เมื่อมารดำเข้าวัด (บทนำ)

สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนบล๊อกทุกท่าน

อะแฮ่ม !! เริ่มต้นเรื่องแบบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นศิลปินที่มีแฟนานุแฟนล้มหลามยังไงก็ไม่ทราบ เอ่อ อ่านแล้วหัวเราะได้ค่ะ แต่กรุณาอย่าแหวะนะคะเพราะมันไม่งาม อุอิ อุอิ นอกเรื่องละเรา เอ้า ! เข้าเรื่องได้แล้ว

ผู้ที่ติดตามอ่านมานานคงได้ผ่านตากันแล้วว่า เจ้าของบ้านนี้มักใช้ฉายาว่า “มารดำ” อยู่เสมอ สืบเนื่องจากในอดีตกาลข้าพเจ้าชอบเล่นหมากล้อมอย่างยิ่ง ทั้งเป็นคนมีน้ำใจนักกีฬาชอบมอบแต้มต่อให้คู่เล่นด้วยการนั่งหมากดำ จริงแล้วชอบที่จะได้เปิดเกมส์ก่อนตะหากเล่า พูดซะดูดีเชียวเรา หุ หุ เล่นกี่ครั้ง ๆ ก็นั่งดำ พัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงระดับ “เทพ” แต่ด้วยความที่ฝีมือขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ได้เรื่อง ผีเข้าผีออกอยู่อย่างนั้น มันก็เลยเป็นได้แค่ “มาร” เท่านั้น แม้ช่วงหลังมานี้จะไม่มีโอกาสได้นั่งกระดานโกะบ่อยนัก แต่ก็ยังนิยมชมชอบใช้ฉายา “มารดำ” นั้นอยู่นั่นเอง

พูดถึงการเข้าวัด ข้าพเจ้ามิได้หมายถึงการพาตัวไปร่วมศาสนพิธีในวัดเพียงเท่านั้น หากแต่หมายถึงการเข้าไปรักษาอุโบสถศีล และไปปฏิบัติธรรมในวัดอย่างจริงจัง หลังจากสะเปะสะปะไปหลายที่ หลงทางอยู่หลายปีก็ได้พบกับวิถีแห่งวิปัสสนากรรมฐาน และได้ขอสมาทานกรรมฐานกับ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับนักปฏิบัติธรรมท่านอื่นนับพันเมื่อปี พ.ศ. 2547 หลังจากนั้นก็ปฏิบัติตามวิถีนั้นเรื่อยมาไม่ว่าจะไปวัดไหน

จากที่เคยไปวัดอัมพวันมาแล้ว 3 ครั้ง จึงทราบแก่ใจดีว่าที่นี่เข้มข้นอย่างยิ่ง (ทำวัตรเช้า – เย็นรวม 2 ชั่วโมง ปฏิบัติวันละ 10 ชั่วโมง ทานอาหารพร้อมเก็บ ล้าง กวาดลานวัดวันละ 4 – 5 ชั่วโมง พักอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายวันละ 2 ชั่วโมง นอกนั้นก็เป็นเวลานอนซึ่งนับดูแล้วไม่ถึงวันละ 5 ชั่วโมง) ก่อนเดินทางไปข้าพเจ้าได้เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ว่าจะปฏิบัติให้ดีที่สุด เขียนใบลาพักผ่อนยื่นไปล่วงหน้าเกือบเดือน และขอบอกกับผู้ที่สนใจไปปฏิบัติธรรมที่นี่ด้วยเลยค่ะว่า ควรไปตรงกับวันที่ทางวัดประกาศไว้ นั่นคือ

1. เข้าวันโกน ออกวันโกน 
2. เข้าวันศุกร์ ออกวันอาทิตย์

เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ หากไม่เข้าตามวันแล้วนั้นท่านจะไม่ได้บุญสมความตั้งใจ เนื่องจากได้ทำให้เจ้าหน้าที่ยุ่งยาก แล้วท่านจะลำบากหู ยุ่งยากใจตามมา หากบุญคือความสุขและสบายใจ เมื่อไม่มีความสุขและไม่สบายใจก็เหมือนไม่ได้บุญนั่นแหละค่ะ

รอบนี้ข้าพเจ้าจะเข้าวันโกนซึ่งตรงกับวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 ตั้งใจว่าจะเดินทางตอนเช้าแต่ปรากฎว่าไม่สามารถหารถไปได้ คนขายตั๋วแจ้งว่าเพราะคนเดินทางน้อยลง ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งกระฉูดขึ้นทำให้บริษัทลดเที่ยวการเดินรถลง ทำให้ต้องปรับแผนด้วยการจองที่นั่งของเย็นวันที่ 8 กรกฏาคม 2551 แทน ข้าพเจ้าจัดชุดขาว 2 ชุด สไบ 1 ผืน และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงในกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ไม่พกเครื่องสำอางค์ แล้วถอดเครื่องประดับทุกอย่างเก็บไว้เพราะไม่ต้องใช้ อีกทั้งจะได้ไม่ต้องมีอะไรให้เป็นห่วงเป็นกังวล

