“ปฏิบัติธรรมแบบไม่หลง” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

May 11, 2008 at 3:31 am

.
.

โธ่ๆๆๆ ท่านป๋าละก้อ พูดยังกะผมเป็นผู้รู้จริงยังงั้นแหละ ผมขอบอกออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเขียนจากความจำที่ได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์มา และจากการที่ได้อ่านตำรับตำรามาเท่านั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นความรู้ที่ผิดก็ได้ ขอให้ท่านป๋ากลั่นกรองด้วยตนเองดีๆ อีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คนทั่วไปสงสัยและหวาดกลัวกันมากเลยนะครับ ไม่เฉพาะแต่แม่ของท่านป๋าหรอกที่กลัว

.
.

-ฝึกวิปัสสนาด้วยตนเองจะเป็นบ้าไหม?-

ถ้าฝึกถูกหลักไม่บ้าครับ ยังไงก็ไม่บ้าแน่นอน เพราะวิปัสสนาหมายถึง “ความรู้วิเศษที่จะนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง”

.
.

-จะรู้ได้ไงว่าที่ฝึกนั้นผิดหรือถูก?-

หากฝึกสติ “รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก” แล้วละก้อ ผู้ฝึกแรกๆ มักจะรู้สึกอึดอัด ร้อนรน ขัดเคือง หงุดหงิด สงสัย ฟุ้งซ่าน ซึ่งภาษาพระท่านเรียกอารมณ์จิตเหล่านี้ว่า “นิวรณ์ 5”

แต่ครั้น ฝืนข่มมันเอาไว้ ใช้ขันติ คือความอดทน และทมะ คือการข่มใจ ผูกจิตเอาไว้ในกายด้วยการเดินช้าๆ บ้าง หรือว่านั่งดูลม(ไม่จำเป็นว่าต้องหลับตาหรือลืมตา)สังเกตความรู้สึกทางกายและใจไปเรื่อยๆ แล้วละก้อ เจ้าพวกนิวรณ์ 5 ที่ว่านั้น จะค่อยๆ ลดลงทีละน้อยครับ

จิตจะทรงสภาวะตั้งมั่น ตื่นรู้ อยู่กับอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ที่กายจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอยู่เป็นระยะๆ ใจก็จะค่อยๆ มั่นคงอยู่กับการ “เป็นอิสระ, เป็นตัวของตัวเอง, เป็นไท, มีตัวเองเป็นที่พึ่งได้, ไม่ง้อความสุขจากข้างนอก ไม่ว่าจะจากวัตถุหรือบุคคลอื่น” อารมณ์จิตเหล่านี้จะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นไปตามลำดับครับ

ย้ำว่าค่อยๆ เป็นไป ไม่ใช่ฝึก 5-10 วันจะเห็นผลเลยนะครับ

แต่หากทุ่มเทเวลาทั้งวันทั้งคืนสู้กันแบบหัวชนฝาแล้วละก้อ อาจจะรู้จักตัวเองได้เร็วภายใน 7 วันดังว่านี้ก็ได้ เงื่อนไขเวลาตรงนี้ไม่ใช่เป็นหลักการณ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับ “สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร” (ภาษาพระเรียกว่าวิริยะ 5 ซึ่งหากฝึกแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว หมวดธรรมข้อนี้จะวิวัฒนาการกลายเป็นพละ 5 ต่อไป) ของแต่ละคนละท่านไป

.
.

-บทตรวจสอบตนเองมีไหม?-

มีครับ ให้สังเกตดูว่า สติที่เป็นไปในกายของเรานั้นดีขึ้นหรือไม่ เราจับอาการกายได้ทันไหม ถ้าหากยังเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณคือ หิว กระหาย ร้อน หนาว ปวด เมื่อย แล้วก็ขยับปุ๊บปั๊บโดยไม่เสาะหาสาเหตุของการเคลื่อนไหว ว่ามีเป้าประสงค์ใด? เพื่อสิ่งใด? เคลื่อนไหวกายส่วนไหนก่อน? ละก้อ อย่างนี้แสดงว่าสติที่เป็นไปในกายนั้นยังไม่ดีครับ

พอวัดกายเสร็จคราวนี้ก็มาวัดใจ

หมั่นสำรวจดูว่า จิตใจของเราเป็นยังไงบ้างในตอนนี้ หากคลุมๆ เครือๆ ไม่แจ้งชัด หรือว่าปลิวไปตามอารมณ์รัก ชัง โกรธ เกลียด ฟุ้งซ่าน ว้าวุ่น สับสน สงสัย ง่วงนอน ใดๆ เหล่านี้ แสดงว่า “สติที่ตามรู้จิต” ของเราไม่ชัดเจนแล้ว

หากสติมันแก่กล้าขึ้น มันจะทันอารมณ์ที่มากระทบใจได้มากขึ้นน่ะครับท่านป๋า จะเริ่มรู้ว่า “เฮ้ย! เฮ้ย ไอ้ทิด เอ็งจะเริ่มโกรธแล้วนา” หรือว่า “เค้าเริ่มจะชอบตะเองแล้วนะ” อะไรพวกนี้น่ะครับ

คือรู้น่ะ รู้นะครับ แต่ใช่ว่าจะละอารมณ์เหล่านี้ได้เลย ต้องฝึกฝนต่อไปครับ

.
.

