มาจะกล่าวบทไป

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2550 ฉันเห็นมะยมต้นเล็กอยู่ริมรั้ว เติบโตใต้ร่มเงาของต้นพริกชี้ฟ้า และนั่นคือที่มาของเรื่อง “เพื่อน”

ในวันนี้ มะยมต้นเดิมสูงขึ้นอีกหลายเมตร ให้ลูกดกเสียด้วยค่ะ ดกชนิดที่แถวบ้านเรามักต่อสร้อยให้ว่า “หลาม ลู่ หลาม หลูด” ใครผ่านไปผ่านมาต่างพากันเด็ดจากต้นมากินให้เปรี้ยวลิ้นเล่น

นอกจากมะยมแล้ว ในรั้วบ้านก็มีกล้วยสารพัดสายพันธุ์ ทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม แล้วก็กล้วยไข่ อีกทั้งยังมี ชมพู่ มะละกอ มะเฟือง ก่อนหน้านี้มีมะปรางด้วยค่ะ แต่หมดฤดูเค้าไปแล้ว อย่างละต้นสองต้นเพียงพอกิน พอแบ่งปัน

ตอนรื้อถอนบ้าน ต้นมะขามต้นใหญ่ถูกขุดรากถอนโคนไป และต้นไม้จำพวกไม้ดอกไม้ประดับถูกตัดไปอีกหลายต้น ถึงจะเสียดายแต่ก็ต้องทำใจค่ะ ไว้ค่อยปลูกใหม่ทดแทนเอาทีหลัง

ส่วนต้นที่ยังไงก็ไม่ยอมให้ตัดคือ ต้นแก้ว เพราะกว่าจะหามาปลูกได้ช่างแสนยากเย็น แถมเค้ายังเป็นที่มาของนิทานก่อนนอนที่ยังเขียนไม่จบอีกเรื่องหนึ่งด้วยค่ะ ถ้าเรียบร้อยเมื่อไรจะเอามาลงให้อ่านกันนะคะ

อ่า ..

จะเข้าไปดูเขตก่อสร้างกันไหมคะ ?
เดี๋ยวต้องให้สโนว์เค้าตรวจ พ๊าด – สะ – ปอด ด้วยแป๊บนึง

ถ้าเค้าไม่ว่าอะไรก็ไปกันโลด  
ส่วนคนที่กลัวแมวก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะคะ
เพราะได้ติดป้าย”เขตก่อสร้าง ห้ามแมวเข้า” ไว้แล้ว

เรื่องเล่าที่ฉันเขียนมักหยิบยกมาจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว และคงโม้นิทานก่อนนอนให้อ่านได้อีกหลายเรื่อง เพราะแค่ไปนั่งรับลมที่ริมระเบียง ก็ได้เห็นนกกระจิบ ได้ยินเสียงจิ๊บ ๆ อยู่ใกล้ตัว วันไหนอยู่ต่อจนค่ำก็จะได้เห็นหิ่งห้อยตัวเป็น ๆ อย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน

ต่อไป “นิทานก่อนนอน” มิผุดมาเป็นดอกเห็ดหรือนี่ ?
แล้วอย่างนี้ เด็ก ๆ จะอ่านกันยังไงไหว ?

(ฮา)

แล้วจะเขียน “นิทานก่อนนอน” มาให้ใช้หลอกเด็กวันหลังนะคะ
สำหรับคืนนี้ขอให้นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

53 comments

  1. มาจะกล่าวบทไป
    ถึงมะยมต้นใหญ่อยู่ในสวน
    เจ้าตกลูกเต็มเต้าเย้ายั่วยวน
    ชม้อยชวนเชิญชิมให้ลิ้มลอง

    ผจงจิตแจ้งใจใช้มือเด็ด
    จิ้มพริกเผ็ดเกลือเค็มเติมเต็มรส
    น้ำบ่อน้อยพลอยพล่านซ่านสดสด
    เมื่อตอนบดตอนเคี้ยวรสเปรี้ยวดี

    สโนว์เจ้ามาเฝ้ายามห้ามเอาไว้
    แม้นว่าใครมาคิดลักมาหักหาญ
    แม่มะยมต้นเก่าเยาวมาลย์
    ต้องแหลกลาญ กันไป ไม่ข้า-เอ็ง

    …..

    มาจะกล่าวบทไป
    ถึงทิดสิญจน์ผู้ยิ่งใหญ่ในเมืองหลวง
    คิดวางแผนตีต่อล่อหลอกลวง
    หมายจะช่วงหน่วงจะจิกจิ๊กมะยม

    จึ่งแผนแสร้งแกล้งเฉี่ยวทำเลี้ยวลด
    จรบทผ่านไปไม่แยแส
    ทว่าเหลือบลอดนิ้วหลิ่วตาแล
    เดี๊ยเสร็จแน่ถ้าแกเผลอเป็นเจอดี

    สโนว์เจ้าเฝ้าอยู่ขู่ทั้งวัน
    ต้องคอยหันคอยสดับสรรพเสียง
    กระทั่งเบลอเผลอหลับคอพับเอียง
    มิได้เมียงมองเฝ้าเจ้ามะยม

    ทิดสิญจน์สบโอกาสสวยเข้าฉวยเก็บ
    เข้าใส่เหน็บเก็บใส่ถุงตุงกระเป๋า
    สมดั่งใจได้ดั่งจิตคิดย่องเบา
    หนีไร้เงาราวกับภูตผุดไร้เสียง

    ปั๊ดธิโธ่ ปั๊ดธิถัง ดังจนได้
    แผนมลาย ด้วยดันเหยียบ ดังเกรียบกรอบ
    เจ้าสโนว์ โผเข้าใส่ ไล่โจรลอบ(ขโมย)
    ทิดสิญจน์หอบมะยมวิ่งซิ่งหนีไป

    .
    .

    โอยยยยย กว่าจะได้กินมะยมเหนื่อยเกือบตาย!

  2. สวัสดีสายๆ วันอาทิตย์ค่ะ
    ต้นไม้เยอะดีจังค่ะ ดูร่มเย็นคงคลายร้อนไปได้เยอะเลย

    สุขสันต์ สุขสันต์ค่ะ

  3. ข้าพเจ้ามายื่นใบลาค่ะ

    ขออนุญาตหายตัวไปจากโลกเสมือนสัก เอ่อ..สองสามวันมั๊งคะ
    (อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า)

    เพราะอากาศ (และอารมณ์) เปลี่ยนแปลงบ่อย (มากๆ)

    รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ^__^

  4. สวัสดีย่ำค่ำค่ะ

    .

    โถ ๆ ๆ ..

    ทิดสิญจน์ นี่อ่ะน๊า
    อยากกินมะยมก็บอกกันดี ๆ ก็ได้นี่นา
    นอกจากจะเก็บไปล้างให้แล้ว
    ยังจะทำพริกกะเกลือให้จิ้มอีกตะหากค่ะ

    แอบจิ๊กเอาทีเผลอแบบนี้
    ต้องได้เจอฤทธ์เจ้าสโนว์เค้าเสียมั่งล่ะ

    สม !

    .

    อ่า ..

    รับทราบค่ะ คุณ Z2you
    ข้าพเจ้าอนุมัติให้หายตัวได้ ตามใบลาที่ท่านได้ยื่นไว้

    ยังไงก็ดูแลตัวเองโตยเด้อค่ะ
    โปรด “บ้า” ให้เป็นที่เป็นทาง
    ระวังอย่าปลดปล่อยพลังวัตรให้มากนัก
    กั๊ก ๆ มาบ้ากันที่นี่บ้างนะคะ

    .

    โชคดีค่ะ
    -จขบ.-😀

  5. อาคุณแซดขอรับ

    โถๆๆๆ น่าสงสารจังนะคุณ

    พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก จำแนกเหตุ
    เกิดอาเพศ กำสรวญ ชวนกำสรด
    จำต้องลี้ หนีไกล ให้ระทด
    สุดสลด หล่อนจากจร ถอนอาลัย

    ไปดีนะแม่นะ
    ขอให้พักผ่อนให้สบาย
    ผ่อนกาย เบาใจเมื่อไหร่ค่อยย้อนมาใหม่ละกัน

    .
    .
    .

    เจ้าของบ้านขอรับ

    หุ หุ หุ ขอดีๆ ไม่หนุกหรอก
    ต้องงี้แหละ ลองของสโนว์เขาหน่อย
    ว่าจะเป็น “สเคียวริตี้ด๊อก” ที่ดีหรือเปล่า

    เดี๋ยววันหน้าเอาใหม่
    ตอนนี้เหล็กราคาแพงใช่ไหมล่ะคุณ
    เดี๊ยๆ ขโมยเครื่องโม่ปูนให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย

    คุ คุ คุ

  6. อรุณสวัสดิ์ค่า

    .

    อือ ..

    ราคาเหล็กตอนนี้ทำให้หนักอกหนักใจจริง ๆ ค่ะคุณ
    แต่เครื่องโม่ที่เห็นนั้นเป็นของสล่าผู้รับเหมาเค้าน่ะ
    คุณจะเอาไปให้เมื่อยตุ้มทำม้ายยยย ..

    .

    พูดถึงสโนว์แล้วนี่ ใคร ๆ ก็ต่างยกย่องว่าเป็นหมาเฝ้าบ้านชั้นดีค่ะ
    หวงที่ หวงถิ่น แถมฉลาด (แกมโกง) กว่าหมาบ้านไหน
    ยิ่งเจ้าของคนสวยแสนไฉไล เค้าไม่ยอมให้ใครมาวุ่นวายได้เลยล่ะ

    จริง จริ๊งงงงงง .. !!

