูสไลด์ ไหนจะหอย ฯลฯ มากมายหลายกระบุงเข่งเอาปานนี้ แล้งยังจะบอกว่าตะเองเป็นคนกินเหนียม กินเขียม อีกหรือ? หือ?

  22. ทันตานุภาพ 2………………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    เงินประมาณ 300 ปอนด์จะจัดงานศพได้หรือ?

    บางท่านอาจคิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าแลกเป็นเงินไทยจะได้ประมาณ 2 หมื่นบาท เงินจำนวนนี้หากเป็นเมื่อ 30 ปีก่อน นับว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมากทีเดียว

    ทิพย์ไม่ต้องการเงินมาจัดงานศพให้แม่มากขนาดนั้นหรอก เธอต้องการเงินจำนวนหนึ่งเท่านั้น ครั้นจะทำงานหาเงินอยู่ในจังหวัดสระแก้วบ้านเกิด ก็ไม่รู้เมื่อใดถึงจะเก็บเงินตามจำนวนที่ต้องการได้ เธอนึกถึงพี่สาวที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จึงคิดว่าถ้าเดินทางไปหาพี่สาวและขอทำงานด้วยคงจะเป็นหนทางที่ดีกว่า

    เธอแปรความคิดเป็นการกระทำทันที

    เก็บเสื้อผ้าที่มีเพียงไม่กี่ชุดใส่กระเป๋า และรวบรวมเงินทั้งหมดเท่าที่มีแล้ว เธอก็เดินทางออกจากบ้านทันที จุดหมายอยู่ที่การตามหาพี่สาวที่อยู่ในกรุงเทพฯ เธอรู้คร่าวๆ แค่ว่าพี่อยู่เขตพัฒนาการ แต่ไม่ทราบที่อยู่ที่แน่นอน

    รถทัวร์ธรรมดานำเธอมาถึงสถานีขนส่งหมอชิต ฟ้ายังไม่แจ้งดี เธอจึงนั่งรออยู่ในที่พักผู้โดยสาร ระหว่างนั้นเธอเดินไปสอบถามผู้คนแถวนั้น ว่าจะเดินทางไปเขตพัฒนาการได้อย่างไร ต้องขึ้นรถเมล์สายไหนบ้าง เมื่อได้รับคำตอบ เธอจดหมายเลขรถเมล์ที่ต้องขึ้นเป็นทอดๆ ไป กันลืมเอาไว้ด้วย

    รถราต้องเติมน้ำมัน คนมีเนื้อหนังมังสาเช่นเธอก็ต้องกินข้าว จึงซื้อข้าวเหนียวถุงหนึ่งกับไก่ย่างอีกไม้หนึ่งกินรองท้อง เธออยากจะกินมากกว่านั้นให้สมกับความหิวที่หิ้วท้องมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น แต่ความกลัว – กลัวว่าจะหาพี่สาวไม่พบง่ายๆ เตือนเธอให้ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นมากที่สุดเท่านั้น

    ขณะนั่งรถเมล์เดินทางไปนั้น เธอจ้องเขม็งกลัวแต่จะเลยป้ายที่ต้องลง

    ลง?

    ใช่ – ลงรถเมล์ให้ตรงป้ายเพื่อต่อรถคันใหม่ ซึ่งเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะลงที่ป้ายไหน ต้องข้ามสะพานลอย หรือไปรอขึ้นรถเมล์ที่ถนนฝั่งใด ถึงจะเดินทางต่อไปถึงเขตพัฒนาการได้

    เธอมีปาก

    เธอมีสิทธิ์ถามทางได้

    ผู้ถูกถามก็มีสิทธิ์ที่จะตอบหรือไม่ตอบได้เหมือนกัน เหตุนั้น บ่อยครั้งที่ผู้มายืนรอรถเมล์แล้วถูกเธอถามทาง จะใช้สายตาแฝงแววดูแคลน แลดูตั้งแต่ปลายผมที่ยุ่งเหยิงจรดปลายเท้าที่มอมแมมคู่นั้น ส่งกระแสคลื่นแห่งความเย็นชามากับสายตาเป็นคำตอบ

