ห้องยาพาเพลิน (๑๒)

บ่ายวันหนึ่ง

P : “ตกลงพี่จะย้ายจริง ๆ หรือครับ
J : “อืม .. ย้ายสิจ๊ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ไปเมื่อไรเท่านั้น
P : “…”

P : “แล้วทำไมต้องย้ายด้วยละครับ
J : “มันได้เวลาน่ะ ไปช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว
P : “…”

P : “แล้วพี่ไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีกหรือไง
J : “ไม่รู้สิ ถ้าที่โน่นมีอะไรให้พี่ทำก็คงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ
P : “…”

J : “ทำไม ? มีอะไรหรือเปล่า ?
P : “แล้วทีนี้ ผมจะปรึกษางานกับใครละนี่
J : “โธ่ ! เดี๋ยวก็มีคนมาแทนพี่น่า ไม่งั้นก็โทรหาละกัน
P : “เออแฮะ ผมลืมนึกไป

(( ฮา ))

J : “หรือจะย้ายตามไปหาก็ได้นะ พี่ไม่ว่า
P : “คร๊าบบบบบ

(( ฮา ))

หมายเหตุประจำบันทึก :
แม้นเรายังไม่จากกันวันนี้ ย่อมมีวันได้จากกันในวันหนึ่งเสมอ

ของฝากประจำวัน :
กรรไกร แพ้ทาง ฆ้อน ฉันใด .. ฆ้อน ย่อมแพ้ทาง กระดาษ ฉันนั้น ..😀

(( เกี่ยวกันโตงไหนนิ !! 55555+ ))

9 comments

  1. สวัสดีคืนวันจันทร์ค่ะ
    วันนี้ฤกษ์งาม ยามดี
    มีโอกาสแวะเข้ามารดน้ำ ดำหัวขอพรผู้ใหญ่แถวนี้สักกะหน่อย ^^

    ที่นี่อากาศร้อนมากๆ เลยค่ะ
    ข้าพเจ้าอยู่บนบ้านไม่ได้เลย
    ต้องระเห็จมานั่งนอนอยู่ใต้ถุนบ้าน

    พรุ่งนี้ข้าพเจ้าต้องไปวัด
    แล้วก็ไปงานรวมญาติที่บ้านยาย 555+

    หวังว่าท่าน จขบ. คงสบายดีนะคะ
    รวมถึงคุณสวรรค์เสกด้วย
    ยังไงก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ

  2. สวัสดีค่ะ คุณ Z

    .

    อ่า .. จะมาขอพรจากผู้ใหญ่หรือคะ ?
    ได้สิ ได้ ๆ ๆ ๆ ๆ
    ไม่ว่าจะผู้ใหญ่,กำนัน,นายก อบต.ล้วนมารวมกันอยู่ที่นี่แล้วค่ะ
    พร้อมแล้วก็นั่งประนมมือได้เลยนะคะ

    อะแฮ่ม !!

    ขอให้แม่นาง Z มีแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต
    คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา
    จะไปไหนใกล้ไกลให้ถึงที่หมายสมอุรา
    และขอให้เป็นฝั่งเป็นฝาในเวลาอันควร เทอญ .. เพี้ยง !!

    -จขบ.-
    (( รักษาการแทนทุกตำแหน่งข้างต้น))

    .
    .

    สวัสดีค่ะ คุณไอซ์

    ใช่ค่ะ เพราะชีวิตคือการเดินทาง
    ควรแล้วหรือที่เราต้องรีบมุ่งไปข้างหน้า
    โดยไม่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางเสียด้วย
    ก่อนไปถึงที่หมายปลายทาง
    😀

  3. M : Metamorphosis = กลาย

    .
    .