    ถ้าไม่เชื่อ ก็ให้มะยมต้นนี้หวานสิน่า

    กุ๊ก
    กุ๊ก
    กุ๊ก

    -จขบ.-😀

  7. ^
    ^
    ^
    ^
    แหม !!!!! ทำไปได้
    “ยิ่งเจ้าของคนสวยแสนไฉไล ” ติดใจก็ไอ้ประโยคนี้ละ 5555
    สโนว์เอ๋ย กรรมของแกแล้วละ คุ คุ คุ
    .
    .
    ป๋าสอ แต่งได้ไงฟ่ะ ข้าน้อยขอคาราวะ
    แค่เห็นมะยม กะไอ้(คุณ)สโนว์ ก็สามารถ
    ทำม้ายยย ไม่บอก เด๋วจะปีนต้นเก็บให้เลยเอ้า!!!
    เชื่อหัวไอ้บาล์มเถอะ ได้กินแน่นอน ไม่กลัวหรอกโนว์เอ๋ย
    ก็แค่ให้ไอ้โนว์มันกินลูกชิ้นยัดไส้เข้าไป แน่นอนละพ่อคู้น
    หลับเป็นตายเลยเอ้า (ลูกชิ้นยัดไส้อะไรก็ไม่รู้ไปคิดกันเอาเอง)
    555555 ก่ากกกก เอิ๊กกกกกก เจี๊ยกกกก กุ๊กกกก (ท่าจะบ้าว่ะตรู)
    .
    .
    อ้าวพี่แซดที่รัก
    จะไปไหนละนั่น เอาเค้าไปด้วยยยยยยยย

  8. ^
    ^
    ^

    พี่ก็ว่างั้น หนูบาล์ม
    เป็นกรรมของสโนว์เค้าแล้วล่ะ
    ที่มีเจ้าของบ้า ๆ บอ ๆ แถมยังหลงตัวเองสุด ๆ อย่างพี่
    55555555+😆

  9. เจ้าของบ้านขอรับ

    อืมม์ เครื่องโม่ปูนนั้นเป็นของสล่าหรอกหรือ ช่างปะไรล่ะ มันหายในบ้านคุณ ยังไงคุณก็ปัดความรับผิดชอบไม่พ้นหรอก ต้องจ่ายตังค์คืนให้สล่าอยู่ดี

    หรือไง? หรือคุณจะซื้อเครื่องโม่ปูนใช้คืนเขาก็ได้นะ ผมขายคืนถูกๆ คิดครึ่งราคาท้องตลาดละกัน

    หึๆ ส่วนเรื่องเจ้าสโนว์ที่ชอบหวงข้าวหวงของนั้น เป็นธรรมดาที่ต้องตอบแทนบุญคุณข้าวน้ำกระมัง เรื่องที่ว่านอกจากจะหวงของแล้ว ยังหวงคนอีก อันนี้ก็แหง๋ล่ะ เพราะถ้าไม่หวงคนเอาไว้เดี๋ยวไม่มีใครเอาอาหารให้กิน

    .
    .
    .

    ยัยหมิว

    เวลคัมๆ เวลคัมแบ็กนะคุณน้อง

    แต่งได้ไง?
    บ้าดิ! เค้ายังไม่ได้แต่งเลยนะตะเองก้อ

    นั่นๆๆ เห็นต้นมะยมเข้าหน่อย วิญญาณเก่าเข้าสิงเลย
    นี่คิดจะประกอบวีรกรรมทำแสบเหมือนตอนเป็นละอ่อนอีกแล้วใช่ไหมนี่ เรื่องปีนต้นไม้นี่ขอให้บอกหล่อนเถอะน่า เธอเป็นปีนได้แม้แต่ต้นฝรั่ง ต้นพุทรา ต้นมะขามสูงๆ – แม่นก๊อ?

    อืมม์ วิชามารของแม่นางสูงส่งนัก! นี่คิดจะใช้ยามอมหมาให้สลบเลยหรือ?

    ร้ายกาจๆๆ

  10. อื้อฮือ !
    อื้อฮือ !
    อื้อฮือ !

    นี่กล้าเรียกค่าไถ่ “เครื่องโม่” ด้วยหรือคะท่านป๋าสอ
    ขอให้ผ่านด่านเจ้าสโนว์ไปให้ได้ก่อนเถอะน่า
    แล้วค่อยมาว่ากัน

    หุ
    หุ

  11. น่าจะปลายเดือนพฤษภาคมค่ะคุณเล็ก
    ถ้านานกว่านั้น บ้านจะยิ่งบานปลาย – -”

    .

    สำหรับ “มะยม” นั้น เชิญทานได้เต็มที่นะคะ
    ยิ่งต้นนี้แล้ว เราสามารถยืนเด็ดได้สบาย ๆ
    โดยไม่ต้องปีนป่ายให้เมื่อยเลยล่ะค่ะ

    😀

  12. ป๋าสอคร้าบบ
    ถูกต้องนะคร้าบบบ ไอ้เรื่องปีนๆ เนี่ยบอกไอ่บาล์มเถอะ ถนัดนัก 555
    เคยเล่น “หวาบหวิวป่ะ ” มาบอกวิธีเล่น
    ให้เอาเชือกไปผูกกิ่งมะขามนะ ต้องมะขามเท่านั้น เพราะว่ามันเหนียว
    แล้วปลายเชือกให้ทำห่วง ใหญ่กว่าจานหน่อยนึง แค่นั่นละ
    วิธีเล่น: ให้เอาเท้าสอดเข้าไปในห่วงแล้วโยนตัวไปมา หู๊ยยย
    สนุกอย่าบอกใคร ยิ่งต้นมะขามอยู่ริมน้ำนะ สวยผิว!!!!
    .
    .
    เจ้าของบ้าน
    ระวังสโนว์ไว้ให้ดี หุหุหุหุ

  13. ฮ้า!!!

    ยัยหมิว!

    เอาขาสอดใส่แล้วห้อยหัวลงมาด้วยหรือเปล่า???

    แล้วถ้าเกิดวันนั้นนุ่งผ้าถุงหรือนุ่งกระโปรงล่ะ???

    มันจะ…มันจะไม่…พลิกกลับมาปิดหน้าหมดเร๊อะ!!

    หว่ายยยยยยย หวาดเสียวๆๆ แค่คิดก็สยองแล้ว!!

  14. ^
    ^
    จุ๊ๆ อย่าเอ็ดไปสิป๋าก็ คนเค้ารู้กันหมด 555
    ไม่ช่ายละ เอาขาสอดเข้าไป แล้วก็โหนตัวไปมานะ สนุกจะตาย ชิชิ
    ที่บ้านตั๋วบ่มีล่า สมน้ำหน้า ตอนละอ่อนเน่อ เปิ้ลฮิตกั๋น ม่วนขนาด !!!!

  15. ^
    ^
    ^

    พี่ว่าบาล์มมากกว่านะ
    ที่จะต้องระวังสโนว์ หุ หุ หุ

    .
    .

    อ่อ หากจะสอนให้ป๋าเค้าเล่น “หวาบหวิว” ละก้อ
    หนูผ่อฮื้อเปิ้นมัดผ้าขาวม้าดี ๆ โตยเน้อ
    เกิดมาหลุดลุ่ยต่อหน้าจาวบ้านจาวเมืองเข้า
    จะหาว่าปี้เจี๊ยบบ่บอกบ่เตือนบ่ได้หนา

    555555+

  16. แวะไปเที่ยวบ้านหนอนของคุณวินทร์ เลียววาริณ มาน่ะขอรับ มีเพื่อนผู้หนึ่งเขียนจดหมายถึงกระผมในนั้นด้วย จึงก๊อปทั้งจดหมายฉบับต้น และจดหมายฉบับตอบมาให้อ่านด้วย

    อ่านเถิดนะ เผื่อจะได้มุมมองอะไรบ้าง

    สาธุ(ที่อ่าน)

  17. ถึงพี่ สิญจน์ สวรรค์เสก

    เมื่อ: 2008-04-23 11:04:21

    .

    คงจะพากันเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วครับพี่ ทึ่วิ่งหาคนหายนะจริง แต่พี่ๆคงจะเข้าใจว่าเป็นคนรัก ใช่! เป็นคนรักของบักเด็กดอยจริง

    เมื่อ พ.ศ 2530 พี่ชายคนโตของผม ก็เหมือนกับหนุ่มบ้านนอกธรรมดา ที่หนีความยากไร้ บ่ายหน้าเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อทำงานโรงงานในสมัยนั้น เป็นคนเเรกของหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จ

    พี่ชายผมเป็นคนเรียนเก่งที่สุดในตัวอำเภอ แต่เนื่องด้วยความครัวเราขัดสนจึงไม่สามารถส่งพี่เรียนมัธยมปลายได้ พ่อบอกว่า เรียนไปก็เท่านั้น ทำนาดีกว่า ในสมัยนั้นไม่นิยมให้เรียนสูงๆ จึงต้องทำนาและเลี้ยงควาย ผมกับพี่คนโตสนิทกันมากๆ เพราะพี่ชอบอ่านหนังสือให้ฟัง มีเรื่องเล่าเยอะ และวาดรูปสวย

    เมื่อยาเสพติดชนิดหนึ่ง สมันนั้นเรียกว่า “ยาม้า” หรือ “ยาขยัน” มีไม่เเพร่หลาย รู้จักในหมู่ของกรรกรที่ใช้เเรง เช่น คนตัดอ้อย คนขับสิบล้อ เป็นต้น เเละปลายปี 40 มันเป็นยา “บ้า”

    ผมขึ้นๆ ลงๆ อุบลฯ กรุงเทพฯ มาเยี่ยมพี่ตอนปิดเทอม พอยาบ้าระบาดหนัก นายกทักษิณประกาศ สงครามกับยาเสพติดขั้นเด็ดขาด เด็ดขาดจริงๆ พี่ชายของผมก็โดนลูกหลงกับเขาเหมือนกัน พี่ชายเป็นเพิ่งเลื่อนเป็นผู้จัดการโรงาน คนรู้ๆกันว่า พี่ชายผมไม่ยุ่งกับเรื่องเเบบนี้

    หลังประกาศวสงครามได้เดือนเดียว ลูกน้องพี่ชายคนหนึ่งเห็นพี่ชายของผมไปกับรถตำรวจมารับตอนห้าโมงเย็น จนปัดนี้ ผมยังรตามพี่ชายของผมไม่เจอเลย

    เเม่ผมร้องให้ทุกครั้งเมื่อผมโทรศัพท์คุยทุกเรื่องพี่ชายผม แม่ทำทุกอย่างหมดเงินเป็นเเสนในการตามหาพี่ แม่ทำทุกอย่างทั้งไสยศาตร์ วิทยาศาสตร์ ข่าวยิงกันตายทีใหน? ศพนิรนามเป็นใคร? ฆ่าตัดตอนที่ใหน ลงประกาศหนังสือพิมพ์ แม่จะต้องให้ผมตามไปดูหรือ ตามข่าวว่าเป็นพี่เอ็งหรือเปล่า?

    ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายคืนมา ถ้าไม่ได้ชีวิตก็กระดูกก็ยังดี แต่จวบจนวันนี้ไม่พี่ชายผมเลย! ได้แต่ภาวนาถ้ามีชีวิตอยู่ แม่และน้องชายคนนี้คิดถึง!

    2008-04-23 11:04:21/เด็กดอยอีสาน

  18. ตอบโดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    ขนาดนั้นเลยหรือเสี่ยว!

    ครอบครัวไหน หรือว่าใครลองมาเจอเหตุการณ์แบบนายเข้า ก็คงจะจุกเข้าไปถึงลิ้นปี่เหมือนกันทุกคนนั่นแหละวะ

    ยังไงเสียก็ขอให้นายได้พบพี่ชายในเร็ววันนะ แม้จะในสภาพใดก็ตาม

    ฟังเรื่องของนายแล้ว ช่างเข้ากันดีกับเรื่องสั้นที่พี่กำลังเขียนอยู่น่ะเสี่ยว พี่ขอพล๊อตมาจากชีวิตจริงของคุณพี่ท่านหนึ่ง แกเป็นคนจังหวัดสระแก้ว ตอนเป็นเด็กลำบากมาก อยู่ในกระต๊อบเล็กๆ กันประสาแม่และลูกอีก 10 ชีวิต พ่อทิ้งแม่ไปมีเมียใหม่ ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละ จึงมีโอกาสเจอหน้าพ่ออยู่เรื่อยเหมือนกัน แต่ในฐานะคนเคยรู้จักกัน หรือจะเรียกว่า “คนหน้าแปลก” ไปเลยก็ได้ ย้ำว่าเหมือนคนหน้าแปลกไม่ใช่คนแปลกหน้านะ เพราะจำหน้ากันได้อยู่ แต่ใบหน้าและแววตานั้นมันผิดแผกไปแล้ว

    ต่อมา เมื่อลูกๆ โตกันแล้ว ก็แต่งงานแต่งการแยกบ้านออกเรือนไปหมด ไม่มาดูแลแม่เลย ปล่อยให้พี่คนนี้ดูแลแม่คนเดียว (แกเป็นลูกคนที่ 6)

    เล่าถึงอดีตเรื่องแม่ทีไรแล้วพี่สาวคนนี้เป็นต้องน้ำตาร่วงทุกที เพราะยังสงสารแม่ไม่หาย แม้ขณะที่แกเล่าให้พี่ฟังนั้นก็เหมือนกัน นึกเสียใจว่า ทำไมตอนนี้เมื่อมีอยู่มีกินดีแล้ว ถึงไม่มีโอกาสได้ดูแลแม่เหมือนตอนนั้น

    ว่ากันว่า คนเรามักจะจำอะไรที่มันทุกข์สุดๆ ได้ดี พี่คนนี้ก็เหมือนกัน แกเล่าหมดเปลือกว่า ตอนเป็นสาวรุ่นและไปนั่งเรียนหนังสือระดับ ม.ต้น กับเพื่อนๆ นั้น ลำบากมาก กลับจากโรงเรียนต้องไปเลื่อยไม้เผาถ่านสองคนแม่ลูก เสื้อผ้าก็เก่าๆ ขาดๆ แม้ยกทรงก็ไม่มีใส่กับใครเขา ไม่ต้องพูดถึงผ้าอนามัยเลยให้เสียเวลา ตอนไปเรียนจึงมักจะถูกเพื่อนล้อว่า “อี..(ขอสงวนนาม)..ก้นแดง”

    ต่อมาแม่ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ แล้วก็ตาย ก่อนตายแม่มอบของสิ่งหนึ่งให้ มันเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แม่มี คือฟันซี่หนึ่งของแกนั่นแหละ เมื่อพอมีเงินและมีโอกาสได้เข้าเมือง พี่ผู้นี้เอาฟันซี่นั้นไปเลี่ยมกรอบพลาสติกแขวนติดคอตลอด (ตอนนี้มีอยู่มีกินดีแล้ว จึงเปลี่ยนมาเลี่ยมทอง แกดึงออกมาโชว์ให้พี่ดูด้วยเหมือนกัน)

    สิ้นแม่ พี่ผู้นี้นึกถึงพี่สาวร่วมสายเลือดที่สนิทสนมกันมากที่สุด ตอนนั้นพี่สาวหนีความยากจนเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯนานแล้ว แทบจะเรียกว่าหายไปเลยก็ได้ เพราะไม่เคยติดต่อกลับไปหาทางบ้านเลยว่าสุขทุกข์ประการใด สาวน้อยผู้นี้จึงเดินทางเข้าเมืองหลวงตามหาพี่สาวคนนั้น

    นายลองนึกถึงสาวน้อยบ้านนอก มีเงินติดกระเป๋ามาไม่กี่ร้อย เดินทางดั้นด้นตามหาพี่สาวในกรุงเทพฯดูก็แล้วกัน ว่าเธอควรจะเริ่มต้นจากตรงไหน ต้องเดินทางไปถามใครก่อนดี ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูก และพอจะมองเห็นจุดหมายของการตามหาพี่สาวได้บ้าง

    แต่นี่ไม่มีเลย ไม่มีใครที่รู้จัก ต้องตามหาแบบเดาสุ่มไปเรื่อย เหมือนซื้อล็อตเตอรี่เพื่อหวังเงินรางวัลที่หนึ่งให้ได้ในงวดเดียว

    บ้าจริง! ตอนเธอเดินผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งแถวรังสิต เจอลุงผู้หนึ่งแบกไม้ผ่านเดินผ่านมา พูดคุยถามกันประสาคนบ้านนอกในกรุง ลุงบอกว่า “เออนี่นังหนู ในหมู่บ้านที่ลุงทำงานก่อสร้างอยู่น่ะ มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเปิดเพิงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ เห็นบอกว่าเป็นคนสระแก้วเหมือนกันกะเอ็ง เอ็งจะไม่ลองแวะเข้าไปดูหน่อยหรือ อาจจะเป็นพี่สาวของเอ็งก็ได้นะ”

    พี่คนนี้จึงตามลุงผู้นั้นไปดู

    นรก! ความทุกข์ยากลำบากลำบนพลันมลายสิ้น

    สวรรค์ – นับว่าสวรรค์ยังเมตตาที่ทำให้พี่น้องได้พบกัน

    ต่อมาพี่สาวก็ป่วยเป็นมะเร็งมดลูกตายไปอีกคน

    พี่ผู้นี้จึงต้องทำงานสารพัดรูปแบบเพื่อหาเงินเลี้ยงหลาน

    แกสู้ชีวิตมาเรื่อย จนทุกวันนี้สบายดีแล้ว

    แกเล่าเรื่องนี้ให้พี่ฟัง พี่จึงขอนำเรื่องราวจากชีวิตของแกนี้มาเขียนเป็นเรื่องสั้น แกก็อนุญาตยกให้

    อันนี้เป็นไตเติ้ลน่ะเสี่ยว ชีวิตของพี่ผู้นี้เกือบเปลี่ยนแปลงไปในทางร้ายสองครั้ง คือถูกโจรหื่นกามจี้เข้าป่าไปทำมิดีมิร้าย ตอนนั้นแกนึกแต่ว่าตายแน่ ต้องตายแน่ๆ นึกถึงอยู่อย่างเดียวคือแม่ พี่แกกำฟันแม่ที่เลี่ยมห้อยติดคอมั่น แล้วอธิษฐานขอให้แม่ช่วย

