เมื่อมารดำเข้าวัด (๒)

คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม ? แล้วเรื่องโชคชะตา ? เรื่องเวรกรรม ?

ประโยคคำถามเหล่านี้ฉันเคยถูกถามมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งคนถามจะได้รับคำตอบไปไม่เหมือนกันสักครั้ง และการเข้าวัดครั้งล่าสุดฉันได้พบกับคำถามนี้อีกหนจากคนแปลกหน้าที่มีอะไรสักอย่างพาให้เรามาพบ มาเจอหน้ากันตลอด 7 วันที่วัดอัมพวันแห่งนี้

ครั้งนี้ ไม่มีคำตอบใดหลุดออกไปจากปากฉัน

อาจเพราะคติกรรมฐานของหลวงพ่อที่สอนไว้ว่า “กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ทำความเพียรให้มาก” ค้ำคออยู่ประการหนึ่ง และ เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไรด้วยอีกหนึ่งประการ (ฮา)

แต่หลายปีที่ผ่านมา ในใจลึก ๆ เชื่อในคำว่า “กรรมลิขิต” เพราะชีวิตได้พบเจอ และพลัดพรากจากคนมาไม่น้อย บางคนทำเวรทำกรรมร่วมกันนานหน่อย แต่บางคนกลับมีช่วงเวลาอยู่ร่วมกันน้อยอย่างน่าใจหาย และบางคนเสียดายที่บทสรุปสุดท้ายไม่น่าจดจำ เมื่อมีโอกาสมานั่งพิจารณาตัวเองโดยละเอียดแล้ว พบว่าคน ๆ หนึ่งจะโคจรเข้ามาในชีวิตเราได้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อีกทั้งการที่คน ๆ หนึ่งจะผ่านออกไปจากวงจรชีวิตของเราด้วยดีหรือไม่นั้นกึ่งหนึ่งเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเอง

ในวันที่เดินออกจากวัด เรื่องในวัดไม่เล่า กลับเล่าวันออกแล้วซะงั้น ฉันออกมาพร้อมกับ “พี่ต้อง” พี่สาวใจดีคนหนึ่ง ตลอด 7 วันในวัดเราต่างเป็นผู้ให้และผู้รับน้ำใจแห่งมิตรภาพไปพร้อม ๆ กัน หลังจากนั้นฉันและเธอก็จากกันด้วยดี ด้วยมิตรภาพที่ไม่ต้องการการหล่อเลี้ยงให้เติบโตขึ้นแต่อย่างใด

ฉันปลีกตัวจากพี่ต้องมาพบกับ “เจี๊ยบจัง” เพื่อนสาวที่คุยกันทางอินเตอร์เนตมานานปี นี่เป็นการนัดพบกันเป็นครั้งแรก เธอสวย และ น่ารักกว่าที่ฉันวาดภาพไว้เสียอีกนะคะ แต่เราคุยกันน้อยมากทั้ง ๆ ที่น่าจะฝอยกันไม่หยุด อาจเพราะฉันนิ่งขึ้นก็เพิ่งออกจากวัดนี่นา หรืออาจเป็นเพราะว่าเธอกำลังมีความรักก็เป็นได้เลยใจลอยไปหน่อย วันนั้นเธออยากได้หนังสือท่องเที่ยวเราจึงพากันไปเดินที่ร้านหนังสือ ระหว่างที่ดูหนังสือกันไปเธอก็ได้ออกปากบ่นว่าที่นี่มีหนังสือไม่หลากหลายเหมือนที่ที่เธอจากมา (ประเทศญี่ปุ่น) ฉันรับฟังแล้วได้แต่พูดว่า “หรือคะ ?” หรือไม่ก็รับคำว่า “อืม .. ค่ะ”

ก่อนออกจากร้านหนังสือฉันสะดุดตากับหน้าปกสีดำสนิทของหนังสือเล่มหนึ่ง หยิบออกมาพลิกดูข้างใน รูปสวย เนื้อเรื่องก็น่าสนใจดี กำลังจะไปชำระเงินที่เคาท์เตอร์ เธอก็ออกปากทักอย่างหวังดีว่า “เล่มนี้มันเยินไปนะ ลองให้เค้าหาเล่มที่ดีกว่านี้ก่อนไหม ?” แต่ปรากฏว่ามีอยู่ 2 เล่มเท่าที่เห็นบนชั้น ที่สุดเธอก็ยังไม่ยอมให้ฉันซื้อหนังสือเล่มนั้นกลับบ้านไป แม้จะอธิบายแล้วว่า “เยินก็ไม่เป็นไร หนังสืออย่างนี้ที่บ้านนอกเค้าไม่มีขายนะ ไม่มีขายจริง จริ๊งงง” (ฮา) แล้วก็ตาม เธอว่าจะหาเล่มใหม่ที่สภาพดีกว่าเล่มนี้ส่งไปให้ทีหลัง

ไม่ใช่ฉันไม่อยากอ่านหนังสือเล่มนั้น และไม่ใช่เพราะฉันอยากให้เธอซื้อส่งมาให้ แต่ที่ฉันยินยอมเอาหนังสือในมือไปเก็บไว้บนชั้น เพราะไม่อยากให้การพบและจากกันวันนั้นมีรอยขีด ขุ่นใจเธอ

ฉันแยกจากเธอที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ด้วยความรู้สึกดี ดีใจที่ได้พบกันวันนี้ และดีใจอย่างแท้จริงที่เห็นเธอดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข แม้รู้สึกว่าต่อไปฉันและเธอคงไม่ได้พบปะพูดคุยกันบ่อยครั้งนัก แต่หวังอยู่ลึก ๆ ว่าจะได้พบกันใหม่อีกครั้ง

แล้วคุณล่ะ !

เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม ? แล้วเรื่องโชตชะตา ? เรื่องเวรกรรม ?

74 comments

  1. อืม…จะว่าเชื่อก็เชื่อนะคะ

    เคยดูละครเรื่อง “รักนี้หัวใจเราจอง” ไหมคะ
    มีบทสนทนาหนึ่งพูดว่า

    “การพบกันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต การจากกันเป็นเรื่องของโชคชะตา”

    แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ข้าพเจ้าว่าก็น่าจะมีส่วนอยู่บ้าง

    “คนมีอีกเป็นล้านคน ช่างไร้เหตุผลจริงๆ ที่เราเจอกัน” ^__^

  2. ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะคุณ Z

    .

    ขอให้พักผ่อนอย่างมีความสุขนะคะ
    ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ😀