    กระนั้น ใช่ว่าในสังคมเมืองจะกันดารซึ่งน้ำใจเสมอไป มีหลายครั้งที่หลายคนให้ทั้งคำแนะนำต่อการเดินทาง ทั้งพูดปลอบให้กำลังใจ แสดงความสงสารต่อชะตาชีวิตของเธอด้วยความจริงใจ ขณะฟังเธอเล่าเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาให้ฟังระหว่างที่นั่งรอรถเมล์อยู่ด้วยกัน ก่อนจะขึ้นรถเมล์แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคนที่จะต้องดำเนินต่อไป

    ล้มเหลว – ผลลัพธ์ของการเดินทางตามหาพี่สาวของเธอในวันแรกคือความล้มเหลว ที่จริง เธอเดินทางไปยังไม่ถึงเขตพัฒนาการด้วยซ้ำ ความที่ไม่รู้จะลงรถเมล์ที่ตรงไหน และไม่รู้จักเส้นทางเลย ไม่ว่าเธอจะแลไปตรงไหน แยกใด ก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด ทำให้เธอเสียเวลานั่งรถเมล์ย้อนกลับมาที่เดิมหลายครั้ง เธอยังคงพยายามหารถเมล์เดินทางต่อไปเพื่อไปให้ถึงเขตพัฒนาการให้ได้ แม้เวลาจะค่ำมืดแล้วก็ตาม

    หากเป็นคนย่อมต้องพักผ่อนหลับนอน รถเมล์ก็มีเวลาที่ต้องเข้าอู่จอด

    ตอนที่กระเป๋ารถเมล์เดินเข้ามาบอกเธอว่า “รถจะเข้าอู่แล้ว ไม่วิ่งต่ออีกแล้ว” เธอรู้สึกใจหายวาบ เกิดความสับสนไปหมด ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จะเดินเท้าต่อไปเลยดีไหม แล้วควรเดินจะไปทางไหน กระเป๋ารถเมล์เห็นสีหน้าซีดสลด ทั้งส่อแววร้อนรุ่มสับสนของเธอ จึงซักถามว่าเธอจะเดินทางไปที่ไหน เมื่อทราบความ จึงพูดขึ้นว่า

    “โอ๊ย น้องเอ้ย เลยป้ายที่น้องจะลงมาตั้งแต่ชาติที่แล้วแล้ว ต้องนั่งรถย้อนกลับไปอีกไกล” เขาถามต่อว่า “แล้วนี่จะทำยังไงล่ะคืนนี้ จะค้างที่ไหน แล้วทำไมไม่ขึ้นแท็กซี่ไปเลย”

    “หนูไม่รู้ว่าพี่อยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าอยู่พัฒนาการ” เธอตอบเสียงอ่อยด้วยความเสียใจเมื่อรู้ว่ารถเมล์จะหยุดวิ่งแล้ว

    “อ้าว! เวรแล้วไหมล่ะ!” หนุ่มกระเป๋าเมล์นิ่งไปครู่ แล้วว่า “ถ้าไม่มีที่ไปละก้อ นั่งหลับอยู่กับพี่ยามที่เฝ้าอู่รถนี่ก็ได้ เช้ามาค่อยไปต่อ”

    คืนนั้นเธอจึงนั่งอยู่ที่อู่รถเมล์นั้น เพื่อรอรถเมล์คันแรกที่จะวิ่งออกจากอู่ในวันรุ่งขึ้น ยังดีที่ยามเฝ้าอู่รถนั้นเป็นคนที่มาจากภาคเดียวกัน แม้จะต่างสำเนียงกันบ้าง แต่ก็พูดคุยกันได้ด้วยภาษาที่มาจากรากศัพท์คล้ายกัน ทำให้เธอค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย กระนั้น ความต่างถิ่นต่างที่ ทำให้เธอกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลง นั่งเบิ่งตาแบกความง่วงและอ่อนล้าอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

    เช้ามืดวันถัดมา เมื่อรถเมล์คันแรกวิ่งออกจากอู่ เธอคือผู้โดยสารคนแรกของรถเมล์สายนั้น