หลังเลิกงานรีบกลับไปอาบน้ำอาบท่า ขับรถไปเก็บแล้วออกมารอรถโดยสารที่ถนนใหญ่หน้าบ้าน ระหว่างนั้นพบคนแก่หิ้วตะกร้าขายเห็ด ขายหน่อไม้เดินมาทักว่า “หมอจะไปไหนก๊ะ ?” ฉันบอกว่า “ไปกรุงเทพ ฯ เจ้า แม่อุ้ย” หลังจากพูดคุยกันพักใหญ่ก็ได้รับคำอวยชัยให้เดินทางปลอดภัย ไปดี มาดี

เมื่อขึ้นรถได้ก็นึกสงสัยในใจว่า นั่งสมาธิ กับ วิปัสสนา นี่เหมือนหรือว่าต่างกันอย่างไร ?

– – –

( รอคำตอบจากพี่หนานสอก่อนนะคะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ)

7 comments

  1. ก่อนอื่นต้องขออนุโมทนาบุญกับคุณเจี๊ยบด้วยนะครับ ที่ได้เดินทางไปเข้า “คอร์สเข้ม” กับหลวงจรัญ ที่วัดอัมพวัน มาหมาดๆ

    เพื่อไม่ให้เสียเวลาเข้าปัญหากันเลยเน๊าะ

    “นั่งสมาธิ กับ วิปัสสนา เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?”

    ตอบตามศัพท์

    นั่งสมาธิ คือการอยู่ในอิริยาบถนั่ง แล้วเพ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจจะเพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ สีเขียว สีแดง ฯลฯ ตามหลักกษิณสิบก็ได้

    วิปัสสนา คือ ความรู้ที่จะทำให้เห็นแจ้ง เข้าใจหลักความเป็นจริงของสิ่งทั้งมวล

    ตอบตามอาการ

    พอพูดถึงคำว่า “ทำสมาธิ” เรามักจะนึกไปถึงการนั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น เหมือนพระพุทธรูป ทั้งที่ความจริงแล้ว ไม่ว่าอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน เราก็สามารถทำสมาธิได้หมด แต่อิริยาบถอื่นๆ นั้น บางท่าจะสบายเกิน(พาลจะทำให้หลับเอาได้) บางท่าลำบากเกินปฏิบัติไม่ได้นาน(การยืน การเดิน) ท่านั่งจึงเป็นท่าที่สะดวกดีที่สุด ที่จะอยู่นิ่งๆ ได้นานกว่า

    แม้ในพระไตรปิฎกเอง ก็ไม่เคยมีเลยที่จะบอกว่า ให้นั่งท่านั้น ให้คู้ขา วางมืออย่างนั้นอย่างนี้ ไม่มี มีแต่บอกในทำนองว่า “ให้คู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า อยู่กับภาวะปัจจุบัน” ประมาณนี้

    การนั่งสมาธิในความหมายที่คุณเจี๊ยบถาม น่าจะหมายถึง “อาการภายนอก” คือการ “นั่งขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายตรงๆ แล้วหลับตา” ดังว่านี้ แต่ภายในใจของนักปฏิบัติท่านนั้น จะเป็นแนวสมาธิ หรือ วิปัสสนา อันนี้บอกไม่ได้ แล้วแต่ใครแล้วแต่ท่าน เพราะอาการกายภายนอก เอาไปวัดสภาวะจิตภายในไม่ได้ (นั่งหลับตาตัวตรงๆ คิดฟุ้งซ่านวุ่นวายไปก็ถมถืด)

    ถ้าหากเพ่งอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จะเป็นการทำสมาธิ

    ถ้าหากมีสติกำหนดรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ความรู้สึก รู้ความคิดนึกปรุงแต่ง จะเป็นการเจริญวิปัสสนา

    ถ้างั้น แล้วเราจะนั่งสมาธิทำไม?

    อย่างที่บอก ท่านั่งจะทำให้อยู่นิ่งๆ ได้นานกว่าท่าอื่น การเพ่งอยู่กับปลายจมูก อยู่กับลมเข้าลมออก อยู่กับดวงแก้ว อยู่กับอะไรก็ตาม เป็นเหมือนเชือกล่ามใจให้นิ่งสงบก่อน เพราะธรรมชาติจิตมันไม่นิ่ง มันวุ่น มันฟุ้งซ่าน การหาหลักมาล่ามมันจั๋งๆ อย่างนี้ จะสยบมันได้เร็ว ทำให้ใจสงบเร็ว เมื่อจิตอยู่ภายในกาย จะสงบเกิดสติ แล้วการรับรู้อารมณ์ รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก จะง่ายขึ้น มองเห็นอารมณ์ได้ชัด ดังนี้เราจะเห็นกระบวนการมาตั้งแต่ตอนปราบจิตให้สงบเป็นสมาธิ แล้วเริ่มพัฒนาเป็นวิปัสสนาตามลำดับ