    -มารดำ.-

  3. คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม? พรหมลิขิตคืออ่ะหยั๋งล่ะ? ถ้าหากหมายถึง “รักแรกพบ, ปิ๊งๆ กันตั้งแต่วันแรกเจอ, พูดคุยถูกคอ, ถูกอกถูกใจจนเป็นเหตุให้อยากถูกกาย” (ที่ไม่ใช่ถูกตบ) แล้วล่ะก้อ เกล้ากระผมก็แอบเชื่อในเรื่องนี้อยู่เหมือนกันแหละพระคุณคนบ้าเอ๋ย อ๊ะหยั๋งที่ย่ะหื้ออ้ายเจื้อ? คือว่า…เอ่อ…ก่อนอื่นขอถามคนบ้าแถวนี้สักหน่อยว่า…รู้จักพี่ป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์ กันบ่? หากรู้จักล่ะก้อ ผมก็คล้ายกับพี่ป้างนั่นแหละ คือ เป็นชายหนุ่มที่มากล้นด้วยอารมณ์โรแมนติก หากแต่ “หัวโบราณ” (ที่ไม่ใช่หัวล้านแต่อย่างใด) ไม่น้อยเลยทีเดียว ความเป็นคนหัวโบราณของผม ทำให้ผมชอบอ่าน(ชอบฟัง)อะไรที่โบราณๆ ด้วย ในตำราโบราณเหล่านั้น มีเรื่องบุพเพสันนิวาส คือการตามรัก ตามล้างกัน ของคู่รักคู่หนึ่ง ซึ่งผมอ่าน(ฟัง)แล้วให้ซาบซึ้งตรึงใจสุดประมาณ จึงพิมพ์เรื่องนี้มาเป็นคำตอบ ต่อคำถามของท่านประธาน เกี่ยวกับประเด็นเรื่องพรหมลิขิต หรือ บุพเพสันนิวาส นี้เลยแล้วกันนะขอรับ เรื่องของเรื่องคือ… วันหนึ่ง… สตรีนางหนึ่ง… เดินเข้าไปหาเอกบุรุษผู้หนึ่ง… แล้วกล่าวว่า… “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคอันงาม กาลเมื่อพระองค์ทรงสร้างพระพุทธบารมีเพื่อพระโพธิญาณ ท่องเที่ยวอยู่ในกระแสสงสารกับพิมพาข้าพระบาทนี้ด้วยกันมา ตั้งแต่ครั้งศาสนาทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตราบเท่าถึงการปัจฉิมชาตินี้ จะได้ขาดไมตรีจิตวิสาสะต่อกันนั้นก็หาไม่ พระองค์เสวยชาติเป็นอะไร พิมพาข้าพระบาทนี้ก็เสวยชาติเป็นเช่นนั้นด้วย เป็นอย่างนี้ทุกๆ ชาติมา ในกาลครั้งนี้แล พิมพาข้าพระบาท จะขาดจากไมตรี วิสาสะคุ้นเคย กับสมเด็จพระโลกนาถเจ้าแล้ว ด้วยว่า วันนี้ เข้าถึงวันอุโบสถเพ็ญเดือนสี่ ข้าพระบาทผู้ชื่อว่าพิมพาเถรีภิกษุณี จะขอถวายนมัสการฝ่าพระบาทยุคลทั้งคู่ ของสมเด็จพระสรรเพชรพุทธสัพพัญญูเจ้า เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการสมควร ที่พิมพาข้าพระบาท จะขอถือโอกาสขมาโทษานุโทษต่อพระองค์เสียในครั้งนี้ เพราะสืบไปเบื้องหน้า จะได้มีโอกาสกราบทูลขอขมาโทษานุโทษก็หาไม่อีกแล้ว ขอองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงทรงกรุณารับขอขมาโทษ อันพิมพาข้าพระบาทนี้ ได้เคยมีความผิดต่อพระองค์มา…ด้วยเถิดพระเจ้าข้า” ตรัสดังนี้แล้ว สมเด็จพระพิมพาภิกษุณีองค์อรหันต์ ทรงฌานอภิญญาแก่กล้า ก็รำลึกชาติหนหลังด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ นำมากราบทูลพระกรุณา องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ประมาณได้หลายภพหลายชาตินักหนา เช่นว่า… . . -เจ้านางน้อยสุมิตตา (ปฐมบทแห่งการจ้องจะจองรักตราบฟ้าดินสลาย)- จะกล่าวถึงกุมารีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นโสภาอายุได้ 16 ปี เป็นบุตรีของคฤหบดีชาวปัจจันตคาม วันนั้นเมื่อมีการประกาศว่า ให้มหาชนช่วยกันแผ้วถางทางเพื่อรับเสด็จสมเด็จพระทีปังกรบรมโลกนาถเจ้า นางมีศรัทธามาร่วมถากถางทางกับชาวบ้านปัจจันตคามทั้งหลายด้วย ครั้นได้ทอดทัศนาเห็น “สุเมธฤๅษี” (พระพุทธเจ้าขณะบำเพ็ญบารมี ในตอนนั้น ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือเปล่าด้วยซ้ำ) ผู้มีฤทธิ์เหาะมาจากป่าใหญ่ ก็ให้มีความแปลกประหลาดใจเป็นอันมาก กาลต่อมา เมื่อเห็นมหาชนพากันแกล้งชี้มือ บอกฤๅษีผู้ขออนุญาตมีส่วนร่วมทำทางต้อนรับเสด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า ให้ไปทำทาง ณ บริเวณที่เต็มไปด้วยโคลนเลน ซึ่งเป็นสถานที่จะทำให้สำเร็จได้ยากลำบาก หากฤๅษีผู้มีฤทธิ์ก็รับทำจำยอมแต่โดยดี เจ้าสุมิตตากุมารีก็มีความเห็นใจแลสงสารท่านฤๅษีเป็นที่ยิ่ง จึ่งช่วยแผ้วถางและขนดินจากที่อื่นมาเทถมในที่นั่นด้วยใจภักดี แล้วก็ลอบชำเลืองดูร่างฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้อยู่ร่ำไป แต่พอได้เสวนาการพระพุทธฏีกา ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรบรมศาสดา ทรงประกาศแก่ปวงมหาชนว่า สุเมธฤๅษีจักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลอีกนานหนักหนา นามว่า “โคตมะพุทธเจ้า” (นับจากวันได้รับพุทธพยากรณ์นั้นมาอีก 4 อสงไขย 100000 กัป สุเมธฤาษีก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าตามพุทธพยากรณ์ ซึ่งผ่านไปอุ่นๆ เมื่อ 2500 ปีที่ผ่านมานี้เอง) สุมิตตา กุมารีเจ้า ก็บังเกิดความยินดีปรีดา รีบวิ่งไปแสวงหาดอกไม้ ได้ดอกอุบลสดใหม่มา 8 ดอก แล้วจึงซบกายถวายบังคมลงตรงเบื้องพระพักตร์ กระทำการสักการบูชาสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ออกโอษฐ์ตั้งปณิธาน ตามประสาใจของนางในขณะนั้นว่า . ” ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เป็นพระบรมโลกุตมาจารย์ ด้วยเดชะอานิสงส์ที่ข้าพระบาทน้อย ได้กระทำการบูชาแก่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้าในกาลบัดนี้ ขอให้สุเมธฤๅษี จงเป็นสามีของข้าพระบาทสมใจปรารถนาในภายภาคหน้าด้วยเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐบุญกุศลใดๆ อันเกิดจากพลีกำลังกายถากถางทางเพื่อเสด็จพระพุทธดำเนินในครั้งนี้ก็ดี และบุญกุศที่ได้ถวายสักการบูชาสมเด็จพระทศพลญาณด้วยดอกอุบลอันงามนี้ก็ดี ขอให้สุเมธฤๅษีนี้ จงได้เป็นสามีร่วมรักแห่งข้าพระบาทผู้มีวาสนาน้อยในอนาคตกาลด้วยเถิด” (ตะแหว่ววววว ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อแล้วซีพ่อฤาษี คราวนี้) . สุเมธฤๅษีโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งได้รับลัทธยาเทศคำพยากรณ์จากพระโอษฐ์แห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์ทีปังกรเจ้า ว่าจักได้สำเร็จซึ่งพระพุทธภูมิในอนาคตภายภาคหน้า ครั้นได้เสวนาการกุมารีงามโศภาชาวปัจจันตคาม เจ้ามาตั้งความปรารถนาจะได้ตนเป็นสามี เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า อย่าตรงแท้ตามประสาใจนางเช่นนั้น ก็ให้พลันสะดุ้งตกใจเป็นล้นพ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ในขณะนั้น ตนเป็นผู้ได้บรรลุถึงฝั่งแห่งฌานสมาบัติอันจัดเป็นวิกขัมภนวิมุตติ สยบกิเลสราคะสงบซบอยู่ด้วยอำนาจแห่งกำลังฌาน จะได้มีตัณหาความอยากได้ใคร่ดีในนางกุมารีน้อย แม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ดังนั้น ท่านสุเมธฤๅษีผู้มีฤทธิ์ จึงมีวาจากล่าวห้ามปรามความปรารถนาแห่งเจ้าสุมิตตากุมารีขึ้นว่า . “ดูกรเจ้าซึ่งมีพักตร์อันเจริญ อันความปรารถนาแห่งเจ้าที่จะได้เราเป็นสามีนี้ แม้จะเป็นความปรารถนาที่ดี แต่เราจะได้ชอบใจด้วยแม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ขอเจ้าจงถอนความปรารถนาเช่นนั้นเสียในกาลบัดนี้ ขอเจ้าอย่าพึงกระทำความปรารถนาอย่างนั้นเลย จงปรารถนาอย่างอื่นเถิด” . สุมิตตากุมารี สาวงามแห่งปัจจันตคาม ซึ่งมีความปรารถนาในใจอันมั่นคงแรงกล้า แม้จะถูกฤๅษีออกวาจากล่าวห้ามปรามฉะนี้ เป็นหลายหนหลายครั้ง นางก็ยังยึดมั่นอยู่ในความปรารถนาดั้งเดิม หาแปรไปเป็นอื่นไม่ (สุดยอด! หล่อนตื้อจริงๆ ด้วยล่ะ) สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถทีปังกรบรมศาสดาจารย์ พระองค์ผู้ทรงมีพระญาณอันไม่ขัดข้องในทุกกรณี เมื่อทรงอาวัชนาการดูเหตุอันจักพึงมีในอนาคตกาล ก็แจ้งประจักษ์ในพระญาณ จึงทรงมีพระมหากรุณาตรัสแก่สุเมธดาบสว่า . “ดูกรสุเมธดาบสเอ๋ย ตัวท่านอย่าได้ห้ามซึ่งความปรารถนาแห่งกุมารีน้อยนี้เลย ด้วยว่า ในอนาคตกาลภายหน้า เมื่อตัวท่านบำเพ็ญพุทธบารมีธรรมเพื่อบ่มพระบรมโพธิญาณให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์นั้น กุมารีมีจิตมั่นคงนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่าน และท่านจักได้บำเพ็ญบารมีเป็นภริยาทานบริจาคในกาลภายหน้าได้ ก็โดยอาศัยกุมารีนี้แลเป็นปัจจัยสำคัญ ดูกรสุเมธดาบสเอ๋ย ถึงเราตถาคตนี้ เมื่อยังสร้างพระบารมีท่องเที่ยวอยู่ในกระแสวัฏสงสาร ได้อาศัยสตรีภาพจึงมีโอกาสบำเพ็ญภริยาทานเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ขอท่านจงอย่าห้ามความปรารถนาแห่งนาง จงปล่อยให้เป็นไปตามประสาแห่งใจนาง ในกาลบัดนี้เถิด” . สุเมธฤๅษีได้เสวนาการพระพุทธฎีกาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงสวัสดิภาคฉะนี้ ก็มีความเลื่อมใสเชื่อฟังด้วยดี น้อมเศียรศิโรตม์อันทรงไว้ซึ่งชฎา รับพระพุทธฎีกาว่า “สาธุ สาธุ สาธุ” ดังนี้แล้ว ก็ค่อยคลานออกมา เพื่อเปิดโอกาสให้สมเด็จพระพุทธองค์ทรงพาพระภิกษุสงฆ์เสด็จพระพุทธดำเนินไปยังปัจจันตคาม ตามคำอาราธนาของชาวประชาต่อไป ครั้นล่วงทัศนวิสัยสมเด็จพระพุทธองค์และสงฆ์บริษัทแล้ว สุเมธฤๅษีมหาบุรุษ ก็อุฏฐาการลุกขึ้นจากลักษณาการที่หมอบคลาน หากแต่ยังมีดวงมานเต็มไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ จึงมิได้เคลื่อนกายไปไหน กลับทำบัลลังก์นั่งสมาธิคำนึงด้วยปีติว่า “เราเป็นผู้มีฌานชำนาญเป็นอันดี หมู่ฤาษีทั้งหลายในหมื่นโลกธาตุ จะได้มีอิทธิวิธีธรรม และความสามารถเสมอด้วยตัวเรานั้นหามิได้ เพราะว่าเราได้อาศัยสมาบัติธรรมมากมั่นอยู่ในสันดาน จึงได้เสวยความสุขสิ้นเสื่อมกายวิการเห็นปานดั่งนี้” กาลเมื่อสุเมธฤๅษีนั่งบัลลังก์สมาธิอยู่นั้น บรรดาเทพเจ้าทุกถิ่นสถานในโลกจักรวาล ต่างก็พากันมาประสานศัพท์นฤนาทก้อง แซ่ซ้องสาธุการถวายพระพรว่า “ข้าแต่ท่านฤๅษี ตัวท่านนี้จักได้ตรัสแก่พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นองค์พระบรมโลกุตมาจารย์เป็นที่เที่ยงแท้ มิได้แปรปรวนวิปริต ขอท่านจงตั้งจิตถือมั่นผูกพันความพยายาม อย่าให้ความเพียรนั้นกลับถอยน้อยลงไป จงทำวิริยบารมีให้ยิ่งใหญ่ เพื่อได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ตรีโลกนาถเจ้าต่อไป ให้สมกับพระพุทธฎีกาพยากรณ์ในวันนี้เถิดเจ้าข้า” สุเมธฤๅษีมหาโพธิสัตว์ เมื่อได้สดับคำอำนวยพรของทวยเทพเจ้าดั่งนั้นก็ยิ่งมีกมลมั่นคำนึงวินิจฉัยถึงพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า “ธรรมดาพระพุทธพากยกถา คือ พระพุทธฎีกาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายนี้ ย่อมเป็นสุภาษิต จะได้วิปริตผิดพจนะกระแสแปรไปสองหรือเป็นสภาวะสูญเปล่ามิได้เป็นจริงนั้นย่อมเป็นไปมิได้ พระองค์ดำรัสอรรถคดีสิ่งไร สิ่งนั้นย่อมเป็นไปแน่แท้ดั่งกระแสพระพุทธบรรหาร พระโพธิญาณแห่งเราคงจักสำเร็จสมประสงค์เป็นแม่นมั่น เรานั้นคงจะได้ตรัสเป็นพระสัพพัญญูเจ้าอย่างเที่ยงแท้ในอนาคต กำหนดกาลอีก 4 อสงไขยแสนกัปเท่านั้น” ครั้นคำนึงถึงวินิจฉัยฉะนี้แล้ว สุเมธฤๅษีจึงพิจารณาทศบารมีธรรมทั้งปวงสืบไปด้วยอำนาจอภิญญาฌานสมาบัติที่ตนชำนาญแล้วด้วยดีเป็นวสีภาพแล้วก็ทราบชัดว่า โพธิปริปาจนธรรมสำหรับบ่มพระพุทธภูมินั้น ตนได้สั่งสมมามากมายชั่วระยะเวลานานหลายอสงไขยทีเดียว เป็นด้วยเดชะมหานุภาพที่พระดาบสนั่งพิจารณาบารมีที่เคยสร้างไว้ในขณะนั้น พอการพิจารณาพุทธบารมีธรรมอันยิ่งใหญ่จบลงก็พลันบันดาลให้บังเกิดโกลาหลทั่วพิภพจบสกล พสุธาดลพื้นปฐพีก็มีอันก้องกึกพิลึกสนั่นหวั่นไหวประหนึ่งว่าจะแตกทำลายลง คราทีนั้น ปวงมหาชนในปัจจันตคามต่างก็พากันล้มสยบหวาดเสียวอยู่ มิได้ล่วงรู้เหตุร้ายดีประการใด ล้วนแต่ตกใจกลัวแก่เหตุการณ์ข้างที่ร้ายนั่นแลเป็นกำลัง จึงรีบพากันเข้าเฝ้าสมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วกราบทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาโกลาหลนี้ ปรากฏมีขึ้นด้วยมหาศักดานุภาพของทวยเทพ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ หรือ ฤๅษีสิทธิ์ศักดิ์ อสูร นาค ครุฑ ตนใด ข้าพระบาททั้งหลายจะได้ทราบก็หาไม่ จักเป็นมหาวินาศภัยมาบีฑาโลกธาตุ หรือจักเป็นด้วยอำนาจอุปัทวการบาปกรรมสิ่งใดประดามี หรือว่าจะเป็นสวัสดิมงคลประการใด ขอสมเด็จพระจอมไตรโลกนาถจงทรงแสดงเหตุให้ข้าพระบาททั้งปวงได้ทราบด้วยเถิด พระเจ้าข้า” สมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทรงมีพระพุทธดำรัส สำแดงเหตุมหาโกลาหลแก่มหาชนในที่นั่นว่า “ดูราท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งปวงจงอย่ามีความสะดุ้งหวาดเสียวต่อภัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย การที่เมทนีคือแผ่นดินเกิดกึกก้องโกลาหลกำเริบขึ้นนี้ ก็เพราะเหตุที่เราตถาคตได้พยากรณ์สุเมธดาบสว่า เธอจักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล บัดนี้สุเมธดาบสนั้นเธอคำนึงวินิจฉัยถึงบารมีธรรมของตน มหาโกลาหลจึงบังเกิดมีขึ้น ด้วยเดชะอำนาจคุณบารมีของพระโพธิสัตว์สุเมธดาบสนั้นเป็นสำคัญ” หมู่มหาชนครั้นได้สดับพระพุทธฎีกาดังนั้น ต่างก็มีกมลโสมนัสปสันนาการในสุเมธฤๅษียิ่งหนักหนา รีบพากันจัดประทีปธูปเทียนบุปผาสุมาลัย ออกไปประชุมกันสักการบูชา ต่างคนต่างก็ออกโอษฐ์ ออกวาจาเป็นมธุรอรรถวาที… (ดูเถิดคนบ้าประดามีทั้งหลายแถวนี้ แม้ท่านฤาษีและเจ้านางน้อยสุมิตตานั้น ได้ทำกุศลผลบุญกับแม้แต่องค์ทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นปานนี้ ทว่าโทษภัยในสงสาร อันตรายของการเวียนว่ายตายเกิด ยังสยายความมืดที่น่าสะพรึงกลัว ปกคลุมดวงปราณทั้งสองดวงอยู่ ดังเรื่องราวต่อไปตามลำดับ) . . -นางพญาปลาดุก- (พระนางพิมพาภิกษุณีกราบขอขมาโทษ) ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ในอดีตกาลนานแล้วแต่หนหลัง ครั้งศาสนาแห่งสมเด็จพระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาปลาดุก ฝ่ายตัวพิมพาข้าพระบาทนี้ก็เกิดเป็นปลาดุกตัวเมีย ได้สมัครรักใคร่ผูกพันเป็นสามีภรรยากัน อาศัยอยู่ในท้องนทีแห่งหนึ่ง เป็นสุขอยู่ตามประสาสัตว์เดรัจฉาน กาลวันหนึ่ง เป็นเทศกาลวสันตฤดู เมื่อฝนตกใหญ่ ท้องนทีเอ่อนองท่วมท้นไปด้วยอุทกวารี นาพญาปลาดุกก็ถึงคราวมีครรภ์ ให้มีอันเป็นอยากจะกินซึ่งหญ้าอ่อนเขียวขจี เพิ่งระบัดใหม่ๆ พญาปลาดุกผู้เป็นสามีรู้อัธยาศัย ด้วยความรักใคร่ในภรรยา ก็อุตส่าห์ไปเที่ยวแสวงหา พยายามแหวกว่ายอุทกวารี ไปในที่ต่างๆ เพื่อจะนำเอาหญ้าอ่อนมาให้นางพญาปลาดุกที่ทรงครรภ์ ดั้นด้นมาจนถึงแดนมนุษย์ พวกเด็กๆ โคบาลทั้งหลาย เห็นปลาดุกตัวใหญ่ก็ดีใจ ใคร่จะได้เป็นอาหาร จึงชวนกันไล่ตีด้วยไม้ปะฏัก ตีถูกหางพญาปลาดุกนั้นจนขาดเป็นบาดแผลโลหิตไหล ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ถึงกระนั้น ก็สู้อดกลั้นคาบหญ้าอ่อน รีบแหวกว่ายอุทกวารีหนีมาส่งให้ภรรยาจนได้ นางพญาปลาดุกกินหญ้าอ่อนสมความปรารถนา ก็ดีเนื้อ ดีใจ ส่วนพญาปลาดุกเมื่อส่งหญ้าอ่อนให้แก่ภรรยา