“ผมเปล่า!” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

May 9, 2008 at 1:58 am

.
.

ยังจำได้ไหม จำได้หรือเปล่า กับสำนวนเก่าๆ ที่บางคนอาจจะเคยถูกเพื่อนล้อ หรืออาจจะเป็นคนล้อเพื่อนเสียเอง เมื่อครั้งยังเป็นเด็กว่า

“ผมเปียมาเลียใบตอง พระตีกลองตะลุ่งตุ้งแช่”

ไม่รู้ว่าเล่นทะเล้นกันอีท่าไหน ถึงไปดึงเอาหลวงพ่อ หลวงพี่ ที่วัดมายุ่งด้วยเฉยเลย ทั้งๆ ที่ท่านก็ตีกลองฉันเพล หรือไม่ก็ตีกลองทำวัตรสวดมนต์อยู่ที่วัดโน่นน่ะ

ส่วนเจ้าผมเปียเมื่อโดนเจ้าผมจุกล้อเข้าไปแบบนี้ มีหรือที่จะยอมแพ้กันง่ายๆ เป็นต้องงัดประโยคเด็ดที่ท่องจำเอาไว้จนติดปาก ออกมาพูดล้อสวนไปว่า

“ผมจุกคลุกน้ำปลา เห็นขี้หมานั่งไหว้กระจ๋องหง่อง”

พูดเสร็จก็จะหัวเราะร่า ตบมือแปะๆ ด้วยความดีใจที่ได้แก้แค้นเพื่อนคืน ไม่นับว่าแต่ละฝ่ายอาจจะมีลูกหาบ หรือว่ากลุ่มเพื่อนที่สนินสนมกันเป็นพิเศษ คอยยืนเป็นหางเครื่องตบมือตะโกนล้ออีกฝ่ายอย่างสนุกสนานเอ็นจอย

ว่าไปแล้วชีวิตเด็กๆ สมัยก่อนนั้น แค่ได้ล้อกันแบบนี้ก็สนุกแล้ว อาจมีบ้างที่อีกฝ่ายจะรู้สึกโกรธหรือเสียหน้า ถ้าหากถูกล้อต่อหน้า “สาวน้อยในดวงใจ” ที่มานั่งล้อมวงเล่นขายหม้อข้าวหม้อแกงกัน หรือถูกล้อต่อหน้าคนมากๆ

หัวบางหัวอาจจะถูกโกนผม เนื่องจากขี้เกียจอาบน้ำ มีทีท่าว่าจะเป็นชันนะตุ หรือไม่ก็มีเหามาก ต้องโกนผมกำจัดเหาให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

ก่อนจะพูดล้อหัวชนิดนี้ ต้องมองซ้ายมองขวาให้ดีเสียก่อนว่ามีหลวงพ่อ หลวงลุง หลวงน้า หรือว่าหลวงพี่เดินผ่านมาแถวนั้นบ้างหรือเปล่า เพราะประโยคคำล้อที่ว่าคือ

“หัวโล้นโกนใหม่ๆ ควักขี้ไก่มาใส่หัวโล้น”
แฮ่ม! หากไม่สำรวจตรวจตราดูให้ดีก่อนพูดล้อออกไปละก้อ แทนที่จะได้หัวเราะขำๆ กันแล้ว อาจจะต้องร้องไห้จ้า เพราะโดนไม้เรียวของหลวงพี่หวดกำราบ โทษฐานพูดล้อไม่เลือกที่สูงที่ต่ำ

เชื่อกันว่าคนไทยสมัยก่อนเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ก็เห็นจะจริงเช่นนั้น เพราะคำกลอนล้อเรื่องผมเหล่านี้ คงไม่ใช่เด็กๆ แต่งขึ้นมาหรอก ต้องเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองนั่นแหละ ที่แต่งขึ้นมาพูดล้อลูกหลานด้วยความรักใคร่เอ็นดู ครั้นเพื่อนๆ ของลูกมาได้ยินเข้า จึงเก็บเอาไปพูดล้อกันเล่นต่อไป

มองอีกแง่จะเห็นว่า คนโบราณมีกุศโลบายในการสอนลูกหลานดีเหลือเกิน เพราะการจดจำสำนวนเหล่านี้ไปพูดนั้น ทำให้เด็กๆ ซึมซับโครงสร้างของคำกลอน คำคล้องจองของภาษาที่สละสลวยสวยงาม ครั้นเติบใหญ่ขึ้น จึงกลายเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนไปโดยปริยาย

เด็กทุกวันนี้ไม่ค่อยไว้ผมเปียผมจุกกันแล้ว ทำให้คำล้อต่างๆ เหล่านี้พลอยหายตามทรงผมไปด้วย รวมถึงความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทย ก็ค่อยๆ ถูกวัฒนธรรมทางภาษาต่างถิ่น เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ปนเปเข้ามา ทำให้คนไทยบางคนพูดภาษาไทยคำพูดภาษาต่างประเทศคำไปแล้วก็เยอะ

หากลองเงี่ยหูสดับคำล้อเลียนหรือด่ากันของเด็กสมัยนี้แล้ว จะมองเห็นกระบวนการวิวัฒนาการทางภาษามาไกลมาก เพราะล้วนเป็นคำด่าที่ไม่เยิ่นเย้อ ยืดเยื้อ เยื้องย่างพรรณารายคล้ายแต่ก่อน แต่จะด่ากันสั้นๆ ตรงๆ กระชับเข้าเป้ากันไปเลย สมกับเป็นยุคสมัยที่มีร้านอาหารฟาสต์ฟูดส์ผุดอยู่ทุกมุมเมืองกันเสียจริง

มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่า เด็กไทยทุกวันนี้ใช้ภาษาไทยได้แย่มาก ไม่ต้องพูดไปถึงขั้นใช้ภาษามาเขียนบทกวี หรือบทความที่สละสลวยหรอก เอาแค่การสะกดคำให้ถูก คิดเขียนเรียบเรียงอักษรให้ต่อกันเป็นรูปประโยคก็ทำไม่ได้ แม้ได้ก็ไม่ดี และแยกไม่ออกว่า ลักษณะภาษาเขียนกับภาษาพูดต่างกันอย่างไรด้วย

ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นคือ เด็กๆ ที่ว่านี้ ไม่ใช่เด็กนักเรียนชั้นประถมแต่อย่างใด แต่เป็นเด็กวัยรุ่นระดับอุดมศึกษา และนักศึกษาที่กำลังเรียนปริญญาตรีในสถาบันต่างๆ ก็พลอยใช้ภาษาไม่เป็นด้วย