-เพราะอะไรถึงละอารมณ์ไม่ได้?-

เราตกเป็นทาสอารมณ์มานานแล้วน่ะครับท่านป๋า มันฉุดกระชากลากถูเราไปมาจนถลอกปอกเปิกหมดแล้ว พอเรามาจัดทัพสติจะเข้าโจมตียึดเอาดวงจิตของเราคืนมา ไอ้อารมณ์เหล่านี้มันไม่ยอมคุณง่ายๆ หรอกครับ มันจะฟึดฟัดขัดขืนคุณอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ

แต่ผู้ที่ฝึกสติแบบกัดไม่ปล่อย คือ ช่างหัวเอ็ง เอ็งอยากเกิดก็เกิดดิ ฉันจะนั่งดูเอ็งเฉยๆ นี่แหละ

สู้กับภาวะที่อึดอัดนั้นให้ได้ พอสู้ได้ จิตใจของเราถึงจะเริ่มเป็นไทเหนืออารมณ์ขึ้นมาทีละน้อย

คำว่าสู้ๆๆ นี่ ใช่ว่าจะกะเก็งเขม็งมั่น ตั้งท่าจะต่อยตีนะครับท่านป๋า คือว่า หน้าที่ของเรามีแค่ “รู้เฉย” เท่านั้นเองครับ เครื่องมือของนักปฏิบัติทุกคน ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นกระทั่งสูงขึ้นไปตามลำดับ ก็คือการ “รู้” แล้ว “เฉย” นี่แหละ

พยายามประคองใจให้รู้เฉยๆ อย่าไปใส่อารมณ์กับสิ่งที่เข้ามากระทบมาก เพราะนั่นจะกลายเป็นความ “โกรธ” โดยที่เราไม่รู้ตัว

อย่าไปดื่มด่ำ ทำท่าทางราวกับตนเองเป็นผู้วิเศษวิโสเหนือชาวบ้าน เพราะนั่นคือความ “หลง”

อย่าไปทำท่ายังกะจะพาเพื่อนมนุษย์และส่ำสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ เพราะนั่นคือความ “รัก”

คือ หากเราวางใจเป็นกลาง สร้างสติที่เป็นไปในกายได้จน “เข้าใจตัวเองจริงๆ” แล้วละก้อ เมื่อนั้น บุคคลนั้นจะรู้จักวางทีท่าต่อคนอื่น และสิ่งอื่น ที่เข้ามากระทบได้เองโดยอัตโนมัติครับ และความรู้แบบนั้น จะเป็นความรู้ที่ประกอบด้วยเมตตา จะรู้ถูกต้องกับกาลเวลา และสถานที่ได้เป็นอย่างดี

คือความรู้บริสุทธิ์เหล่านี้ จะมีเท่าที่ “พลังสติปัญญา” ของแต่ละบุคคลจะมีได้น่ะครับ

บางคนรู้อยู่ แต่ก็ยังหลง มันหลงกันตาใสๆ นี่แหละครับ เพราะว่า “พลังสติ” มันไม่พอไง ถึงละเรื่องนั้นๆ ไม่ได้

พระก็บอกอยู่แล้วว่าดื่มเหล้าไม่ดีๆๆๆ มันก็รู้นะครับ แต่มันละไม่ได้ เพราะพลังสติที่จะเป็น “มีดตัดอารมณ์” ไม่แข็งและไม่คม สู้สัญชาตความเคยชินแบบดิบๆ (กิเลส) ที่มันเคยทำมานานนมนั้นไม่ได้ ไอ้เจ้าตัวนั้นจะมีพลังมากมายกว่ากันเยอะ

เรื่องอาการทางกายที่เกี่ยวกับศีลนี่ ถือเป็นเรื่องหยาบๆ เองนะครับ ผมคงไม่ต้องไปยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ว่า “ก็รู้ๆ อยู่ว่าโกรธ, ก็รู้ๆ อยู่ว่ารัก, ก็รู้ๆ อยู่ว่าโลภ” แล้วทำไมละอารมณ์เหล่านั้นไม่ได้ ให้เสียเวลาแต่อย่างใด

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องไม่เที่ยง ไม่ว่ากับคนเพศไหน วัยใด” ฟังพระท่านพูดไปเถอะครับ เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่รู้ พอลูกน้อยที่รักดั่งดวงใจต้องมีอันเป็นไปจริงๆ ร้องไห้ขี้มูกโป่งทุกรายไป ร้องมาก ร้องน้อย ขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ที่เข้าไปผูกมัด” ในบุคคลนั้นๆ ไปน่ะครับ (เออ นะ ทำไมลูกบ้านอื่นตายไม่ยักกะร้อง แต่พอเป็น “ลูกกู” ละก้อ อืมม์)

อีกปัญหาหนึ่งที่บางคนมักจะวิตกว่า “ผู้ปฏิบัติธรรมคือพวกเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดตัวคนเดียว” เหล่านี้ จะไม่มีอยู่ภายในใจของท่านผู้ที่เข้าใจตัวเองแล้วอย่างสมบูรณ์โดยเด็ดขาดเลยล่ะครับ ด้วยท่านเหล่านั้น จะมีแต่ความเมตตาสงสารคนอื่น ที่ต้องทุกข์ทนอยู่กับปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตน่ะครับ

อารมณ์คนเรามันก็มีเหมือนๆ กันนั่นแหละครับท่านป๋า พอท่านเหล่านั้นเป็นไทเหนืออารมณ์ ท่านจะสงสารพวกที่ตกเป็นทาสอารมณ์ ที่ต้องถูกอารมณ์โกรธบดขยี้จนหน้าแดง ถูกอารมณ์โลภกระตุกเตือนจนตาลุกวาว ถูกอารมณ์หลงพาให้หัวเราะร่าหรือว่านั่งเศร้าอยู่ในศาลาคนเพ้ออยู่นั่นแหละ

แม้จะสงสาร ใช่ว่าจะไปพูดให้คนทุกคนเข้าใจได้นะครับ คือพูดน่ะอาจจะพูดได้ แต่เขาเหล่านั้นล้วน “ปิดใจ” ไม่เงี่ยหูฟังกันทั้งนั้น

ลักษณะภายนอกของบุคคลระดับนี้ บางทีดูแล้วเหมือนท่าน “ไร้ใจ” อย่างไรพิกลนะครับท่านป๋า แต่เปล่าเลยครับ ตรงกันข้ามเลยทีเดียว ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่า ท่านจะพิจารณาดูการกระทำทุกอย่างอย่างถ้วนถี่ทุกแง่มุม เมื่อใดที่มัน “ไร้ประโยชน์” หรือว่า “ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไป” ท่านจะไม่ทำกิจนั้นๆ เองต่างหาก

.
.

