เมื่อมารดำเข้าวัด (๑)

เช้ามืดวันที่ 9 กรกฏาคม 2551 ฉันนั่งตาสว่างอยู่บนรถโดยสารที่จอดนิ่งสนิท ณ สถานีขนส่งหมอชิต 2 จุดหมายปลางทางของฉันคือวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปตามลำพังอย่างแท้จริง การมุ่งหน้าโดยอิสระ ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่ต้องเป็นกังวลกับใครทำให้ใจรู้สึกเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก และการเดินทางโดยรถสาธารณะก็ไม่ได้ขลุกขลักอย่างที่คิดหวั่นใจไว้ แรกเริ่มฉันตั้งใจจะลงที่ปากทางเข้าวัด แต่เวลานั้นเพิ่งตีสามกว่า ๆ ยังเช้ามากและดูอันตรายเกินไปสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว จึงนั่งรถเลยไปถึงหมอชิต เห็นสวย ๆ อย่างนี้ก็รักตัวเองเป็นนะจะบอกให้ อิอิ

เมื่อรถโดยสารถึงสถานีขนส่งหมอชิตขาเข้า ดูนาฬิกาหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลา 5:15 น. ฉันคว้ากระเป๋าเดินทางไว้ในมือ มุ่งหน้าไปสถานีขนส่งหมอชิตขาออกเพื่อหารถไปจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อไปถึงตัวอาคารก็มีคนส่งเสียงบอกว่า “ไปสิงห์บุรีทางนี้ครับ วัดอัมพวันทางนี้ครับผม” หลังซื้อตั๋ว และสอบถามเวลาเดินทางแล้ว พบว่าพอมีเวลาจัดการธุระอีกราวครึ่งชั่วโมง ระหว่างกำลังตัดสินใจว่าจะทำเรื่องใดก่อนหลัง พนักงานขายตั๋วโดยสารผู้พร้อมบริการก็ยื่นมือมาขอกระเป๋าไปถือให้ แล้วเดินนำไปที่ชานชลาทันที ด้วยความที่ยังไม่ตื่นตัวเต็มที่จึงไม่ได้ทักท้วง เดินตามเขาไปต้อย ๆ ซะงั้น – -”

หลังจากนั่งนิ่ง ๆ สักครู่ โทรศัพท์มือถือก็สั่น เวลาเดินทางควรเปิดระบบสั่นนะคะ รวมถึงไม่ควรคุยเสียงดังรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นด้วยค่ะ เป็นแม่ที่โทรมาสอบถามความเรียบร้อยของการเดินทางนั่นเอง หลังจากทราบว่าฉันอยู่ที่หมอชิตและปลอดภัยดี ก็วางสายไป ยังเหลือเวลาก่อนรถออกอีกมากโข แต่ฉันกลับไม่อยากทำธุระอะไรอีกแล้วไปจัดการตัวเองที่วัดโน่นเลยดีกว่า ว่าแล้วก็รอเวลาต่อไป แล้วบันทึกลงในสมุดบันทึกสีลูกกวาดว่า

“9 – 16 กรกฏาคม 2551 ฉันจะ หยุด และ นิ่ง ที่วัดอัมพวัน”

.

ขณะอยู่บนรถโดยสาร ได้ยินถ้อยคำของพนักงานแว่วมาว่า “ใจเย็น ๆ นะแม่ ถึงรถผมจะไปไม่ถึงแต่จะพาไปส่งให้แม่หารถไปต่อได้ ไม่ต้องตกใจนะ” ฉันฟังแล้วก็ยิ้ม ประทับใจในการบริการที่ดี กริยายิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจเอื้อเฟื้อกับคนแก่ที่ไม่รู้จักถนนหนทางเหมือนผู้โดยสารท่านนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ของตน เห็นแล้วทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวค่ะ  รถวิ่งบนถนนสายเอเซียไปเรื่อย ๆ แล้วจอดให้ฉันลงที่ปากทางเข้าวัดอัมพวันโดยไม่ต้องบอกซ้ำ พนักงานคนเดิมยื่นมือมาช่วยถือกระเป๋าให้อีกครั้ง ฉันยื่นกระเป๋าพร้อมส่งยิ้มให้ไป บอกขอบคุณในน้ำใจที่เขาให้เกินความคาดหวัง คนสิงห์บุรีนี่ใจดีแต้ ๆ เนาะ จากนั้นก็นั่งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปยังตัววัดอัมพวัน สถานที่ปฏิบัติธรรมในครั้งนี้