จริงอยู่ที่ว่าภาษาต่างๆ มีลักษณะคล้ายสิ่งมีชีวิตในแง่ที่ว่ามันมีกระบวนการเติบโต และวิวัฒนาการไม่หยุดนิ่ง คำเก่าๆ บางคำอาจสูญหายตายจากบรรณพิภพ ในขณะที่คำใหม่ๆ จะผุดขึ้นมาแทนที่

ถ้าภาษาพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อาจารย์สอนภาษาไทยทั้งหลายก็คงจะสบายใจอยู่หรอก แต่นี่ มองไปทางไหน ตรวจหนังสือเล่มใดของนักเรียน นักศึกษา อาจารย์บางท่านถึงกับเอามือก่ายหน้าผาก ลมจะจับกับภาษาเหล่านั้น

ลองอ่านดูสักหน่อยไหม เช่นว่า

“อยากจะเอาชีวิตเค้าเหยอตะเอง…..ยิงเลยจิ…..ยิงมาที่กลางหัวจายเค้าเลย…แต่ตะเองจาเจ็บหน่อยนะ เพราะไนนั้นหน่ะ…..มีตะเองอยู่”

งงไหม หากยังไม่งง งั้นลองดูอีกสักประโยค

“ถ้าเค๊ามีปืน 2 อันก็ดีจิเน๊อะ เค๊าจาแบ่งให้ตะเองอันนึง…..เค๊าก้อจะเก็บไว้เองอันนึง…..เราจะได้มี GUN และ GUN งัย”

จะว่าการใช้ภาษาไทยปนอังกฤษแบบนี้ เป็นการก้าวข้ามพรมแดนทางภาษาไปแล้วไม่ได้เลยเด็ดขาด เพราะใช้ไม่ถูกกับหลักภาษาศาสตร์เลย

แต่ก่อนนั้น การท่องบทอาขยานที่มีความไพเราะก่อนเลิกเรียนทุกวัน นับว่าเป็นวิธีการสอนภาษาที่สวยงามให้เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี เด็กจะค่อยๆ ซึมซับภาษาที่ดีเหล่านั้นไปทีละน้อย

ทุกวันนี้ วิธีการสอนแบบนี้ได้กลายเป็นเรื่องล้าสมัยคร่ำครึไปแล้ว

จริงอยู่ที่ว่าวิธีการสอนแบบท่องจำ ทำให้เด็กไม่พัฒนาความคิดได้ดีเท่าที่ควร แต่เราต้องมาแยกแยะกันเป็นเรื่องๆ ไปกระมัง เพราะถ้าพูดถึงด้านภาษาศาสตร์ ด้านบทกวี หรือบทกลอนแล้ว หากไม่ท่องจำแบบแผน โครงสร้าง และถ้อยคำที่สวยงามให้ได้เสียก่อนแล้ว เป็นการยากที่นักเรียนนักศึกษาจะใช้ภาษาไทยได้ดีเหมือนคนรุ่นก่อน

ประเด็นเรื่องถ้อยคำอันไพเราะที่ประดิษฐ์ขึ้นมาสอนให้เด็กๆ ล้อกันเล่นเรื่องผมนั้น ก็ลืมไปได้เลย เพราะผู้ปกครองทุกวันนี้ แทบไม่มีใครไว้ผมจุก ผมเปีย ให้ลูกตัวเองอีกแล้ว

อ้อ ดูเหมือนจะมีประโยคล้อเลียนอยู่ประโยคหนึ่ง ที่พอจะเอาไว้พูดล้อเลียนกันเล่นเรื่องทรงผม หรือว่าเรื่องหัวได้ในทุกวันนี้ ประโยคที่ว่าคือ

“หัวล้านป้านแป้ว ควักขี้แมวมาใส่หัวล้าน”

เอ ว่าแต่ว่า เด็กหัวล้านมีไหมเนี่ย?

11 comments

  1. จริงของคุณสิญจน์นะคะ
    เด็กสมัยนี้ใช้ภาษาไทยได้สละสลวยน้อยลงไปจริง ๆ ค่ะ

    แต่ถ้าจะให้นึกถึงคำพูดที่ล้อเลียนกันสมัยเด็กแล้วนั้น การเอาชื่อพ่อ ชื่อแม่มาล้อเลียนกัน ก็ทำให้คนที่ถูกล้อโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงซะไม่มีเลยล่ะค่ะ

    เอ ..

    คำว่า “โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง” นี่
    เด็ก ๆ สมัยนี้เค้าจะยังพอรู้จักกันอยู่ไหมนะ ?

  2. ^
    ^
    ยังใช้อยู่จ๊ะ หรือไม่ก็ภาษาบ้านเรานี่ละ “โกรธเหมือนผีบ้า”
    .
    .
    ป๋าสอครับ เรื่องที่เขียนในวันนี้โดนใจ อีคุณน้องซะเหลือเกิน
    วัยรุ่นเดี๋ยวนี้ใช้คำได้อุบัติจริงๆ ยกตัวอย่าง

    งุงิ งุงิ (ใช้แทนหัวเราะ)
    เทอ ช้าน (แทนสรรพนามเรียกชื่อ)
    ทามมัย ม่ายช่าย อะราย (มีแต่สระอาทั้งนั้น)

    เอาแค่นี้ก่อน นึกไม่ออกแล้วว

    .
    .
    “ภาษาไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ” เพราะว่ามันเปลี่ยนแปลงจนชาติอื่นๆตามไม่ทัน 555

  3. พี่สอง

    ผมมองเห็นการสิงร่างทางภาษามากกว่า กับตัวอย่างที่พี่สองยกมา
    ผมมองว่ามันเป็นการแยกแยะไม่ออกแล้ว คำพูด กับ คำเขียน
    มันใช้กันปะปนไปหมด
    ต้นเหตุหลักน่าจะมาจาก วัยรุ่นมุนสนทนากันผ่านทางอินเตอร์เน็ทมากไปหรือหรือเปล่า? เพราะมันนึกเป็นคำพูดและเขียนความคำพูดนั้น ลงไปดื้อ ๆ ด้าน ๆ แบบนั้น นานวันมันก็ชินสมอง ชินมือ การกลั่นกรองภาษาก็น้อยลงตามไป

    แต่เรื่อง วิวัฒนาการทางภาษาบางครั้งก็ต้องมองว่ามันเป็นปกตินะท่านพี่ ตะก่อน มึง กู เป็นภาษาสามัญธรรมดา เดี๋ยวนี้หยาบ คำว่า เงี่ยน ก็สามารถพูดให้ใครได้ยินก็ได้ ในสมัยก่อนหน้านี้ แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินใครพูด เขาจะหาว่า ไอ้นี่โคตรโรคจิตเลย ผิดยุคผิดสมัยอะไรก็เปลี่ยนไปเรื่อย