-ทำไมปฏิบัติธรรมเองถึงหลง?-

ผมพาท่านป๋าอ้อมป่ามานาน กลับเข้าประเด็นเดิมกันเถิดครับ

คือว่า พอบางคนปฏิบัติธรรมแล้วทำอะไรผิดเพี้ยนจากชาวบ้านนั้น เพราะว่า มันผิดหลักน่ะครับท่านป๋า

การผิดหลักนี้จะมีสองแบบเหมือนกัน

-แบบแรก-

คือตามอารมณ์ตัวเองไม่ทัน มุ่งมั่นมาก ขัดเขี้ยวขบฟัน เอาจริงเอาจังอยากจะบรรลุธรรมเร็วๆ พอเกร็งแบบนี้มากเข้า แทนที่ปฏิบัติธรรมไปแล้วจะเป็นไปเพื่อปล่อยวาง กลับกลายเป็นคนจู้จี้จุกจิก ผิดนิด ข้องน้อย ก็ไม่ได้ อะไรต้องเป๊ะๆๆ หมดทุกขั้นตอน

จิตใจมันตึงมากน่ะครับท่านป๋า

อารมณ์เตลิดจนคุมไม่อยู่ ขาดผึ๋งขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เอาละซีครับงานนี้ เดี๋ยวได้เหมือนหมอ….(เอ..หมออะไรหว่า?)….ที่ถูกจับส่งศรีธัญญา หรือว่าเหมือนอีกหลายๆ คน ที่ต้องเข้ารับการรักษาตามกระบวนการบำบัดจิตใจไป

แม้ในวัดกรรมฐานเอง ก็มีพระแบบนี้ให้เห็นอยู่บ่อยๆ นะครับท่านป๋า คือเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติมาก คำว่าเอาจริงเอาจังนี้ คือว่ากันเฉพาะด้านความมุ่งมั่นในจิตใจนะครับ ไม่ใช่กิริยาทางกายแต่อย่างใด คือใจมันมุ่งอยู่แต่กับเป้าหมายมาก กระทั่งว่าละเลยที่จะอยู่กับปัจจุบันไปเสีย

ต่างจากพระอาจารย์บางรูป ที่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติมากเหมือนกัน ไม่หลับไม่นอนเจ็ดวันเจ็ดคืน บางคราวไม่ฉันอาหารเป็นสิบวัน-สิบห้าวันก็มี แต่ท่านรู้จักประมาณในการใช้กายสังขารของตัวเองครับ รู้ว่าต้องดัดสันดานตัวเองอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน ทำไปด้วย มีการวัดผล ประเมิณจิตใจของตัวเองอยู่ตลอด ครั้นเห็นว่านี่จะตึงเกินไปแล้ว ร่างกายจะรับไม่ได้ ท่านก็จะผ่อนของท่านเอง คือว่าเคร่งเฉพาะกิริยาทางกายน่ะครับ แต่ในด้านจิตใจจะมีสติตั้งมั่นเฝ้าสังเกตกายใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นแหละครับ

ท่านที่ตึงกายแต่ใจหย่อนเหล่านี้ล้วนไม่เคยมีปัญหาอะไรที่ผิดเพี้ยนขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยนิดเลยล่ะครับ ซ้ำเป็นพระที่ใจเย็นและใจดีมากๆๆ อีกด้วย หากแต่ว่าถ้า “ปัญหาส่วนตัว” ของท่านยังรุมเร้าอยู่ภายในจิตใจแล้วละก้อ ท่านเหล่านี้มักจะไม่ค่อยยุ่งกับใคร โอ้โฮ ท่านป๋า ถ้าลองท่านได้เริ่มรู้จักตัวเองแล้วละก้อ จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว “ไอ้ป๋าไอซ์” นี่มันร้ายแค่ไหน – สำมะคัญนักเชียว

สรุปปัญหาแรกคือ เพราะปฏิบัติตึงเกินไป

-แบบที่สอง-

คราวนี้จะมุ่งไปกับสมาธิมากเกินไปน่ะครับท่านป๋า

จิตที่ดิ่งลึกเป็นสมาธิสงบระงับลงไปได้นั้น สามารถพาผู้ปฏิบัติไปสู่มิติอื่นๆ ได้จริงๆ นะครับ และมีมิติเป็นเชิงซ้อนอยู่บนโลกนี้อีกมากมายจริงๆ ด้วย

เริ่มเพี้ยนแล้วใช่ไหมครับ?

คือแค่ว่า ไปเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วเก็บเอามาพูดผิดเพี้ยนไปจากความรู้ที่คนทั่วไป ที่แสร้งสมมุติว่าเป็น “คนปกติ” บนโลกนี้สามารถพิสูจน์ได้ คนปกติที่ว่านี้ ก็รุมตีกบาลคุณแล้วล่ะว่า “ไอ้นี่เพี้ยนชัวร์!!”