    หญิง : “คำก็รัก สองคำก็รัก น้องใคร่ทราบนัก รักมากเท่าไหร่”

    ชาย : “รักเจ้านั้นรักจนหมดใจ มิมีสิ่งใดมาเทียมพี่รัก”

    หญิง : “ครึ่งแผ่นฟ้านี้ได้ไหมพี่”

    ชาย : “สุดฟ้านี้ไม่ถึงครึ่งรัก”

    หญิง : “อยากจะเห็นดวงใจพี่นัก”

    ชาย : “เชิญน้องควักออกดูพี่ยอม – สิ้น…”

    หญิง : “หวั่นใจเหลือเอ่ย คำเฉลยดั่งร้อยลิ้น”

    ชาย : “เสียดาย ไม่สิ้น ลิ้นมีเพียงหนึ่งไม่ถึงร้อยพัน”

    หญิง : “ลิ้นหนึ่งอย่างนี้ วจียังตามไม่ค่อยจะทัน”

    ชาย : “หากมีร้อยจะให้ทั้งร้อยเสกสรร เพ้อรำพันแต่คำรักเอย”

    .
    .

    -หมายเหตุของผู้อ่านบันทึก-

    “น้อมส่งกันพันลี้ยังต้องมีการจากกัน”

    .
    .

    -ของฝากแด่ผู้อ่านบันทึกประจำวันทั้งหลาย-

    “หากกลัวว่าฆ้อนจะแพ้กระดาษ ใช้การเล่น โอลาน้อยออก แทนก็ได้นี่นา เช๊อะ! ไม่เห็นต้องเล่น เปายิงฉุบ กันเลยก็ได้นี่เน๊อะ”

  4. 5555+
    ขอบคุณค่ะท่าน จขบ. ที่กรุณาอวยพรให้ข้าพเจ้าเป็นฝั่งเป็นฝา
    ว่าแต่ เสา กับ หลังคาจะมีมาให้ด้วยป่าวคะ หุหุ

    วันนี้คุณสวรรค์เสก มาเป็นเพลงคู่เชียว
    ไม่รู้ว่าร้องคู่กับใคร

    ไปก่อนล่ะค่ะท่าน ข้าพเจ้าหิวอีกแล้วอ่ะ -*-

    นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

  5. แม๊ !!

    ช่างหาเพลงได้เข้ากับเรื่องที่เล่าม๊ากมากค่ะ คุณป๋าสอ
    แล้วก็เข้ากะเทศกาลสงกรานต์ด้วยนะนี่

    (( ประชดค่ะ โปรดทราบว่า “ประชด” !! ))

    555555555+

    อ้อ ..

    ถึงป๋าจะใช้ “โอลาน้อยออก” แทน
    แต่สุดท้ายต้องจบด้วย “เป่ายิงฉุบ” อยู่ดีล่ะน่า
    ใช่ปะ ๆ ๆ

    .
    .

    อ่า ..

    สำหรับช่วงนี้มีโปรโมชั่นพิเศษค่ะ คุณ Z
    แถม “เสา” กับ “หลังคา” ให้ฟรีแล้วบริการส่งให้ถึงที่ด้วยนา
    .
    ขอให้อร่อยกับมื้อค่ำนะคะ
    นอนหลับฝันดีเช่นกัน ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    -จขบ.-😀

  6. ฮีโธ่! ไม่ต้องเป่ายิงฉุบก้อด้ายยยยยย

    แม้จะเหลือสองคนแต่ก็มีมือสี่ข้างใช่ป่ะๆๆ

    หากมีมือสี่ข้างก็ต้องโอออออ กันไป จนใครเผลอพลิกมือผิดแผกแตกต่างข้างเดียวนั่นแหละ ให้ถือว่าเป็นผู้แพ้

    หุ หุ หุ งงป่ะ งงกะกติกานี้ป่ะ?

    .
    .

    เอ๊า มาอ่านฉากเฉือนคมภาค 3 ตอนที่ 1 กันเลยละกันนะ

    โอมมมม อึ๊บ!

  7. ฉากเฉือนคม ภาค 3 (1)

    .
    .