    เฮ้ย บาล์ม
    ตะเองกะลังจะบอกว่า วัยรุ่นมันใช้ภาษา วิบัติ ใช่ไหม ไม่น่าใช่อุบัติมั้ง ตะเอง เอิ๊ก

    หมอเจี๊ยบ
    ขอโทษ ที่มีคำหยาบคาย เปื้อนบ้าน หมอ
    ขอโทษครับ

  4. -ผมแกละกระแดะใส่เกือกตกน้ำตาเหลือกเหลือเกือกข้างเดียว-

    เจ้าของบ้านขอรับ

    “โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง” เลยหรือ

    อืมม์ “โกรธจนหัวล้านแดง” ได้ไหมๆ??

    .
    .

    -ผมม้าหน้าเหมือนแมวดูไปแล้วหน้าเหมือนหมา-

    ยัยหมิวเอ๋ย

    ไรๆๆ ตะเองอ่ะ คำที่หล่อนยกมานั้น เทอเองนะแหละชอบใช้มากที่ซู้ดดดด จำเอาไว้ด้วย!

    .
    .

    -ผมแกละแคะหนมครก ตูดกระดกหนมครกหกหมด-

    ท่านป๋าครับ

    ผมเคยอ่านบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เกี่ยวกับเรื่องภาษามาน่ะครับ

    อาจารย์แกอธิบายได้ดีมากเลยทีเดียวว่า ตอนนี้มีภาษาจำนวนมาก(ผมจำเปอร์เซ็นต์ไม่ได้)ที่มีลมหายใจร่อแร่รวยรินจวนจะสูญพันธุ์แล้ว

    ในประเทศไทยของเราเอง ภาษาชนเผ่าบางภาษาเริ่มวิบัติ ผิดเพี้ยน ลงไปทุกวัน และมีทีท่าว่าจะตายจากไปในเวลาไม่นาน

    ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

    ระบบภาษามันไม่ได้อยู่โดดๆ น่ะครับท่านป๋า หากโยงอยู่กับระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ด้วย

    ชาวเขาไม่สามารถใช้ภาษาของตัวเองขายของได้ครับ ต้องพยายามใช้ภาษากลางในการสื่อสารขายของ และพูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปเที่ยว นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เด็กชาวเขารุ่นใหม่เริ่มไม่สนใจกับภาษาของตนเองแล้ว มุ่งที่จะเรียน “ภาษาต่างถิ่น” ต่างๆ มากกว่า เพราะการรู้ภาษาต่างไทยกลาง และภาษาอังกฤษ เป็นต้นนี้ จะทำให้มี “โอกาสต่างๆ” ในชีวิตมากกว่าคนที่ไม่รู้

    ไม่นับว่ายังมีแง่สังคมเข้ามาอีก หากใครพูดภาษาอะไรที่ฟังเพี้ยนๆ กุกๆ กักๆ ในตัวเมือง แม้จะแต่งตัวดี แต่คุณจะถูกสังคมภิพากษาให้เป็นพลเมืองชั้นสองทันที อันนี้เป็นแง่หน้าตาในสังคม

    โลกทุกวันนี้มันแคบลงเยอะเลยน่ะครับ

    อย่าว่าแต่ภาษาไทยเลย แม้แต่ภาษาอังกฤษเอง รัฐบาลก็เอามือกุมขมับแก้ไม่ตกกับปัญหาเรื่องเด็กรุ่นใหม่ใช้ภาษาได้โคตะระแย่เหมือนๆ กันนั่นแหละ

    มองกว้างๆ แบบสบายใจ น่าจะพอสรุปได้ว่า “มันหากจะเป็นเช่นนี้เอง” น่ะครับ

  5. เจ้าของบ้านเอาน้ำชา กาแฟมาให้ค่ะ
    เชิญถกกันตามสบายประสาสหายพี่ – น้องเถิดนะคะ

    .

    ข้าพเจ้าแสนชอบใจ
    มีเรื่องดี ๆ ให้อ่านได้ สบายแฮ
    😀

  6. ขอบคุณคร้าบพี่ สอง
    มันติดอยู่ที่ปลายลิ้นนึกไม่ออก

    อ่า ท่านพี่สอง ขอรับ มีเรื่องเรียนถามท่านพี่ อย่างหนึ่ง
    จริงหรือไม่ขอรับ หากเราจะศึกษาและปฏิบัติวิปัสนา
    หากไม่มีอาจารย์หรือผู้นำทาง เราอาจเป็นบ้าเป็นบอไป
    จริงหรือไม่ขอรับ

    ช่วงนี้ผมกำลังศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่
    แม่ผมบอกมาอย่างนั้นขอรับ
    แต่ผมยังดื้อรั้นในใจว่า
    อะไรมันจะทำให้เราบ้าได้

    ผมแน่ใจว่าหากถามพี่สอง ต้องได้ข้อมูลมาเพียบแน่

    ไปแระขอรับ

  7. ปฏิบัติธรรมแบบไม่หลง

    .
    .

    โธ่ๆๆๆ ท่านป๋าละก้อ พูดยังกะผมเป็นผู้รู้จริงยังงั้นแหละ ผมขอบอกออกตัวก่อนนะครับว่า ผมเขียนจากความจำที่ได้ยินได้ฟังครูบาอาจารย์มา และจากการที่ได้อ่านตำรับตำรามาเท่านั้น ซึ่งมันอาจจะเป็นความรู้ที่ผิดก็ได้ ขอให้ท่านป๋ากลั่นกรองด้วยตนเองดีๆ อีกครั้ง

    เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คนทั่วไปสงสัยและหวาดกลัวกันมากเลยนะครับ ไม่เฉพาะแต่แม่ของท่านป๋าหรอกที่กลัว

    .
    .

    -ฝึกวิปัสสนาด้วยตนเองจะเป็นบ้าไหม?-

    ถ้าฝึกถูกหลักไม่บ้าครับ ยังไงก็ไม่บ้าแน่นอน เพราะวิปัสสนาหมายถึง “ความรู้วิเศษที่จะนำพาไปสู่การหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง”

    .
    .