    ขณะนั่งรถเมล์ไป คราใดที่รถวิ่งผ่านร้านขายอาหารยามเช้า เมื่อกลิ่นอาหารโชยเข้าจมูก ท้องของเธอจะร้องครวญครางทุกครั้งไป ราวกับจะอุทธรณ์ของานทำ ให้มันได้ทำหน้าที่บดย่อยอาหารบ้าง เธอสัญญากับมัน – บอกกับตัวเองว่า เมื่อลงรถได้ตรงป้ายแล้ว จะซื้ออะไรกินรองท้องบ้างแน่นอน

    เธอนั่งอยู่เบาะด้านหน้าใกล้กับคนขับรถ ทุกครั้งที่เขาหันกลับมามองหล่อน หรือทุกคราวที่กระเป๋ารถเมล์เดินผ่านมา เธอจะช้อนสายตาขึ้นไปถามทุกครั้งไป ว่าจวนจะถึงป้ายที่เธอต้องลงแล้วหรือยัง

    “เอาน่า ไม่ต้องกลัวหรอกน้อง ถึงแล้วเดี๋ยวพี่จะบอกให้ลงแน่นอน” ทั้งคนขับและกระเป๋ารถฯ จะบอกให้เธอสบายใจแบบนี้อยู่เสมอ

    และแล้วก็มาถึงป้ายที่เธอต้องลง

    ลงรถเมล์แล้วเธอจึงซื้อขนมปังมากิน น้ำไม่ต้องซื้อ เพราะกระติกน้ำที่เธอสะพายมาด้วย ยัยเต็มด้วยน้ำที่ขอเติมมาจากพี่ยามที่อู่รถเมล์เมื่อคืน

    อีกไม่นาน รถเมล์เบอร์ที่เธอรอจะขึ้นก็วิ่งเข้ามาเทียบป้าย เธอก้าวขึ้นไปด้วยความดีใจ เมื่อรู้ว่ารถเมล์คันนี้ กำลังมุ่งหน้าไปเขตพัฒนาการแล้ว แม้การตามหาพี่สาวจะยังต้องดำเนินต่อไป แต่ขอบข่ายการตามหาก็นับว่าแคบลงมาก ในความรู้สึกขณะนั้น จึงราวกับว่าการก้าวลงจากรถเมล์ในครั้งต่อไป จะได้พบหน้าพี่สาวมายืนยิ้มรอรับอยู่ก็ปานกัน

    นั่งรถมาอีกครู่ใหญ่ กระเป๋ารถเมล์ก็เดินมาหาเธอ พูดขึ้นตามคำที่เธอเคยขอร้องให้เขาบอกป้ายรถเมล์ให้ว่า “ป้ายหน้านี่ก็ถึงแล้ว แถวนี้แหละเขตพัฒนาการ”

    เธอลงมายืนหันซ้ายหันขวา ลังเลว่าจะเริ่มเดินตามหาพี่สาวไปทางทิศใดดี ขณะลังเลอยู่นั้น เหมือนมีอะไรมาดลใจให้กลับหลังหัน แล้วก้าวเท้าเดินไปทางทิศนั้น เดินต่อไปอีกนานนับชั่วโมง เธอมองเห็นเขตก่อสร้างอยู่ไกลตาลิบๆ นึกขึ้นได้ว่า ปกติคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุง มักจะมาทำงานก่อสร้างกันทั้งนั้น ไม่แน่ว่าหากไปถามหาเบาะแสของพี่สาวที่นั่น อาจจะรู้อะไรบ้างก็ได้ ใจคิดดังนั้นขณะที่เท้าก้าวเดินไป

    เดินไปจวนจะถึงเขตก่อสร้างอยู่แล้ว เผอิญมีลุงคนหนึ่ง แบกไม้ไผ่เดินมา ดูลักษณะแล้วแกคงจะเป็นคนงานก่อสร้างอยู่ที่นั่นแน่นอน เธอจึงเดินเข้าไปหา ยกมือไหว้แล้วถามว่า

    “ลุงคะ มีคนมาจากจังหวัดสระแก้ว มาทำงานก่อสร้างที่นี่บ้างไหม?”

    ชายวัยกลางคนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วว่า “ไม่มีนานังหนู คนมาจากสระแก้วไม่มี” พูดเสร็จก็เดินต่อไป เธอหยุดยืนอยู่ที่เดิม ครุ่นคิดว่าจะเดินไปตามหาพี่สาวทางไหนต่อ

    ลุงผู้นั้นเดินไปได้หน่อยหนึ่งก็หยุด หันกลับมาพูดว่า “เออ นังหนู คนงานจากสระแก้วน่ะ ไม่มีหรอก แต่มีแม่ค้าขายกับข้าวคนหนึ่ง เห็นบอกว่ามาจากสระแก้ว เอ็งจะไปถามมันดูหน่อยไหมล่ะ?”

    ประโยคคำพูดนั้น เหมือนเป็นประกายไฟในคืนมืดสนิท แม้จะน้อยนิดทว่าเจิดจ้า ส่องประกายความหวังให้เธออย่างโชติช่วง เธอจึงเดินตามลุงผู้นั้นไป

    เดินไปกระทั่งถึงเขตก่อสร้าง ห่างออกไปไม่ไกลมีเพิงมุงหญ้าคาเล็กๆ อยู่ เมื่อวางไม้ไผ่ลงจากบ่าแล้ว ลุงจึงว่า “มา นังหนูมา ตามลุงมานี่” แกเดินนำหน้าตรงไปที่เพิงหญ้าคานั้น

    ครั้นไปถึง ในเพิงนั้นมีเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ด้านหลังเพิงมีสตรีนางหนึ่งกำลังล้างจานอยู่ ลุงจึงร้องเรียกขึ้นว่า “นาง นางเอ้ย”

    “อะไรลุง?” สตรีนั้นตอบกลับมา แค่รู้ว่าเป็นคนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน ทิพย์ก็รู้สึกคุ้นเคยกับสำเนียงของเจ้าของน้ำเสียงนั้นอย่างบอกไม่ถูก

    “มานี่หน่อยสิ มีคนเขาจะถามอะไรเอ็งหน่อย” สิ้นเสียงลุง สตรีนางนั้นก็เดินออกมา เมื่อพ้นจากตู้เก็บของมาแล้ว ลุงจึงพูดต่อไปว่า “นังหนูนี่เป็นคนสระแก้วเหมือนเอ็ง เห็นบอกว่าจะมาตามหาญาติ ข้าจึงพามาหาเอ็ง เผื่อจะได้เรื่อง…..” ขณะที่ลุงยืนพูดอยู่นั้น เธอก็เดินออกหน้าไป ตรงไปหาสตรีผู้นั้น เข้าสวมกอดกันโดยไม่พูดอะไรสักคำ

    “อ้าว อะไรกันวะนี่” ลุงยกมือขึ้นเกาหัวงงๆ

    “น้องสาวฉันเองแหละลุง” ผู้เป็นพี่สาวพูดน้ำเสียงสะอื้นด้วยความดีใจ เธอเองก็ไม่คิดว่าจะได้พบกับน้องร่วมสายโลหิตแบบบังเอิญเช่นนี้

    ทิพย์นั้น รู้สึกราวกับว่าความสะดุ้งหวาดกลัวต่างๆ นานา ที่เธอเดินทางฝ่าฟันมานั้น ได้พังทะลายลงแล้ว ตั้งแต่วินาทีแรกที่พบหน้าพี่สาว

    เธอหันไปขอบคุณลุงผู้นั้นด้วยใบหน้าเปี่ยมน้ำตา ที่นำเธอมาพบพี่

    “เออๆ ช่างเถอะ เจอกันก็ดีแล้ว ข้าก็ดีใจด้วย” พูดเสร็จลุงก็เดินจากไป ปล่อยให้พี่น้องทั้งสองพูดคุยถามความเป็นมากันตามลำพัง

    หลังจากคุยกัน ผู้เป็นพี่ถึงกับน้ำตาร่วงเป็นคำรบสองเมื่อทราบว่า มารดาที่ป่วยกระเสาะกระแสะมานานปีนั้นได้ตายจากไปแล้ว รู้สึกสลดรันทดสุดประมาณ ที่ไม่ได้ดูแลแม่บังเกิดเกล้าบ้างเลย