แล้วก็เฝ้าแลดูหน้านางปลาด้วยนัยนาที่เศร้าโศกา เต็มไปด้วยทุกขเวทนาเจ็บปวดเพราะบาดแผลที่หางนั้นเป็นที่ยิ่ง เมื่อเห็นนางปลากินหญ้าอ่อนเสร็จสิ้นสมปรารถนาแล้ว จึงหันหางไปไว้ตรงหน้านางปลา ประดุจดังจะชี้ให้ภรรยาดูบาดแผลที่หาง แล้วก็ถึงแก่วิสัญญีภาพ นางพญาปลาดุกเห็นสามีต้องอันตราย โลหิตไหลออกมาจากหางมิได้ขาดสาย จนถึงแก่วิสัญญีภาพไปเพราะตนเป็นเหตุเช่นนั้น ก็พลันบังเกิดความเสียใจ ร่ำไห้รำพันอยู่ด้วยความสงสารสามีนั้นยิ่งนักหนา ข้าแต่พระองค์ผู้เคยทรงเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจักพึงมีในชาตินั้น โดยทำความลำบากยากเย็นเป็นสาหัสให้เกิดขึ้นกับพระองค์ เพียงประสงค์จะได้กินซึ่งหญ้าอ่อนระบัดใบ ในขณะทรงครรภ์แล้วไซร้ ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถ จงทรงพระกรุณาอดโทษให้แก่ข้าพระบาทชื่อว่าพิมพา ซึ่งจักขอถวายบังคมลาเข้าสู่นิพพานในวันนี้เสียเถิด พระเจ้าข้า . . -มกฏกุมารี- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ในอดีตกาลนานแล้วแต่หนหลัง ครั้งศาสนาแห่งสมเด็จพระตัณหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ผู้ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพญาวานร อาศัยอยู่ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ฝ่ายว่าพิมพาข้าพระบาทนี้ ก็เกิดเป็นมกฏนารี และได้สมัครสังวาสเป็นสามีภรรยากันกับพญาวานรนั้น กาลวันหนึ่ง นางพญาวานรซึ่งเป็นภรรยา อยากจะบริโภคผลมะเดื่อสุกยิ่งหนักหนา พญาวานรรู้อัธยาศัยแห่งภรรยาในขณะนั้น ด้วยความผูกพันรักใคร่เสน่หาในภรรยาเป็นอันมาก ก็อุตสาหะไปเที่ยวเสาะแสวงหาผลมะเดื่อสุก เพื่อจะนำเอามาให้ภรรยาเคี้ยวกินให้สมอยาก ในที่สุด ได้ไปพบต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง ซึ่งทรงผลงามสุกอร่ามสมความปรารถนา พญาวานรก็ดีเนื้อดีใจ โลดโผนปีนป่ายขึ้นไปบนต้นมะเดื่อทันที ครั้งนั้น ยังมีเสือโคร่งตัวหนึ่ง เห็นพญาวานรซึ่งอยู่บนต้นมะเดื่อนั้น ก็รีบหมอบแอบอยู่ที่สุมทุมพุ่มป่าชัฏ เพ่งมองมุ่งหมายเขม้นตา ปรารถนาจะกินเนื้อพญาวานรเป็นอาหาร ครั้นพญาวานรเลือกเก็บลูกมะเดื่อสุกได้ตามความต้องการแล้ว ก็ค่อยขยับกายลงมา จะได้รู้ว่าเสือร้าย หมอบมองเขม้นหมายอยู่ก็หามิได้ เมื่อไต่ลงมาเกือบใกล้จะถึงปฐพี เสือร้ายซึ่งคอยทีอยู่เห็นเป็นโอกาสแล้ว ก็กระโดดโลดโผนขึ้นไปจับเอาพญาวานรนั้นตะปบให้ถึงตาย ถลกหนังปกศีรษะแล้วก็ดูดดื่มซึ่งโลหิต และบริโภคซึ่งเนื้อเป็นอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้วก็จากไป ฝ่ายนางพญาวานรที่เป็นภรรยาอยู่ข้างหลัง จะได้รู้ว่าพญาวานรผู้เป็นสามี เกิดอันตรายถึงกับเสียชีวิตไปแล้วก็หามิได้ จึงเฝ้าแต่คอยหาย…คอยหาย…ด้วยความห่วงใย ตกถึงสายัณห์สมัย ตะวันเย็นลงรอนๆ นางพญาวานรตั้งใจคอยสามีมิได้เห็นกลับมา ก็ให้สังหรณ์ใจว่าจะเกิดอันตราย จึงร้องไห้รำพันหาสามีไปทุกแห่งหนตำบล เที่ยวค้นเที่ยวเสาะหาอยู่จนสิ้นยามราตรี แต่จะได้พบเห็นหน้าสามีสุดที่รักก็หามิได้ เห็นฝูงเนื้อฝูงนกที่สัญจรไปมาในป่าใหญ่ ก็ร้องไห้รำพันถามหาถึงสามีแห่งตน แต่ก็ได้รับคำบอกเล่าว่ามิได้รู้มิได้เห็นทุกรายไป เจ้าก็ให้ระทมทุกข์ปานประหนึ่งว่าจะขาดใจตาย ร้องกรีดกริ่งตะโกนก้องตระเวนหาด้วยคำรำพันว่า “โอ้พญาวานรผู้เป็นสามีของน้องนี่เอ๋ย ช่างกระไรเลยมาลับกายหายหน้าไปเสียเฉยๆ ไปอยู่ในสถานที่ใด ได้สุขทุกข์ภัยประการใด ไฉนจึงไม่ขานตอบน้องเสียเลยแต่สักทีเล่า” เจ้าเฝ้ารำพันเดินร้องไห้ไปในอรัญมิได้หยุดยั้ง จนเหนื่อยอ่อนสิ้นกําลังล้มพับลงไปกับพื้นปฐพี แต่จะได้พบเห็นพญาวานรสามี หรือจะได้ยินเสียงร้องรับกู่ขานนั้นก็หามิได้ ในที่สุดนางจึงมาหวนจิตคิดระแวงแล้วรำพันว่า “โอ้ พญาวานรผู้เป็นสามีของน้องนี่เอ๋ย กระไรเลยช่างมาตัดอาลัยทิ้งน้องไปได้ ชะรอยจะไปพานพบคบหากับด้วยนางวานรอื่น เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ แล้วก็พากันไปสู่ที่สำราญสบายแล้ว ปล่อยให้น้องแก้วเฝ้าคอยหา ประกอบด้วยทุกขเวทนาชอกช้ำระกำใจปานฉะนี้” มกฏนารีเจ้าร้องไห้ร่ำไรคร่ำครวญไปมา นัยนาทั้งสองนองด้วยน้ำตา กอปรด้วยโศกาลัยสะอื้นไห้ปริเวทนาการอยู่จนขาดใจตายไป ณ สถานที่กลางอรัญนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เคยทรงเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจักพึงมีในชาตินั้น โดยเหตุทำให้พระองค์ต้องถึงแก่ความตายเพราะเสือร้าย แล้วมิได้รู้แจ้งความจริง กลับเกิดวิหิงสาคิดระแวงไปตามประสาสตรีแล้วไซร้ ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถจงทรงพระกรุณาอดโทษให้แก่ข้าพระบาทชื่อว่าพิมพา ซึ่งจักขอถวายบังคมลาเข้าสู่นิพพานในวันนี้เสียเถิด พระเจ้าข้า . . -อติทุกขกุมารี- “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ในอดีตชาติล่วงแล้วแต่หนหลัง ครั้งศาสนาแห่งสมเด็จพระพรหมเทวะสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์ เสวยพระชาติในตระกูลทุกขตะเข็ญใจ มีนามว่า “อติทุกขมาณพ” ข้าพระบาทผู้ชื่อว่าพิมพานี้ ก็ได้เกิดเป็นนางกุมารี ผูกสมัครรักใคร่เป็นสามีภรรยากัน อาศัยอยู่ในชนบทแห่งหนึ่งตามประสายาก กาลวันหนึ่ง อติทุกขมาณพเข้าไปสู่ป่า ปรารถนาเพื่อจะตัดฟืนมาขาย ได้ไปพบพระอัครสาวกแห่งพระพรหมเทวะสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ณ ภายใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง จึงบังเกิดโสมนัสยินดียิ่งเป็นนักหนา รีบกลับบ้าน ร้องเรียกข้าพระบาทซึ่งเป็นภรรยามาปรึกษา พร้อมใจกันแล้ว ก็นำพิมพาข้าพระบาทไปขายฝากไว้ ได้ทรัพย์มาแล้ว จึงซื้อไม้และเสา ทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ไปปลูกสร้างเป็นกุฎีถวายแก่พระอัครสาวกผู้ทรงคุณอันวิเศษนั้น นิมนต์ให้ขึ้นครองกุฎีที่สร้างใหม่ ด้วยใจเลื่อมใสศรัทธา เดชะพลาอานิสงส์ แห่งการถวายกุฎีทาน ต่อองค์อัครสาวกผู้ทรงคุณวิเศษของสมเด็จพระพรหมเทวะพุทธเจ้าในกาลครั้งนั้น อันเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลอย่างแรงกล้า จึงบันดาลให้อติทุกขมาณพ ประสพโชคร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐ๊ขึ้นต่อกาลไม่นานช้า ฝ่ายข้าพระบาทพิมพาซึ่งเป็นภรรยา ก็ดีอกดีใจตั้งตนเป็นใหญ่ในสมบัติเศรษฐ๊นั้น คราใดเกิดโมหันต์ ไม่พอใจท่านเศรษฐ๊ใหม่ขึ้นมา ก็กล่าวคำหยาบช้าว่า ปราสาทเศรษฐีก็ดี ทรัพย์สมบัติอื่นใดก็ดี จะบังเกิดมีขึ้นได้ ก็ด้วยบุญของข้า เหตุว่า นำข้าไปขาย จึงได้ทรัพย์มาทำกุฎีถวายแด่พระอัครสาวกจนได้เป็นเศรษฐี… ข้าแต่พระองค์ผู้เคยเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจะพึงมีในชาตินั้น โดยการทำตัวเป็นใหญ่ ทำมายา กล่าวโทษด้วยถ้อยคำหยาบช้าอันมิควรแล้วไซร้ ขอองค์พระจอมไตรโลกนาถ จงทรงพระกรุณา อดโทษทั้งปวงให้ข้าพระบาทผู้ชื่อว่าพิมพา ซึ่งจะดับขันธ์เข้าสู่นิพพาน ในกาลวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า . . -พระนางนันทาเทวี- ครั้งศาสนาสมเด็จพระพรหมเทวะสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกเช่นกัน กาลครั้งนั้น สมเด็จพระองค์ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นพระราชาทรงพระนามว่า “พระเจ้านันทราช” ส่วนตัวพิมพาข้าพระบาทนี้ ได้เป็นอัครมเหสีแห่งพระเจ้านันทราชนั้น โดยมานามปรากฏว่า “พระนางนันทาเทวี” กาลวันหนึ่ง สมเด็จพระเจ้านันทราชทรงว่างราชกิจ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปชมสวนอุทธยาน พร้อมทั้งอัครมเหสี และเสนีรี้พลโยธาเป็นอันมาก ครั้งนั้น พระนางนันทาเทวีอัครมเหสี ได้ทอดพระเนตรเห็นดอกรังงามตระการตา เป็นที่เจริญตา เจริญใจ น้ำพระทัยนางปรารถนาจะได้ดอกรังมาเชยชม ขณะนั้น หมู่อำมาตย์ราชเสนาซึ่งตามเสด็จไปก็มีมาก แต่นางพญาเจ้าจะได้มีเสาวนีย์รับสั่งใช้ผู้ใดผู้หนึ่งก็หามิได้ กลับมีพระทัยเจาะจงกราบทูลพระราชสวามีขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์จงได้ทรงพระกรุณาเถิด ขอพระองค์จงเสด็จขึ้นไปสู่ต้นรังเพื่อเก็บเอาดอกรังเฉพาะที่งามๆ ลงมาพระราชทานให้กระหม่อมฉันได้ชมเล่น ในกาลนี้” โดยเหตุที่พระราชาธิบดี ทรงมีความสิเนหารักใคร่ในพระอัครมเหสีนั้นนักหนา เมื่อได้ฟังเสาวนาการนางพญาเจ้า ใช้ให้เสด็จขึ้นไปนำเอาดอกรังมาโดยพระองค์เองเช่นนั้น ก็หาได้รอช้า ทรงเสด็จขึ้นไปบนต้นรัก เลือกเก็บเอาดอกที่งามๆ ได้เป็นอันมากแล้ว ก็เสด็จลงมาพระราชทานให้แก่พระอัครมเหสีตามความปรารถนา นางพญานันทาเทวีเจ้า เมื่อได้ดอกรังที่พระราชสวามีประทานให้ก็ดีพระทัยยิ่งนักหนา นางจึงร้อยเป็นมาลา ปักพระเกศา แล้วประดับประดาพระวรกายด้วยโสมนัสยินดี ตามวิสัยสตรี ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเคยเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจะพึงมีในชาตินั้น โดยใช้ให้เสด็จขึ้นไปนำเอาดอกรังมาประทาน ซึ่งเป็นการลำบากแก่พระองค์แล้วไซร้ ขอองค์พระจอมไตรโลกนาถ จงทรงพระกรุณาอดโทษให้แก่ข้าพระบาทผู้ชื่อว่าพิมพา ซึ่งจักถวายบังคมทูลลา เข้าสู่นิพพานในวันนี้เสียเถิดพระเจ้าข้า . . -นาคีกุมารี- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ในอดีตกาลอันล่วงแล้วแต่หนหลัง ครั้งศาสนาแห่งพระสยัมภูสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ผู้ทรงเป็นโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นดาบษฤาษีทรงฌานอภิญญาสมาบัติ ส่วนตัวพิมพาข้าพระบาทนี้ เกิดเป็นหญิงสาวชาวบ้านใกล้ป่า นามว่า “นาคีกุมารี” กาลวันหนึ่ง พระองค์ผู้ทรงเป็นฤาษีนั้น มีความประสงค์จะอบรมฌานให้แก่กล้า จึงเข้าฌานอธิษฐานอภิญญา แล้วเหาะมาโดยนภาดลเวหา ส่วนนางนาคีกุมารี ออกจากบ้าน เที่ยวเก็บผักหักฟืนอยู่ในป่าพลาง และร้องรำทำเพลงไปพลาง ตามประสาของนางซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นดรุณี เมื่อพระฤาษีเหาะมาถึงที่นั้น ได้สดับเสียงแห่งนางกุมารีร้องเพลง กำหนดว่าเป็นเสียงไพเราะจับใจ ให้บังเกิดความรักใคร่ยินดีในเสียงสตรี ฌานที่ได้ก็พลันเสื่อมทันที ทำให้พระฤาษีตกลงมายังพื้นพสุธา จำเพาะต่อหน้านางนาคีกุมารี เจ้าของคีตะลีลา ครั้นได้ทอดทัศนารูปโฉมนางนั้น จนทั่วสรรพางคกาย หฤทัยของพระฤาษีก็ยิ่งกำเริบรักนางขึ้นอีกเป็นทับทวี ดำริว่า เพราะเหตุด้วยสตรีคนนี้ อาตมาจึงเสื่อมจากฌานที่ได้โดยยาก ถ้ากระไร อาตมาจะผูกสมัครรักใคร่เป็นสามีภรรยากันกับสตรีคนนี้เถิด ดำริฉะนี้แล้ว ก็เอ่ยวจีขอผูกพันเป็นกามสันทวะ จนได้เป็นสามีภรรยากันในชาตินั้น ข้าแต่พระองค์ที่เคยทรงเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจะพึงมีในชาตินั้น โดยการทำลายพระองค์ผู้ทรงเป็นฤาษีให้เสื่อมจากฌานสมาบัติแล้วไซร้ ขอองค์พระจอมไตรโลกนาถ จงทรงพระกรุณาอดโทษให้แก่ข้าพระบาทผู้ชื่อว่าพิมพา ซึ่งจักถวายบังคมลาเข้าสู่นิพพานในวันนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า . . -พระนางพิมพา- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งแห่งสัตว์โลกทั้งหลาย ในอดีตกาลนานแล้วแต่หนหลัง ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญพระพุทธบารมีใกล้จักสมบูรณ์เต็มที่ เสวยพระชาติเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ทรงพระนามว่า “พระเวสสันดร” ทรงบุญราสี ฝ่ายพิมพาข้าพระบาทนี้ก็ได้เป็นพระอัครมเหสีนามว่า “พระนางมัทรี” ยอดเยาวมาลย์ กาลนั้น เราทั้งสองได้ครองกรุงอดุลยเดชในเชตุดรธานีบุรีเมศร์ มีพระปิโยรสอัครเรศสองพระองค์ ทรงนามว่า เจ้าชาลี และ กัณหา กาลครั้งนั้น พระองค์ซึ่งทรงเป็นพระเวสสันดร ทรงพระราชศรัทธาใคร่บริจาคทาน จึงทรงพระราชทานกุญชรชาติเผือกผู้ เป็นทานแก่พราหมณ์เมืองกลิงครัฐ ชาวพระนครพากันยกขึ้นเป็นอธิกรณ์แล้วขับให้ออกไปจากเมือง พระองค์จึงทรงพาพระนางมัทรีและเจ้าชาลีกัณหาออกไปทรงพรต ณ เขาวงกตแห่งห้องหิมเวศ แล้วยังมีพราหมณ์ธชีเชษฐ์ชื่อว่าชูชก ตามออกไปทูลขอสองดรุณทารก เพื่อเอามาเป็นทาสีทาสา พระองค์ก็ทรงพระราชศรัทธาบริจาค พรากพระลูกรักทั้งสองให้เป็นทาน หวังจักแลกเอาพระโพธิญาณในอนาคตกาลเบื้องหน้า ธชีชราก็พาสองโอรสเร่งรีบหนี กลัวนางพระยามัทรีจะมาทัน แลขัดขวางไม่ให้สมปรารถนา เพลาวันนั้น พระนางมัทรีเข้าไปสู่หิมวันต์ไพรสณฑ์ เพื่อแสวงหาผลาผล ครั้นย่ำค่ำสิ้นแสงพระสุริยน ก็จรดลกลับมายังบรรณศาลา มิได้ทัศนาเห็นสองปิโยรสก็ให้ระทดพระทัย จะทูลถามพระราชสวามีสักเท่าใด พระองค์ก็มิได้ตรัสให้แจ้งคดี นางพระยามัทรีก็ยิ่งมีความโศกเศร้าโศกา อุตส่าห์เที่ยวตามหาสองกุมารพร้อมกับทรงพระกรรแสงสะอึกสะอื้นในคืนนั้นเหลือกำลัง ตั้งตาสอดส่ายลัดเลี้ยวเที่ยวหาสิ้นมรรคาถึง ๑๕ โยชน์ จนพระสุริยารุ่งโรจน์รวิวรรณ ก็กลับมาถึง บรรณศาลาและสิ้นกำลัง จึงถึงซึ่งวิสัญญีภาพสลบไป ณ ใกล้พระคันธกุฎี พระเวสสันดรราชฤๅษีทอดพระเนตรเห็นเหตุร้ายนั้น ก็ให้ทรงตะลึงันมิอาจที่จะกำหนดว่าตนเป็นดาบสบรรพชิต วิ่งเข้ามาด้วยกำลังพระกรุณาสงสาร ยกพระเศียรเกล้าของเจ้ามัทรีขึ้นวางเหนือพระเพลา แล้วทรงเอาอุทกวารีมาสรงพระพักตร์ให้เย็นชื่น เมื่อเจ้ามัทรีฟื้นคืนสมปฤดีรู้สึกกายละอายแก่บาป จึงค่อยถอยถดลดพระองค์ลงมาถวายบังคม แล้วก็ทูลถามถึงความเป็นไปของเจ้าชาลีกัณหา พระดาบสราชสวามีก็แจ้งว่า ทรงบริจาคให้เป็นทานแก่ธชีชูชกพราหมณ์ชรา เพื่อผลพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณในอนาคตกาลภายภาคหน้า นางพระยามัทรีทรงทราบเหตุผลฉะนี้ ก็ทรงมีพระทัยเกษมศรีภิรมย์ กระทำอนุโมทนาชื่นชมซึ่งปิยปุตตทานบารมียิ่งหนักหนา ข้าแต่พระองค์ผู้เคยทรงเป็นสวามี โทษผิดแห่งพิมพาข้าพระบาทนี้ หากจักพึงมีในชาตินั้น โดยเป็นเหตุให้พระองค์ทรงพระกรุณาสงสาร จนตะลึงงันมิอาจที่จะกำหนดว่าเป็นดาบสบรรพชิต รีบวิ่งเข้ามายกเศียรเกล้าของข้าพระบาทซึ่งเป็นสตรีวางไว้เหนือพระเพลา ทำให้พรหมจรรย์ของพระองค์เศร้าหมองไปชั่วขณะหนึ่งแล้วไซร้ ขอองค์สมเด็จพระจอมไตรโลกนาถ จงทรงพระกรุณาอดโทษให้แก่ข้าพระบาท ชื่อว่าพิมพา ซึ่งจักขอถวายบังคมลาเข้าสู่นิพพานในวันนี้เสียเถิด พระเจ้าข้า . . หลังสดับคำกราบทูลลาต่างๆ ดังนี้แล้ว พระประทีปแก้ว ทรงมีพระพุทธดำรัสตรัสขึ้นว่า “ดูก่อนเจ้าพิมพาที่เคยมีคุณต่อตถาคตเอย หากเจ้ากำหนดกาลแล้ว ก็จงเคลื่อนแคล้วสู่การดับขันธปรินิพพาน อันเป็นอมตะสุขไปตามอัธยาศัยของเจ้าเถิด เราตถาคตอนุญาต” . . หมายเหตุ – คัดลอกจากเอ็มพีสามเรื่อง “วิมุตติรัตนมาลี” นิพนธ์โดย พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร)
  4. อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำตอบจากท่าน
    ข้าพเจ้านั่งอ่านซะเพลินเลย