เป้าหมายของการทำสมาธินั้น เหมือนที่ผมเคยอธิบายกับท่านเด็กดอยฯไปแล้วว่า เพื่อข่มจิตให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน แล้วใช้พลังแห่งความสงบนั้น ย้อนกลับมาเฝ้าดูกายใจของตัวเอง

พอนักปฏิบัติพุ่งพลังจิตออกไปกับเรื่องราวภายนอก มันก็ผิดหลักการนะซีครับคราวนี้

ไม่นับว่าคนเริ่มทำสมาธิใหม่ๆ ที่เพิ่งจะงมๆ ซาวๆ เอาด้วยตนเองแล้วละก้อ พอเห็นอะไรแว้บๆ วับๆ หรือว่าได้ยินอะไรแว่วๆ ขึ้นมาแล้ว (เสียงที่ได้ยินจะเป็นเรื่องเป็นราวที่มีเหตุมีผลมาก สามารถบังคับให้คุณเปิดใจเชื่อในเสียงนั้นล้านเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว) จะจับเอาภาพที่เห็น และเสียงที่ได้ยินมาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที

ต่อภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินนี้ “หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์” ท่านพูดเอาไว้ได้แจ้งชัดเหลือเกินครับว่า

“เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง”

คือท้ายที่สุดแล้ว คุณเห็นอะไร คุณรู้อะไร คุณต้อง “รู้เฉย” คือ รู้แล้วกลับมาตั้งมั่นอยู่กับตัวเอง แต่ถ้ารู้แล้วเตลิดเปิดเปิงไปกับภาพและเสียงนั้นๆ ละก้อ “เพี้ยนชัวร์ – ฟันธง!”

คือพระที่ท่านรู้ท่านเห็นจริงๆ นั้น ท่านไม่ใคร่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ให้ฟังหรอกครับท่านป๋า คือมันจะไปตรงกับหลักการที่ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วนั่นแหละว่า “พูดไปแล้วจะเกิดประโยชน์อันใดต่อผู้ฟัง? จะคุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไปไหม?” เมื่อท่านพิจารณาดูแล้ว หากไม่เกิดประโยชน์ หรือ “ไม่เป็นไปเพื่อการยกจิตชูใจผู้ฟังให้ก้าวหน้าในด้านการทำความเพียร หรือด้านการฝึกสติ” แล้วละก้อ ท่านไม่พูดหรอกครับ

ท่านเลือกประชุมชน
ท่านเลือกาลเวลา
ท่านพิจารณาถึงประโยชน์
ครบหมดทุกแง่ดังว่านี้แล้ว บางทีท่านอาจจะเล่าให้ฟังบ้างก็ได้

การเห็นของพระผู้มีสติสมบูรณ์เต็มเปี่ยม ต่างจากการเห็นของผู้ปฏิบัติใหม่ลิบลับเชียวนะครับท่านป๋า

คนที่จิตใจยังแส่ส่ายไม่นิ่งพอ แต่สามารถข่มใจให้สงบเป็นสมาธิได้เป็นครั้งๆ คราวๆ ไปนั้น จะเหมือนคนที่นั่งรถความเร็วสูงผ่านมิติลึกลับบางอย่างที่ “รู้เฉพาะตน” ไป ครั้นพอเห็นภาพข้างทางแว้บๆ ได้ยินเสียงแว่วๆ ก็จะเก็บเอามาตีความตามที่ตนเองเข้าใจ และคิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น – มั่วละสิครับ งานนี้!

ต่างจากท่านผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงสติที่เต็มเปี่ยมแล้ว การเห็นของท่านจะเหมือนกับว่า ท่านเดินไปช้าๆ คลี่พิจารณาดูสิ่งต่างๆ ที่เห็นจนชัดเจนแจ่มแจ้ง ซ้ำสามารถเชื่อมโยงมันได้ด้วยว่า ที่เห็นแกว่งไหวๆ อยู่ในน้ำนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นอะไร? มันเป็นพญานาคจริงหรือ? หรือที่เห็นบินแว้บๆ อยู่บนฟ้านั่นก็ด้วย มันคืออะไร? ใช่พญาครุฑจริงหรือเปล่า? ทำไมมันถึงเคลื่อนไหวได้? มันมาจากไหน? มันจะไปไหน?

เห็นไหมครับ ไม่ใช่เห็นอย่างเดียวเสียแล้วซี แต่เป็นการ “เห็น” และ “รู้รอบ” ในสิ่งนั้นๆ ด้วย

เห็นแบบผู้รู้จริง ต่างจากการเห็นแบบผู้รู้เท็จเยอะมากเลยนะครับ (แตกต่างกันมากๆๆๆ)

เห็นแบบสติสมบูรณ์จะไม่มีทางเพี้ยนเด็ดขาด แต่เห็นแบบมือใหม่หัดขับ ซ้ำชอบคุยโวอวดตัว พวกนี้มีเปอร์เซ็นต์เพี้ยนสูงมาก เว้นเสียแต่จะมีท่านผู้รู้จริงคอยถือไม้เรียวขนาบอยู่ข้างๆ พอนักปฏิบัติผู้นั้นไปเห็นแว้บๆ วับๆ มาแล้วตั้งท่าจะคุยโม้ ร้อยทั้งร้อยครับท่านป๋า ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นแจ้ง ท่านจะหวดแส้หวายลงอาคมใส่กลางใจเรียบๆ ว่า

“รู้ตัวเองเห็นตัวเองสิ – ดี”

ตะแหว่ววว อุตส่าห์จะคุยโม้อวดเพื่อนเสียหน่อย กลายเป็นคนหลงตามอารมณ์ “อยากโม้” ของตัวเองไม่ทันไปเสียแล้วไหมล่ะ

.
.