    ไม่รู้ไอ้โจรมันเป็นอะไรของมัน ขณะกำลังปลุกปล้ำพี่ผู้นี้อยู่นั้น (ตอนนั้นเป็นสาวรุ่น ทำงานเป็นพนักงานขายของในห้างเยาฮัน) มันสะดุ้งโหยง ตกใจทะลึ่งลุกขึ้นยืนพรวด ขยี้ตามองดูแบบไม่เชื่อสายตาตนเอง แล้ววิ่งหนีโกยแนบแบบไม่คิดชีวิตเลย

    พี่ผู้นี้เล่าว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน แต่ตอนนั้นน่ะ ในใจนึกถึงแต่แม่ นึกถึงความทุกข์ยาก ความรันทดตอนที่เฝ้าดูแลแม่ภายในกระต๊อบน้อยก่อนที่แกจะตาย แล้วนึกขอให้แม่ช่วย พี่ผู้นี้เลยรอดมาได้

    เล่าให้ฟังเฉยๆ น่ะเสียว เห็นว่าเรื่องของนายมันมาคล้ายกับพี่สาวผู้นี้พอดี (เฉพาะตอนที่ตามหาพี่สาว(พี่ชาย)นี้เท่านั้นน่ะ)

    คนเราแม้จะเป็นพี่น้องร่วมท้องคลานตามกันมา แต่ก็ต่างคนต่างเกิดว่ะเสี่ยว สุดท้ายก็ต่างคนต่างไปอีกเหมือนกัน ไม่จากกันตอนเป็น เดี๋ยวก็ต้องจากตอนตาย นายหาพี่ชายไปก็ทำใจไปด้วยละกันนะ

    สงสารก็แต่แม่ของนาย ไม่มีแม่(ที่ดีๆ)คนไหนหรอกอยากจะเห็นลูกตายก่อน แต่นี่มันยิ่งเสียกว่าตายจากกันเสียอีก เพราะถ้ายังอยู่แล้วทำไมไม่เห็นตัว ถ้าหากตายแล้วทำไมไม่เห็นศพ

    “ตายทั้งเป็น” จริงๆ

  19. ^
    ^
    อ่านเรื่องสั้นของคุณเด็กอีสาน และก็ป๋าสอ
    น้ำตาจะไหลฟ่ะ แง้งๆๆ T_T
    เค้าเรียกว่าวัฐจักรชีวิต อยู่ด้วยกัน รักกัน แต่ก็ยังมีความตายมาพราก
    ไม่มีใครจะฝืนกฏธรรมชาติได้นะไอ้ทิด
    .
    .
    ไรๆ พี่เจี๊ยบ ไอ้โนว์นั่นละต้องระวังนู๋ให้ดี แม่จะจับทำลูกชิ้นซะเลย
    (ล้อเล่นเน้อ อย่าคิดมาก ) 5555 แหมๆ ไอ้โนว์ออกจะน่ารัก
    คร้ายยย จะไปทำลง หุหุ

  20. สวัสดีบ่ายวันพฤหัสบดีค่ะ
    กลับมาแล้วค่ะทุกๆ ท่าน
    ขอบคุณท่าน จขบ. และคุณสิญจน์ สวรรค์เสก มากค่ะ
    ข้าพเจ้าหลบไปรับลมทะเลมาแล้วค่ะ ^__^

    หนูบาล์ม มารับไม่ทันแล้วอ่ะนะ เพราะพี่กลับมาแล้ว ^^

    สุขสันต์ สุขสันต์ค่ะ

  21. อ่า ..

    สโนว์มันทำตัวน่ารักก็กับพี่เท่านั้นแหละบาล์มเอ้ย
    กับคนอื่นเห็นเค้าตาขวางทุ๊กกกกกกทีเลยล่ะ

    เหอ เหอ

    .
    .

    ว๊าว ๆ ๆ ๆ

    ท่านรอง ฯ Z มาแล้วววววววววว ..
    เป๋นจะไดพ่องกา ?
    ต๊ะเลอากาศดีบ๋อ ?
    ข้าพเจ้าหวังว่าคุณจะสบายกาย สบายใจขึ้นนะคะ

    สุขสันต์เช่นกันค่ะ
    -จขบ.-😀

  22. ข้าพเจ้าสบายดีค่ะ แม้จะเหนื่อยจากการเดินทางบ้าง
    แต่กลับมาก็นับว่าสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ

    ข้าพเจ้าไปชายทะเลที่ระยองมาค่ะ
    แวะหาดแม่พิมพ์ แต่คนเยอะมาก
    จึงเลี่ยงไปที่สวนสนแทน
    (อันที่จริงนัดกับเพื่อนที่ชลบุรีไว้เดือนหน้า
    แต่ว่าข้าพเจ้าหนีไปก่อนเลยผิดแผน -*-)
    อากาศดีค่ะ ไม่ร้อนมากอย่างที่คิด
    (แต่ก็ทำให้ดำได้เยอะเลย หุหุ)

    แต่คืนก่อนมีฝนนิดหน่อย พอเช้าก็สดชื่นดีค่ะ
    ออกไปเดินเล่นชายหาด อากาศดีมากๆ

    หวังว่าท่าน จขบ. คงจะสบายดีเช่นกันนะคะ ^__^

    อ้อ..ข้าพเจ้าไปปล่อยพลังที่กลางทะเลด้วยการ
    เล่นบานาน่าโบ๊ท ปวดแขนยังไม่หายเลยค่ะ – -“

  23. ฟ้าหลังฝนจะสดใสเสมอเนาะคุณ Z

    ดีแล้วค่ะที่ท่านได้ปล่อยพลัง
    ถึงปวดแขนไปมั่ง แต่เดี๋ยวก็หายแล้วล่ะ

    .
    .

    คืนนี้ข้าพเจ้ามีภารกิจต้องทำนิดหน่อยค่ะ
    คาดว่าจะได้ปล่อยพลังวัตรไปอีกไม่น้อยเช่นกัน
    ขอไปเตรียมการก่อนนะคะ

    ไปละค่ะ
    แว๊บ ๆ

    -มารดำ-

  24. วันนี้ข้าพเจ้าก็มีกิจธุระต้องสะสางเช่นกันค่ะ

    ขอให้ภารกิจของท่านสำเร็จตามเป้าหมายนะคะ
    โชคดีค่ะ ^__^

  25. เจ้าของบ้านขอรับ

    อืมม์ ใช่ครับใช่ ชีวิตจริงของบางคนนั้น จัดจ้านยิ่งกว่าบ้านทรายทอง + คู่กรรม ซะอีก

    .
    .

    ยัยหมิว

    เปิดบทสนทนามาเหมือนจะเศร้า
    ประมาณว่าผมยาวขาวสวย กำลังสั่งน้ำส้มมาซด

    อีตอนปิดการสนทนา ไหง๋กลายเป็น “นางพันธุรักษ์” คิดจะจับเจ้าสโนว์กินเสียแล้วไหมนั่น

    .
    .

    อาคุงแซด

    เวลคัมๆๆ เวลคัมแบ๊ก

    ฮ้อ หนีไปเที่ยวทะเลมานี่เอง นึกว่าหนีตามหนุ่มที่ไหนไป
    ไหนดูถี มีอะไรมาฝากกันบ้าง

    อ่ะ ฮ้า “บานาน่าโบ๊ท”
    ดีๆๆ ชอบๆๆ ชอบกินมากเลย อร่อยดี

    .
    .
    .

    เอ๊า เมื่อวานอ่านจดหมายจากบ้านหนอนของป๋าวินทร์

    วันนี้มาอ่านจดหมายที่ผมไปโม้กับสหายพี่สามมาก็แล้วกัน

    อ่านเถิ๊ด!

  26. -การเขียนเพียรบ่มปัญญา-

    .
    .

    อืมม์ พี่สามครับ ก่อนอื่นคงต้องมาแยกแยะกันให้เข้าใจเป็นลำดับไปเสียก่อน มิฉะนั้นมันจะปนเปกันไปหมด จนไม่รู้ว่าอะไรคือปัญญาแบบโลก และอย่างไหนคือปัญญาที่สามารถขุดเข้าไปเอากิเลสของคนเราออกได้

    ปัญญาอย่างแรกที่ผมอยากจะพูดถึงคือ “ปัญญาเจตสิก”

    ปัญญานี้เกิดขึ้นมาได้จากการพิจารณาสิ่งที่เข้ามากระทบอายตนะ ด้วยรูปแบบที่นักการศึกษาและนักพูดทั้งหลายมักจะนำมาพูดอยู่เรื่อยๆ นั่นแหละว่า “สุ จิ ปุ ลิ”

    สุตตะ – ฟัง
    ปุจฉา – ถาม
    ลิขิต – เขียน
    จิตตะ – คิด(อ่าน)

    ดังนี้จะเห็นว่า ปัญญาชนิดนี้จะเกิดขึ้นมาได้ด้วย “ความคิด” ทั้งสิ้น คือใช้ “ความคิดพัฒนาความคิด” หรือจะเรียกว่าใช้การ ฟัง ถาม อ่าน เขียน เหล่านี้ เป็นไปเพื่อพัฒนา “สัญญา” หรือว่า “ความจำได้หมายรู้” ในเรื่องต่างๆ ให้ได้มากๆ นั่นเอง