    สุขสันต์วันอาทิตย์สีแด๊งแดงค่ะ

    -มารดำ.-

  5. สวัสดีสายๆ วันอาทิตย์ค่ะ
    เอ..วันนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอคะ ท่าน จขบ.
    มาแต่เช้าเชียวค่ะ ^^

    ขอบคุณด้วยคนค่ะ คุณสิญจน์ สวรรค์เสก
    เป็นคอมเมนท์ที่ยาวมากๆ แต่เราก็อ่านจนจบนะคะ ^__^

    พรหมลิขิตบันดาล ดลให้มาพบกันทันใด
    ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ
    ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ …………..

    สุขสันต์วันลั้ล..ลา ค่ะ ^__^

  6. ใจร้อนชะมัด พิมพ์เนื้อเพลงข้ามซะงั้น
    ก็ร้องในใจจบแล้วนี่นา – -“

  7. สวัสดีค่ะท่านรอง ฯ Z

    .

    หลอนหรือคะ ? ที่ได้เปิดมาเจอตัวหนังสือของประธาน ฯ 55555+
    วันนี้ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้อยู่เวรค่ะ
    เผลอ ๆ เราจะได้เจอกันที่นี่ทุกวันเลยก็เป็นได้ ยังไงก็ทำใจไว้เลยนะคะ
    จะได้ไม่ต๊ก-กะ-ใจ ร้องเพลงขาด ๆ หาย ๆ อย่างวันนี้อีก

    ว่าแต่มากับเพลงโบราณแบบนี้
    หัวล้าน เอ้ย ! หัวโบราณเหมือนป๋าสอด้วยหรือเปล่าคะท่าน ?

    คริ
    คริ

    -ประธาน ฯ.-

  8. 55555+
    ป่าวหลอนค่ะ แค่แปลกใจ
    ปกติวันอาทิตย์นอกจากกรรมกรอย่างข้าพเจ้าแล้ว
    ก็มีน้อยคนนักที่จะทำงานในวันนี้อ่ะค่ะ

    ได้เจอกันทุกวันก็ดีค่ะ เพราะข้าพเจ้าก็ทำงานเกือบทุกวันอยู่แล้ว หุหุ
    ส่วนเรื่องร้องเพลงขาดๆ หายๆ นั้น
    เอ่อ..คือว่า มันก็เหมือนตัวของข้าพเจ้านั่นล่ะค่ะ
    ขาดๆ เกินๆ 5555+

  9. อ้อ..ข้าพเจ้าหัวเหม่งใช้ได้เลยอ่ะ ตามประสาคนขี้ใจน้อยอ่ะนะ หุหุ

    แต่เรื่องหัวโบราณไม่เท่าไหร่ค่ะ
    เพราะข้าพเจ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่สนใจเรื่องโบราณน่ะค่ะ :p

  10. ^
    ^

    ประมาณจะยืนยันว่ายัง “วัยรุ่น” อยู่จริง จริ๊งงงงงง งั้นเต๊อะ
    รุ่นเลยเบญจเพสนี่ออกอาการเหมือนกันทุกคนเลยน่อ
    55555555+

    ส่วนข้าพเจ้าน่ะไม่ได้หัวล้าน และไม่ใช่คนหัวโบราณด้วยล่ะ
    ไม่ใช่ ๆ ๆ ๆ ๆ จริง จริ๊งงงงง !!

    .

    (( ป.ล. ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เจอข้อปุจฉาใหม่ไม่ให้ท่านได้ทันตั้งตัว – ข้าพเจ้าก็งี้แหละค่ะ นึกอยากถามอะไรก็เข้าไปแก้ไขกล่องข้อความใหม่ซะงั้น แต่คิดว่าท่านคงคุ้นเคยกับนิสัยบ้า ๆ เช่นนี้ของข้าพเจ้าแล้วล่ะ ))

  11. 55555+
    คงจะจริงอย่างท่านว่าล่ะค่ะ
    ก็ข้าพเจ้ายังรู้สึกว่าตัวเองวัยรุ่นขึ้นในทุกๆ ปีอยู่เลยนี่นา หุหุ

    ส่วนเรื่องที่ท่านไม่ใช่คนหัวล้าน และไม่หัวโบราณ ข้าพเจ้าเชื่อค่ะ
    ไม่ต้องย้ำให้น่าสงสัยขนาดนั้นก็ได้นะคะ :p

    อืม..ไม่เป็นไรหรอกนะคะ เข้าใจค่ะ วัยรุ่นก็งี้แหละ
    มักมีข้อสงสัยอยู่เรื่อยๆ ข้าพเจ้ายินดีตอบค่ะ ^__^

  12. สวัสดีวันอาทิตย์จ้าทุกคน

    เช้านี้เอาวิถีแห่งปราชญ์มาฝากต่อ

    พิมพ์เสร็จตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ

    แต่ไม่ได้โพสต์ (เพราะที่โพสต์ไปแล้วนั่นก็ถือว่ายาวววววววววว มากแล้ว)

    เอ๊า มาอ่านวิถีแห่งปราชญ์ประดับปัญญากันต่ออีกหน่อยเน๊าะ

  13. วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 5 “ประหยัดเนื้อที่”

    .
    .

    ท่านเจ้าคุณมักจะเขียนบันทึกหรือต้นฉบับของท่านด้วยลายมือตัวเล็กจิ๋ว ท่านเล่าว่าตั้งแต่เป็นเณรเล็กๆ มาแล้วท่านจะจดบทเรียนและบันทึกความรู้ต่างๆ ของท่านในสมุดนักเรียนชนิดที่มีเส้นบรรทัด

    บรรทัดหนึ่งคนธรรมดาทั่วไปก็คงจะเขียนเพียงแถวเดียว บางคนอาจเขียนบรรทัดเว้นบรรทัด

    ถ้าจะให้ท่านผู้อ่านลองทายกันเล่นๆ ก่อนดูคำเฉลย ก็คงจะหาคนทายถูกยาก ว่าท่านเจ้าคุณเขียนบันทึกแบบไหน และคงจะคิดไปว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะมีใครทำแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายนัก และคงจะไม่มีใครคิดไปไกล และคิดได้ลึกซึ้งอย่างนี้

    ท่านจะเขียนได้ถึงสี่แถวในหนึ่งบรรทัด

    ท่านบอกว่า เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการเก็บสัมภาระส่วนตัว เพราะเป็นพระไม่ควรใช้สถานที่มากๆ ในการอยู่อาศัย

    สมุดเล่มหนึ่งๆ ของท่าน จุข้อความได้มากมาย ไม่ต้องใช้หลายเล่ม ทำให้ไม่เปลืองที่เก็บด้วย

    แม้ว่าได้เจริญกาลผ่านวัยมาจนได้เป็นพระราชาคณะ มีกุฏิส่วนตัวที่ทางวัดจัดถวายให้อยู่อาศัย มีห้องใหญ่สำหรับเก็บหนังสือ ทว่าท่านยังคงยึดแนวนโยบายนี้ตลอดมา

    ต่างจากสมัยเป็นเณรตรงที่ปัจจุบันท่านไม่ใช้สมุดที่มีบรรทัดแบบเด็กนักเรียนอีกแล้ว แต่เปลี่ยนมาเขียนลงในกระดาษแทน กระดาษที่ใช้ต้องเป็นชนิดมีความบางพิเศษ แต่มองไม่ทะลุ เช่น กระดาษแอร์เมล์ หรือการะดาษพิมพ์ไบเบิ้ล ซึ่งต้องสั่งพิเศษจากบริษัทขายกระดาษ ไม่มีขายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีก

    ท่านมีจุดประสงค์ว่าจะได้กินเนื้อที่น้อย น้ำหนักเบา และประหยัดที่เก็บ เขียนบันทึกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยนำมาเย็บเป็นเล่มๆ

    ต้นฉบับทุกชิ้นจะถูกเก็บเย็บใส่แฟ้มเป็นระเบียบเรียบร้อย ระบุรายละเอียดต่างๆ ครบถ้วน เช่น เรื่องอะไร เริ่มเขียนเมื่อใด จบเมื่อใด มีข้อสังเกตอะไรบ้างสำหรับงานชิ้นนั้นๆ ฯลฯ

    นอกจากนั้น ท่านยังบันทึกเหตุการ์ประจำวันทุกวันลงบนกระดาษบางแอร์เมล์ ไม่ได้ใช้ไดอารี่ บันทึกแล้วก็เย็บเล่มเข้าแฟ้มเก็บไว้เช่นกัน

    ท่านเคยหยิบหนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มหนึ่ง ตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น มาให้ลูกศิษย์ดู แล้วบอกว่า

    “หนังสือเล่มนี้มองดูว่าไม่หนาเท่าไร ความจริงแล้วหนาเป็นพันหน้า กระดาษที่ใช้พิมพ์เป็นกระดาษไบเบิ้ล หรือกระดาษพิมพ์พจนานุกรมที่มีคุณภาพดี มีน้ำหนักเบา ถึงแม้กระดาษจะบาง แต่มองไม่ทะลุ เล่มนี้เก็บมาเกือบสามสิบปีแล้ว กระดาษยังดีไม่เหลืองกรอบเลย อาตมาว่าเราควรใช้กระดาษแบบนี้พิมพ์หนังสือที่หนามากๆ จะทำให้หนังสือมีน้ำหนักเบา เล่มไม่โตจนเกินไป”

    นี่เองเป็นเหตุผลที่ท่านไม่ชอบให้ใช้กระดาษอาร์ตพิมพ์หนังสือของท่าน เพราะกระดาษอาร์ตมีน้ำหนักมากกว่ากระดาษชนิดอื่น จะทำให้หนังสือหนักเกินความจำเป็น

    ท่านอธิบายเพิ่มเติมว่า ท่านมุ่งเรื่องประหยัดเนื้อที่มากที่สุด นอกจากจะนิยมการใช้กระดาษบาง (แต่ต้องเป็นการดาษอย่างดี) แล้ว ท่านยังชอบประมวลเนื้อหามาสรุปให้ได้แต่ใจความที่สุด หนังสือที่จะใช้ก็เลือกที่กระทัดรัด (compact) และกระชับ (concise) มากที่สุด

    แต่ที่ปฏิบัติมาระยะแรกกลายเป็นเกินพอดี มีผลเสีย เพราะแม้แต่ท่านเองก็ยังอ่านยาก ต้องเพ่ง

    ปัจจุบันท่านไม่เขียนหนังสือถี่ยิบเท่ากับสมัยก่อน และก็ไม่ชอบใช้ตัวหนังสือเล็กจิ๋วแล้ว

    ท่านยังคงชอบหนังสือที่จุสาระมากๆ ในเล่มน้อยๆ

    เครื่องใช้ก็เหมือนกัน ชอบที่อันเล็กที่สุด แต่ต้องมีคุณภาพดี สามารถใช้งานได้ครบทุกอย่าง.