    อีกแบบคือ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม ทำ พูด คิด ใดๆ ก็ดี ให้มีสติตามรู้กายเคลื่อนไหว ใจคิดนึกเลย คือฝึกเจริญวิปัสสนาเลย ทำแบบนี้จะยากสำหรับผู้ใหม่ที่ใจไม่นิ่ง เพราะยังไม่รู้อาการสงบ จึงแยกไม่ออกว่า อะไรคือความว่าง อะไรคือความวุ่น อะไรคือตัวผู้รู้ อะไรคือกิเลส อะไรคือรูป อะไรคือนาม มันจะเละเทะปนเปกันไปหมด หากจะฝึกตามวิธีนี้ต้องกำหนดติดต่อกันนานๆ ถึงจะเริ่มเข้าใจตัวเอง แล้วจะแบกแยกกายใจ รูปนาม ได้เอง (เหมือนอย่างที่คุณเจี๊ยบไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อจรัญมานั่นแหละ คือต้องใช้เวลากำหนดสติทั้งวันทั้งคืนถึงจะเห็นผล แต่หากจับหลักวิปัสสนานี้ได้ จะดีมาก เพราะจะเข้าใจตัวเองได้จริงๆ)

    ต้องทำอย่างไหนถึงจะดี?

    ดีหมด แล้วแต่คน ไม่เหมือนกัน หลวงปู่ชาท่านว่า บางคนหนักไปทางสงบ บางคนหนักไปทางใช้ปัญญา เหมือนเรามีนากับมีสวน บางคนพึ่งนามากกว่าสวน บางคนพึ่งสวนมากกว่านา

    สรุป

    ทำใจให้สงบด้วยอุบายต่างๆ เป็นสมาธิ (ไม่เลือกอิริยาบถหรอก)
    มีสติตามดูตามรู้กายใจตัวเอง เป็นวิปัสสนา

  2. ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณงาม ๆ เลยค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก ที่กรุณามาตอบ มามอบความกระจ่างให้ แม้อ่านช้า ๆ เพียงรอบเดียว ข้าพเจ้าก็เข้าใจความหมายที่แตกต่างของ “สมาธิ” กับ “วิปัสสนา” ได้ทันที

    .

    หลวงพ่อจรัญท่านสอนไว้ว่า

    “.. เราพูดเสมอถึงคำว่า สติปัญญา เราใช้ปัญญาอยู่เสมอก็จริง แต่สตินั้นแท้จริงแล้ว เรานำออกใช้น้อยนัก ทั้งที่สตินั้นมีคุณค่าแก่ชีวิตและจำเป็นแก่ชีวิตที่มีคุณค่าอย่างเหลือที่ประมาณได้

    การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือ การระดมเอาสติทั้งหมด ที่มีอยู่ในตัวเราออกมาใช้ประโยชน์ในการดับทุกข์ให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เราจะตระหนักในคุณค่าอันอัศจรรย์ของสติที่เราไม่เคยคิดเห็นเช่นนั้นมาก่อน

    การปฏิบัติวิปัสสนา คือ การอัญเชิญเอาสติที่ถูกทอดทิ้งไว้ในความต่ำต้อย ขึ้นมานั่งบัลลังก์ของชีวิต และเมื่อสติขึ้นสู่บัลลังก์แล้ว ใจก็จะคลานเข้ามาหมอบถวายบังคมอยู่เบื้องสติ สติจะบังคับมิให้ใจแส่ออกไปคบหาอารมณ์ต่าง ๆ ภายนอก และใจก็จะค่อยคุ้นกับการสงบอยู่กับอารมณ์อันเดียวที่สติคอยบังคับให้สงบอยู่

    เมื่อใจตั้งมั่นดีแล้ว การรู้ตามความเป็นจริงก็จะเป็นผลติดตามมา และเมื่อนั้นแหละเราก็จะทราบได้ว่า ความทุกข์มันมาจากไหน และจะสกัดกั้นมันได้อย่างไร นั่นแหละคืออานิสงส์ของวิปัสสนากรรมฐาน ..”

    ข้าพเจ้าได้ออกเดินในเส้นทาง “วิปัสสนากรรมฐาน” นี้มาหลายปี พบว่ามันทำยากอย่างที่ท่านว่าไว้จริง ๆ ยิ่งเป็นคนคิดมาก ยิ่งฟุ้งซ่านเท่าไร ยิ่งทำได้ยากเท่านั้น

    ขอบคุณอีกครั้งค่ะท่าน
    สุขสันต์ค่ำวันเข้าพรรษานะคะ

    -จขบ.-😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s