    -จะรู้ได้ไงว่าที่ฝึกนั้นผิดหรือถูก?-

    หากฝึกสติ “รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก” แล้วละก้อ ผู้ฝึกแรกๆ มักจะรู้สึกอึดอัด ร้อนรน ขัดเคือง หงุดหงิด สงสัย ฟุ้งซ่าน ซึ่งภาษาพระท่านเรียกอารมณ์จิตเหล่านี้ว่า “นิวรณ์ 5”

    แต่ครั้น ฝืนข่มมันเอาไว้ ใช้ขันติ คือความอดทน และทมะ คือการข่มใจ ผูกจิตเอาไว้ในกายด้วยการเดินช้าๆ บ้าง หรือว่านั่งดูลม(ไม่จำเป็นว่าต้องหลับตาหรือลืมตา)สังเกตความรู้สึกทางกายและใจไปเรื่อยๆ แล้วละก้อ เจ้าพวกนิวรณ์ 5 ที่ว่านั้น จะค่อยๆ ลดลงทีละน้อยครับ

    จิตจะทรงสภาวะตั้งมั่น ตื่นรู้ อยู่กับอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ที่กายจะต้องเคลื่อนไหวเพื่อบำบัดทุกขเวทนาอยู่เป็นระยะๆ ใจก็จะค่อยๆ มั่นคงอยู่กับการ “เป็นอิสระ, เป็นตัวของตัวเอง, เป็นไท, มีตัวเองเป็นที่พึ่งได้, ไม่ง้อความสุขจากข้างนอก ไม่ว่าจะจากวัตถุหรือบุคคลอื่น” อารมณ์จิตเหล่านี้จะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นไปตามลำดับครับ

    ย้ำว่าค่อยๆ เป็นไป ไม่ใช่ฝึก 5-10 วันจะเห็นผลเลยนะครับ

    แต่หากทุ่มเทเวลาทั้งวันทั้งคืนสู้กันแบบหัวชนฝาแล้วละก้อ อาจจะรู้จักตัวเองได้เร็วภายใน 7 วันดังว่านี้ก็ได้ เงื่อนไขเวลาตรงนี้ไม่ใช่เป็นหลักการณ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับ “สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร” (ภาษาพระเรียกว่าวิริยะ 5 ซึ่งหากฝึกแข็งแกร่งมากขึ้นแล้ว หมวดธรรมข้อนี้จะวิวัฒนาการกลายเป็นพละ 5 ต่อไป) ของแต่ละคนละท่านไป

    .
    .

    -บทตรวจสอบตนเองมีไหม?-

    มีครับ ให้สังเกตดูว่า สติที่เป็นไปในกายของเรานั้นดีขึ้นหรือไม่ เราจับอาการกายได้ทันไหม ถ้าหากยังเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณคือ หิว กระหาย ร้อน หนาว ปวด เมื่อย แล้วก็ขยับปุ๊บปั๊บโดยไม่เสาะหาสาเหตุของการเคลื่อนไหว ว่ามีเป้าประสงค์ใด? เพื่อสิ่งใด? เคลื่อนไหวกายส่วนไหนก่อน? ละก้อ อย่างนี้แสดงว่าสติที่เป็นไปในกายนั้นยังไม่ดีครับ

    พอวัดกายเสร็จคราวนี้ก็มาวัดใจ

    หมั่นสำรวจดูว่า จิตใจของเราเป็นยังไงบ้างในตอนนี้ หากคลุมๆ เครือๆ ไม่แจ้งชัด หรือว่าปลิวไปตามอารมณ์รัก ชัง โกรธ เกลียด ฟุ้งซ่าน ว้าวุ่น สับสน สงสัย ง่วงนอน ใดๆ เหล่านี้ แสดงว่า “สติที่ตามรู้จิต” ของเราไม่ชัดเจนแล้ว

    หากสติมันแก่กล้าขึ้น มันจะทันอารมณ์ที่มากระทบใจได้มากขึ้นน่ะครับท่านป๋า จะเริ่มรู้ว่า “เฮ้ย! เฮ้ย ไอ้ทิด เอ็งจะเริ่มโกรธแล้วนา” หรือว่า “เค้าเริ่มจะชอบตะเองแล้วนะ” อะไรพวกนี้น่ะครับ

    คือรู้น่ะ รู้นะครับ แต่ใช่ว่าจะละอารมณ์เหล่านี้ได้เลย ต้องฝึกฝนต่อไปครับ

    .
    .

    -เพราะอะไรถึงละอารมณ์ไม่ได้?-

    เราตกเป็นทาสอารมณ์มานานแล้วน่ะครับท่านป๋า มันฉุดกระชากลากถูเราไปมาจนถลอกปอกเปิกหมดแล้ว พอเรามาจัดทัพสติจะเข้าโจมตียึดเอาดวงจิตของเราคืนมา ไอ้อารมณ์เหล่านี้มันไม่ยอมคุณง่ายๆ หรอกครับ มันจะฟึดฟัดขัดขืนคุณอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ

    แต่ผู้ที่ฝึกสติแบบกัดไม่ปล่อย คือ ช่างหัวเอ็ง เอ็งอยากเกิดก็เกิดดิ ฉันจะนั่งดูเอ็งเฉยๆ นี่แหละ

    สู้กับภาวะที่อึดอัดนั้นให้ได้ พอสู้ได้ จิตใจของเราถึงจะเริ่มเป็นไทเหนืออารมณ์ขึ้นมาทีละน้อย

    คำว่าสู้ๆๆ นี่ ใช่ว่าจะกะเก็งเขม็งมั่น ตั้งท่าจะต่อยตีนะครับท่านป๋า คือว่า หน้าที่ของเรามีแค่ “รู้เฉย” เท่านั้นเองครับ เครื่องมือของนักปฏิบัติทุกคน ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นกระทั่งสูงขึ้นไปตามลำดับ ก็คือการ “รู้” แล้ว “เฉย” นี่แหละ

    พยายามประคองใจให้รู้เฉยๆ อย่าไปใส่อารมณ์กับสิ่งที่เข้ามากระทบมาก เพราะนั่นจะกลายเป็นความ “โกรธ” โดยที่เราไม่รู้ตัว

    อย่าไปดื่มด่ำ ทำท่าทางราวกับตนเองเป็นผู้วิเศษวิโสเหนือชาวบ้าน เพราะนั่นคือความ “หลง”

    อย่าไปทำท่ายังกะจะพาเพื่อนมนุษย์และส่ำสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ เพราะนั่นคือความ “รัก”