    ทิพย์เองก็ได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของพี่สาว ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่ไม่ได้ดีเหมือนที่เธอคิดเอาไว้ พี่ได้หย่ากับสามีแล้ว ต้องรับภาระเลี้ยงดูลูกน้อยตามลำพัง ต่อสู้ดิ้นรนด้วยการเป็นแม่ค้าขายกับข้าวให้คนงานก่อสร้างแถวนี้ พอมีรายได้เลี้ยงปากท้องของตนเองและหลาน อีกทั้งสุขภาพของพี่ก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ทิพย์รู้แต่ว่าพี่ไม่สบาย แต่ไม่ทราบว่าที่ไม่สบายนั้น ป่วยเป็นโรคอะไร

    เมื่อพี่สาวรู้ความประสงค์ของทิพย์ว่า ที่เธอดั้นด้นมาหานี้ เพราะอยากจะหางานทำ เก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งเพื่อนำกลับไปทำศพแม่ จึงลงทุนซื้อหม้อต้มก๋วยเตี๋ยวและอุปกรณ์ต่างๆ ให้เธอ แล้วว่าจ้างคนงานมาต่อรถเข็นสำหรับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเคลื่อนที่ให้ทิพย์ได้ทำมาหาเงิน

    ในเดือนแรก อาชีพแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวของทิพย์ทำท่าจะไปไม่รอด ทั้งปัจจัยภายในคือฝีมือยังไม่ดี และปัจจัยภายนอกคือยังหาแหล่งทำเลที่จะค้าขายได้ไม่ดี

    แต่โชคไม่เคยทอดทิ้งผู้มีความพยายาม

    ในเดือนต่อๆ มา เสียงเคาะเกราะของแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวรายนี้ เริ่มดังดีและไพเราะมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับอัธยาศัยไมตรีที่คอยส่งยิ้มแจกเป็นของแถม จึงทำให้มีลูกค้าขาประจำคอยอุดหนุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งเธอได้พบแหล่งลูกค้าชั้นดี คือกลุ่มคนงานในเขตโรงงานแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเธอไม่เคยผิดหวังทุกครั้งที่เข็นรถขายก๋วยเตี๋ยวเข้าไป

    เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ทำมาค้าได้ เธอหยอดกระปุกเก็บไว้เป็นอย่างดี

    หากเพชรดีจำต้องฝน คนจะแกร่งก็ด้วยอุปสรรค

    ทิพย์มุมานะขายก๋วยเตี๋ยวทุกวันไม่ได้ขาด ไม่มีวันหยุด ลูกค้าผู้หลงไหลในรสน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของเธอนั้น จะได้ยินเสียงเกราะฝ่าเปลวแดดที่ร้อนระอุ ลุยแม้สายฝนที่โหมกระหน่ำมาตามเวลานัดหมายทุกวันไม่ได้ขาด

    ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่โถมทำงานอย่างหนัก ในปีถัดมา เธอก็มีเงินเก็บมากพอที่จะกลับไปประกอบพิธีกรรม ทำศพให้แม่ได้แล้ว

    การกลับไปเยือนบ้านเกิดที่จังหวัดสระแก้วในครั้งนี้ ไม่เพียงกลับไปในฐานะลูกที่ดี ที่พึงกระทำต่อแม่เมื่อท่านละโลกนี้ไปแล้วเท่านั้น ยังเหมือนกับเป็นการกลับไปลบคำสบประมาททั้งจากญาติพี่น้องกันเอง และจากคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน ว่าเธอคงไม่มีปัญญาหาเงินมาทำศพแม่ได้

    และเหมือนกับเป็นการกลับไปทำตามคำมั่นสัญญาที่เธอเคยให้ไว้กับแม่ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ว่า “ไม่ว่าจะรวยหรือจนแค่ไหน ลำบากเพียงใด ลูกจะไม่ลืมแม่ ไม่ทอดทิ้งแม่เป็นอันขาด”