    เมื่อมี “เครื่องหมายรู้” มาก ย่อมสามารถนำความรู้เหล่านี้มาประกอบทางเลือกในการแก้ไขปัญหา หรือจะเรียกว่านำมาใช้ในการดำรงชีวิตให้เป็นไปในทิศทางที่ดี แบบที่ตนอยากจะให้เป็นไปได้ (ต่อแง่นี้ ในบางครั้งเราจะเห็นคนฉลาดๆ ทำอะไรโง่ๆ ก็เยอะ เพียงเพราะว่าเขาอยากจะทำอย่างนั้น เท่านั้นเอง)

    นักเขียนโดยมากล้วนใช้ปัญญาชนิดนี้ในการเขียนหนังสือเหมือนๆ กันน่ะครับพี่สาม

    อย่างประโยคที่ว่า “นักเขียนที่ดีคือนักอ่านที่ดี” นั่นแหละ เพราะถ้าคุณอ่านมาก คุณย่อมมี “เครื่องหมายรู้” มาก และสามารถหยิบฉวยมาใช้ในงานเขียนได้ดี ไม่มีอับจน หรือตีบตัน

    ทว่า อย่ามองข้ามเครื่องมือการเรียนรู้ของคนสมัยก่อนไปเชียว นักปราชญ์สมัยก่อนไม่มีหนังสือให้อ่านกันสักเท่าไหร่หรอกครับ อย่าง อลิสโตเติล นั่นปะไร แกใช้การเดินถามปัญญาไปเรื่อยไม่ใช่หรือเป็นแนวทางในการเรียนรู้

    เมื่อมีคนถาม ก็ต้องมีคนคำตอบ การถาม-ตอบ จึงเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งให้คนเราได้มีโอกาส “ใช้ความคิดของคนอื่นมาช่วยพัฒนาความคิดของตน” ให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป เหมือนกับการอ่าน(ฟัง) แล้วก็เขียน(พูดตอบ)

    ปัญหาที่ท่านพี่ถามว่า “เราควรคิดก่อนเขียน คิดไปเขียนไป หรือว่าคิดไม่ออกก็เขียน เขียนเพื่อให้คิดออก?” นี้นั้น

    อันนี้ผมว่า ผู้เขียนคนนั้นไม่มีความชัดเจนในความคิดของตนเองครับ

    ในเมื่อคุณอยากจะพูด อยากจะสื่อ แต่คุณยังงงๆ ยังไม่ชัดเจนในสิ่งที่กำลังจะพูด ในสิ่งที่จะเขียนแล้ว คนอ่าน(ฟัง)จะเข้าใจ หรือจะเอ็นจอยในเรื่องนั้นได้อย่างไร

    จะเขียน(พูด)อะไรต้องชัดเจนครับพี่สาม อย่าคลุมเครือ

    ที่ท่านพี่ถามต่อมาว่า “การเขียนคือการฝึกฝนตนเองอย่างหนึ่งใช่ไหม?”

    ครับใช่ การเขียนคือการคิด(จิตตะ) เป็นการสนทนากับผู้อ่าน(ปุจฉา-วิสัชนา) ทั้งยังเป็นการพิจารณาใคร่ครวญในเรื่องนั้นๆ ให้ละเอียดลึกซึ้ง เราถึงจะร้อยเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูด เป็นตัวอักษร(ลิขิต)ได้เป็นลำดับไป

    .
    .

    ขั้นตอนหรือโครงร่างแบบคร่าวๆ ที่ผมใช้ฝึกเขียนงั้นหรือครับ?

    ไม่มีครับ

    แต่ก็มีเหมือนกันครับ

    ที่ผมบอกว่าไม่มีนั้นคือ มันไม่มีขั้นตอนแบบแผนตายตัวน่ะครับพี่สาม ไม่มีทฤษฎีว่าต้องอ่านหนังสือกี่หน้า กี่เล่ม กี่บรรทัดต่อวัน ต้องเขียนอะไร วันไหน เวลาเท่าไหร่ เขียนด้วยอะไรบนอะไร ใดๆ เหล่านี้ไม่มีหรอกครับ และคนอื่นๆ ก็ไม่น่าจะมีเหมือนกันด้วย แต่ก็ไม่แน่ บางท่านอาจจะฝึกอ่านฝึกเขียนแบบเป็นขั้นตอนเหมือนหุ่นยนต์ดังว่านี้ก็ได้ ใครจะไปรู้

    ผมเชื่อมั่นว่าคนเราทุกคนล้วนมีอารมณ์ความรู้สึกครับพี่สาม และอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดภายในใจของแต่ละคนนี้แหละ มันไม่เหมือนกัน และไม่มีหลักสูตรที่จะพัฒนาให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันได้ด้วย อาจจะคล้าย แต่ยังไงก็ไม่เหมือน

    ที่ว่าผมมีวิธีการฝึกฝนตนเองเหมือนกันนั้นคือ ต้องหัดทำอะไรให้ชัดเจนครับพี่สาม อ่านอะไรก็อ่านชัดๆ ฟังอะไรก็ฟังชัดๆ แล้วต้องหัดเป็นคนละเอียดอ่อนในการขบคิด มองปัญหาและเรื่องราวทั้งหลายแบบเชื่อมโยงให้ถึงเหตุ ว่าเป็นเพราะอะไรผลมันถึงเกิดมาแบบนั้น

    ผมใช้การฟัง อ่าน คิด แบบชัดๆ นี้แหละครับในการเขียน

    ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า ผมเรียนผ่านระบบการศึกษามาน้อย มันอาจจะเป็นข้อด้อยของผม แต่ข้อเด่นที่ผมมี และคนอื่นๆ ยากจะมีเหมือนผมคือ ผมผ่านการบวชเรียน ผ่านการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสูตรมาหลายปี การที่ผมเคยได้อยู่กับตัวเองนานๆ อยู่กับการจับความรู้สึกเมื่อตอนที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส และใจที่คอยคิดนึกไปโน่นมานี่อยู่เรื่อยนั้น

    เหล่านี้ทำให้ผมเป็นคนมองอะไรแคบๆ ครับพี่สาม

    มองแค่ว่าเรื่องราวใดๆ ก็แล้วแต่ในโลกนี้มันต้องเกี่ยวกับคน เพราะคนนี่แหละเป็นตัวเจ้าปัญหา

    การเรียนรู้ตัวเองจึงเหมือนกับเป็นการเรียนรู้คนอื่นไปด้วย เพราะใครๆ ก็ตาม ล้วนแต่มีอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องต่างๆ คล้ายๆ กัน ไม่ชอบก็ชัง หรือไม่งั้นก็หลงๆ ลืมๆ ไปเรื่อยเปื่อย เห็นจะมีเท่านี้กระมังอารมณ์ของคนเรา สามอย่างนี้แหละ (โลภ โกรธ หลง)

    หลักความรู้ตามสัจธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสเอาไว้นั้น (ที่ถูกต้องควรพูดว่า เพราะมันเป็นเช่นนั้น พระองค์จึงทรงตรัสเอาไว้) ทรงตีแตกหมดสามแดนโลกธาตุจริงๆ ครับพี่สาม เอาเถอะน่า หน้าไหนก็ได้ ต่อให้เป็นยอดมนุษย์ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง กระทั่งเทพเจ้าเหล่าเทวาทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งมวลนั่นก็ด้วย หากมีชีวิตมีจิตวิญญาณไซร้ ล้วนวนอยู่กับอารมณ์สามอย่างนี่แหละครับ

    หากิน
    ปี้กัน เสพกาม (เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์)
    เข่นฆ่าขบกัด (ด้วยเหตุผลนานาประการ)
    ไม่ว่าสัตว์หน้าไหนก็ไม่ยักจะเห็นพ้นจากอารมณ์เหล่านี้เลย

    การย้อนกลับมาเรียนรู้ตัวเองให้ชัดๆ จะทำให้เราเรียนรู้อะไรได้ชัดตามไปด้วย เมื่อเข้าใจชัดเจนแล้วทำไมจะเขียนหนังสือไม่ชัด

    ……………
    ……………

    “การเขียนหนังสือถือเป็นการฝึกฝนจิตให้พ้นทุกข์ตามหลักศาสนาได้หรือไม่?”

    ผมเว้นคำถามนี้มาก่อน เพื่อจะมาตอบในตอนสุดท้ายให้จั๋งหนับกันไปเลยน่ะครับพี่สาม

    ก่อนตอบคำถามนี้ ผมอยากจะถามกลับไปว่า “คุณเขียนอะไร? คุณตั้งจิตอย่างไรเวลาเขียน?”

    แต่ถ้าหากท่านพี่ตอบว่า “ฉันเขียนนิยาย ฉันเขียนเรื่องสั้น”

    คำตอบคือ

    “โน! โน เวย์”

    “แล้วถ้าฉันเขียนปรัชญาล่ะ?”

    “โน เหมือนกัน”

    “เขียนธรรมะเล่า?”

    “สามารถเกิดความรู้ อันจะเป็นหลักให้คุณนำเอาไปปฏิบัติต่อได้ แต่หากคิดจะบรรลุธรรมจากการอ่านการเขียนละก้อ – โน!”