  14. สาธุ

    สวัสดีค่ะคุณสวรรค์เสก
    มาอ่านข้อคิดดีดีตอนบ่ายค่ะ

    ที่นี่ฝนตกพอดีเลย สุขสันต์วันอาทิตย์นะคะ ^__^

  15. สวัสดีตอนค่ำ ณ เวลา 3 ทุ่มนิด ๆ ค่ะ

    .

    ก่อนอื่นต้องขออภัยด้วยนะคะ ที่หายต๋อมเข้าม่อนดอยไปเลย
    เพราะงานการรุมเร้าประการหนึ่งและเพราะ ‘เนตล่มอีกหนึ่งประการค่ะ
    (( บ้านน๊อก บ้านนอกเนาะ😆 ))

    .

    ทั้งนี้ต้องขอนำเรียนไปยังท่านรอง ฯ ด้วยว่า
    ข้าพเจ้ามิได้ย้ำหรอกค่ะ และขอขอบคุณนะคะที่ช่วยทำเป็นเชื่อให้
    ช่างเป็น “วัยรุ่น” ที่ใจดีจริง ๆ เล้ยยยยย .. 555+

    .
    .

    ขอบคุณคุณสิญจน์ สวรรค์เสก มากนะคะ ที่นำเรื่องดี ๆ มาฝาก
    อ่านวิถีแห่งปราชญ์ตอน “ประหยัดเนื้อที่” แล้วได้ประโยชน์มากเลยค่ะ

    ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเหลือสมุดบันทึกที่มีหน้ากระดาษว่างเปล่าไร้ร่องรอยขีดเขียนบนชั้นอีกหลายเล่ม ทั้งเล่มเล็กขนาดพกพา และเล่มใหญ่ ๆ หนา ๆ ขนาดทุบกระท้อนให้น่วมได้ – -”

    แต่บรรดาสมุดบันทึกที่ว่างเปล่านั้น ล้วนเป็นสมุดที่ได้รับแจกจากการประชุม หรือไม่ก็เป็นของฝาก ของขวัญจากบริษัทยาทั้งนั้นแหละค่ะ ไม่ได้ฟุ่มเฟือยซื้อหาแล้ววางทิ้งแต่อย่างใด

    ถ้ามีโอกาสจะหยิบมาขีดเขียนละกันค่ะ แต่คงไม่สามารถเขียนตัวเล็กขนาดเรียง 4 บรรทัดใน 1 ช่องได้หรอกนะคะ ตัวหนังสือขนาดหม้อแกงอย่างนี้เขียนติดกันทุกบรรทัดได้ก็เจ๋งสุด ๆ แล้ว เผื่อแก่ตัวไปจะได้กลับมาอ่านที่เขียนไว้ได้โดยไม่ต้องเพ่งให้เสียกิริยาด้วยค่ะ จำได้ว่าตอนสอบนักธรรมในสมัยเด็กเนี่ย ถูกกำชับว่าให้เขียนตัวใหญ่ ๆ และให้เขียนบรรทัดเว้นบรรทัดด้วยนะคะ เพราะพระอาจารย์ที่อ่านคำตอบแต่ละท่านล้วนสูงวัย

    .
    .

    นั่งไปนั่งมาเวลาปาเข้าไป 4 ทุ่มกว่า ๆ ซะงั้น
    วันนี้สัญญาณไม่ค่อยดี หวังว่าที่พิมพ์ไว้จะโพสต์ได้นะคะ

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ😀
    -มารดำ.-

  16. สวัสดีวันจันทร์ วันวุ่นวาย(ขายปลาหลดหมดแล้วล่ะ)กันน้าคนบ้าทุกคน

    เอ๊า อย่ามัวโอ้เอ้เสียเวลากันเลยเน๊าะ เพราะว่า…

    “ความโอ้เอ้ลังเลใจคือบ่อเกิดแห่งความไม่แน่นอน
    ผลสะท้อนคือความเสียดายเมื่อภายหลัง
    มาก่อนนั่งหน้า
    มาช้านั่งหลัง
    มาทีหลังมีหวังยืน”

    หุหุหุ จำมาจากหนังกลางแปลงเชียวนะเนี่ย!

  17. วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 6 “รีไซเคิ้ล”

    .
    .

    ท่านเจ้าคุณฯ ไม่เคยทิ้งสิ่งของไปง่ายๆ โดยไม่พิจารณาถึงประโยชน์ใช้สอยที่สามารถนำมาใช้อีก

    พวกถุงพลาสติกก๊อบแก๊บ ถุงกระดาษ กระดาษสีน้ำตาลห่อของห่อหนังสือ เชือกฟาง เชือกด้าย เชือกพลาสติก ยางรัด หนังสะติ๊ก ที่มีผู้นำมาทิ้งไว้ที่กุฏิ โดยอาจจะใส่ของมาถวายท่านด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ถ้ายังอยู่ในสภาพดี ใช้งานได้อีก ท่านจะแยกประเภทหมวดหมู่สิ่งของเหล่านั้น

    เชือกก็นำมาพันใหม่ให้เป็นขดเล็กๆ ยาว สั้น (ท่านพันได้สวยงามราวกับเป็นงานประณีตศิลป์ ที่ต้องใช้ทั้งฝีมือและความประณีตอย่างสูง) แล้วก็ใส่กล่องเก็บไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย

    กระดาษห่อของก็คลี่ให้เป็นแผ่นเรียบ แล้วพับเก็บเป็นที่

    ยางสะติ๊กก็นำมาใส่กล่องรวมกันไว้ เก็บไว้ใช้ต่อไป

    เมื่อใครมาที่กุฏิของท่านแล้วขาดสิ่งของเหล่านี้ ท่านก็จะมีให้อยู่เสมอไม่มีขาด เวลาท่านหยิบออกมายื่นส่งให้ พวกศิษย์ก็อดที่จะแอบยิ้มชื่นชมในความเป็นผู้มีความประณีตละเอียดอ่อนของท่าน

    แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการจัดเก็บสิ่งของ ที่คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นขยะแล้วโยนทิ้งไปง่ายๆ ท่านก็มองเห็นค่า และจัดการกับสิ่งของเหล่านั้นอย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดประโยชน์ภายหลัง.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 7 “อาตมา”

    .
    .

    แม้ว่าท่านเจ้าคุณฯ จะมีลักษณะเด่นประจำองค์อยู่อย่างหนึ่ง คือ ความเป็นผู้มีความสำรวมระวังอยู่เสมอ แต่ก็ไม่ถึงกับแล้งซึ่งอารมณ์ขัน

    นานๆ ที เมื่อมีโอกาสเหมาะสม ท่านก็จะเล่าขำๆ ให้ฟัง ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ศิษย์ฟังแล้วอดขำไม่ได้

    ดังเรื่องหนึ่ง

    ท่านเล่าว่า ท่านได้โทรศัพท์ไปที่ร้านคนจีนแห่งหนึ่ง เพื่อสอบถามอะไรสักอย่างหนึ่ง เถ้าแก่ที่รับโทรศัพท์รับปากว่าจะไปตรวจสอบข้อสงสัยของท่านให้ แล้วจะโทรศัพท์กลับมาบอกทีหลัง

    สักพัก เถ้าแก่คนเดิมก็โทรศัพท์กลับมาหาท่านแล้วพูดว่า

    “ขอพูดกับอาตมาเมื่อกี้”

    ศิษย์ที่นังฟังท่านเล่า ถามท่านว่า ท่านตอบเถ้าแก่ไปว่าอย่างไร

    ท่านว่า “อาตมาตอบว่า อาตมากำลังพูด”.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 8 “ทำอย่างไรเมื่อไม่มีดวงตา”

    .
    .

    จากการที่ท่านเจ้าคุณฯ ได้ตรากตรำทำงานหนังสือมาโดยตลอด ทำให้สายตาของท่านเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว มีอาการแปลกๆ เกิดขึ้นเป็นระยะ

    ครั้งหนึ่ง ดวงตาทั้งสองข้างของท่านเจ้าคุณฯ โดนไวรัสเล่นงาน จนกระทั่งลูกตาดำเกิดเป็นแผลมีรอยถลอก จักษุแพทย์ตรวจรักษาแล้ว สั่งให้ท่านเข้าพักรักษาในโรงพยาบาลศิริราช ปิดตาทั้งสองข้างของท่านไว้ด้วยผ้าก๊อส ปิดฝาครอบเป็นโลหะอีกชั้นหนึ่ง

    พวกศิษย์ไปเยี่ยมท่านที่โรงพยาบาลก็ทราบว่า ท่านได้พยายามทำทุกอย่างเหมือนตอนที่ดวงตาเป็นปกติ คือ ฉันข้าวเอง สรงน้ำเอง เดินเองโดยใช้ไม้เท้า พอพวกเราไปคร่ำครวญว่า สงสารท่านจังเลย ท่านคงลำบากมาก

    ท่านฟังแล้วยิ้มน้อยๆ เหมือนยามปกติ ไม่มีเค้าของความวิตกกังวลใดๆ ในสีหน้าแม้แต่สักนิด กล่าวว่า

    “อาตมาไม่เป็นไรหรอก คิดอยู่แต่ว่า ถ้าต่อไปไม่สามารถมองเห็นได้อีก แล้วจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้เป็นภาระคนอื่น ก็เลยหัดไว้เสียแต่ตอนนี้เลย”

    ในที่สุด ท่านก็หายจากโรคนี้ แม้จะกินเวลานานหลายเดือน.

  18. สวัสดีค่ะคุณ Z

    .

    วันนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ ? เป็นเด็กดีอยู่หรือเปล่า ?
    ขอให้แม่นางดื้อน้อย ๆ ซนแต่พองามนะคะ😀

  19. สวัสดีค่ะท่านประธาน
    วันนี้เป็นเด็กไม่ค่อยดีค่ะ
    ออกเตร็ดเตร่ ไปโน่น มานี่ตั้งแต่เช้า

    แอบดื้อเงียบๆ แล้วก็ซนไปตามวัยนั่นล่ะค่ะ ^^”

    หวังว่าท่านคงจะไม่วุ่นวายเท่าไหร่นะคะ

    สุขสันต์วันทำงานค่ะ ^__^

  20. อ่ะ ฮ้า!

    รู้ล่ะๆๆๆ

    งานนี้มีสวยผิว

  21. อ้าว!

    ไหง๋เป็นงั้น

    วุ้ย เอาใหม่ๆๆ

  22. เซ็งเลย

    วัยรุ่นเซ็งเลย

    วุ้ย มะเล่นแระ

    มะหนุกเลย

  23. ออ อ่อ อ้อ อ๊อ อ๋อ ..
    แบบนี้เป็นอาการดื้อเงียบของเด็กหญิง Z เธอหรือนี่
    แล้วถ้าดื้อแบบกระโตกกระตากละคะ จะออกอาการยังไง ? หุ หุ

    สำหรับเด็กหญิง Bysoul วันนี้ใช้ได้ค่ะ
    งานยุ่งกำลังดี

    .

    ดู ดู๊ ดู .. ดูเด็กชายสอสิน่ะ เล่นแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เลิกซะงั้น

    ทางโน้นสวยผิว
    แต่ทางนี้ผิวสวยค่ะท่าน 55555+😛

  24. มะกี้คลิ๊กเข้าไปดูโค๊ทมาแล้ว
    ท่านป๋าลองเปลี่ยนจากตัวเลข 0 เป็นตัวอักษร O ดูนะคะ

    แบบนี้ค่ะ
    8 แล้วก็ O =😯 จ้า

  25. เล่นอะไรกันน่ะ น่าสนุกจัง หุหุ

    คือว่า…เป็นคนดื้อนะ แต่ไม่แสดงออกค่ะ ^^”

    ถ้าดื้อแบบกระโตกกระตาก เหรอคะ ไม่มีใครได้เห็นหรอกค่ะ
    เพราะข้าพเจ้าจะไม่โผล่หน้ามาให้ใครเห็นเลย – -“

  26. ป๋าสอเค้าซนน่ะคุณ Z เลยปีนหน้าต่าง “รอยยิ้มเลือกได้” ข้างฝาบ้านเล่น ท่านรอง ฯ ก็ปีนไปดูได้นะคะ ไม่เป็นอันตรายสำหรับวัยรุ่นหรอกค่ะ

    .

    อืม .. ถึงขั้นไม่โผล่หน้ามาให้ใครเห็นเลย ขอวินิจฉัยว่าเป็น “ภาวะดื้อเงียบระยะสุดท้าย” ค่ะ อาการหนักเลยนะนั่น ยังไงก็ระวังอย่าให้เกิดอาการนี้เกินปีละ 2 ครั้งนะคะ มิฉะนั้นจะทำให้มันลุกลามเป็น “ดื๊อ ดื้อ” ได้ค่ะ .. หุ หุ
    😀

  27. อ้อ ปีนหน้าต่างเล่นเหรอค่ะ
    ข้าพเจ้าเคยปีนแล้วล่ะ ทุกบานเลย เคยตกลงมาด้วยล่ะค่ะ – -”

    ข้าพเจ้าจะระวังไม่ดื่มเกินวันละสองขวด เอ้ย
    ไม่แสดงอาการเช่นนั้นเกินปีละสองครั้งค่ะ (ปีนี้ยังไม่ได้ใช้สืทธิ์เลยอ่ะ)

    “ดื้อ ดื้อ” ไม่รู้จัก รู้จักแต่”ดื้อดึง” กับ “ดื้อด้าน” อ่ะค่ะ หุหุ

  28. “ดื้อดึง” และ “ดื้อด้าน” เป็นภาวะดื้อที่อาการหนักขึ้นตามลำดับค่ะ
    ( เรื่องมั่วละถนัดนัก หุ หุ )

    .

    หน้าต่างบานไหนกันคะ ที่ทำให้คุณตกลงมาได้ ?
    เคล็ดขัดยอกตรงไหนหรือเปล่า ?
    คราวหน้ารบกวนฝึกวิชาตัวเบาให้หนักอีกหน่อยนะคะ
    เวลาตกลงมาจะได้ไม่เจ็บตัวนัก 555555+

  29. ดูท่าท่านจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องดื้อ ดื้อ นะคะ หุหุ

    ส่วนหน้าต่างก็หลายบานค่ะ คงเป็นเพราะไม่ถนัดปีนหน้าต่างน่ะค่ะ
    ปกติข้าพเจ้าเข้าตามตรอก ออกตามประตู หุหุ

    เคล็ดขัดยอกไม่มีค่ะ มีแต่อาการช้ำใน 5555+
    ขอบคุณที่ตักเตือน ข้าพเจ้าจะกลับไปฝึกวรยุทธให้หนักขึ้นค่ะ ^^

  30. คุคุคุ

    คือกระผ๊มก็ไม่ค่อยได้เล่น “เจ้าหน้าเหลือง” พวกนี้สักเท่าใดน่ะขอรับ จึงไม่รู้รหัสหรือโค้ทรูปภาพเหล่านั้น

    ครั้นมาได้ฟังคำอรรถาธิบายขยายความยกกระทู้ขึ้นสาธกของท่านประธานแล้ว…

    ประหนึ่งว่านรกเปิดให้ได้แลเห็นเปรต (ตาเหลือก)
    ธรรมชาติได้เผยโฉมให้ได้เห็นฉากเข้าพระเข้านางของเกษรดอกไม้ (ยิ้ม)
    และเห็นซาตานผู้กำลังมุ่งมาคว้าเอาดวงปราณของเด็กดื้อ (แต่ไม่แสดงออก) (เอี๊ยะๆๆ ย้ำว่าเป็นเสียงหัวเราะนะนี้)

    สาธุเทอญ.