    คือ หากเราวางใจเป็นกลาง สร้างสติที่เป็นไปในกายได้จน “เข้าใจตัวเองจริงๆ” แล้วละก้อ เมื่อนั้น บุคคลนั้นจะรู้จักวางทีท่าต่อคนอื่น และสิ่งอื่น ที่เข้ามากระทบได้เองโดยอัตโนมัติครับ และความรู้แบบนั้น จะเป็นความรู้ที่ประกอบด้วยเมตตา จะรู้ถูกต้องกับกาลเวลา และสถานที่ได้เป็นอย่างดี

    คือความรู้บริสุทธิ์เหล่านี้ จะมีเท่าที่ “พลังสติปัญญา” ของแต่ละบุคคลจะมีได้น่ะครับ

    บางคนรู้อยู่ แต่ก็ยังหลง มันหลงกันตาใสๆ นี่แหละครับ เพราะว่า “พลังสติ” มันไม่พอไง ถึงละเรื่องนั้นๆ ไม่ได้

    พระก็บอกอยู่แล้วว่าดื่มเหล้าไม่ดีๆๆๆ มันก็รู้นะครับ แต่มันละไม่ได้ เพราะพลังสติที่จะเป็น “มีดตัดอารมณ์” ไม่แข็งและไม่คม สู้สัญชาตความเคยชินแบบดิบๆ (กิเลส) ที่มันเคยทำมานานนมนั้นไม่ได้ ไอ้เจ้าตัวนั้นจะมีพลังมากมายกว่ากันเยอะ

    เรื่องอาการทางกายที่เกี่ยวกับศีลนี่ ถือเป็นเรื่องหยาบๆ เองนะครับ ผมคงไม่ต้องไปยกตัวอย่างถึงเรื่องที่ว่า “ก็รู้ๆ อยู่ว่าโกรธ, ก็รู้ๆ อยู่ว่ารัก, ก็รู้ๆ อยู่ว่าโลภ” แล้วทำไมละอารมณ์เหล่านั้นไม่ได้ ให้เสียเวลาแต่อย่างใด

    “เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องไม่เที่ยง ไม่ว่ากับคนเพศไหน วัยใด” ฟังพระท่านพูดไปเถอะครับ เหมือนจะเข้าใจ แต่ไม่รู้ พอลูกน้อยที่รักดั่งดวงใจต้องมีอันเป็นไปจริงๆ ร้องไห้ขี้มูกโป่งทุกรายไป ร้องมาก ร้องน้อย ขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ที่เข้าไปผูกมัด” ในบุคคลนั้นๆ ไปน่ะครับ (เออ นะ ทำไมลูกบ้านอื่นตายไม่ยักกะร้อง แต่พอเป็น “ลูกกู” ละก้อ อืมม์)

    อีกปัญหาหนึ่งที่บางคนมักจะวิตกว่า “ผู้ปฏิบัติธรรมคือพวกเห็นแก่ตัว เอาตัวรอดตัวคนเดียว” เหล่านี้ จะไม่มีอยู่ภายในใจของท่านผู้ที่เข้าใจตัวเองแล้วอย่างสมบูรณ์โดยเด็ดขาดเลยล่ะครับ ด้วยท่านเหล่านั้น จะมีแต่ความเมตตาสงสารคนอื่น ที่ต้องทุกข์ทนอยู่กับปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตน่ะครับ

    อารมณ์คนเรามันก็มีเหมือนๆ กันนั่นแหละครับท่านป๋า พอท่านเหล่านั้นเป็นไทเหนืออารมณ์ ท่านจะสงสารพวกที่ตกเป็นทาสอารมณ์ ที่ต้องถูกอารมณ์โกรธบดขยี้จนหน้าแดง ถูกอารมณ์โลภกระตุกเตือนจนตาลุกวาว ถูกอารมณ์หลงพาให้หัวเราะร่าหรือว่านั่งเศร้าอยู่ในศาลาคนเพ้ออยู่นั่นแหละ

    แม้จะสงสาร ใช่ว่าจะไปพูดให้คนทุกคนเข้าใจได้นะครับ คือพูดน่ะอาจจะพูดได้ แต่เขาเหล่านั้นล้วน “ปิดใจ” ไม่เงี่ยหูฟังกันทั้งนั้น

    ลักษณะภายนอกของบุคคลระดับนี้ บางทีดูแล้วเหมือนท่าน “ไร้ใจ” อย่างไรพิกลนะครับท่านป๋า แต่เปล่าเลยครับ ตรงกันข้ามเลยทีเดียว ถ้าจะพูดให้ถูก ต้องบอกว่า ท่านจะพิจารณาดูการกระทำทุกอย่างอย่างถ้วนถี่ทุกแง่มุม เมื่อใดที่มัน “ไร้ประโยชน์” หรือว่า “ไม่คุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไป” ท่านจะไม่ทำกิจนั้นๆ เองต่างหาก

    .
    .

    -ทำไมปฏิบัติธรรมเองถึงหลง?-

    ผมพาท่านป๋าอ้อมป่ามานาน กลับเข้าประเด็นเดิมกันเถิดครับ

    คือว่า พอบางคนปฏิบัติธรรมแล้วทำอะไรผิดเพี้ยนจากชาวบ้านนั้น เพราะว่า มันผิดหลักน่ะครับท่านป๋า

    การผิดหลักนี้จะมีสองแบบเหมือนกัน

    -แบบแรก-

    คือตามอารมณ์ตัวเองไม่ทัน มุ่งมั่นมาก ขัดเขี้ยวขบฟัน เอาจริงเอาจังอยากจะบรรลุธรรมเร็วๆ พอเกร็งแบบนี้มากเข้า แทนที่ปฏิบัติธรรมไปแล้วจะเป็นไปเพื่อปล่อยวาง กลับกลายเป็นคนจู้จี้จุกจิก ผิดนิด ข้องน้อย ก็ไม่ได้ อะไรต้องเป๊ะๆๆ หมดทุกขั้นตอน

    จิตใจมันตึงมากน่ะครับท่านป๋า

    อารมณ์เตลิดจนคุมไม่อยู่ ขาดผึ๋งขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เอาละซีครับงานนี้ เดี๋ยวได้เหมือนหมอ….(เอ..หมออะไรหว่า?)….ที่ถูกจับส่งศรีธัญญา หรือว่าเหมือนอีกหลายๆ คน ที่ต้องเข้ารับการรักษาตามกระบวนการบำบัดจิตใจไป

    แม้ในวัดกรรมฐานเอง ก็มีพระแบบนี้ให้เห็นอยู่บ่อยๆ นะครับท่านป๋า คือเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติมาก คำว่าเอาจริงเอาจังนี้ คือว่ากันเฉพาะด้านความมุ่งมั่นในจิตใจนะครับ ไม่ใช่กิริยาทางกายแต่อย่างใด คือใจมันมุ่งอยู่แต่กับเป้าหมายมาก กระทั่งว่าละเลยที่จะอยู่กับปัจจุบันไปเสีย