-จำเป็นไหมที่ต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง?-

ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วครับท่านป๋าว่า “สัปปายะ” ต่างๆ นั้นมีความสำคัญมาก (มากๆๆๆ)

สถานที่ – หันไปเจอไอ้อีฟหน่อยเดียว ท่านป๋าก็คิดรักมันขึ้นมาตะหงิดๆ นึกสนุกอยากเล่นกับมันขึ้นมาแล้วซี (แฮ่ม! รวมทั้งอยากล้อแม่ไอ้อีฟเล่นด้วย)

บุคคล – “ไอ้บ้า! เดี๋ยวเพี้ยนนะมึง!” “โน่นแน่ะ มันนั่งหัวโด่อยู่โน่น ท่าทางจะใกล้บรรลุธรรมแล้วกระมังนั่น!” นี่แค่ตัวอย่างพอเป็นน้ำจิ้มนะครับท่านป๋า หากปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน ท่านป๋าจะได้ยินเสียงกระแนะกระแหนะจากบุคคลรอบข้างดังว่านี้ (อาจจะมีคำพูดหรือมีการกระทำที่กระทบใจ กระเทือนอารมณ์ท่านป๋ามากกว่านี้ ถ้าทนได้ ไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านี้ก็ดีไปครับ) แต่หากไปอยู่ในสถานที่ที่มีแต่บุคคลที่ทำเหมือนๆ กัน จะช่วยฉุดดึงกันไปได้เยอะทีเดียว (สำหรับผู้ใหม่)

ธรรมะคำสอน หรือว่าตัวครูบาอาจารย์ – การได้อยู่ใกล้ท่านผู้รู้จริงจะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นครับท่านป๋า ไม่นับว่าครูบาอาจารย์บางรูป รู้อารมณ์ รู้ใจของลูกศิษย์ได้จริงๆ ด้วยซี ใครคิดนอกลู่นอกรอย โดนท่านซัดเผ๋งเข้าไปสักสองสามครั้ง มีหรือที่ใจดวง “ขี้ขโมยคิด” จะไม่นิ่งสนิทอยู่กับตัว (สมัยนี้มีพระแบบนี้มีน้อยมากครับ แต่ยังมีนะครับ ผมกล้ายืนยัน)

อาหาร – เรื่องนี้ตัดทิ้งไปเถอะครับ เพราะเมืองไทยทุกวันนี้ ไม่เหมือนกับอินเดียยุคก่อนโน้นที่พระพุทธศาสนาเริ่มจะแผ่ขยายหรอก แต่ก่อนโน้น แค่จะหาอาหารกินให้อิ่มในแต่ละวันก็ยังยาก แต่ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่า อาหารการกินในเมืองไทยนั้นมีมากเกินไปซะด้วยซ้ำ

แม้จะมีสัปปายะดังว่านี้แล้ว ก็อย่าคิดว่าง่ายนะครับที่จะ “รู้แจ้งกาย – ใจของตนเอง” ได้ ท่านป๋าต้องไปงัดข้อกับมันอีกจนหอบซี่โครงบานโน่นแหละ

หากท่านป๋าอยู่แถวกรุงเทพฯ ผมอยากแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมกับ “คุณแม่สิริ (ศิริ?) กริ่นชัย” หรือไม่ก็นั่งรถไปอีกสักหน่อย ไปกราบและขอปฏิบัติธรรมกับ “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี”

อืมม์ ท่านป๋าอยู่พิษณุโลกนี่นา งั้น นี่เลย หากเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านป๋าพยายามสืบเสาะหาบ้าน “คุณลุงจุรินทร์ เหลือนาค” ให้ได้นะครับ บ้านของคุณลุงอยู่ในตัวเมืองพิษณุโลกนั่นแหละ คุณลุงรู้จักพระดีๆ แถวพิดโลกเยอะเลย และแม้แต่ด้านการปฏิบัติธรรมของคุณลุงเอง ตามที่ผมเคยฟังแกเล่าให้ฟังนั้น ผมเชื่อของผมเองว่า คุณลุงจรินทร์ได้ “เครื่องอยู่เฉพาะตน” แล้วครับ

ที่ “วัดนางพญา” ในตัวเมืองนั้น ก็มีพระดีอยู่รูปหนึ่งนะครับท่านป๋า แต่ผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว หากท่านป๋าพบลุงจุรินทร์แล้วละก้อ ผมเชื่อว่าแกต้องแนะนำให้ท่านป๋าได้ไปกราบพระอาจารย์รูปนั้นแน่ๆ เลยครับ

.
.

-ไม่ไปได้ไหม? ปฏิบัติอยู่กับบ้านเลย-

ได้ครับได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด “ธรรมใครก็ทำมัน” อยู่แล้ว

ผมอยากจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ท่านป๋าเห็นง่ายๆ ว่า หากท่านป๋าอยากจะเข้าใจ “ทฤษฎีสัมพันธภาพ” ของไอน์สไตน์ แบบครบถ้วนกระบวนความ ชนิดที่ว่าชัดแจ้งแดงแจ๋เป็นไอน์สไตน์คนที่สองเลยนั้น (ซึ่งเป็นความรู้ที่หยาบกว่าการเรียนรู้ธรรมะหลายแสนเท่าโกฏิกัปป์นับไม่ถ้วนนี้) ท่านป๋าไม่จำเป็นต้องไปมหาลัยก็ได้ครับ

ซื้อตำรามาอ่านที่บ้าน คลำไปเรื่อย ศัพท์ตัวไหนที่ไม่เข้าใจ ก็อ่านลุยถั่วมั่วมันเข้าไป แกะไปตั้งแต่ตำราฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปตามลำดับ กัดไม่ปล่อยอยู่อย่างนี้ ท่านป๋าต้องเข้าใจมันจนได้สักวันแหละน่า

แต่ผมกลับไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ฉลาดสักเท่าใดนัก ถ้าหากจะมีเพื่อนของพ่อหรือว่าเพื่อนของแม่ที่เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ข้างๆ บ้าน แต่ท่านป๋ากลับไม่เดินออกไปหาแกสักนิด ไปนั่งลงคุยกันสักหน่อย ถามศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ถามกระบวนการที่ควรจะเป็นไปในลำดับต่อไปกับท่านเหล่านั้น

ไม่นับว่า หากลงทุนเสียตังค์ทุ่มเทเข้าเรียนในมหาลัยจริงๆ โอยยย เรียนเล่นๆ ไม่ได้แล้วครับท่านป๋า หากสอบตกเสียดายตังค์แย่เลย อายเพื่อนกลัวเรียนไม่ทันมันด้วย ไหนจะต้องเจออาจารย์ทุกวี่วัน คอยสอน คอยสั่ง คอยให้การบ้าน มีการประเมินผล วัดภูมิความรู้อยู่ตลอด จบเทอม-สิ้นปีก็มีการสอบด้วย ผมว่ามันน่าจะเป็นการเรียนรู้ได้เร็วกว่ากันมากเลย – ใช่ไหมครับ?