  31. วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 9 “คำๆ เดียวใช้เวลาหลายวัน”

    .
    .

    สำหรับผู้ที่ติดตามอ่านงานหนังสือของท่านเจ้าคุณฯ แล้ว ทุกคนจะเห็นแจ้งว่า ท่านเจ้าคุณฯ เป็นผู้มีความประณีตละเอียดลออเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานเขียนของท่าน ถ้อยคำทุกตัวจะถูกคัดเลือกอย่างเหมาะสม กลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น กว่างานแต่ละชิ้นจะสำเร็จออกมาได้ ใช้เวลาค่อนข้างมาก

    ท่านเคยบอกว่า บางทีคำๆ เดียว ใช้เวลาคิดหลายวันกว่าจะพอใจ บางทีกลับไปอ่านงานที่เสร็จไปแล้ว เห็นว่าคำยังไม่ตรงเสียทีเดียว ท่านก็จะคิดหาคำใหม่ให้ตรงที่สุด ท่านบอกว่า ท่านมักจะปรับปรุงงานของตนเองตลอด บางทีส่งไปโรงพิมพ์แล้ว กำลังจะขึ้นแท่นพิมพ์ ถ้าท่านนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ต้องตามไปเปลี่ยน

    ถ้าเป็นงานเขียนภาษาอังกฤษ ท่านจะใช้หนังสือ Dictionary ประเภทคลังคำ อย่าง Thesaurus มาช่วยในการเลือกคำศัพท์ที่เหมาะสมด้วย.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 10 “เย็บเล่มหนังสือ”

    .
    .

    ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเรียนปริญญาโทอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ ได้ส่งสำเนาเอกสารที่ถ่ายมาจากหนังสือในห้องสมุดของทางมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนอยู่ มาถวายท่านเจ้าคุณฯ โดยผ่านทางศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นหนังสือบทความของนักวิชาการฝรั่งที่วิจารณ์ศาสนาพุทธแบบเถรวาท

    ศิษย์คนนั้นได้นำบทความมาถวายท่านเจ้าคุณฯ ทันที และกราบเรียนท่านว่า อยากจะได้สำเนาไว้อ่านบ้าง จึงจะขอยืมไปถ่ายสำเนาอีกครั้ง ท่านบอกว่าท่านจะจัดการให้เอง วันรุ่งขึ้นให้แวะมารับได้

    วันรุ่งขึ้น ลูกศิษย์คนนั้นก็ได้กลับมารับสำเนาเอกสารดังกล่าว ปรากฏว่า เขาต้องงุนงงเป็นอันมาก เมื่อเห็นสำเนาเอกสารที่ท่านนำมาส่งให้

    สำเนาเอกสารนั้น ถูกเย็บเข้าเล่มเรียบร้อยด้วยเชือก แล้วหุ้มปกให้ด้วย เจียนริมให้เสมอกันราวกับใช้เครื่องตัด สะดวกในการอ่าน สะดวกในการเก็บ

    ท่านเจ้าคุณฯ บอกว่า “อาตมาเย็บเล่มให้ตัวเอง ก็เลยทำเผื่อให้ด้วย”.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 11 “ไม่เหม็นสาบ”

    .
    .

    ท่านเจ้าคุณฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คือ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่าย ไม่วุ่นวาย ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะเวลาขบฉัน ท่านเป็นผู้ที่ฉันง่ายๆ ขออย่าให้มีรสจัดเกินไปเท่านั้นพอ เพราะไม่ถูกกับกระเพาะและลำไส้ของท่าน หากฉันอาหารรสจัดเมื่อใด หรือฉันพวกนมสด น้ำส้มคั้นแล้ว ท้องจะเสียแทบทุกครั้ง ต่อมา อาการท้องเสียหลังจากดื่มนมสด หรือน้ำส้มคั้นได้หายไป

    แม้ว่าท่านจะไม่เคยไปธุดงค์ในป่า หรืออยู่จำพรรษาในเขตแดนกันดาร แต่ท่านก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

    เช่นเมื่อครั้งเดินทางไปประเทศอินเดีย ต้องฉันข้าวท้องถิ่น ซึ่งมีกลิ่นสาบๆ และบางทีก็มีกรวดเป็นเม็ดแข็งๆ ปนอยู่ด้วย พวกญาติโยมที่ไปจากเมืองไทยไม่คุ้นเคย ก็จะพากันรับประทานไม่ค่อยได้ บ่นกันระงมถึงความอดอยากปากแห้ง แต่ท่านเจ้าคุณฯ กลับฉันได้ตามปกติ ถวายสิ่งใดก็ฉันได้หมด ฉันไปเรื่อยๆ เหมือนปกติ เมื่อพวกเราถามท่านว่าเหม็นสาบข้าวบ้างหรือไม่

    ท่านเจ้าคุณฯ ตอบว่า “ไม่มีปัญหา อาตมาฉันได้”.

  32. อรุณสวัสดิ์ค่ะเด็กดื้อ

    เริ่มฝึกปรือวิชาได้ตั้งแต่บัดนี้เลยนะคะ
    ปฏิบัติ !

    .
    .

    ขอบคุณค่ะท่านป๋าสอ
    จริยวัตรของพระเดชพระคุณเจ้าท่านช่างงดงาม
    น่ายึดเป็นแบบอย่างอย่างยิ่งค่ะ .. สาธุ

    -จขบ.-😀

  33. อรุณสวัสดิ์วันอังคารค่ะ
    เด็กดื้อรับทราบ
    เริ่มดื้อตั้งแต่บัดนี้ ปฏิบัติ ^^”

    ขอบคุณคุณสวรรค์เสก ด้วยเช่นกันค่ะ
    สำราญใจกันตั้งแต่เช้าจริงๆ ^__^

    ไปทำงานล่ะค่ะ แว๊ปปป

  34. อ่าว .. ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ตายละ

    แล้วกันสิน่ะเด็กหญิง Z นิ
    ที่ให้ฝึกปรือน่ะคือ “วิชาตัวเบา” เจ้าค่ะ
    ไม่ได้ให้ฝึกดื้อจั๊กน่อยแน๊

    เด็กอะไร ทำไม ดื๊อดื้อ อย่างนี้ .. ฮึ !!

    .
    .

    สวัสดีจ๊ะหนูบาล์ม

    คนบ้าน้ำลายคุยกัน มันก็ยาวอย่างนี้แหละค่ะ
    บุญรักษาเช่นกันนะจ๊ะ
    😀

  35. 5555+
    ยังค่ะ ยังไม่ตาย ยังหายใจอยู่ หุหุ

    ก็เด็กดื้อไงคะ ถึงได้ดื้อขนาดนี้
    ส่วนวิชาตัวเบาอ่ะ เอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ไปฝึกวิชาย่องเบาก่อนนะคะ ^^”

    หวัดดีจ้าหนูบาล์ม
    คุยรอหนูบาล์มอยู่ไง ไม่มาสักที อิอิ

    ไปหม่ำๆ กันดีกว่าค่ะ หิวแล้วอ่ะ

    อิ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงค่ะ ^__^

  36. ^
    ^
    วิชาย่องเบาหรือท่านพี่แซด
    ระวังตำรวจเด้อคะ
    จะได้ไปนอนเล่น ไอคุกๆ ไม่รู้ตัว 555

    พี่จะเอี๊ยบ คุยกันน้ำลายแตกฝองเชี๊ยะ
    เปียกเสื้อหมดแล้วเนี่ย หยึย …………

  37. ให้ได้อย่างนี้สิน่า !!

    ไอ้เรารึว่าจะแจกเคล็ดวิชาตัวเบาสูงสุดให้ซักหน่อย
    แม่นาง Z กลับจะไปหายจ้อยไปกับวิชาย่องเบาซะงั้นนะคะ

    ฮ่วย !! (( หนอง คลอง บึง )) .. เวรก้ำ เวรกรรม

    .
    .

    เปียกที่ไหนกันคะหนูหม่อง
    พี่จะเอี๊ยบ กะ พวกพ้อง คล้องผ้ากันเปื้อนกันแล้วทุกคนค่ะ
    5555555+😆

  38. โอ้ว….เคล็ดวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด
    ไม่ทราบว่าฝึกมาจากสำนักไหนหรือท่าน
    เผื่อข้าพเจ้าจะได้คาระวะเป็นศิษย์บ้าง หุหุ

    หนูบาล์ม
    ขอบใจที่เป็นห่วงจ๊ะ แต่ฝีมือระดับนี้แล้ว ไม่พลาดจ๊ะ 555+

  39. เพิ่งดูข่าวเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ปล้นโดยใช้ปืนไฟแช็ค
    (จะใช่พี่แซดเปล่าหว่า?) 555

    พี่จะเอี๊ยบ นู๋ว่าเปลี่ยนจากผ้ากันเปื้อนเป็นกันสาด
    จะดีกว่าไหม 555

    สุขสันต์วันคนบ้าแห่งชาติเด้อคะ🙄

  40. ไม่ใช่พี่แน่นอนจ๊ะหนูบาล์ม เพราะพี่ไม่ใช่โจร
    อย่างพี่อ่ะ จน อย่างเดียวพอแล้ว 5555+

    เลิกงานแล้วไปหาอะไรกินดีกว่า หุหุ

  41. สวัสดีก่อนเวลาอาหารค่ำจ๊ะเด็กดื้อทุกคน

    .

    วันนี้พี่มารดำได้เห็ดมา 2 ห่อจ๊ะ
    เลยเข้าครัวไปย่างทำน้ำพริกเห็ดมาให้เป็นเมนูเด็ดเย็นนี้
    หม่ำแล้วจะไปปล้น(ใจ)ใคร หรือจะไปสาดน้ำลายกันต่อ ก็ค่อยไปนะจ๊ะ

    มามะ มาหม่ำข้าวกัน

    .
    .

    หม่ำแล้วช่วยล้างถ้วย ล้างจานเก็บให้ด้วยนะจ๊ะ
    คืนนี้พี่มารดำมีธุระจ๊ะ ไปก่อนละน๊าเด็ก ๆ (( ดื้อ ))

    -มารดำ.-😀

  42. อิ่มๆๆๆ อิ่มชะมัด
    มิน่าล่ะวันนี้กินข้าวได้เยอะ (เป็นปกติ)
    มีน้ำพริกเห็ดเป็นกับข้าวนี่เอง พี่มารดำใจดีจริงๆ ^^
    (เอ่อ..รสชาดมันเป็นไงล่ะเนี่ย ไม่เคยกินซะด้วย -*-)

    อ้อ..เมื่อกี้ตอนล้างจาน ทำแตกไปสองใบนะคะ
    รีบไปดูละครน่ะค่ะ หุหุ

    โชคดีนะคะ ไปล่ะ

  43. น้ำพริกเห็ดรึ?

    เห็ดอะไรล่ะ?

    ลองบอกชื่อมา ผมอาจจะมีเมนูที่พิสดารกว่านั้นบอกก็ได้นา

  44. วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 12 “นี่แหละปราชญ์”

    .
    .

    เมื่อครั้งไปนมัสการพุทธสังเวชนียสถาน ในประเทศอินเดีย และได้เข้าชมสถานที่ซึ่งเชื่อกันว่าเคยเป็นวัดเชตวันในสมัยพุทธกาล ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อที่ดินถวายแก่พระพุทธเจ้า

    เมื่อลงจากรถจะเข้าบริเวณวัด ซึ่งปัจจุบันเป็นแต่เพียงซากปรักหักพัง ไม่มีอาคารสถานที่ที่มีลักษณะวัดให้เห็นปรากฏ ทันทีที่ลงจากรถและเตรียมจะเดินเข้าไปในวัด ท่านเจ้าคุณฯ ได้เปลี่ยนการห่มจีวรแบบห่มคลุมมาเป็นห่มแบบลดไหล่

    พระมหาประเสริฐ หรือที่นิยมเรียกกันว่า “ฤาษีเสริฐ” พระเถระชรา เจ้าอาวาสวัดไทยที่เมืองสาวัตถี ผู้นำคณะทัวร์ในวันนั้น มองเห็นท่านเจ้าคุณฯ ปฏิบัติดังนั้น ได้กล่าวสรรเสริญขึ้นในที่ประชุมว่า

    “นี่แหละปราชญ์ที่แท้จริง ท่านรู้ความควรไม่ควรโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอกเลย”.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 13 “ช่วยกันอ่านหน่อย”

    .
    .

    ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของท่านเจ้าคุณฯ ที่ผูกใจลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างมาก คือความเป็นผู้ให้เกียรติคนอื่นเสมอ ไม่เลือกชั้นวรรณะ และการศึกษา ท่านจะเรียกคำนำหน้าโยมที่มาที่กุฏิว่า “คุณ” เสมอ แม้กระทั่งคนส่งอาหาร คนขับรถ คนรับใช้ของบรรดาญาติโยมเหล่านั้น

    นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังไม่เคยแสดงท่าทีว่าท่านเป็นผู้มีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องต่างๆ เวลามีนักวิชาการมาสนทนากับท่านที่กุฏิ ท่านมักจะเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ถ้าไม่ถามท่านก็ไม่แสดงภูมิรู้ใดๆ ให้คู่สนทนารู้สึกว่าตนเองรู้น้อยหรือโง่เขลาเบาปัญญาเสียเหลือเกิน เมื่อเทียบกับนักปราชญ์อย่างท่าน

    ท่านจะรับฟังทัศนะของผู้อื่นทุกครั้งด้วยเมตตา ไม่เคยที่จะทำให้คู่สนทนารู้สึกเสียหน้าห้าแต้ม ใครๆ จึงชอบมาสนทนากับท่านนักหนา นั่งกันนานๆ ไม่ยอมกลับ ทำให้ท่านต้องเสียเวลาทำงานไปเป็นอันมาก ต้องขยายเวลาทำงานในตอนกลางคืน บางทีไม่ได้จำวัดเลยทั้งคืนก็มี

    บางครั้งท่านอยู่ในระหว่างอาพาธ ถ้าไม่ถึงกับรุนแรงจนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ท่านก็จะยังคงรับแขกตามปกติ และจะไม่แสดงอาการว่าไม่สบาย อยากจะพักผ่อน ไม่อยากสนทนากับญาติโยม

    ด้วยเหตุนี้ สุขภาพของท่านจึงเสื่อมโทรมลงทุกทีๆ อย่างสุดที่จะเยียวยาได้

    หลายครั้งที่ท่านเขียนหนังสือจบ แล้วนำไปพิมพ์เป็นเล่ม พวกศิษย์จะขออาสาช่วยตรวจปรุ๊ฟ 1 ปรุ๊ฟ 2 ให้ (ถ้าเป็นงานวิชาการสำคัญ ท่านจะตรวจปรุ๊ฟสุดท้ายเองทุกครั้ง แล้วก็จะพบคำผิดอีกมากมาย) ท่านจะกล่าวอนุโมทนาในความมีน้ำใจอาสาสมัครช่วยเหลืองานของท่าน แล้วบอกว่า

    “ช่วยกันอ่านด้วย ถ้ามีอะไรจะแนะนำอาตมาก็บอกได้เลย”

    เหล่าศิษย์จะรู้สึกภูมิใจ ปลาบปลื้มใจที่ท่านเปิดโอกาสให้ได้มีส่วนร่วมแสดงทัศนะ หรือข้อเสนอแนะในผลงานเขียนของท่าน ผลงานที่นักวิชาการทั้งหลายกล่าวยกย่องว่าเปรียบประดุจเพชรน้ำหนึ่ง

    ต่างคนก็ต่างไปอ่านอย่างละเอียด เมื่อพบอะไรสงสัยก็ไปถามท่าน ท่านก็จะอธิบายให้ฟังอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย และเมื่อมีศิษย์คนใดเสนอความคิดเห็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าเล็กน้อย ท่านก็ไม่เคยผ่านเลยไปเฉยๆ จะเก็บมาพิจารณาด้วยทุกครั้ง แล้วนำมาปรับปรุงตามความเหมาะสม

    เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังกล่าวขอบคุณไว้ในคำนำของท่าน ท่านไม่เคยดูถูกความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่เคยถือว่าท่านเรียนมาก รู้มากกว่าใครๆ ท่านดำรงตนด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและให้เกียรติผู้อื่นตลอดมา.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 14 “พิจารณาที่เหตุและผล”

    .
    .