เมื่อไปถึงคราวนี้ทีอะไรที่แปลกตาขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อนหลายอย่าง อย่างแรกเลยก็คือร้านค้าขายของฝาก ขนม พวงมาลัย สลากกินแบ่งรัฐบาล ฯลฯ วางแผงลามเลยเกือบถึงประตูทางเข้ากุฎิของหลวงพ่อ ก่อนถึงจุดลงทะเบียนก็พบร้านขายชุดขาว พร้อมสไบหลากลวดลายวางขายอยู่เรียงราย จำได้ว่ามาครั้งแรกที่นี่มีข้อห้ามในการใช้สไบที่มีลวดลายต่าง ๆ ทั้งสไบถักด้วยไหมพรม หรือ สไบลูกไม้ก็ห้ามหมด เมื่อยื่นเอกสารลงทะเบียนก็พบว่าที่นี่ยังมีชุดขาวบริการให้กับผู้ปฏิบัติธรรมอยู่เช่นเคย ฉะนั้นคนที่ไม่เตรียมชุดมา ก็ยังเข้าปฏิบัติได้ไม่มีปัญหา จากนั้นไม่นานนักเจ้าหน้าที่ก็ยื่นบัตรให้พร้อมบอกว่า

อาคารหน้าเมรุค่ะ

ตายละ !

คนกลัวผีอย่างเรานี่อ่ะนะ จะต้องไปอยู่อาคารหน้าเมรุ !

– – –

(แล้ว 7 วันต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามอ่านไปด้วยใจระทึก)

12 comments

  1. ข้าพเจ้าก็ใช้บริการรถสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง
    แต่แปลกถ้านั่งรถตอนกลางคืนไม่ค่อยหลับ
    แต่ถ้าเป็นกลางวันนี่หลับตลอด -*-

    แล้วจะติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

  2. อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านรอง ฯ

    .

    ข้าพเจ้าก็แปลกคนค่ะ นั่งรถสาธารณะกลางวันคราไร ไม่เคยจะหลับได้สักทีเลยล่ะ นอกจากจะเพลียมาก และ มีเพื่อนไปด้วย ถ้าไม่มีเพื่อนไปด้วยเพลียแค่ไหนก็หลับไม่ลง

    และหากนั่งไปตอนกลางคืน กว่าจะหลับได้สักตื่นก็ผ่านไปค่อนคืนโน่นเลย

    .

    สุขสันต์วันน้ำหลากนะคะ

    -จขบ.-

  3. สวัสดีสายๆ วันอาทิตย์ค่ะ
    ข้าพเจ้านั่งรถประจำตอนไปเรียนแค่ยี่สิบกิโลเมตร ก็ยังหลับเลยค่ะ -*-
    แต่ถ้าเป็นเส้นทางประจำมักจะตื่นก่อนถึงจุดหมายเสมอ

    ยิ่งถ้าคนขับคุ้นเคยก็ยิ่งหลับง่ายค่ะ ยกเว้นเส้นทางแปลกตา
    และข้าพเจ้ามักจะหลับในที่ไม่ควรหลับเสมอค่ะ หุหุ

    ได้ข่าวว่าแถวบ้านท่านน้ำท่วม ไม่ทราบว่ารวมบริเวณบ้านท่านหรือเปล่าคะ
    ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

    สุขสันต์วันครึ้มๆ ค่ะ

  4. ข้าพเจ้าไม่ทันดูนาฬิกา เพิ่งทราบว่านี่สิบเอ็ดโมงแล้ว
    ยังพิมพ์ว่าสายอยู่เลย ทั้งๆ ที่ใกล้เที่ยง – -”

    สุขสันต์กับมื้อกลางวันค่ะ ^__^

  5. สวัสดีตอนค่ำค่ะท่านรอง ฯ Z

    .