    การอ่าน การเขียนทั้งหลายนั้น จะทำให้เกิด “ปัญญาเจตสิก” แบบที่ผมพูดมาตั้งแต่ต้นแล้วนั่นแหละครับ ถ้าหากศึกษาปัญญาแบบนี้กระทั่งเข้าใจระบบศีลธรรมคุณงามความดี ระบบการเป็นอยู่ร่วมกันแบบมีความสุขของผู้คนทั้งหลายแล้ว ทั้งยังสามารถนำคุณงามความดีเหล่านี้จะเป็นกรอบควบคุมความประพฤติด้วย ปัญญาเหล่านี้สามารถพาคุณขึ้นไปสูงได้ถึงระดับเทพชั้นต่างๆ เท่านั้น ไม่ถึงชั้นพรหมด้วยซ้ำ เพราะชั้นพรหมทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจสมาธิฌานเท่านั้น

    ฌานสมาธิจะเกิดได้ง่ายก็ต่อเมื่อคุณมีเวลาปฏิบัติจิตภาวนา ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน อันจำเป็นต้องอาศัยการออกบวชในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่นเป็นนักพรต ฤาษีชีไพร พระในศาสนาต่างๆ หรือหากอยู่กับบ้านคุณก็ต้องมีเวลาให้กับตัวเองจริงๆ ซึ่งหากปฏิบัติจนเกิดฌานสมาธิแล้ว อำนาจจิตประเภทนี้จะทำให้คุณเกิดปัญญากระทั่งมีความประพฤติไม่ต่างไปจากนักบวชเหล่านั้นอยู่ดีนั่นเอง

    ทำแค่นี้ให้ได้ก่อนดีไหม ไม่ต้องกล่าวไปไกลถึงขั้นโลกุตระเลยให้เสียเวลา

    การจะเข้าใจปัญญาโลกุตระได้ ผมอยากจะนำคำพูดของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาฉายซ้ำน่ะครับ ท่านว่า

    “จิตส่งออกนอกเป็นสมุทัย
    จิตเห็นจิตเป็นมรรค”

    ประโยคนี้ชัดเหลือเกินครับพี่สาม

    หากคุณยังคิดนึกไปโน่นมานี่ ปรุงแต่งในเรื่องราวต่างๆ แม้แต่จะเป็นเรื่องบุญเรื่องกุศลก็เถอะ มันไม่จบครับ มันเป็น “โอปทิกบุญ” คือ บุญที่จะส่งผลอะไรบางอย่างให้คุณ แม้แต่ฌานสมาธิก็จัดเป็นบุญประเภทนี้นะครับ เพราะมันยังจะพาคุณไปเกิดในภพภูมิชั้นพรหมอยู่ดีนั่นเอง

    อะไรที่มันเป็นเหตุให้มีขึ้นมีลง มีเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนแบบนี้ พระพุทธศาสนากล่าวว่าล้วนเป็นสมุทัย คือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ หรือว่าทำให้เกิดสภาวะแห่งความเปลี่ยนแปลงอยู่ดีนั่นแหละ

    ส่วนจิตเห็นจิตเป็นมรรคนั้น จิตตัวแรกคือสติที่จะคอยควบคุมจิตตัวที่สองน่ะครับพี่สาม การจะดำเนินจิตในองค์มรรคแบบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ หมูๆ ที่คุณจะมาบอกว่า “ฉันทำงานแบบมีสติตลอดเวลาเลยนะจ๊ะ” ได้เลยเด็ดขาด

    พระผู้ปฏิบัติจริง ทุ่มเทเวลาทั้งวันเฝ้าจับจิตของตน ตอนกระทบอารมณ์ต่างๆ ตั้งแต่ตื่นจนขณะจิตสุดท้ายก่อนจะหลับเท่านั้น ถึงค่อยจะเข้าใกล้ประโยค “จิตเห็นจิต” ของหลวงปู่ดูลย์ได้

    จิตตัวผงาดผยองของเรานี้ มันลุกลี้ลุกลนพิลึกล่ะครับ สอนลิงให้นั่งนิ่งๆ ยังจะง่ายกว่ากระมัง พระอาจารย์บางรูปเมตตาเล่าให้ผมฟังว่าแม้แต่ตอนท่านหลับก็ยังตื่น เออนะ มันจะเป็นยังไงกันหนอสภาวะนั้น เพราะผมยังทำไม่ถึงสักกะที สติกระท่อนกระแท่นเต็มแก่

    หากพี่สามสังเกตดูการอ้างถึงครูบาอาจารย์ต่างๆ ของผม ผมแทบจะไม่พูดถึง “พระนักคิด นักเขียน” ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายเลยนะครับ คือใจยังไม่ใคร่ศรัทธานัก แม้ท่านจะแต่งหนังสือได้เป็นตู้พระธรรมก็เถอะ ยกเว้นหลวงพ่อประยุทธ์ เพราะท่านพูดเป็นหลักวิชาการดีมาก

    กระนั้น มีพระครูบาอาจารย์แบบนี้ก็ดีมากแล้วล่ะครับ คนเรามีหลายระดับน่ะครับ อย่างน้อยท่านก็ยังช่วยปราบ-ปรับทิฏฐิของพวกนักคิดนักเขียนทั้งหลาย ที่คิดว่าต้องเขียนหนังสือให้ได้เยอะๆ เท่านั้นถึงจะเจ๋ง ฉลาดจริง ได้อีกเป็นโขยง

    ผมเคยอ่านเจอนักเขียนใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวว่า “เรามาบรรลุธรรมด้วยการอ่านหนังสือของหลวงพ่อพุทธทาสกันเถอะ”

    ตื้นเขินเต็มแก่ล่ะครับ

    ถ้าจะพูดว่า “เรามาเรียนรู้ธรรมด้วยการอ่าน……” ละก้อ ค่อยฟังขึ้นหน่อย ก็ในเมื่ออยากจะบรรลุธรรมเหมือนหลวงพ่อพุทธทาส แล้วทำไมไม่มองดูล่ะว่า ท่านประพฤติปฏิบัติองค์มาอย่างไรบ้าง

    “การทำงานก็เป็นการปฏิบัติธรรม” ครับใช่ ผมไม่เถียง สามารถเป็นการปฏิบัติธรรมได้จริงๆ นั่นแหละ แต่จะเข้าใจธรรมแท้ได้เมื่อไหร่หรือชาติไหนนั้น อันนี้ผมไม่ทราบ

    ลืมคำถามประโยคที่ว่า “การฝึกเขียนหนังสือคือการฝึกฝนจิตเพื่อให้บรรลุธรรมได้ไหม?” ไปได้เลยนะครับพี่สาม

    การไสความคิดให้วิ่งตะลอนออกไปไล่จับตัวอักษรมาต่อกัน มันไม่ต่างอะไรกับลูกปลาน้อยนีโม ที่คิดจะแหวกว่ายหาความรู้ไปทั่วคาบมหาสมุทรอันยิ่งใหญ่ เพื่อหวังว่าสักวัน มันจะเข้าใจทฤษฎีการกำเนิดสรรพสิ่งในเอกภพนี้ได้

    ความรู้ในน้ำยากที่จะนำมากล่าวเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจความรู้เหนือน้ำ

    ความรู้ในโลก ก็ยากที่จะนำมาเปรียบเทียบกับความรู้ที่พ้นโลกไปแล้วได้เหมือนกัน

  27. สวัสดีจ้า

    .

    เมื่อคืนที่ผ่านมาภารกิจของ จขบ. ลุล่วงไปด้วยดีค่ะ
    แต่ก็มีข้อสรุปให้ตัวเองเพิ่มอีกข้อหนึ่งว่า

    “.. การล้างมาสคาร่าออกจากขนตา
    ช่างเป็นงานที่หนักหนาและลำบากยากเย็น ..”

    ขอบคุณสำหรับคำอวยพรนะคะ ท่านรอง ฯ Z
    หวังว่าท่านก็ได้บรรลุเป้าหมายเช่นกันค่ะ

    .
    .

    ส่วน -การเขียนเพียรบ่มปัญญา- ของ ท่านป๋าสอ นั้น
    ข้าพเจ้าขอจัดใส่กระเช้าเอาขึ้นหิ้งก่อนนะคะ
    จากนั้นจึงค่อย ๆ อ่านให้ละเอียดละอออีกครั้งหนึ่ง
    ด้วยเรื่องที่ท่านเขียนมาช่างลึกซึ้งยิ่งนัก

    .
    .

    -จอมมาร-😀

  28. ตะเอ๋ !!
    สวัสดีค่ะ ทุกคน ต้องของโทษด้วยที่ห่างหายไปเสียนาน
    วันนี้แวะมาอ่านย้อนกลับไปตั้งแต่ที่หยุดไปคราวก่อน พึ่งรู้ว่าหายไปนานมากจริง ๆ ก็ตอนที่เรื่องราวทุกตอนนั้นใช้เวลาอ่านถึง 2 วันกระนั้นเชียว

    ที่ยังไงก็ต้องกลับมาอ่าน เพราะ ติดใจสำเนียงเหนือของเจ้าของบ้าน ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ชอบค่ะ ดูเป็นเอกลักษณ์ดี บางซาวแทรกมาพร้อมไทยซับถือว่าได้รู้คำเพิ่มมากขึ้น

    เห็นโครงสร้างบ้านคุณเจี๊ยบ สร้างเสร็จแล้ว คงสวยงามมากนะคะ หลังใหญ่โตขนาดนี้ มีตั้งหลายห้อง อยู่กันโหลงเหลงไปไม๊คะ สงสัยต้องหาคนมาอยู่เพิ่มแล้วล่ะมั้ง (คนข้างตัว พร้อมกับเด็ก ๆ) โตยไวเน้อ อิอิ