    บอร์น ภาค 3 นี้ โรเบิร์ต ลัดลั่ม ผูกเรื่องโดยมีฉากคล้ายภาค 2 อยู่หลายส่วน แต่คนดูกลับไม่รู้สึกเบื่อ และไม่คิดว่านั่นเป็นเพราะคนเขียนจนมุม ที่หยิบมุกเก่ามาเล่าซ้ำ แต่กลับคิดว่า “เจ๋งจัง” ที่คิดพล็อตแบบนั้นมาเล่าอีกในสถานที่ใหม่ และในมุมเรื่องใหม่ แล้วยังทำให้คนดู(อ่าน)เกิดอารมณ์ใหม่ในการเสพได้ด้วย

    .

    Paris, France

    ฉากเปิดตัว บอร์น ในภาคนี้ เป็นเรื่องที่เขากำลังเดินทางหลบหนีการตามล่าของตำรวจเพื่อไปพบพี่ชายของมาเรีย ไปบอกเขาว่าเธอตายแล้ว

    ภาพคู่ขนานที่ตัดมาช่วยเดินเรื่อง คือภาพของ ไซม่อน รอส (Simon Ross) นักข่าวของหนังสือพิมพ์ เดอะการ์เดียน (The Guardian) ผู้กำลังติดตามสืบทำข่าวของเจสัน บอร์น และกระบวนการลับที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมและการค้าข้อมูลผิดกฎหมายหลายคดี

    ไซม่อน ได้เดินทางไปพบ เนียล แดเนี่ยล (Neal Daniel) เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้ซึ่งมีส่วนสร้าง เจสัน บอร์น ขึ้นมาในนามขององค์กร “แบล็กบราย” (Operation Black briar)

    เนียล ไม่กล้าเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับองค์กรนี้มากนัก เพราะมันเป็นองค์กรลับที่อันตรายมาก แม้เพียงจะเอ่ยชื่อของมันออกมาตรงๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของการตายโดยไม่ทราบว่าเป็นฝืมือของใครได้แล้ว

    .
    .

    Heathrow Airport, London

    (ช่วงต้นของบอร์นภาคนี้มีภาพสถานที่คุ้นๆ เยอะเลยแฮะ พูดถึงฮิทโทร์วแอร์พอร์ตแล้วอยากจะขุดเอา “เทอร์มินอล 5” ที่เพิ่งเปิดใหม่ออกมาเผาให้ฟังเหมือนกัน เพราะการบริการเละตุ้มเปะยิ่งกว่าสุวรรณภูมิของเราเสียอีก)

    ไซม่อน บินมาลงที่ฮิทโทร์ว เขาโทรหาเจ้านายรายงานผลที่เพิ่งเดินทางไปพบ เนียล แดเนี่ยล ว่า ไม่ได้ข้อมูลอะไรเท่าที่ควร เพราะเนียลกลัวแบล็กบรายจะส่งคนมาฆ่าปิดปาก

    แค่นี้ แค่คำว่า “แบล็กบราย” ที่หลุดออกจากปากไซม่อน ผุดขึ้นบนอากาศในรูปเสียงพูดคุยกันทางโทรศัพท์ สัญญาณเตือนภัยก็แดงโร่ขึ้นบนจอคอมพิวเตอร์ในศูนย์ CIA ประจำกรุงลอนดอน บอกว่ามีคนพูดถึงองค์กรลับนี้แล้ว มันเป็นองค์กรลับสุดยอด แล้วใครกันนะที่อุตริไปรู้จัก แล้วมาพูดถึงมันแบบนี้ได้ยังไงกัน

    คลื่นเสียงนั้นถูกส่งต่อไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่ที่กรุงนิวยอร์คทันที

    โนว์ โวเซน (Noah Vosen) (เอ..หรือว่าชื่อตาหมอนี่ควรจะเขียนว่า “โนอา” ดี – หือ?) หัวหน้าใหญ่รีบเดินทางเข้าศูนย์บัญชาการ เพื่อฟังข้อความนั้นด้วยตัวเอง แล้วเดินเครื่องสืบหาบอร์นและไซม่อนทันที

    ข้อมูลทุกอย่าง ความลับทุกประการ เบอร์โทร เบอร์บ้าน เบอร์แบ้งค์ และข้อมูลอื่นๆ ของไซม่อน ถูกสืบค้นอย่างละเอียด โทษฐานที่พูดคำว่า “แบล็กบราย” ออกมาคำเดียวแท้ๆ