พอล่ะครับวันนี้ โม้มากแล้ว – คอแห้ง.

7 comments

  1. สาธุ
    .

    เชิญทุกท่านรับน้ำปานะกันก่อนนะคะ
    แล้วเราค่อยไปโม้ต่อกันค่ะ

    -จขบ.-:D

  2. ยกยอดคำถามของท่านป๋าจากหน้าที่แล้วมาตอบที่หน้านี้เลยละกันนะครับ

    แต่ แฮ่ม! ก่อนอื่นขอกรึ๊บน้ำปานะก่อนสักก๊งสองก๊ง จะได้มิเสียแรงที่อุบาสิกามะแขว่นรินใส่แก้วมาตั้งไว้ให้

    .

    เริ่มเข้าเรื่องละนะครับ

    วัดพระธาตุจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ กระมังครับท่านป๋า

    ก่อนอื่นผมขอท้าวความอะไรให้ท่านป๋าฟังสักอย่างก่อน คือว่า ก่อนหน้าโน้นนน ท่านเจ้าคุณโชดก วัดมหาธาตุ ได้ไปเรียนวิชาการเจริญสติปัฏฐานสูตรดังว่านั้นมาจากพม่า ท่านนำกลับมาสอนที่วัดมหาธาตุคณะห้า ปรากฏว่ามีลูกศิษย์ลูกหาที่ไปปฏิบัติและได้ผลเป็นอย่างดี

    หนึ่งในลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณโชดกก็คือ หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี นั่นแหละครับ

    ส่วนคุณแม่สิริ กรินชัย เป็นอุบาสิกาที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อจรัญน่ะครับ คุณแม่ฯจะสอนปฏิบัติตามแนวทางการฝึกเจริญสติอยู่เป็นนิตย์ เพราะแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ชัดเจนและถูกต้องดีครับ

    เอาล่ะ พักเรื่องนี้เอาไว้ แล้วขึ้นเหนือไปวัดพระธาตุจอมทองกันอีกครั้ง

    คือผมไม่แน่ใจว่า หลวงพ่อมหาทอง ชยมังคโล ที่นำแนวทางการฝึกเจริญสติแบบเดียวกันนี้ไปสอนลูกศิษย์ลูกหาที่เมืองเหนือนั้น ท่านเรียนจากหลวงพ่อเจ้าคุณโชดก หรือว่าท่านไปเรียนมาจากพม่าโดยตรงเลยน่ะครับ ทราบแต่ว่า ในช่วงหนึ่งท่านเดินทางไปพม่าบ่อยมาก

    ท้ายที่สุด

    ผมว่าเรื่องหลักการนั้น ไม่ว่าจะไปเรียนที่วัดไหนที่ฝึกให้เจริญสติจับอาการกาย และอารมณ์จิต แล้วละก้อ ถูกหมดนั่นแหละครับท่านป๋า อยู่ที่ผู้ปฏิบัติแต่ละคนแล้วล่ะว่าจะเอาจริงเอาจังกับการฝึกสติควบคุมตัวเองได้ดีแค่ไหน

    เท่าที่ฟังท่านป๋าเล่าอารมณ์ของตนเองมา ก็ไม่ธรรมดาแล้วนี่ครับ “รู้จักตัวเอง” พอประมาณแล้วนี่นา

    ใช่ครับท่านป๋า ไม่ว่าใครก็ตามก็ล้วนแต่เริ่มแบบนี้เหมือนๆ กัน คือเริ่มเข้าใจตนเองว่า ไม่มีอะไรมามีอิทธิพลเหนือจิตใจเราได้หรอก หากเราไม่ยอมตัวไปเป็นทาสมันเอง การแก้ปัญหาก็คือการค่อยๆ เปลื้องตัวเองออกมาให้เป็นไทจากสิ่งเหล่านั้นทีละน้อยแบบนั้นแหละ

    หลวงปู่ชาท่านเคยสอนลูกศิษย์ชาวตะวันตกที่ใจร้อนอยากจะรู้อยากจะเข้าใจอะไรต่ออะไรเร็วๆ ว่า

    “อย่าไปรีบร้อน ให้ทำไปเรื่อยๆ ใจของเรานี่มันเหมือนปลาตัวใหญ่ มันมีกำลังมาก การปฏิบัตินี่ก็เหมือนเราทอดแหไปครอบมันเอาไว้แล้ว แต่ยังจับมันไม่ได้ การจะจับมันได้ต้องไม่รีบร้อน ก่อนอื่นต้องเก็บตีนแหหมกเลนให้ดีก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ คลำไปๆๆ พอไปโดนตัวมัน มันจะพุ่งไปทางโน้น หนีไปโน่นแล้ว ก็ไม่เป็นไร เราก็ค่อยๆ คลำตามไปอีก พอไปโดนบ่อยเข้าๆ คราวนี้มันจะเริ่มช้าแล้ว ไม่หนีพรวดพราดเร็วเหมือนเดิมแล้ว กระทั่งว่าคลำตัวมันได้ พอได้จังหวะดีๆ ก็จับคอพั๊บเลย ได้ปลาแล้ว