    เรื่องของเจสัน บอร์น ของคุณสิญจน์ สวรรค์เสก สนุกมากจริง ๆ อ่านไปลุ้นไป ตื่นเต้นมากค่ะ บรรยายได้ไม่เยิ่นเย้อ และนึกภาพตามได้ อ่านไปอ่านมา ได้เห็นบางส่วนในเรื่องฉากเฉือนคม เกิดความสับสนในตอนที่กล่าวถึงวันเกิดของบอร์น (ภาค 3/4) ตอนที่แพมบอกบอร์นทางโทรศัพท์ ว่าวันเกิดคือ 4/14/71
    มาถึง ภาค 3/จบ “เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งรายงานให้รองหัวหน้าซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของโนว์ โวเซน ทราบว่า “ท่านครับ แพมบอกว่าวันเกิดของบอร์นคือ 4/15/71 นั้นไม่ใช่ครับ….”
    ??? ทีแรกที่สังเกตตรงนี้ไม่ใช่ไรหรอกค่ะ เพราะ อยากรู้วันเกิด+อายุของบอร์นค่ะ แหะๆ ก็เลยจำแม่นไปนิสนึง อย่างนี้เรียกว่า จับผิดหนังได้หรือเปล่าน๊า…^^

  29. สวัสดีสายๆ วันศุกร์ค่ะ
    อ้อ..ภารกิจที่ว่าของท่าน จขบ. คือ
    การล้างมาสคาร่าออกจากขนตานี่เอง อิอิ

    ภารกิจสะสางงานที่สะสมไว้ของข้าพเจ้าก็เรียบร้อยดีค่ะ
    เหลือแต่งานใหม่ที่ต้องรีบทำอีกเช่นเคย หุหุ

    คุณสวรรค์เสก คะ
    ไม่ได้หนีตามหนุ่มที่ไหน แต่ไปหาฉุดหนุ่มๆ แถวทะเลอ่ะค่ะ หุหุ

    อื้อหือ จะกิน บานาน่าโบ๊ทเลยหรือคะ
    จริงๆ มันก็เหมาะที่จะกินในหน้าร้อนนี่ดีเหมือนกันค่ะ
    แต่ระวังท้องเสียนะคะ 555+

    ขอบคุณสำหรับความรู้ที่นำมาฝากค่ะ แต่เดี๋ยวกลับมาอ่านนะคะ
    ไปธุระข้างนอกสักครู่ ^^

    คุณ jin สวัสดีค่ะ เรื่องวันเกิดของบอร์น คิดเหมือนกันเลยค่ะ
    แต่คิดว่าฟังผิดเองซะอีก – -”

    สุขสันต์วันสุขค่ะ

  30. จ๊ะเอ๋ !! (โตย)
    5555+

    .

    สวัสดีค่ะคุณ Jin

    สบายดีหรือเปล่า ? ไปไหนมาหรือคะคุณ ?
    ขอบคุณมากค่ะที่แวะมาทักทายกัน
    แถมยังนั่งอ่านเรื่องราวย้อนหลังอีกเป็นวรรคเป็นเวรแหนะ
    คนบ้าคุยกันมันจะมีอะไรคุ้มค่าแก่การเสียเวลาอ่านไหมละนี่ .. ฮึ !?

    และดีใจค่ะที่คุณชอบใจคำไทยปะแล๊ดเมียง สำเนียงสาบน้ำปู๋ของข้าพเจ้า
    หากไม่เข้าใจคำใด ประโยคไหน สอบถามได้นะคะ
    จขบ. น่ะเป็นจาวเหนือแต๊ ๆ คนเมืองโดยกำเนิดเลยเจ้า
    (ภูมิใจเสนอซะ 55555+ )

    .
    .

    คุณ Jin กับ คุณ Z อ่านแล้วจดจำรายละเอียดได้ดีจังนะคะ
    ข้าพเจ้าน่ะจำได้แค่พี่บอร์นเค้าเกิดก่อนหลายปีเท่านั้นเองค่ะ
    แย่จังนิ .. – -”

    พูดถึง “มาสคาร่า” แล้วนี่ ยุ่งยากทั้งตอนทาแล้วก็ตอนล้างเลยน่อ
    ข้าพเจ้าละนับถือคนที่แต่งหน้าครบเครื่องทุกวันได้จริง ๆ ค่ะท่าน Z
    เห็นทีจะไม่ได้สวย 180 องศาเหมือนอย่างใครเค้าแล้วล่ะก๊า

    อ้อ ..

    ท่านรอง ฯ อย่าลืมแวะอ่านของฝากจากท่านป๋าสอด้วยนะคะ
    ข้าพเจ้าอ่านหลายรอบแล้วล่ะ แต่จะเข้าไปป่วนป๋าเค้าทีหลัง
    รอเวลาไปรวบรวมพลังวัตรให้จังหนับเสียก่อนจั๊กน่อยนึง

    .

    สุขสันต์วันศุกร์ ขอให้มีวันที่แสนสุขนะคะ
    -จขบ.-😀

  31. อ้าว! ผมเขียนเล่าผิดไปหรือนั่น

    ตะแหว๋วววว งี้พวกคุณก็รู้หมดดิว่าผมชอบมั่ว

    เฮ้ยยยยยย เวรก๊ำ เวรกรรม ตามแก้ไม่ทันเสียแล้วซีเนี่ย

    สาธุเทอญ
    สาธุทำไมนะหรือ?
    สาธุที่คุณจินยังอุตส่าห์เก็บเอามาบอกไงล่ะ ตาดีจริงๆ นับถือๆๆ

  32. เรียนท่าน จขบ.
    บางคนถึอคติว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

    แต่สำหรับข้าพเจ้า ถือคำที่ว่า
    คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้าค่ะ 5555+

    เพราะเช้ามาข้าพเจ้าแค่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน
    ทาแป้ง แต่งตัวชุดกรรมกร เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว หุหุ

    อ่า..ข้าพเจ้าอ่านความรู้ที่คุณสวรรค์เสกฝากไว้หนึ่งรอบแล้วค่ะ
    แต่ยังคิดบทสนทนาไม่ออก – -“

  33. สวัสดีตอนดึกค่ะ

    .

    ดูท่านสิญจน์สิน่ะ
    สรุปว่า ที่แล้วมา “ป๋ามึน” ใช่ไหมคะคุณ ?
    555555+

    .
    .

    อ่า .. ข้าพเจ้าก็คิดเช่นเดียวกันกับท่านรอง ฯ ค่ะ

    .. คนจะงาม งามที่ใจ ใช่ใบหน้า
    คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
    คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
    คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต ..

    สาธุ !! 😀

    .

    ตะก่อนข้าพเจ้าก็แค่ทาแป้งเหมือนกันนะคะ
    ตั้งแต่ขึ้นเลข 3 มานี่ ทำแค่นี้เห็นทีจะไม่ไหวแล้วล่ะ
    ต้องประครีมบำรุง ต้องปรุงครีมกันแดดโตยแห๋มน่อย

    อุ๊บส์ !! ตายละ
    ลืมไป ๆๆๆ ลืมไปว่าเพิ่งผ่าน 25 มาหมาด ๆ นี่เอง

    555555555555+

    .

    เรื่องในกระเช้า ฯ นั่น
    ข้าพเจ้าเข้าไปจด ๆ จ้อง ๆ แล้วค่ะ
    แต่ว่าระบบ wordpress มันติ๊งต๊องไปเสียก่อน
    เลยต้องขอผัดผ่อนไปไว้วันพรุ่งนี้แทนละกัน

    .

    เวลานี้ก็ดึกได้ที่ล่ะค่ะ
    เด็กดีไปเข้านอนได้แล้วกระมังเนาะ

    นอนหลับฝันดีนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    -จขบ.-

  34. อรุณสวัสดิ์วันเสาร์ค่ะ
    ข้าพเจ้าข้ามขั้นตอนการทาครีมกันแดดไปได้เช่นไรนะนั่น -*-

    แน่นอนค่ะ กรรมกรอย่างข้าพเจ้าจำเป็นต้องฝ่าเปลวแดด
    ออกไปเผชิญกับความร้อนอยู่บ่อยครั้ง จึงต้องทาเช่นกัน
    ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าประสิทธิภาพของมันจะได้ผลแค่ไหน 5555+

    เมื่อวาน wordpress มันต๊องจริงๆ ค่ะ ข้าพเจ้าก็มีปัญหา
    แต่ว่าข้าพเจ้าติ๊งต๊องกว่าจึงผ่านมาได้อย่างหวุดหวิด หุหุ

    อ่า…วันนี้ท่านสอนำเรื่องใหม่มาให้อ่านอีกแล้ว
    เดี๋ยวจะหาเวลาอู้งานไปอ่านสักหน่อย ^__^

    สุขสันต์วันหยุดค่ะ

  35. สวัสดียามค่ำ (อีกแล้ว) ค่ะคุณ Z

    .

    อันที่จริงวันนี้ข้าพเจ้าต้องมาเข้าเวรครึ่งวันอยู่นะคะ
    แต่น้องในฝ่ายโทรมาขออยู่เวรให้เมื่อตอนเช้าตรู่นี่เองค่ะ
    เลยได้ทาครีมแล้วฝ่าเปลวแดดไปเดินท่อม ๆ ตามร้านวัสดุก่อสร้างแทน

    ขออภัยด้วยนะคะที่ไม่ได้แวะมา “อู้” มา “จ๋า” เป็นเพื่อน
    แต่ก็ไป “ดำ” เผื่อให้แล้ว ดูสิน่ะด่างเป็นช่วง ๆ ทีเดียวเชียว
    – -”

    .