    บ้านเรือน ไร่ นา ของข้าพเจ้าปลอดภัยดี ไม่มีปัญหาค่ะ
    ขอบคุณมากนะคะที่ห่วงใย

    -จขบ.-

    ป.ล. หลับได้ทุกที่ก็ดีค่ะ ดีที่ไม่ต้องอดนอนไงคะท่าน .. หุ หุ

  6. สวัสดีค่ะท่านประธาน
    ปลอดภัยก็ดียิ่งค่ะ ^__^

    ส่วนหลับได้ทุกที่ บางที่มันก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนด้วยน่ะสิค่ะ -*-

  7. หากหลับในห้องเรียน ก็ต้องแลกกับคะแนนที่จะได้รับ
    หากหลับในที่ทำงาน ก็ต้องแลกกับโบนัส

    เรื่องใหญ่ทั้งนั้นเลยค่ะท่าน หุหุ

  8. จริงของท่านค่ะ เรื่องใหญ่ทั้งนั้นเลย
    อย่างนี้คนบ้าอย่างเราก็ควรจะหลับกันให้ถูกที่ถูกทางนะคะ

    รู้ทั้งรู้ แล้วยังจะหลับอยู่ก็แปลว่าใจป้ำสุด ๆ ล่ะค่ะ
    ยอมแลกน่าดูเลยนิ 55555555+

    .

    ประเดี๋ยวข้าพเจ้าจะเล่านิทานก่อนนอนให้นะคะ
    เรื่องนี้อ่านแล้ว “หลับ” ได้โดยไม่ต้องแลกกับอะไรเลย

    นอนหลับฝันดีนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ..😀

  9. 55555+
    แม้จะรู้ทั้งรู้ แต่บางครั้งคนเราก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ค่ะ ^^”

    เดี๋ยวจะตามไปอ่านนิทานนะคะ
    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^__^

  10. อืม ในตอนนี้ยังไม่มีคำถาม
    งั้น คงไม่เหมาะกับกาลที่จะตอบ

    อาคารหน้าเมรุ!!

    วาวววว บรรเจิดด้วยภาพในจินตนาการจริงๆ

    จำได้ว่า ผมเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยตอนเป็นเณรเถื่อน แล้วอยากจะลองดีกับพี่ๆ ผีๆ นั้น ผมเคยไปเดินจงกรม นั่งสมาธิ ที่กุฏิกรรมฐาน ในวัดป่าแห่งหนึ่ง เป็นกุฏิโล่งๆ อยู่ห่างไกลเข้าไปในป่าลึก ข้างทางเดินจงกรมจะมีโลงแก้วบรรจุศพนอนยิ้มแหย๋ๆ ให้ดูพอได้กระชุ่มกระชวยกระฉับกระเฉงไม่ง่วงงาวฮาวนอนง่ายๆ

    อาคุงเจี๊ยบเอ้ยยยยยยยยย

    ไปใหม่ๆ นี่ เดินขนตั้งขนชี้อยู่นั่นแหละ เสียงตุ๊กแกร้องเอย เสียงนกฮูกครวญนี่ เป็นเหมือนเสียงผีทักทายหมดเลยเชียว

    แฮ่ม!