    ต่างจากพระอาจารย์บางรูป ที่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติมากเหมือนกัน ไม่หลับไม่นอนเจ็ดวันเจ็ดคืน บางคราวไม่ฉันอาหารเป็นสิบวัน-สิบห้าวันก็มี แต่ท่านรู้จักประมาณในการใช้กายสังขารของตัวเองครับ รู้ว่าต้องดัดสันดานตัวเองอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน ทำไปด้วย มีการวัดผล ประเมิณจิตใจของตัวเองอยู่ตลอด ครั้นเห็นว่านี่จะตึงเกินไปแล้ว ร่างกายจะรับไม่ได้ ท่านก็จะผ่อนของท่านเอง คือว่าเคร่งเฉพาะกิริยาทางกายน่ะครับ แต่ในด้านจิตใจจะมีสติตั้งมั่นเฝ้าสังเกตกายใจของตัวเองอยู่ตลอดเวลานั่นแหละครับ

    ท่านที่ตึงกายแต่ใจหย่อนเหล่านี้ล้วนไม่เคยมีปัญหาอะไรที่ผิดเพี้ยนขึ้นมาเลยแม้แต่น้อยนิดเลยล่ะครับ ซ้ำเป็นพระที่ใจเย็นและใจดีมากๆๆ อีกด้วย หากแต่ว่าถ้า “ปัญหาส่วนตัว” ของท่านยังรุมเร้าอยู่ภายในจิตใจแล้วละก้อ ท่านเหล่านี้มักจะไม่ค่อยยุ่งกับใคร โอ้โฮ ท่านป๋า ถ้าลองท่านได้เริ่มรู้จักตัวเองแล้วละก้อ จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว “ไอ้ป๋าไอซ์” นี่มันร้ายแค่ไหน – สำมะคัญนักเชียว

    สรุปปัญหาแรกคือ เพราะปฏิบัติตึงเกินไป

    -แบบที่สอง-

    คราวนี้จะมุ่งไปกับสมาธิมากเกินไปน่ะครับท่านป๋า

    จิตที่ดิ่งลึกเป็นสมาธิสงบระงับลงไปได้นั้น สามารถพาผู้ปฏิบัติไปสู่มิติอื่นๆ ได้จริงๆ นะครับ และมีมิติเป็นเชิงซ้อนอยู่บนโลกนี้อีกมากมายจริงๆ ด้วย

    เริ่มเพี้ยนแล้วใช่ไหมครับ?

    คือแค่ว่า ไปเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วเก็บเอามาพูดผิดเพี้ยนไปจากความรู้ที่คนทั่วไป ที่แสร้งสมมุติว่าเป็น “คนปกติ” บนโลกนี้สามารถพิสูจน์ได้ คนปกติที่ว่านี้ ก็รุมตีกบาลคุณแล้วล่ะว่า “ไอ้นี่เพี้ยนชัวร์!!”

    เป้าหมายของการทำสมาธินั้น เหมือนที่ผมเคยอธิบายกับท่านเด็กดอยฯไปแล้วว่า เพื่อข่มจิตให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน แล้วใช้พลังแห่งความสงบนั้น ย้อนกลับมาเฝ้าดูกายใจของตัวเอง

    พอนักปฏิบัติพุ่งพลังจิตออกไปกับเรื่องราวภายนอก มันก็ผิดหลักการนะซีครับคราวนี้

    ไม่นับว่าคนเริ่มทำสมาธิใหม่ๆ ที่เพิ่งจะงมๆ ซาวๆ เอาด้วยตนเองแล้วละก้อ พอเห็นอะไรแว้บๆ วับๆ หรือว่าได้ยินอะไรแว่วๆ ขึ้นมาแล้ว (เสียงที่ได้ยินจะเป็นเรื่องเป็นราวที่มีเหตุมีผลมาก สามารถบังคับให้คุณเปิดใจเชื่อในเสียงนั้นล้านเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว) จะจับเอาภาพที่เห็น และเสียงที่ได้ยินมาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาทันที

    ต่อภาพที่เห็นและเสียงที่ได้ยินนี้ “หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์” ท่านพูดเอาไว้ได้แจ้งชัดเหลือเกินครับว่า

    “เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นไม่จริง”

    คือท้ายที่สุดแล้ว คุณเห็นอะไร คุณรู้อะไร คุณต้อง “รู้เฉย” คือ รู้แล้วกลับมาตั้งมั่นอยู่กับตัวเอง แต่ถ้ารู้แล้วเตลิดเปิดเปิงไปกับภาพและเสียงนั้นๆ ละก้อ “เพี้ยนชัวร์ – ฟันธง!”

    คือพระที่ท่านรู้ท่านเห็นจริงๆ นั้น ท่านไม่ใคร่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ให้ฟังหรอกครับท่านป๋า คือมันจะไปตรงกับหลักการที่ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วนั่นแหละว่า “พูดไปแล้วจะเกิดประโยชน์อันใดต่อผู้ฟัง? จะคุ้มค่ากับเวลาที่จะเสียไปไหม?” เมื่อท่านพิจารณาดูแล้ว หากไม่เกิดประโยชน์ หรือ “ไม่เป็นไปเพื่อการยกจิตชูใจผู้ฟังให้ก้าวหน้าในด้านการทำความเพียร หรือด้านการฝึกสติ” แล้วละก้อ ท่านไม่พูดหรอกครับ

    ท่านเลือกประชุมชน
    ท่านเลือกาลเวลา
    ท่านพิจารณาถึงประโยชน์
    ครบหมดทุกแง่ดังว่านี้แล้ว บางทีท่านอาจจะเล่าให้ฟังบ้างก็ได้

    การเห็นของพระผู้มีสติสมบูรณ์เต็มเปี่ยม ต่างจากการเห็นของผู้ปฏิบัติใหม่ลิบลับเชียวนะครับท่านป๋า

    คนที่จิตใจยังแส่ส่ายไม่นิ่งพอ แต่สามารถข่มใจให้สงบเป็นสมาธิได้เป็นครั้งๆ คราวๆ ไปนั้น จะเหมือนคนที่นั่งรถความเร็วสูงผ่านมิติลึกลับบางอย่างที่ “รู้เฉพาะตน” ไป ครั้นพอเห็นภาพข้างทางแว้บๆ ได้ยินเสียงแว่วๆ ก็จะเก็บเอามาตีความตามที่ตนเองเข้าใจ และคิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น – มั่วละสิครับ งานนี้!