    นี่ก็มานั่งหน้าจอมอนิเตอร์ได้สักครู่แล้วค่ะ
    อ่านเรื่องที่ท่านป๋ากรุณาหลังขดหลังแข็งจิ้มดีดฝากไว้ไป1 รอบ
    ตั้งใจว่าจะไปอ่านซ้ำให้ครบตามคำสั่งเสียสักหน่อย
    เผื่อได้เป็นคน “คบได้” กะเค้ามั่ง

    หุ หุ

    .

    -จขบ.-

    ปล. จริงหรือนี่ที่บล๊อกนี้ยังติ๊งต๊องน้อยกว่าคุณ !?!?
    โอ้ววววว .. 55555+😆

  36. สวัสดีค่ำวันอาทิตย์ค่ะ
    วันนี้เป็นวันหยุดของข้าพเจ้า
    หลังจากเสร็จสิ้นจากการซักผ้าอันมหาศาล -*-
    ก็เป็นปฏิบัติการนอนลดพลังงาน 5555+

    ขอบคุณท่านมากค่ะ ที่อุตสาห์ไป “ดำ” เผื่อให้
    ทำให้ข้าพเจ้ามีผิวที่คมเข้มยิ่งกว่าเดิม หุหุ

    เดี๋ยวข้าพเจ้าจะเข้าไปอ่านเพิ่มอีกสักหนึ่งรอบเหมือนกันค่ะ
    แต่ไม่แน่ใจว่าอ่านครบสามรอบแล้ว จะมีคนคบข้าพเจ้าหรือไม่ – -”

    ปล. มีไม่กี่คนที่รู้ว่าข้าพเจ้าติ๊งต๊องขนาดไหน 555+

  37. สวัสดีตอนค่ำค่ะท่านรอง ฯ Z

    .

    ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะที่มีวันหยุดกะเค้ามั่ง
    แต่น่าจะบอกกันก่อนว่าวันนี้จะซักผ้า
    ข้าพเจ้าจะได้ไปขอความกรุณาด้วยสักตะกร้านึง

    .

    โอ้ววว .. พระเจ้าจอร์จ !!

    ท่านรอง ฯ Z มี “ปฏิบัติการนอนลดพลังงาน” ซะด้วย !!
    น่าทึ่งสุด ๆ ท่าทางจะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ด้วยนะนี่
    สุดยอด ช่างเป็นปฏิบัติการขั้นสุดยอดจริง ๆ ค่ะ
    555555555+

    .

    ท่านจะอ่านเรื่องสนทนาธรรมของท่านป๋าก็เชิญได้เลยค่ะ
    เดี๋ยวข้าพเจ้าจะเข้าฌานไปแต่งนิทานให้อ่านก่อนนอนนะคะ

    -จขบ.-
    ปล. ไม่ต้องห่วงนะคะ แล้วช่วยจะปิดข่าวให้ “แซด” เลยค่ะ 55+😆

  38. เดี๋ยววันที่ 1 นี้ ข้าพเจ้าก็จะได้หยุดอีกวัน
    เพราะมันเป็นวันของข้าพเจ้า หุหุ

    การนอนให้อะไรมากว่าที่คิดจริงๆ ค่ะท่านประธาน
    เพราะตอนนอนเราแทบไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย
    นอกจากจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนแล้ว
    ยังประหยัดทรัพยากรของชาติ แล้วก็ทรัพย์สินส่วนตัวด้วยค่ะ 555+

  39. วันที่ 1 พ.ค. ที่จะถึงนี้
    นอกจากข้าพเจ้าจะไม่ได้หยุดแล้ว
    ยังมีกำหนดการประชุมแน่นเอียดอีกต่างหากค่ะ – -”

    .

    ยังไงก็รบกวน “พัก” เผื่อให้ด้วยนะคะท่าน
    เพื่อลดพลังงาน เพื่อทรัพยากรโลก
    และเพื่อทรัพย์สินส่วนตัวของท่านด้วยค่ะ

    555555+

  40. ไม่ต้องห่วงค่ะท่านประธาน
    ข้าพเจ้าจะพักเผื่อท่านแน่นอนค่ะ

    ว่าแต่วันนี้ก็นอนมามากแล้ว
    เหตุใดขณะนี้ข้าพเจ้าถึงได้ง่วงอีกละนี่ – -”
    ขอตัวไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนก่อนนะคะ

    นอนหลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ

  41. อ่า ..

    อาจเป็นเพราะโลกมีแรงโน้มถ่วงกระมังคะ
    คุณถึงได้ง่วงเช่นนี้

    .

    ฝันดีนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ😀

  42. “การนอนช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้” อืมม์ ลึกซึ้งๆๆ

    อ่ะ ฮ้า! รู้ล่ะ คราวนี้รู้แล้วว่าทำไมผมถึงง่วง เพราะโลกมีแรงโน้มถ่วงนี่เอง มิน่าล่ะ มิน่า ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง

    เอ..แล้วอีตอนตื่นตอนเช้านั่นล่ะ เป็นเพราะอะไรหรือขอรับ? หือ?

  43. การตื่นตอนเช้านั้น
    มันเป็นเพราะพระอาทิตย์จ๊ะพ่อมะกอก

    พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าที่ไหนยามใด
    ที่นั่นก็เป็นยามเช้า
    แล้วร่างกายของเราจะเปิดเปลือกตาขึ้นต้อนรับไงจ๊ะ

    .

    อรุณสวัสดิ์จ้าเด็ก ๆ
    ขอให้เป็นเด็กดี มีวันที่สดใสนะจ๊ะ

    -พี่มารดำ.-😀

  44. สวัสดีบ่ายวันจันทร์อันวุ่นวายค่ะ

    แล้วเหตุใดยามกลางวันเราถึงยังง่วงได้ล่ะค่ะนี่
    ทั้งๆ ที่พระอาทิตย์ก็อยู่ใกล้กันจนแทบจะสุกอยู่แล้ว หุหุ

    สุขสันต์วันทำงานค่ะ

  45. เอ่อ ..

    อ่า ..

    .

    วุ้ย !!

    เด็กหญิง Z นี่ก็กระไร
    ทำไมช่างซักช่างถามอย่างนี้นะ … ฮึ .

  46. อ่ะ ฮ้า! แจ่มอีกแล้ว
    พวกเราลืมตาต้อนรับพระอาทิตย์กันนี่เอง

    แล้ว…เอ่อ…แล้วทำไมตอนจะค่ำ
    ตะวันโพล้เพล้จวนจะลับเหลี่ยมเขา
    คนเราถึงชอบนั่งเศร้ากันล่ะฮับพี่มะแขว่น

    ฉงฉัยๆๆ

    -มะกอกน้อย ศิษย์ป๋าสอ-

  47. จ้า ..

    หมั่นศึกษา หาความรู้เข้านะจ๊ะแม่หนู Z
    จะได้เป็นเด็กดี ว่าง่าย แล้วก็โตไว ๆ ปันใหญ่ปันสูงเน้อ
    555555+

    .

    อ้อ ..

    ที่มีคนนั่งเศร้าเวลาโพล้เพล้นั้น
    เพราะเค้าอาลัยในความอบอุ่นของตะวันไงล่ะพ่อมะกอก

    -พี่มารดำ.-😀

  48. อรุณสวัสดิ์วันอังคารค่ะ
    ข้าพเจ้ายังมีสิทธิโตได้อีกหรีอคะ 555+

    เมื่อคืนข้าพเจ้าไปเอาน้องจีจ้ามาดูแล้วนะคะ
    นับถือน้องเค้าจริงๆ ค่ะ เก่งมากๆ

    สุขสันต์วันนี้ค่ะ

  49. อรุณสวัสดิ์ค่ะ

    .

    เคยเห็นตัวอย่างหนังแล้วก็พอรู้ค่ะว่าน้องจีจ้าเค้าเก่งจริง ๆ
    แล้วการเดินเรื่องเป็นยังไงคะ ? สนุกและน่าสนใจดีหรือเปล่า ?
    ถ้ามีโอกาสจะได้หามาดูบ้าง

    .

    ส่วนเรื่อง “โต” น่ะท่านรอง ฯ Z ไม่ต้องเป็นห่วงไป
    ใคร ๆ ก็โตกันได้ทั้งน้านน
    แล้วแต่ว่ามันจะโตออกทางไหนอ่ะค่ะ .. หุ หุ

    .

    สุขสันต์วันสีชมพูค่ะ
    -จขบ.-😀

  50. (สปอยล์นิดหน่อย)
    ความเห็นส่วนตัว

    การดำเนินก็เรื่อยๆ ค่ะ
    ไม่มีอะไรซับซ้อนให้ต้องใช้ความคิดตาม
    การผูกเรื่องยังหลวมๆ แต่ก็โอเคในระดับหนึ่ง
    จะว่าไปเรื่องนี้คล้ายๆ เรื่องคนหมาเดือดที่เจ๊ทลีแสดง
    แต่เนื้อหาของเค้าเข้มข้นกว่ามาก

    ความน่าสนใจอยู่ที่ฉากแอ๊คชั่นมากกว่าค่ะ
    ตื่นเต้นพอประมาณ แต่เน้นสะใจซะมากกว่า (ประมาณเชียร์มวย)
    เค้าให้ความสำคัญกับความสามารถของน้องจี้จ้าเป็นพิเศษค่ะ
    ดูแล้วคิดถึงเจ๊ทลีจริงๆ ค่ะ ^__^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s