    เสร็จงานศพแม่ เธอก็บ่ายหน้ากลับเข้าไปทำงานต่อในกรุงเทพฯ

    ดูเหมือนเทพีแห่งโชคชะตาจะชี้นำเธอ ให้เดินไปสู่ทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองแล้ว แต่บัดเดี๋ยวใจเพียงไม่นานที่เธอกลับมาหาพี่สาว ซาตานผู้ชั่วร้ายก็พุ่งหอกเข้าแทงกลางใจเธออีกครั้ง

    “พี่สาวคุณเป็นมะเร็งมดลูก คิดว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เสียใจด้วยนะครับ”

    ทิพย์อยากจะคิดว่านี่เป็นเพียงตลกฝืดที่หมอบอกกับเธอ หลังจากที่เธอได้นำร่างที่นอนหมดสติของพี่สาวไปส่งโรงพยาบาล แต่ความจริงของชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้น ไม่นานต่อมาพี่สาวก็จากเธอไป เหลือหลานเอาไว้ให้เธอดูแลคนหนึ่ง

    แต่ไหนแต่ไรมา ทุกคราที่เธอเหนื่อล้าและท้อแท้ ก็จะมีพี่สาวคอยรับฟังคำระบาย คอยให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางแก้ปัญหาต่างๆ ให้เธอ

    มาบัดนี้ พี่ – ซึ่งเปรียบเสมือนลมใต้ปีกที่คอยค้ำชูให้เธอเหินบินได้จากไปแล้ว การโบกโบยต่อไปในท้องนภาแห่งปัญหาและอุปสรรค จำต้องอาศัยกำลังจากสองปีก สองแขน สองขา ของเธอเพียงผู้เดียว ซ้ำยังต้องรับภาระคอยประคองเลี้ยงดู ค้ำชูหลานไปด้วยอีกคน

    หากคิดว่านี่คือปัญหา เธอก็น่าจะท้อ

    คิดว่าเธอก็คงท้อ หากแต่เธอไม่ถอย

    บางท่านอาจจะเปรียบเทียบชีวิตเหมือนเวทีของนักต่อสู้ ไม่ใช่เวทีของนักเต้นรำ ซึ่งหากว่าใครก็ตามได้ขึ้นมาสู่เวทีนี้แล้ว ไม่มากก็น้อย ต้องบาดเจ็บเหมือนๆ กัน

    ทิพย์ไม่คิดเปรียบเทียบชีวิตให้เป็นเหมือนอะไรทั้งนั้น เพราะตั้งแต่เติบโตมา พอจำความได้ เธอก็พบว่าชีวิตของตนจะอยู่รอดได้ก็ด้วยการฟันฝ่าอุปสรรค ต้องต่อสู้กับปัญหา ต้องทำงานหนักมาตลอดอยู่แล้ว

    หากความเคยชินคือพรอันประเสริฐที่ธรรมชาติประทานให้มนุษย์ไซร้ ตั้งแต่ความเสียใจครั้งใหญ่ที่สูญเสียแม่ไป เธอก็ทำใจยอมรับได้กับการสูญเสียทุกรูปแบบที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตอยู่แล้ว

    ทว่า ถ้าสิ่งที่มนุษย์รักมากที่สุดคือชีวิตของตัวเองแล้วละก้อ การเสียชีวิตจึงน่าจะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

    ครานั้น ทิพย์ได้เดินเข้าไปหาความตายโดยที่เธอไม่รู้ตัว

    ด้วยเหตุผลอะไรกันนะ ที่ทำให้ชายคนนั้นคิดจะฆ่าเธอ?

  23. ท่านประธานขอรับ หากจะจัดทันตานุภาพ 2 ขึ้นกระเช้าของฝากล่ะก้อ ช่วยทำลิ้งค์ภาค 1 เอาไว้ให้ด้วยนะครับ (เผื่อผมจะกลับไปอ่านซ้ำอีกครั้งน่ะ)

  24. สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z ท่านกรรมการ ฯ หม่อง และ ท่านเลขา ฯ ป๋าสอ ที่เคารพ

    .
    .

    วันนี้การงานยุ่ง ๆ การเมืองก็วุ่น ๆ คุกรุ่นกันไปหมด
    ขอให้ครองสติกันอยู่ทุกผู้ทุกคนนะคะ

    -จขบ.-😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s