    ขณะที่ไซม่อนเดินทางเข้าตึกเดอะการ์เดียนนั้น เป็นขณะที่บอร์นเดินทางโดยรถไฟจากปารีสมาลอนดอนเพื่อตามหาเขา

    บนรถไฟ บอร์น อ่านบทความเกี่ยวกับตัวเขาที่เขียนโดยไซม่อน เมื่อคำนวนเวลาว่ารถไฟจวนจะถึงสถานีแล้ว จึงโทรเข้าตึกเดอะการ์เดียนเพื่อติดต่อกับเขาทันที

    ชีวิตของไซม่อนตอนนี้ยังปกติ ที่ผิดปกติคือเขาไม่รู้ว่าทั้งโทรศัพท์มือถือ ทุกการเคลื่อนไหว และทุกคนที่เขาคุยด้วยในตอนนี้ ถูกติดตาม เฝ้าดู และเฝ้าฟังด้วยนักสืบมืออาชีพจำนวนหนึ่ง

    ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด

    ไซม่อนไม่รู้ตัว จึงไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด

    ระหว่างที่เขากำลังเข้าไปในห้องคุยกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงานเดินเข้ามาบอกว่า “มีสายด่วนมาถึงนายแน่ะไซม่อน โต๊ะโน้นนะ” เขาเดินไปรับสายงงๆ ว่าใครกันหว่าที่โทรมาหา ถ้ามีธุระด่วนจริงๆ แล้วทำไมไม่โทรเข้ามือถือของเขาซะล่ะ

    “This is Jason Bourne, Waterloo Station, South entrance, 30 minutes, come alone.” บอร์นสั่งเป็นชุดยังกะปืนกลเบา ไม่เปิดโอกาสให้ไซม่อนซักถามอะไรเลย (คำสั่งชุดนี้คล้ายกับที่นัด นิกกี้ พาร์สัน ออกไปพบในภาคที่แล้วเปี๊ยบ ต่างแต่ชื่อสถานที่เท่านั้น)

    โนว์ โวเซน เต้นเป็นเจ้าเข้าที่ไม่สามารถดักฟังโทรศัพท์สายนั้นของไซม่อนได้ เขาต้องการรู้ให้ได้ว่าไซม่อนกำลังจะเดินทางไปไหน จึงสั่งนักสืบให้จับตาดูอย่าให้คลาดสายตา และถ่ายทอดสดให้เขาทราบตลอดเวลาด้วย

    ไซม่อน เรียกแท็กซี่มาแล้วบอกจุดหมายว่า “วอร์เตอร์ลูสเตชั่น เซ้าท์เอนทรานซ์”

    นักสืบผู้หนึ่งแสร้งนั่งเฉื่อยอยู่บนแมงกะไซค์ ใช้ไมค์อย่างดีดูดเสียงสนทนานั้นได้ชัดแจ๋วแหว๋ว พวกเขาจึงรู้แล้วว่าไซม่อนกำลังจะไปไหน

    “ตามไปอย่าให้คลาดสายตา” โนว์ โวเซน สั่งลูกน้องข้ามทวีป

    .
    .

    Waterloo Station, London

    (หุ หุ หุ สถานที่ที่คุ้นเคยอีกแระ)

    บอร์นมาถึงก่อน จึงไปซื้อโทรศัพท์มือถือพร้อมเบอร์ใหม่เครื่องหนึ่ง

    เมื่อไซม่อนเดินทางมาถึง บอร์นเห็นเขาแล้ว แต่ไม่ผลีผลามเข้าไปทัก เขาเฝ้าจับตาดูอยู่ห่างๆ และนั่น บอร์นเห็นรถเก๋งสีดำวิ่งเข้ามาจอด ส่งบุรุษร่างกำยำผู้หนึ่งเสร็จแล้วก็ขับออกไป

    โน่นอีกคัน เป็นรถเก๋งสีบอร์นจอดอยู่ริมถนน ดูเหมือนคนที่นั่งอยู่ในรถจะยกกล้องขึ้นบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา

    ตรงนู้นอีกล่ะ บนอาคารนู้น มีชายผู้หนึ่งทำท่าถ่ายวิดีโอไปเรื่อย แต่กล้องตัวนั่นแหละคือเครื่องถ่ายทอดสดอีกตัว ที่คอยส่งภาพไปยังศูนย์บัญชาการใหญ่ที่อเมริกา

    เมื่อรู้ตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามหมดแล้ว บอร์นก็เดินเกมส์ทันที

    เขาเดินไปเรื่อยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พอผ่านไซม่อนก็หย่อนโทรศัพท์เครื่องใหม่ใส่กระเป๋าเสื้อให้เขาเอาไปใช้ฟรีๆ โดยไม่ต้องเติมเงิน พอคล้อยมาหน่อย บอร์นก็ต่อสายเข้ามือถือเครื่องนั้นทันที

    “ฮัลโล” ไซม่อนรับสายงงๆ ว่าโทรศัพท์มาอยู่ในกระเป๋าของตนตั้งแต่เมื่อไหร่ และดังขึ้นได้ยังไงกัน

    “ฟังนะไซม่อน นายถูกจับตาดูอยู่น่ะ เห็นรถคันสีบอร์นที่จอดอยู่ถนนตรงข้ามนั่นไหม และโน่น บนตึกฝั่งโน้นอีก คนที่กำลังถ่ายภาพอยู่นั่น พวกเขาใช้กล้องเฝ้าจับตาดูนายอยู่” บอร์นอธิบายเป็นฉากๆ ให้ไซม่อนฟัง พอเขาหันไปดูก็เห็นผิดสังเกตเหมือนที่บอร์นว่าเปี๊ยบ

    “เดินไป ไซม่อน เดินไป ไปที่ป้ายรถเมล์นั่น นายเห็นคนที่ยืนคุยโทรศัพท์นั่นไหม คนใส่เสื้อมี hood คลุมหัวนั่น ไปยืนคุยใกล้ๆ เขา” บอร์นเปิดฉากเล่นสงครามจิตวิทยากับฝ่ายตรงข้าม

    โนว์ โวเซน จับตาดูไซม่อนจากภาพที่ถ่ายทอดมาไม่คลาดสายตา พอเห็นเขารับโทรศัพท์ก็บอกให้นำเสียงพูดนั้นขยายออกมาฟัง ลูกน้องบอกว่านั่นไม่ใช่มือถือของไซม่อน เป็นโทรศัพท์ของใครไม่รู้ ยิ่งเห็นเขาคุยโทรศัพท์อยู่นานเท่าไหร่ โนว์ โวเซน ยิ่งร้อนรนอยากจะรู้ว่าเขาคุยอะไร และคุยอยู่กับใครมากขึ้นเท่านั้น ครั้นเห็นไซม่อนเดินไปยืนคุยโทรศัพท์ใกล้ๆ กับชายหนุ่มที่มีผ้าคลุมหัวที่ป้ายรถเมล์ โนว์ โวเซน พลอยสงสัยว่านั่นคงจะเป็นเจสัน บอร์น กระมัง

    จังหวะนั้นรถเมล์วิ่งเข้าเทียบป้าย บังภาพการถ่ายทอดทำให้โนว์ โวเซน มองไม่เห็นไซม่อน

    บอร์นจึงชิงสั่งให้ไซม่อนเดินหนีไปในตอนนั้น ชายหนุ่มที่คลุมหัวก็เดินขึ้นรถเมล์ไป

    โนว์ โวเซน ไม่มีเวลาคิดอีกแล้ว จึงสั่งลูกน้องให้ตามขึ้นไปควบคุมชายคนนั้นบนรถเมล์ทันที

    นักสืบหลายนายกรูกันขึ้นไปใช้ปืนจ่อไม่ให้เขาขัดขืน กดคอลงกับพื้นแล้วใช้เข็มฉีดยาสลบแทงซอกคอทันที