    แต่ถ้ารีบร้อนตั้งแต่ตอนแรก ไม่ได้กินปลาหรอก มันมุดตีนแหหนีออกไปได้แน่นอน”

    เหมือนหลวงปู่ท่านจะสอนว่า ให้ใจเย็นๆ นะครับท่านป๋า การปฏิบัติธรรมนี่ ว่าไปแล้วมันเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ทั้งชีวิต ใช่ว่าจะเหมือนหลักสูตรการเรียนอะไรทั่วๆ ไป ที่เรียนไม่กี่ปีก็จบ

    คำของหลวงปู่ที่ว่า “เก็บตีนแหหมกเลนให้ดีก่อน” นั้น น่าจะหมายถึงศีลน่ะครับ ต้องมีศีลเป็นกรอบให้ดีก่อน หากศีลไม่ดีแล้ว เอาปลาไม่อยู่หรอกครับ มันแอบหนีออกจากแหไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    ถ้าศีลดีแล้ว ก็เริ่มมั่นใจได้ล่ะครับคราวนี้ว่า ยังไงเสียต้องจับใจของตนเองได้สักวัน หากมีสติค่อยๆ ติดตามคลำอารมณ์ของตนเองไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน

    และสุดท้าย

    ไอ้อาการดื้อรั้นที่มันอยากจะกำเริบดีนักนั่น ท่านป๋าต้องกำราบมันเองล่ะครับ ไม่มีใครไปช่วยปราบมันได้หรอก

    อุปนิสัยลึกๆ ในจิตใจของคนเรามันหนักเบาไม่เท่ากัน บางคนหนักทางโทสะ บางคนหนักทางราคะ บางคนหนักไปทางโมหะ

    แก้อารมณ์โทสะนี่ อานาปานสติ หรือว่าการตามดูตามรู้ลมหายใจ ถือว่าเป็นอุบายที่ท่านแนะนำเอาไว้ว่าเป็นการปฏิบัติที่เหมาะสมกับคนอารมณ์นี้ครับ

    ค่อยๆ อ่านหนังสือธรรมะทำความเข้าใจ แล้วค่อยๆ คลำใจตัวเองไปทีละน้อยก่อนนะครับท่านป๋า หากสติดีขึ้น เริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นแล้ว ไอ้อารมณ์จองหองอหังการ์มันจะค่อยๆ เบาบางลงไปเองดอก

    ล็อคคอมันอยู่หมัดเมื่อไหร่ จะต้มยำทำแกงอันใดละก้อ อย่าลืมเรียกผมไปซดน้ำแกงด้วยคนนะครับ!

    .
    .
    .

    ปล. นึกออกแล้วครับว่า พระดีที่อยู่จังหวัดพิษณุโลกนั้นคือ พระอาจารย์อุบาลี อยู่ที่ วัดจันทร์ตะวันตก ครับ

  3. วัดจันทร์ตะวันตก ท่านพี่ อยู่ตรงข้ามบ้านผมเองขอรับ
    แค่ข้ามสะพานไปก็ถึงแล้ว ประตูวัดจ่ออยู่ปลายสะพานเลยทีเดียว
    แต่ไมทราบว่า ขณะนี้ พระอาจารย์ท่านจะยังจำวัดอยู่ที่นั่นหรือเปล่า
    เพราะวัดทางฝั่งบ้านผมนั้น วันพระทีไรเป็นต้องส่งเสียงออกลำโพงกระจายไปทั่วสารทิศ

    แต่ก่อนวัดบ้านผม วัดจันทร์ตะวันออก กับวัดจันทร์ตะวันตก นั้นเงียบสงบ พอเมื่อสะพานมาลงเท่านั้นแหละขอรับ โอ้…เร่งสร้าง เร่งพัฒนากันยกใหญ่ ศาสนสมบัติใหม่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างฐานะ ความมีหน้ามีตา คล้ายจะแข่งกันอย่างไรไม่ทราบ

    ไอ้เรื่องความจองหองนี่สิขอรับ ผมมันเป็นพวกชอบใครบอกใครสอนมักจะพยักหน้าหงึก ๆ แต่ในใจนี่สิมันมักจะเถียงใจขาด จนเมื่อรู้เองพบเองและมันเป็นจริงอย่างคำเขาว่า นั่นแหละจึงจะยอมรับ เหมือนบัวอยู่ใต้ตมอย่างไรไม่รู้ขอรับ

    ขอขอบคุณพี่สองมากมายขอรับที่สละเวลาแนะนำความรู้
    ผมจะพยายามปฏิบัติต่อไปขอรับ
    เมื่อไหร่พอจะมีสติมั่นคงดีแล้ว
    จะมายกธูปเทียนคารวะ อาจารย์สอง ขอรับ

    สวัสดีครับ

  4. อ้าว หรือท่านป๋า ใกล้บ้านท่านเลยหรือ

    อืมม์ ผมไม่เคยไปกราบท่านอาจารย์อุบาลี ดอกนะครับ
    เพียงแต่ฟังจากลุงจุรินทร์ว่าท่านเป็นพระดี

    ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าท่านจะยังอยู่วัดนั้นไหม?
    ทราบมาว่าท่านอยู่แบบ “สันโดษ” ไม่ยุ่งกับใครน่ะครับ
    ไม่แน่ว่า ถ้าสมภารท่านจัดงานบ่อย มีงานยุ่งวุ่นวายมากๆ ละก้อ ท่านอาจารย์อุบาลีอาจออกจาริกไปที่อื่นแล้วก็ได้

    ส่วนนิสัยแบบที่ท่านป๋าเล่ามานั้น ไม่แปลกหรอกครับ วิสัยของคนเจ้าปัญญา ช่างคิด ช่างสงสัย จะไม่ศรัทธาหรือเชื่อถืออะไรง่ายๆ แบบนี้แหละ