    พออยู่สักพักจนคุ้นชินดีแล้ว ไหง๋เณรแก้วจึงนอนกรนคร่อกๆ ไปเลยก็ไม่รู้

    ผี จึงเป็นอะไรที่…”หลอกตัวเอง” ทั้งนั้น

    “ผีมีจริงไหม?” (คุณไม่ถาม งั้นผมถามเองตอบเองก็ได้ คือว่า…)

    “ผีไม่มีจริง…มีแต่วิญญาณที่ไร้ร่างกายสถิตเท่านั้น”

    “ทำไมคนเราถึงกลัวผี?”

    “เพราะไม่รู้ว่าผีคืออะไร และที่ซ้อนลึกอยู่เบื้องหลังความกลัวผีนี้ จริงๆ แล้วสัตว์ทั้งหลายไม่ได้กลัวผีแต่กลัวตาย”

    “ทำไมจึงกลัวตาย?”

    “เพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน”

    “ทำไมถึงไม่รู้ว่าตายแล้วจะไปไหน?”

    “เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายไม่รู้”

    “ทำไมถึงไม่รู้?”

    “ไม่รู้สิ”

    “ทำไมไม่รู้สิ?”

    “อ้าว ก็ “ไม่รู้” ไง บ๊ะ! ถามอยู่ได้!”

    .
    .

    * หมายเหตุแห่งความไม่รู้

    อวิชชา = (น.) ความไม่รู้, ความเขลา, รู้เท่าไม่ถึงการณ์, ความหลง, การไม่รู้แจ้งในอริยสัจธรรม

    .
    .

    ปล. ผมเคยฟังเทศน์หลวงปู่ชา ท่านพูดถึงหลวงพ่อพุทธทาสว่า

    “ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดเอาไว้น่าคิด คือสมัยก่อนตอนเป็นเด็กเลี้ยงควาย ท่านขี่ควายข้ามป่าช้า ท่านกลัวผีจนตัวสั่น แต่ควายกลับเดินเฉย แวะหากินหญ้าตามข้างทางไปเรื่อย ท่านอาจารย์พุทธทาสสมัยเป็นเด็กจึงมาคิดว่า

    เออ นะ เราว่าควายโง่แท้ๆ แต่ทำไมควายไม่กลัวผี เราเป็นคน แต่กลับกลัวผี เรานี่คงจะโง่กว่าควายกระมัง”

  11. แหะ ๆ

    ท่านป๋าสอนี่ละก้อ ก็รู้หรอกค่ะว่ากลัวอะไรไม่เข้าท่า
    แต่คนมันกลัวนี่คะ ป๋าจะให้ทำไง

    .

    ไปคราวนี้เจี๊ยบเจอกับกองทัพพิทักษ์อาคารหน้าเมรุกลุ่มใหญ่เลยค่ะคุณ ทุกตัวทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม หอนรับกันเป็นทอด ๆ ตรงเวลาทุ๊กกกกคืน ถ้าคืนไหนเจี๊ยบหลับก่อนถือว่าโชคดีไป แต่หากคืนไหนถูกกาแฟถ่างตาไว้ก็ต้องทนทรมานใจจนกว่าพวกเขาจะพากันหยุดหอน

    กลัวเป็นบ้าเลยอ่ะ
    ดีนะคะที่อาคารนี้มีเพื่อนนอนด้วยหลายสิบคน – -”

    .

    ขอบคุณสำหรับ หมายเหตุ และ ปล. ด้วยนะคะ
    ตอนต่อไปมี คำถาม ที่ต้องรบกวนให้ช่วย ตอบ อย่างแน่นอนค่ะ

    อ้อ .. เกือบลืมทวงแหนะ

    เรียน ป๋าสอที่เคารพเจ้าคะ

    หากท่านพอจะมีเวลาว่างจากการขายปลาหลดอยู่บ้าง
    ช่วยนั่งจิ้มนิทานก่อนตื่นให้พวกเราอ่านด้วยน๊า
    นี่ตัวเองติดค้างมาสองตอนแล้วนา .. จริง จริ๊งงงง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s