    ไซม่อนที่กำลังเดินหนีไปหันมามองด้วยความตกใจ ที่อยู่ดีๆ ชายหนุ่มเมื่อครู่ก็ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหลายนาย ฉีดยาใส่จนสลบโดนหิ้วปีกลงจากรถเมล์กลางวันแสกๆ ดูเหมือนสถานการณ์ตอนนี้จะยุ่งเข้าไปใหญ่แล้ว

    เมื่อเห็นไซม่อนเดินหนีไปพลางคุยโทรศัพท์ไปแบบนั้น นักสืบที่ใช้กล้องถ่ายทอดภาพอยู่บนตึก จึงวิ่งลงมาตามเขาไป ยังไม่ทันจะพ้นบันไดดี ก็ไปสะดุดมือ-เท้าของบอร์นเข้าอย่างจัง ถึงกับสลบไสล ทำให้สัญญาณภาพที่ส่งไปยังห้องบัญชาการที่อเมริกาถูกตัดขาด ได้ยินแต่เสียงคนถูกต่อยพลั๊กๆ แล้วเงียบไป

    .
    .

    Victoria Station, London

    บอร์นยังคงใช้โทรศัพท์ติดต่อกับไซม่อน จนเดินมาถึงสถานีรถไฟใต้ดิน บอร์นสังเกตว่าไม่มีนักสืบตามมาแล้ว จึงออกไปคุยกับไซม่อนซึ่งๆ หน้า

    บอร์นซักถามว่าเรื่องเป็นไงมาไงกันแน่

    ไซม่อนตอบไม่รู้ รู้แต่ว่าเรื่องราวมันเกี่ยวกับปฏิการแบล็กบราย

    “อะไร แบล็กบราย คืออะไร?” บอร์นถาม

    “มันเป็นองค์กรที่อั๊ปเกรดขึ้นมาจากเทรดสโตน” ไซม่อนตอบ ยิ่งทำให้บอร์นงงหนักกว่าเดิม ไม่ทันที่จะซักถามกันต่อไปให้มากความ นักสืบหลายคนก็ตามมาแล้ว บอร์นจึงบอกให้ไซม่อนเดินไปคุยกันไปทางโทรศัพท์

    ทั้งสองเดินเข้าไปที่สถานีรถไฟใต้ดินซึ่งมีคนพลุกพล่าน อยู่ๆ บอร์นก็สั่งไซม่อนอย่างรีบร้อนขึ้นว่า

    “นั่งลงๆ ผูกรองเท้าๆ นั่งลงผูกรองเท้าเดี๋ยวนี้”

    เรื่องของเรื่องคือ บอร์นต้องการให้ไซม่อนนั่งลง หลบนักสืบหลายนายที่มายืนมองซ้ายมองขวาอยู่ ครั้นจะให้นั่งลงเฉยๆ ก็จะเป็นที่ผิดสังเกต จึงบอกให้เขานั่งลงผูกรองเท้าแทน

    “อย่าเพิ่งลุก ฟังสัญญาณจากฉันก่อน 4, 3, 2, 1 ลุกขึ้น เดินต่อได้”

    ฉากที่สถานีรถไฟใต้ดินนี้หนังทำฉลาดดี คือนอกจากจะหนีการตามล่าของนักสืบหลายนายแล้ว บอร์นยังต้องคอยหลบกล้องวงจรปิดที่ส่ายไปมาด้วย เพราะหลังจากสูญเสียคนถ่ายทอดภาพแล้ว โนว์ โวเซน ก็เชื่อมระบบกล้องวงจรปิดในกรุงลอนดอนเข้ามาใช้เป็นหูเป็นตาทันที บอร์นจึงหลบหนีนักสืบไป หนีกล้องวงจรปิดไป และวางแผนช่วยไซม่อนหนีไปด้วย