    ท่านเจ้าคุณฯ นั้นมีวัตรปฏิบัติที่เรียบร้อยงดงามนัก สงบเย็นราวกับว่าไม่เคยรู้จักคำว่าความโกรธ ความเกลียด ความหงุดหงิดรำคาญใจ กระนั้น

    ครั้งหนึ่ง ศิษย์คนหนึ่งเกิดความสงสัยมากว่า ทำไมท่านจึงคงความสงบเย็นได้อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติเช่นนั้น เพราะมันเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกินสำหรับปุถุชนคนธรรมดา จึงไปกราบนมัสการถามท่านว่า “ท่านเจ้าคุณฯ เคยรู้สึกโกรธ เกลียด หรือโมโหสิ่งใดบ้างหรือไม่”

    ท่านตอบว่า “อาตมาเป็นประเภทหนักเหตุผล พิจารณาที่เหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา”.

    .

    หมายเหตุ * เรื่องความเป็นผู้มีอุปนิสัยใจเย็น อ่อนโยนของท่านเจ้าคุณฯ นี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากพันธุกรรม เพราะคุณยายชุนกี อารยางกูร โยมมารดาของท่าน ก็เป็นผู้ที่มีลักษณะนิสัยใจเย็นด้วยเช่นเดียวกัน ในบรรดาลูกทั้ง 8 คนของคุณยาย มีบางคนที่มีลักษณะใจเย็นอ่อนโยนเหมือนแม่ และมีบางคนที่มีลักษณะนิสัยใจร้อน อ่อนไหวง่ายเหมือนพ่อ คือ คุณตาสำราญ อารยางกูร.

  45. อรุณสวัสดิ์วันพุธค่ะ

    อืม..ดีจริงๆ ได้อ่านอะไรดีดีแต่เช้า
    วันนี้ใจคงเย็นลงบ้างล่ะนะ ^^

    ขอบคุณมากนะคะ คุณสวรรค์เสก

    สุขสันต์วันกลางสัปดาห์ค่ะ ^__^

  46. อรุณสวัสดิ์ค่ะ

    .

    รสชาติก็เหมือนน้ำพริกหนุ่มนั่นแหละค่ะคุณ Z แต่สีสันคนละอย่างกันเลยนะคะ และมีกลิ่นหอมของเห็ดย่างเพิ่มเติมเข้ามาด้วยค่ะ

    อร้อย อร่อยละ ขอบอก

    อ้อ .. เรื่องทำจานแตกจะลงบัญชีไว้ค่ะ ค่าเสียหายค่อยว่ากันทีหลัง
    (( ไม่ลืมหรอกค่ะ ไม่ลืม ไม่ลืม .. ))

    .
    .

    เห็ดที่เค้าเอามาหาบขายชาวบ้านเค้าเรียกกันว่า “เห็ดด่าน” ค่ะท่านป๋า
    เป็นหนึ่งในสายพันธุ์เห็ดที่นำมาทำอาหารได้อร่อยเด็ดไม่แพ้ใคร

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับของฝากนะคะ
    อีกประเดี๋ยวจะค่อย ๆ เคี้ยว ค่อย ๆ อ่านค่ะ

    สุขสันต์วันพุธจ้า😀

  47. พูดซะหิวเลยค่ะท่าน หุหุ

    เอ่อ..ข้าพเจ้าอุตสาห์สารภาพ อย่างนี้มีลดโทษกึ่งหนึ่งป่าวคะ ^^”

  48. คนเค้ามีฝีมือ (ในการโม้) ก็อย่างงี้แหละค่ะท่านรอง ฯ Z
    ทำอะไรก็อร่อย กินดี .. อิ อิ

    .
    .

    เย็นนี้ข้าพเจ้าว่าจะเข้าครัวทำห่อนึ่งปลาทรงเครื่องเสียหน่อยนะคะ แล้วจะทำโทษคนทำจานแตกด้วยการให้นั่งห่อใบตอง ทำได้แค่ไหนก็ได้ชิมแค่นั้น

    แต่ท่านอุตส่าห์ขอลดโทษมาแบบนี้
    ทั้งข้าพเจ้าก็สุดแสนใจดี จะลดให้กึ่งหนึ่งก็ได้นะคะ
    ทำได้แค่ไหนชิมได้กึ่งหนึ่งค่ะ .. หุ หุ

  49. ข้าพเจ้าเชื่อในฝีมือที่ท่านว่าค่ะ ^^

    ส่วนเรื่องการทำโทษนั้น เอ่อ..ข้าพเจ้าไม่ถนัดงานฝีมือนะคะ
    บอกไว้ล่วงหน้า แต่ก็ยินดีรับโทษแล้วกันค่ะ

    แต่ถ้ารู้ว่าท่านจะใจดีลดโทษให้แบบนี้
    ข้าพเจ้าจะไม่ยื่นอุทรณ์เลยจริงๆ สิ – -“

  50. นั่นละ ๆ ขอกะใครไม่ขอดีนัก
    ขออุทธรณ์กะนางมารก็ต้องได้ไปอย่างนี้แหละค่ะ .. สม !

    5555555555555+😆

    .
    .

    เวลานี้ขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะท่าน
    แล้วพบกันค่ะ😀

  51. ช่างใจร้าย เอ้ย ใจดีสมเป็นนางมารเลยท่าน -*-

    ว่าแต่เป็นไงบ้างคะ ห่อนึ่งปลาทรงเครื่อง อร่อยหรือเปล่า

    อ่ะ..หิวแล้วเหมือนกัน ไปกินข้าวก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยมานั่งต่อ ^^”

  52. วันนี้ทำห่อนึ่งปลากลาย
    แบบว่ากลายเป็นหลนปลาทูอ่ะค่ะ – -”

    ก็ไม่มีคนช่วยทำกระทงนี่นา
    ห่อนึ่งปลาก็ต้องแปลงร่างไปตามระเบียบแหละค่ะ
    555555555+

    .

    อ้อ .. ทานแล้วลุกเดินไปเดินมาก่อนก็ได้นะคะ
    อิ่มแล้วมานั่งต่อทันทีอาจไม่เป็นผลดีนัก ด้วยจัก “ง่วง” ได้ค่ะ หุ หุ

  53. อิ่ม อิ่ม อิ่ม จังเลย แถมยังไม่ง่วงอีกต่างหาก ^^”

    เอ่อ…ห่อนึ่งปลา แปลงร่างได้ด้วยแฮะ
    สงสัยจะเป็นยอดปลาทาโร่ หุหุ

  54. เย็นนี้ หม่ำอะไรมาคะท่านรอง ฯ ?
    อิ่มขนาดนี้ เพราะกินเผื่อประธานด้วยหรือเปล่าอ่ะ
    มื้อหน้าไม่ต้องก็ได้นะคะ ข้าพเจ้าเกรงใจ😆

    .
    .

    ข้าพเจ้าน่ะถนัดการเล่นแร่แปรธาตุมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนะคะ
    ฉะนั้นการที่ห่อนึ่งปลาแปลงร่างได้ จึงเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดาค่ะ

    เจี๊ยบ เจี๊ยบ เอ้ย ! .. จิ๊บ จิ๊บ

    555555+

  55. เมื่อเย็นหรือคะ
    มี มีอะไรบ้างนะ อ้อ แกงฟักทอง
    แล้วก็น้ำพริกปลาย่าง กับผักต้มค่ะ ^^
    ข้าพเจ้าทานเผื่อท่านทุกมื้อแหละค่ะ
    ไม่รู้ท่านอิ่มหรือเปล่า แต่ข้าพเจ้าอิ่มมากๆๆๆ 555+

    อ้อ…ที่ท่านก็เป็นคนเล่นของนี่เองนะคะ
    เข้าใจล่ะ หุหุ

  56. ก็สงสัยอยู่นะคะว่า ทำไม๊ ทำไมช่วงนี้ตัวเองถึงได้นอนเก่งจัง
    ที่แท้หนังตาหย่อนเพราะท่านรอง ฯ หม่ำเผื่อจนหนังท้องตึงนี่เอง

    คนอะไร .. ใจดีผิดมนุษย์มนาจริง จริ๊งงงง !!
    55555555+

    .
    .

    ข้าพเจ้าเล่นของเป็นพัก ๆ ค่ะ
    ว่าแล้วก็ไปเสกให้หนังตาตัวเองปรอย ๆ เล่นเสียหน่อยนะคะ

    โอม .. !@##%^&@@ (( ภาษามะนาวต่างดุ๊ดส์ ))

    จงง่วง
    จงง่วง
    เจ้าจงง่วง ในบัดนี้ .. เพี้ยง !!

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    -จขบ.-😀

  57. อ้าว…แล้วกัน
    มาท่องคาถาแถวนี้ข้าพเจ้าก็พลอยง่วงไปด้วยพอดีสิเนี่ย ^^”

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์เช่นกันค่ะ ^__^

  58. สวัสดียามค่ำๆ (ก่อนนอน) ขอรับท่านประธาน แอนด์ ท่านรองฯ ที่เคารพยิ่ง

    เรื่องที่ท่านรองกล่าวขอบคุณต่อถ้อยคำดีๆ ข้างบนนั้น เห็นที่ต้องยกความดีความชอบให้คุณพนิตา เธอน่ะขอรับ เพราะเธอเป็นคนรวบรวมเกร็ดดีๆ เหล่านี้เอาไว้ให้พวกเราได้อ่านกัน

    กลับมาเข้าเรื่องเห็ดของท่านประธานกันเลยนะขอรับ

    อืมม์ “เห็ดด่าน” ดอกหรือ ชื่อไม่ค่อยคุ้นนะขอรับ แต่ถ้าได้เห็นหน้าตา ไม่แน่ว่าเกล้าฯ อาจจะรู้จักมักจี่กันมาก่อนก็ได้ เพราะว่าชื่อของเห็ดนี่ เรียกได้เรียกดีกันคนละสีละอย่างตามแต่ละภาคไป แต่ตัวเป็นๆ แล้ว อาจจะเป็นอย่างเดียวกัน

    ถ้าพูดถึงประเภทอาหารที่ท่านปรุงแล้ว…

    เห็ดที่จะนำมาปิ้งแล้วทำน้ำพริกอร่อยนั้น ผมจะคุ้นอยู่ 2 ประเภท

    1. คือ “เห็ดไค” บางแห่งจะเรียกว่า “เห็ดเข้าไค” บนดอกจะออกสีเขียวอ่อนหน่อยๆ บางทีจะสีขาวนวลเหมือนดอกพิกุล ดมใต้ดอกจะมีกลิ่นหอม ยิ่งนำมาปิ้งไฟจะหอมนวลยวนน้ำลายอย่างบอกไม่ได้เล่าไม่ถูก ต้องปิ้งเองดมเองถึงจะรู้

    พริกหนุ่มกับกระเทียมที่จะตำด้วยกันก็ต้องปิ้งให้หอมเช่นกัน

    แกะพริกกับกระเทียมที่เผาใส่ครก สับเห็ดหยาบๆ ลงไปตำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลา น้ำตาล ก็เริ่ดชนิดหาที่ติไม่ได้แล้ว

    2. คือ “เห็ดลม” อีสานจะเรียก “เห็ดขอน” เพราะเห็ดชนิดนี้จะขึ้นบนขอนไม้เต็ง-รังแห้ง (แต่เห็ดชนิดนี้จะออกก็ช่วงปลายฝนต้นหนาวโน่นนี่นา ผมเดาเอาว่าไม่น่าจะใช่เห็ดชนิดนี้)

    เจ้าเห็ดลมหรือเห็ดขอนนี่ นำมาต้มแล้วสับทำน้ำพริกกินได้กินดีไม่แพ้เห็ดไคดังว่า

    แต่ถ้ายังอ่อนอยู่ ควรเหลือเกินที่จะล้างแล้วฉีกให้ดี คลุกกับเครื่องเทศพื้นบ้าน พวกพริกเกลือตะไคร้ตำหยาบ เด็ดยอดแมงลักแนมเข้าไป แสร้งว่าจะทำแอ๊บปลา แต่ว่าลอบทำแอ๊บเห็ดแทน

    นำไปปิ้งไฟให้สุก

    อีตอนแกะห่อใบตองที่กระดำกระด่างด้วยถูกย่างออกมานี่ซี…โธ๊ๆๆๆๆ…เจ้าประคุ้นเอ้ยยยยยย ข้างในนั่นน่ะ ผ่องเนื้อนพคุณทีเดียวเชียว! อย่าให้เสดให้เสียน้ำลายเปล่าๆ ปลี้ๆ หอมได้ หอมดี ไปแปดบ้านเก้าบ้านโน่นแน่!

    หรือจะแกงแบบแกงเลียงก็อร่อยลิ้น ซดแซบ ซดนัว – บอกไม่เชื่อ!

    ไหนๆ ก็พูดเรื่องเห็ดแล้ว มาต่อกันอีกสักเห็ดสองเห็ดก็แล้วกัน

    ประดาเห็ดนี่ เห็นทีเห็ดไหนๆ ก็คงจะลี้ภัยการเมืองหมด ถ้าหากเห็ดโคนยกโขยงมา

    ไอ้เจ้าเห็ดโคนนี่ก็แปล๊กแปลก ไม่ว่าจะปรุงยังไงล้วนอร่อยสิ้น

    ธรรมดาทองแท้ย่อมดีแต่เนื้อในตน

    ขอแนะนำว่า เห็ดโคนของเรานี่ก็เช่นกัน อร่อยได้ด้วยตัวเองโดยแทบจะไม่ต้องง้อเครื่องปรุงอื่นมาช่วยเสริม

    จะต้มน้ำปลาง่ายๆ ก็อร่อย

    จะปิ้งก็หอม

    จะแกงก็ดี

    (ขอกินด้วยคนดิ)

    .