    นี่จึงเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของท่านป๋า

    อย่างพระสารีบุตรนั่นน่ะครับ อุปนิสัยท่านหนักไปทางช่างคิด ช่างสงสัย พอพาบริวารมาบวชเป็นพระแล้ว พระรุ่นน้อง(อดีตลูกศิษย์ของท่าน)บรรลุธรรมกันหมดแล้ว พระมหาโมคคัลลาน์ผู้เพื่อนก็ปฏิบัติธรรมต่ออีก 7 วันก็บรรลุมรรคผล แต่ท่านไม่บรรลุเสียที ต้องปฏิบัติอีกตั้ง 15 วันถึงได้บรรลุธรรม

    สาเหตุก็เพราะท่านมีปัญญามากนี่แหละครับ ไม่ปลงใจเชื่อในคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าง่ายๆ แต่เมื่อใดที่บุคคลเช่นนี้ปลงใจเชื่อ หรือนับถือในสิ่งใดจริงๆ แล้วละก้อ …

    คอขาด! คือยอมตายเพื่อสิ่งที่ตนนับถือได้เลยทีเดียว

    .
    .
    .

    ท่านเล็กขอรับ

    เชิญอ่านตามสบายครับ ธรรมะของครูบาอาจารย์น่ะ ครับ ผมเป็นเพียงผู้เก็บเอามาฝากอีกทอดเท่านั้น

  5. ข้อมูลที่ผมมีเกี่ยวกับพระอาจารย์อุบาลี ครับ

    โครงการสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม
    มูลเหตุในการสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม
    พระอาจารย์อุบาลี ได้เล่าให้ฟ้งว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ในนิมิตรของท่านได้พบสมเด็จองค์ปฐมและได้ขออนุญาตสมเด็จองค์ปฐม สร้างสมเด็จองค์ปฐมเพื่อให้ญาติธรรมได้สักการะบูชาและสมเด็จองค์ปฐมท่านทรงอนุญาตให้สร้างได้ โดยพระอาจารย์อุบาลีจะสร้างสมเด็จองค์ปฐมเป็นปางซุ้มเรือนแก้ว ในการสร้างสมเด็จองค์ปฐมนั้นพระอาจารย์อุบาลีได้กล่าวว่าสมเด็จองค์ปฐมท่านเป็นพระพุทธเจ้าองค์แรกของโลก ท่านมีบารมีมากฉนั้นในการสร้างจะต้องสร้างให้ดีที่สุด และใช้วัสดุที่ดีที่สุด เมื่อทำการสร้างสมเด็จองค์ปฐมแล้วจะต้องหาวิหารที่จะประดิษฐานสมเด็จองค์ปฐมให้สมเกียรติกับบารมีของท่าน
    แนวทางการออกแบบมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม
    พระอาจารย์อุบาลีได้กล่าวถึงการจะสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมนั้นจะต้องทำให้ดีที่สุด แบบที่ใช้ในการก่อสร้างนั้น พระอาจารย์อุบาลีได้จำลองมาจากมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมที่ท่านเห็นในนิมิตรของท่าน แล้วถ่ายทอดให้คุณมานิตย์ มาเขียนเป็นแบบ ท่านดำริว่าวัสดุที่จะมาทำการสร้างต้องที่ดีที่สุด และจะทำให้ใกล้เคียงกับที่ท่านเห็นในนิมิตรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในโลกมนุษย์
    รูปแบบมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม
    มหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม จะสร้างเป็น ๒ ชั้น หลังคาทรงจตุรมุข ด้านหน้า ๙ ชั้นด้านหลัง ๕ ชั้น ส่วนด้านที่เหลือด้านละ ๔ ชั้น ชั้นล่างนั้นจะใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจ ส่วนชั้น ๒ จะเป็นที่ประดิษฐานสมเด็จองค์ปฐม ขนาดของมหาวิหาร กว้าง ๓๙ เมตร ยาว ๖๘ เมตร ผนังด้านในที่ปรดิษฐานสมเด็จองค์ปฐมจะประดับด้วยเพชรคริสตัน ส่วนผนังด้านนอกโดยรอบประดับลวดลายเป็นสีทอง
    กำหนดการก่อสร้าง
    พระอาจารย์อุบาลีได้กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้างมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมเป็นเวลา ๕ ปี งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ ๑๕๐ ล้านบาท โดยจะเริ่มทำการรื้อศาลาหลังเดิมที่จะสร้างประมาณต้นปี ๒๕๕๑ พระอาจารย์อุบาลีได้กล่าวว่า ในการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐมนั้นเป็นบุญใหญ่ ผู้ที่ได้ร่วมทำบุญนั้นถือว่ามีวาสนา ที่จะได้ร่วมทำบุญใหญ่ บางครั้งคนที่ทำบุญมากๆ ยังไม่มีวาสนาในการสร้างสมเด็จองค์ปฐม และพระอาจารย์อุบาลีได้แนะนำผู้ที่ทำบุญให้ได้อานิสงส์สุงสุดไว้ดังนี้คือขอให้มีความตั้งใจในการทำบุญแล้วรีบทำบุญโดยเร็วที่สุดและอย่าเสียดายปัจจัยที่ท่านได้ทำบุญไปแล้ว จะทำให้ได้รับอานิสงส์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
    โครงการสร้างสมเด็จองค์ปฐมและมหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม
    ถือเป็นโครงการระดับชาติเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ครบ ๕,๐๐๐ ปี
    โดยมีพระอาจารย์ อุบาลี อตุโล เป็นประธานโครงการ
    ขอเชิญชวนญาติธรรม ร่วมเป็นเจ้าภาพในการสร้างฐานรากและโครงสร้าง เพื่อความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ในทางโลกและ ทางธรรม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s