    (เรื่องกล้องวงจรปิดในประเทศอังกฤษนี่ มีทุกมุมเมืองเลยจริงๆ นั่นแหละ เพราะฉะนั้นอย่างหวังว่าจะลอบแอบกระโดดถีบกันโดยไม่มีใครเห็น (แม้แต่ในสภาก็เถอะ!) ต่อเรื่องนี้ จอร์จ ออร์แวล ถึงกับนำมาเขียนล้อเลียนไว้ในวรรณกรรมเรื่อง 1984 ว่า อีกหน่อยรัฐบาลอังกฤษจะใช้โทรทัศน์ตามบ้านนั่นแหละเป็นที่ซ่อนกล้องวงจรปิด จะทำให้ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของประชาชนได้ทุกบ้าน หวังว่านั่นคงจะเป็นเพียงตลกร้ายของ ออร์แวล)

    เจอเกมส์กดประสาทเช่นนี้เข้าไป ไซม่อนเริ่มออกอาการตื่น หวาดผวาทุกคนที่เดินไปมา เขาไม่มีสัญชาตญาณของนักสืบเหมือนบอร์น จึงแยกแยะไม่ออกว่า คนไหนคือคนธรรมดา คนไหนคือนักสืบ เผอิญมีพนักงานทำความสะอาดผู้หนึ่งเข็นรถตรงมาที่เขา

    “โอ! บอร์น! สงสัยคนเก็บขยะจะเป็นพวกนั้น เขาหยิบอะไรด้วยล่ะบอร์น!” ไซม่อนตระหนกตกใจ ยิ่งเขาทำท่าตกใจ ยิ่งทำให้คนอื่นหันมามองด้วยความสงสัย นั่นยิ่งทำให้เขาหวาดผวามากขึ้นไปอีก

    “ไม่ๆๆ ไม่ใช่ เดี๋ยว รอก่อน เดี๋ยว” บอร์นบอกให้ไซม่อนหยุดก่อน อย่ากลัว อย่าตกใจ แต่เขาใจแตกไปแล้ว ขวัญกระจาย จึงวิ่งกระเจิง

    กล้องวงจรปิดจึงจับภาพของเขาได้

    นักสืบทุกนายจึงเบนเข็มตามล่าเขาทันที

    มีนักสืบผู้หนึ่ง ไม่สิ ไม่ใช่นักสืบ แต่เป็นมือสังหารระดับพระกาฬ ได้รับภารกิจให้มาเก็บบอร์นกับไซม่อนโดยเฉพาะ เขาไม่บุ่มบ่ามตามล่าบอร์น แต่ขึ้นไปซุ่มอยู่บนป้ายคัตบอร์ด ประกอบปืนไรเฟิลซุ่มยิงและต่อแสตนเสร็จ ก็ยืนเล็งรอให้บอร์นกับไซม่อนเดินมาเข้าทางปืนอย่างใจเย็น

    เมื่อฝ่ายตรงข้ามรู้ตำแหน่งของไซม่อนแล้ว บอร์นจึงบอกให้เขาหนีลงชั้นใต้ดินทันที เพื่อหลบหนีการตามล่า และการถูกจับภาพ

    นักสืบผู้หนึ่งถือเข็มฉีดยาสลบเดินตามหลังไซม่อนไปติดๆ จวนจะทันอยู่แล้ว บอร์นจำต้องเดินอ้อมมาช่วย นักสืบผู้นั้นไม่ทันระวังตัว มุ่งแต่จะเล่นงานไซม่อนอย่างเดียว จึงถูกบอร์นพลิกข้อมือบิดเข็มฉีดยากลับไปแทงท้องอย่างจัง แล้วประคองไปนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้อย่างสบาย

    นักสืบอีกสามนายตามไซม่อนเข้าไปข้างใน บอร์นรีบตามไปช่วย ฟัดกันฟืดฟาดสามสี่ยก บอร์นก็ล้มนักสืบได้หมด จังหวะนั้นศูนย์ใหญ่ที่อเมริกาก็เชื่อมระบบกล้องวงจรปิดภายในอาคารได้พอดี โนว์ โวเซน จึงเห็นภาพคนที่คอยช่วยเหลือไซม่อนเป็นครั้งแรก ถึงกับหลุดอุทานออกมาว่า

    “Jesus Christ, that’s Jason Bourne!!”