    .

    เห็ดอีกอย่างที่ชาวบ้านแทบจะทุกภาครู้จักกันดีคือ “เห็ดไข่หงษ์ ไข่ห่าน” ถ้าผมจำไม่ผิดทางเหนือจะเรียก “เห็ดไข่” สั้นๆ อีสานจะเรียก “เห็ดระโงก”

    เจ้าเห็ดชนิดนี้จะมีสองสี คือสีเหลืองอ่อน (บางแหล่งจะกระเดียดไปทางส้ม) กับ สีขาวนวล จะมีเมือกเคลือบดอกหน่อยๆ

    ต้องเก็บแบบที่ตูมๆ ยังเป็นไข่มาแกงใส่ใบส้มเสี้ยว หรือใบมะขามอ่อนนะคุณๆ เอ๋ย…..

    โธ๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ซดลื่นคอดีแท้ แทบจะลืมวางช้อนกันเลยเทียว!

    .
    .
    .

    ปล. เห็ดในป่านี่ เยอะแยะมากมายหลายชนิดเลยล่ะขอรับ หากเป็นพรานไพรจริงละก้อ แม้ไม่รู้จักชื่อมันแต่ก็ดูออกว่ากินได้

    และเช่นกัน

    ประดาเห็ดที่ผมกล่าวมานั้น ใช่ว่าจะปลอดภัยไร้พิษแล้วนะคุณๆ เอ๋ย

    เห็ดขอนนั้น ต้องดูด้วยว่าเค้าขึ้นอยู่บนขอนไม้อะไร เพราะบางที ถ้าไปขึ้นบนขอนไม้บางอย่าง กินไม่ดีดอกขอรับ เพราะเจ้าเห็ดไปดูดซับเอาสารพิษจากต้นไม้มา

    จะกินเห็ดจึงต้องดูขอน เหมือนตอนจะเลือกนางจำต้องดูแม่ (เกี่ยวกันไหมนิ?)

    เห็ดไข่หงษ์ ไข่ห่านนั่นก็ด้วย ถ้าหากเกิดใกล้ต้นสน พ่อพรานทั้งหลายมักจะไม่แนะนำให้กิน เพราะใบสนมียางที่ทำให้เห็ดรสชาติเปลี่ยน ไม่อร่อย เป็นพิษน้อยๆ กินนิดหน่อยอาจจะไม่เป็นไร แต่หากกินมาก อาจจะต้องขุดดินฝังแค่คอเพื่อให้ดินช่วยดูดพิษออก

    เห็นไหม?

    อย่าทำเป็นเล่นกับเห็ดไปนา!

  59. วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 15 “กตัญญู”

    .
    .

    คุณธรรมอีกอย่างหนึ่งที่น่าประทับใจของท่านเจ้าคุณฯ คือ ความเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ที่มีอุปการะคุณแก่ท่าน แม้ว่าจะเป็นเพียงน้อยนิดเดียวในสายตาผู้อื่น แต่สำหรับท่านแล้ว ท่านจะจดจำไว้เสมอ ดังเรื่องต่อไปนี้

    ครั้งหนึ่ง ขณะที่พักรักษาอาการอาพาธด้วยโรคกล้ามเนื้ออักเสบที่โรงพยาบาลพหลโยธิน (เลิกกิจการแล้ว) ในช่วงนั้น อาการท่านดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังไม่หายสนิทดีนัก คุณหมอพี่ชายของท่านจึงขอให้ท่านพักอยู่ดูอาการต่อไปอีกสักระยะ

    วันหนึ่ง ท่านได้เปิดหนังสือพิมพ์ที่มีผู้นำมาวางทิ้งไว้ในห้อง พลิกดูข่าวไปเรื่อยๆ พลันสายตาก็เหลือไปเห็นแจ้งความงานฌาปนกิจศพรายหนึ่ง พอเห็นชื่อก็จำได้ทันทีว่าชายผู้ตายนั้นเคยไปหาท่านที่กุฏิวัดพระพิเรนทร์ ได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแก่ท่านด้วย

    ท่านเหลือบดูเวลา เมื่อเห็นว่ายังพอไปทัน ท่านก็ลงจากเตียงพยาบาล ห่มจีวร เดินทางไปงานเผาศพโยมผู้นั้นทันที.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 16 “กตัญญู 2”

    .
    .

    สมัยโยมพ่อ โยมแม่ของท่านเจ้าคุณฯ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะไปเยี่ยมโยมทั้งสองที่บ้านคุณหมอพี่ชายคนโตของท่านเป็นประจำสม่ำเสมอมิได้ขาด ต่อมาโยมแม่ล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ มีอาการเป็นอัมพาตต้องนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาหลายปี

    ในช่วงแรก ดูเหมือนโยมแม่ของท่านจะพอรับรู้อะไรได้บ้าง เพราะมีอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก เช่น เมื่อเห็นท่านเจ้าคุณฯ มาหา ก็จะทำท่าคล้ายจะพนมมือไหว้ เมื่อถามคำถามไป เวลาจะให้ตอบก็ขอให้ยกนิ้ว เพื่อแสดงว่าเข้าใจ โยมแม่ก็ยกนิ้วได้

    ท่านเจ้าคุณฯ จะพูดคุยสนทนากับโยมแม่ที่นอนไม่ขยับเขยื้อนด้วยความอ่อนโยน เป็นภาพงดงามของลูกชายในเพศบรรพชิตที่ปฏิบัติต่อโยมมารดา

    ท่านเจ้าคุณฯ คงมีความสงสาร เห็นใจในทุกขเวทนาของโยมแม่เป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงคิดหาทางปลอบโยมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เมื่อยามมาเยี่ยมก็พูดคุยสนทนากับโยมนานๆ บางทีก็เปิดเทปเสียงเด็กๆ ชาวอินเดียสวดมนต์ ที่ท่านอัดมาจากวัดไทยในประเทศอินเดียให้โยมฟัง

    เมื่อไปในสถานที่ที่มีเสียงน้ำตก เสียงนกร้อง ท่านเจ้าคุณฯ ก็จะอัดเสียงธรรมชาตินั้นมาเปิดให้โยมมารดาฟัง และไม่ว่าท่านจะไปที่ไหนก็ตาม จะต้องนึกถึงโยมด้วยเสมอว่าจะทำอะไรเพื่อโยมได้บ้าง

    ท่านเจ้าคุณฯ ปฏิบัติต่อโยมแม่แบบนี้ด้วยดีเสมอมา ตราบจนโยมแม่สิ้นอายุขัยจากไป ท่านก็เป็นธุระจัดการพิธีศพให้โยมแม่อย่างดีเท่าที่จะทำได้

    เมื่อเหลือเพียงโยมพ่อ ท่านก็ได้ให้ความเอาใจใส่ไปเยี่ยมเยียนโยมพ่อเช่นที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด ต่อมาอีกไม่ช้าไม่นาน โยมพ่อก็มีอาการของโรคชรา และถึงแก่กรรมตามโยมแม่ไป ท่านได้จัดพิธีศพให้เป็นอย่างดีเหมือนเช่นที่จัดให้กับโยมแม่

    ช่วงระหว่างที่รอพระราชทานเพลิงฯ ท่านก็จัดให้มีการบังสุกุลแก่โยมอาทิตย์ละครั้งอย่างสม่ำเสมอ ถึงครบปีก็จัดพิธีทำบุญ พิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน พร้อมทั้งมอบทุนการศึกษาแก่พระเณรด้วย.

    .
    .
    .
    .

    วิถีแห่งปราชญ์ ตอนที่ 17 “กตัญญู 3”

    .
    .

    ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อนๆ ว่า ความกตัญญูเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของท่านเจ้าคุณฯ ยังมีตัวอย่างเรื่องความกตัญญูของท่านที่ควรบันทึกไว้อีกดังนี้

    เมื่อครั้งอาจารย์ของท่าน คือ ท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมสาร หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “หลวงพ่อวัดบ้านกร่าง” องค์นี้รักและเมตตาท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) มาตั้งแต่เป็นเณรน้อยอยู่ที่วัดบ้านกร่าง

    ต่อมาเณรประยุทธ์ (ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์) ได้เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ สังกัดวัดพระพิเรนทร์ เพื่อศึกษาต่อ ทุกครั้งที่ท่านกลับสุพรรณบุรี ท่านก็จะไปพักที่วัดบ้านกร่างเสมอ เป็นความผูกพันอันยาวนานนับตั้งแต่วัยเยาว์

    ครั้งที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์ป่วยหนัก ท่านเจ้าคุณฯ ก็จะเดินทางไปอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิดตามโอกาส จวบจนเจ้าคุณอาจารย์สิ้นอายุขัย ท่านก็เป็นธุระร่วมกับทางวัดจัดการเรื่องงานศพให้อย่างสมเกียรติ และจะไปร่วมงานทำบุญครบรอบปีด้วยแทบทุกครั้ง

    เมื่อทำบุญครบ 100 ปี ท่านเจ้าคุณพระเมธีธรรมสาร นอกจากจะไปร่วมงานแล้ว ท่านยังได้ทำหนังสืออนุสรณ์แจกในงานฌาปนกิจศพ ชื่อหนังสือ “ประเพณี-พิธีพจน์”

    ในปี พ.ศ. 2512 ท่านเจ้าคุณพระเทพคุณาธาร อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ได้ถึงแก่มรณภาพ ท่านเจ้าคุณฯ ได้รับเป็นผู้ดูแลจัดการพิมพ์หนังสืองานศพถวาย เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

    อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระครูปลัดสมัย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์อีกรูปหนึ่ง (หลังจากพระเทพคุณาธาร) ถึงแก่มรณภาพ ท่านเจ้าคุณฯ ก็เป็นธุระจัดการเรื่องพิธีศพ และเป็นธุระจัดทำหนังสืออนุสรณ์ให้เช่นเคย โดยเลือกเอาหนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลศัพท์” ซึ่งเป็นผลงานของท่านเจ้าคุณฯ เอง

    ท่านเจ้าคุณได้สละเวลาเป็นอันมาก ทุ่มเททำหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เสร็จทันงานพระราชทานเพลิงศพ.

  60. สวัสดีค่ะมิตรรักทุกท่าน

    .

    เช้าวันนี้ข้าพเจ้ามีโปรแกรมกรำศึกเบาหวานตามปกติ
    แต่ที่ไม่ปกติก็คือ ในพื้นที่รับผิดชอบเกิดน้ำท่วมตั้งแต่เมื่อคืน
    เลยต้องจัดยาและเวชภัณฑ์ส่งมอบให้ตัวแทนเข้าไปดูแลในพื้นที่

    ก็เลยวุ่นวายตั้งแต่เช้า กระทั่งบัดเดี๋ยวนี้

    ทราบข่าวเบื้องต้นว่าเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดด้วยลำน้ำอยู่หลายจุด ทำให้เจ้าหน้าที่มาทำงานไม่ได้หลายคน รวมถึงเข้าไปประชุมในตัวจังหวัดไม่ได้ด้วยเช่นกัน

    ข้าพเจ้าอยู่ทางนี้ปลอดภัยดีค่ะ และได้โทรศัพท์ไปแจ้งข่าวถึงเพื่อนและญาติ ๆ ที่อยู่ทางปลายน้ำให้เตรียมตัวรับมือกับน้ำเรียบร้อยแล้วค่ะ

    เฝ้าภาวนา ..
    ขอให้ทุกชีวิต (ทั้งคนและสัตว์น้อยใหญ่) อยู่รอดปลอดภัยด้วยเทอญ

    .

    อ้อ .. เกือบลืมบอกไป บรรดาเห็ดที่ท่านป๋าว่าไว้ เห็ดที่ข้าพเจ้าได้มาย่างทำน้ำพริกรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับ “เห็ดไค” เลยค่ะ

    .
    .

    ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ ขอให้บุญรักษาค่ะ

    -จขบ.-😀

  61. สวัสดีบ่ายๆ วันพฤหัสบดีค่ะ
    น้ำท่วมหรือคะท่าน จขบ. แย่จังเนอะ
    ขออย่าให้มีเหตุการณ์รุนแรงแล้วกันนะคะ
    ดูแลตัวเองด้วยค่ะ ^__^

    วันนี้มีความรู้เรื่องเห็นพ่วงมาด้วยนะคะ คุณสวรรค์เสก
    ข้าพเจ้าชอบต้มเห็ดไข่ใส่ใบมะขามที่สุดเลย
    กะว่ากลับบ้านจะให้แม่ทำให้กินซะหน่อย หุหุ

    รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ^__^

  62. ขอบคุณค่ะท่านรอง ฯ

    แล้วหากคุณได้ลงมือต้มเห็ดใส่ใบมะขามเมื่อไร
    มาเคาะแจ้งข่าวไว้ที่บล๊อกด้วยนะคะ
    ข้าพเจ้าจะส่งท่านเลขา ฯ ป๋าสอเป็นตัวแทนไปชิมให้ค่ะ
    5555555+

    -ประธาน.-😀

  63. อันว่าฝีมือในการทำอาหารของข้าพเจ้านั่นแย่เข้าขั้นสุงสุด
    คาดว่าคงได้แค่นั่งล้างเห็ด ขั้นต่อไปก็คงเสร็จฝีมือท่านแม่นั่นล่ะค่ะ -*-

    พูดถึงแม่แล้ว ข้าพเจ้าขอยื่นใบล่วงหน้านะคะ
    เสาร์-อาทิตย์ นี้กลับบ้านค่ะ (ไม่ได้กลับมาสี่เดือนแล้ว)
    ก่อนวันแม่ไปให้แม่เห็นหน้าเสียหน่อย ^__^

  64. รับทราบและอนุมัติใบลาค่ะท่านรอง ฯ Z

    จงทำวันเวลาที่ได้กลับบ้านครั้งนี้ ให้เป็นหนึ่งในช่วงเวลาดี ๆ ที่ประทับใจได้ไม่รู้ลืมนะคะ

    ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพค่ะ

    -ประธาน ฯ.-😀

  65. ขอบคุณค่ะท่านประธาน

    ว่าจะขึ้นรถพรุ่งนี้เย็น เพราะต้องมาเคลียร์งานก่อน
    แต่จริงๆ อยากกลับตอนนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ทำไม่ได้ – -”

    จะพยายามทำให้ดีที่สุด (เท่าที่จะทำได้) ค่ะ ^__^

  66. ไปตอนเย็นแล้วท่านรอง ฯ Z จะถึงบ้านค่ำมากหรือเปล่านะ
    อย่างนี้จะทันดูพิธีเปิดโอลิมปิกกะข้าพเจ้าไหมอ่ะ ?

    สองทุ่มพรุ่งนี้นัดเจอกันหน้าจอทีวี (คนละสถานที่) นะคะ
    โอเค๊ ? 55555+

  67. ถ้าขึ้นรถหกโมงเย็นน่าจะถึงประมาณก่อนสองทุ่มค่ะ
    คิดว่าน่าจะทันนัดหน้าทีวีนะคะ ^^”

    ไว้พรุ่งนี้พบกันหน้าทีวีแล้วกันค่ะ ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s