    ต่างจากท่านผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงสติที่เต็มเปี่ยมแล้ว การเห็นของท่านจะเหมือนกับว่า ท่านเดินไปช้าๆ คลี่พิจารณาดูสิ่งต่างๆ ที่เห็นจนชัดเจนแจ่มแจ้ง ซ้ำสามารถเชื่อมโยงมันได้ด้วยว่า ที่เห็นแกว่งไหวๆ อยู่ในน้ำนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นอะไร? มันเป็นพญานาคจริงหรือ? หรือที่เห็นบินแว้บๆ อยู่บนฟ้านั่นก็ด้วย มันคืออะไร? ใช่พญาครุฑจริงหรือเปล่า? ทำไมมันถึงเคลื่อนไหวได้? มันมาจากไหน? มันจะไปไหน?

    เห็นไหมครับ ไม่ใช่เห็นอย่างเดียวเสียแล้วซี แต่เป็นการ “เห็น” และ “รู้รอบ” ในสิ่งนั้นๆ ด้วย

    เห็นแบบผู้รู้จริง ต่างจากการเห็นแบบผู้รู้เท็จเยอะมากเลยนะครับ (แตกต่างกันมากๆๆๆ)

    เห็นแบบสติสมบูรณ์จะไม่มีทางเพี้ยนเด็ดขาด แต่เห็นแบบมือใหม่หัดขับ ซ้ำชอบคุยโวอวดตัว พวกนี้มีเปอร์เซ็นต์เพี้ยนสูงมาก เว้นเสียแต่จะมีท่านผู้รู้จริงคอยถือไม้เรียวขนาบอยู่ข้างๆ พอนักปฏิบัติผู้นั้นไปเห็นแว้บๆ วับๆ มาแล้วตั้งท่าจะคุยโม้ ร้อยทั้งร้อยครับท่านป๋า ครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นแจ้ง ท่านจะหวดแส้หวายลงอาคมใส่กลางใจเรียบๆ ว่า

    “รู้ตัวเองเห็นตัวเองสิ – ดี”

    ตะแหว่ววว อุตส่าห์จะคุยโม้อวดเพื่อนเสียหน่อย กลายเป็นคนหลงตามอารมณ์ “อยากโม้” ของตัวเองไม่ทันไปเสียแล้วไหมล่ะ

    .
    .

    -จำเป็นไหมที่ต้องมีครูบาอาจารย์ที่รู้จริง?-

    ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วครับท่านป๋าว่า “สัปปายะ” ต่างๆ นั้นมีความสำคัญมาก (มากๆๆๆ)

    สถานที่ – หันไปเจอไอ้อีฟหน่อยเดียว ท่านป๋าก็คิดรักมันขึ้นมาตะหงิดๆ นึกสนุกอยากเล่นกับมันขึ้นมาแล้วซี (แฮ่ม! รวมทั้งอยากล้อแม่ไอ้อีฟเล่นด้วย)

    บุคคล – “ไอ้บ้า! เดี๋ยวเพี้ยนนะมึง!” “โน่นแน่ะ มันนั่งหัวโด่อยู่โน่น ท่าทางจะใกล้บรรลุธรรมแล้วกระมังนั่น!” นี่แค่ตัวอย่างพอเป็นน้ำจิ้มนะครับท่านป๋า หากปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน ท่านป๋าจะได้ยินเสียงกระแนะกระแหนะจากบุคคลรอบข้างดังว่านี้ (อาจจะมีคำพูดหรือมีการกระทำที่กระทบใจ กระเทือนอารมณ์ท่านป๋ามากกว่านี้ ถ้าทนได้ ไม่ใส่ใจกับคำพูดเหล่านี้ก็ดีไปครับ) แต่หากไปอยู่ในสถานที่ที่มีแต่บุคคลที่ทำเหมือนๆ กัน จะช่วยฉุดดึงกันไปได้เยอะทีเดียว (สำหรับผู้ใหม่)

    ธรรมะคำสอน หรือว่าตัวครูบาอาจารย์ – การได้อยู่ใกล้ท่านผู้รู้จริงจะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นครับท่านป๋า ไม่นับว่าครูบาอาจารย์บางรูป รู้อารมณ์ รู้ใจของลูกศิษย์ได้จริงๆ ด้วยซี ใครคิดนอกลู่นอกรอย โดนท่านซัดเผ๋งเข้าไปสักสองสามครั้ง มีหรือที่ใจดวง “ขี้ขโมยคิด” จะไม่นิ่งสนิทอยู่กับตัว (สมัยนี้มีพระแบบนี้มีน้อยมากครับ แต่ยังมีนะครับ ผมกล้ายืนยัน)

    อาหาร – เรื่องนี้ตัดทิ้งไปเถอะครับ เพราะเมืองไทยทุกวันนี้ ไม่เหมือนกับอินเดียยุคก่อนโน้นที่พระพุทธศาสนาเริ่มจะแผ่ขยายหรอก แต่ก่อนโน้น แค่จะหาอาหารกินให้อิ่มในแต่ละวันก็ยังยาก แต่ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่า อาหารการกินในเมืองไทยนั้นมีมากเกินไปซะด้วยซ้ำ

    แม้จะมีสัปปายะดังว่านี้แล้ว ก็อย่าคิดว่าง่ายนะครับที่จะ “รู้แจ้งกาย – ใจของตนเอง” ได้ ท่านป๋าต้องไปงัดข้อกับมันอีกจนหอบซี่โครงบานโน่นแหละ

    หากท่านป๋าอยู่แถวกรุงเทพฯ ผมอยากแนะนำให้ไปปฏิบัติธรรมกับ “คุณแม่สิริ (ศิริ?) กริ่นชัย” หรือไม่ก็นั่งรถไปอีกสักหน่อย ไปกราบและขอปฏิบัติธรรมกับ “หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี”

    อืมม์ ท่านป๋าอยู่พิษณุโลกนี่นา งั้น นี่เลย หากเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านป๋าพยายามสืบเสาะหาบ้าน “คุณลุงจุรินทร์ เหลือนาค” ให้ได้นะครับ บ้านของคุณลุงอยู่ในตัวเมืองพิษณุโลกนั่นแหละ คุณลุงรู้จักพระดีๆ แถวพิดโลกเยอะเลย และแม้แต่ด้านการปฏิบัติธรรมของคุณลุงเอง ตามที่ผมเคยฟังแกเล่าให้ฟังนั้น ผมเชื่อของผมเองว่า คุณลุงจรินทร์ได้ “เครื่องอยู่เฉพาะตน” แล้วครับ

    ที่ “วัดนางพญา” ในตัวเมืองนั้น ก็มีพระดีอยู่รูปหนึ่งนะครับท่านป๋า แต่ผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว หากท่านป๋าพบลุงจุรินทร์แล้วละก้อ ผมเชื่อว่าแกต้องแนะนำให้ท่านป๋าได้ไปกราบพระอาจารย์รูปนั้นแน่ๆ เลยครับ

    .
    .