    บอร์น บอกกับไซม่อนว่า

    “นายรออยู่ในนี้ก่อน ห้ามออกไปข้างนอกโดยเด็ดขาด เข้าใจไหม นี่ไม่ใช่เรื่องแต่งในหน้าหนังสือพิมพ์นะ นี่เป็นเรื่องจริง!”

    ไซม่อนพยักหน้าหงึกๆ ทั้งตื่นเต้นระคนตกใจกลัว

    บอร์นออกจากห้องนั้นอีกครั้ง เขาหลบกล้องวงจรปิด ไปยืนสังเกตสถานการณ์โดยรอบ คิดคำนวนวางแผนหนีและเดาใจมือสังหารด้วยว่า ถ้าหากถูกส่งมา ควรไปซ่อนอยู่ตรงจุดไหน บอร์นเห็นบริเวณป้ายคัตบอร์ดเป็นสถานที่เหมาะแก่การซุ่มยิง ขณะที่เขาพยายามสังเกตอยู่นั้น ไซม่อนก็พูดมาทางโทรศัพท์ว่า

    “บอร์น! มีคนมา มีคนจะเข้ามาข้างใน ฉันอยู่ในนี้ไม่ได้แล้ว”

    “ไม่ ไม่ รอก่อน เดี๋ยวๆๆ” บอร์นพยายามห้าม

    ไซม่อนเปิดประตูพรวดออกมา

    “ปุ๊” กระสุนเจาะเข้าหน้าผากของเขาทันที

    ผู้คนแตกตื่นตกใจกันใหญ่ มือสังหารส่ายศูนย์ปืนพยายามจับบอร์นเข้าเป้า บอร์นอาศัยจังหวะชุลมุนนั้น วิ่งก้มต่ำแหวกฝูงชนเข้าไปหาศพไซม่อน ล้วงเอาสมุดบันทึกข้อมูลในย่ามของเขาได้ แล้วหลบหนีออกจากบริเวณนั้นทันที

    มือสังหารเห็นว่าเก็บบอร์นไม่ได้แน่แล้ว จึงเก็บปืนและอุปกรณ์ใส่เป้เพื่อหลบหนี บอร์นตามไปเอาคืนบ้าง แต่ตามไม่ทัน เพราะมือสังหารได้ขึ้นรถไฟใต้ดินจากไปแล้ว ที่ทำได้คือ ไปยืนมองหน้ากันประสาคนมองตาก็รู้ใจ

    บอร์นยืนส่งมือสังหารเพื่อนเลิฟส์ส์ส์ให้หนีไปได้ก่อนในครั้งนี้

    บอร์นแวะร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เสิร์จหาสถานที่ตามข้อมูลที่ได้จากสมุดบันทึกของไซม่อน จนรู้ว่า เนียล แดเนี่ยล พักอยู่ที่ไหน ประเทศอะไร จึงตามไปสืบหาบุคคลผู้นี้ทันที

    หากเนียลเป็นหนึ่งในทีมงานที่ร่วมสร้างบอร์นขึ้นมา เขาย่อมรู้เรื่องราวหมดทุกอย่าง ย่อมสามารถบอกได้ว่า แท้จริงแล้วบอร์นคือใคร? เขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร? ทำไมเขาถึงตกอยู่ในสภาพสูญเสียความทรงจำแบบนี้?

    คำถามเหล่านี้กำลังจะมีคำตอบแล้ว

    ตึ๊กตัก!
    ตึ๊กตัก!
    ตึ๊กตัก!

  8. เอ้ออออ !! .. ว่าไปนั่น

    ท่านป๋าสอนี่อ่ะน๊า
    จะให้โอน้อยออกกันสองคนด้วยมือสี่ข้างนี่นะ
    ข้าง ๆ คู ๆ ของแท้เลยละค่ะ

    555555+

    .

    และขอบคุณท่านป๋ามากนะคะที่นั่งเขียนเรื่องมาส่งให้
    ขอตัวไปจัดขึ้นกระเช้าแป๊บนึงค่ะ

    -จขบ.-😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s