    -ไม่ไปได้ไหม? ปฏิบัติอยู่กับบ้านเลย-

    ได้ครับได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด “ธรรมใครก็ทำมัน” อยู่แล้ว

    ผมอยากจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ท่านป๋าเห็นง่ายๆ ว่า หากท่านป๋าอยากจะเข้าใจ “ทฤษฎีสัมพันธภาพ” ของไอน์สไตน์ แบบครบถ้วนกระบวนความ ชนิดที่ว่าชัดแจ้งแดงแจ๋เป็นไอน์สไตน์คนที่สองเลยนั้น (ซึ่งเป็นความรู้ที่หยาบกว่าการเรียนรู้ธรรมะหลายแสนเท่าโกฏิกัปป์นับไม่ถ้วนนี้) ท่านป๋าไม่จำเป็นต้องไปมหาลัยก็ได้ครับ

    ซื้อตำรามาอ่านที่บ้าน คลำไปเรื่อย ศัพท์ตัวไหนที่ไม่เข้าใจ ก็อ่านลุยถั่วมั่วมันเข้าไป แกะไปตั้งแต่ตำราฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปตามลำดับ กัดไม่ปล่อยอยู่อย่างนี้ ท่านป๋าต้องเข้าใจมันจนได้สักวันแหละน่า

    แต่ผมกลับไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ฉลาดสักเท่าใดนัก ถ้าหากจะมีเพื่อนของพ่อหรือว่าเพื่อนของแม่ที่เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ข้างๆ บ้าน แต่ท่านป๋ากลับไม่เดินออกไปหาแกสักนิด ไปนั่งลงคุยกันสักหน่อย ถามศัพท์ที่ไม่เข้าใจ ถามกระบวนการที่ควรจะเป็นไปในลำดับต่อไปกับท่านเหล่านั้น

    ไม่นับว่า หากลงทุนเสียตังค์ทุ่มเทเข้าเรียนในมหาลัยจริงๆ โอยยย เรียนเล่นๆ ไม่ได้แล้วครับท่านป๋า หากสอบตกเสียดายตังค์แย่เลย อายเพื่อนกลัวเรียนไม่ทันมันด้วย ไหนจะต้องเจออาจารย์ทุกวี่วัน คอยสอน คอยสั่ง คอยให้การบ้าน มีการประเมินผล วัดภูมิความรู้อยู่ตลอด จบเทอม-สิ้นปีก็มีการสอบด้วย ผมว่ามันน่าจะเป็นการเรียนรู้ได้เร็วกว่ากันมากเลย – ใช่ไหมครับ?

    พอล่ะครับวันนี้ โม้มากแล้ว – คอแห้ง.

  8. เป็นความรู้ที่วิเศษแท้ๆ ขอรับท่านพี่สอง

    ขณะผมเพียงอยากทำให้จิตใจตัวเองลดความว้าวุ่นลงมาบ้าง
    แต่ก่อนผมเป็นผมอารมณ์รุนแรง(มาก)
    อะไรไม่ได้ดังใจ
    พ่แหวฟัดหัวเหวี่ยงเอาง่าย ๆ แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ หากไม่ถูกใจผมเป็นระเบิด

    แต่จากการหนังสือธรรมะ การเจริญสมาธิ
    ผมฝึกการจับจิต จับลมหายใจ
    พยายามจับอารมณ์ ให้ได้ทัน
    ตอนนี้จากโมโหที่ใส่มันไปร้อยเต็ม
    เดี๋ยวนี้เหลือสัก ยี่สิบ สามสิบ
    ผมว่ามันเป็นทุกข์นะขอรับ
    ทุกข์ที่รู้สึกผิดที่เราไปกระทำต่อคนอื่น
    ทั้งที่เรื่องมันไม่เป็นเรื่อง
    ผมแค่อยากทำให้ใจนั้น สุข สบาย ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่ทุรนทุราย

    แต่ก่อนเมื่อหิว(บุหรี่) ผมก็เคาะซองเสียบมวนเข้าปากจุดไฟ ดูดควัน
    แต่เมื่อบุหรี่หมด ไม่มีคนออกไปซื้อให้ และเมื่อร่างกายมันต้องการ ผมก็จะหงุดหงิด เลยมานั่งคิดว่า ไอ้ห่า นี่กูกำลังตกเป็นทาสมันเว้ย ไอ้บ้าเอ้ย จริง ๆ แม่งก็ไม่ได้มีอำนาจบาทใหญ่มาจากไหน กูเองเนี่ยแหละเสือกไปน้อมรับคำบัญชาจากมัน

    หลัง ๆ มานี่ ผมสูบน้อยลง จนเหลือวันละไม่กี่มวน แต่มันก็ทุกข์อีกว่า ไอ้บ้าเอ๊ย ทำไมมึงยังตัดขาดจากมันไม่ได้เสียทีวะ ทุกครั้งที่เหวี่ยงบุหรี่ทิ้งจากง่ามนิ้ว

    ผมอยากพ้นจากความรู้สึกทุกข์ร้อน จึงตั้งใจจะศึกษา ให้มันเป็นจริงเป็นจัง แต่ก็อย่างพี่สองว่า พอเห็นไอ้อีฟ แหม มันลูกใครวะ น่ารัก ชิบปอด เดี๋ยวๆก็ ปาป๊า จ๋า เดี๋ยวๆ ก็ มากอดมาหอม ผมก็อ่อนแรง สติที่ตั้งมั่นพังครืน ไม่กอดไม่ฟัดมันก็ออกโหดร้ายไปหน่อย

    ตอนนี้แม่ของผม แนะนำให้ไปที่ วัดพระธาตุ จอมทอง ที่เชียงใหม่ หรือเชียงราย นี่แหละขอรับ

    แต่ผมกลัวว่าไอ้อาการดื้อรั้นหากมีใครมาสั่ง มาสอน มันจะกำเริบ ผมจพกำราบมันด้วยวิธีใดดี ขอรับ พี่สอง

    สวัสดียามเช้าขอรับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s