“ฉากเฉือนคม ภาค 2” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

April 10, 2008 at 12:37 am

.
.

ฉากพร้อม!
กล้องพร้อม!
นักแสดงพร้อม!
คนดู-คนอ่านพร้อม!

แอ๊คชั่น!!

ขณะหลับไหล ในความฝันนั้น บอร์นเห็นภาพมลังเมลืองวูบๆ วาบๆ ไม่ชัดเจนของเหตุการณ์หนึ่งผุดขึ้นมาหลอกหลอน แล้วคนผู้หนึ่งก็พูดขึ้นว่า “นี่ไม่ใช่การฝึกนะทหาร นี่เป็นปฏิบัติการจริง” เป็นเสียงของอดีตเจ้านายของบอร์นที่ตายไปแล้วผู้นั้น แล้วมีเสียงผู้หญิงร้องขอชีวิต ตามมาด้วยเสียงปืนสองนัด ทำให้บอร์นสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

บอร์นลุกไปหายาแก้ปวดหัวกิน แล้วเดินออกไปที่ชายคาบังกะโล มาเรียเดินตามมานวดต้นคอให้แล้วถามว่า “ฝันร้ายอีกใช่ไหม?” บอร์นตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร”

ลมกลางคืนจากทะเลอินเดียโชยผ่านใบมะพร้าวเข้ามา ทำให้บอร์นรู้สึกดีขึ้น เขาจะรู้สึกอบอุ่นเมื่อมีมาเรียมาอยู่เคียงข้าง เธอผู้เป็นความจำในปัจจุบันของเขา และกำลังจะร่วมกันสร้างความจำใหม่ๆ ในอนาคตด้วย

……
ภาพจากมุมสูงซูมลงไปอาคารแห่งหนึ่งในกรุงเบอร์ลิน
……

ในอาคารนี้กำลังจะมีการติดต่อซื้อขายข้อมูลลับกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งนำทีมโดย พาเมล่า แลนดี้ นำกำลังมาล้อมจะเข้าจับกุม รอเวลาให้ผู้ร้ายเจรจาตกลงซื้อขายข้อมูลกันก่อน

ที่ลานจอดรถด้านหลังตึก สายลับเคจีบีของรัสเซียผู้หนึ่งซึ่งผันตัวเองมาเป็นมือสังหาร ลงจากรถ ไขประตูเข้าตึกเดินลงห้องใต้ดิน ตรงดิ่งไปที่ตู้ควบคุมไฟฟ้า เขาวางระเบิดเวลาไว้บนสายไฟสองจุด จุดแรกคือให้ระเบิดตัดไฟในตัวอาคารส่วนที่กำลังมีการซื้อขายข้อมูลกัน จุดที่สองนั้น เขาวางไปยังงั้นเอง ไม่ได้จงใจให้มันระเบิด เพียงแต่สร้างหลักฐานเท็จเอาไว้ แน่ล่ะ เขานำลายนิ้วมือของเจสัน บอร์น มาแปะติดไว้บนกล่องไฟนั้นด้วย เพื่อป้ายความผิดว่าบอร์นเป็นผู้กระทำการในครั้งนี้

ระเบิดพร้อม
แปะลายนิ้วมือของบอร์นเพื่อลวงตำรวจเสร็จ
มือสังหารก็บุกขึ้นไปที่ห้องนั้นทันที

ขณะที่เขาเดินไปจวนจะถึงหน้าห้อง ซึ่งเป็นเวลาที่คนทั้งสองกำลังเจรจาซื้อขายข้อมูลกันพอดี ยังไม่ทันที่พวกเขาจะคุยกันรู้เรื่อง ระเบิดเวลาก็ตัดสายไฟขาดกระจุย

ไฟดับพรึ๊บทั้งซีกอาคาร

ประตูห้องเปิดผาง ลูกตะกั่วสาดเข้าใส่คนทั้งสอง กว่าพวกเขาจะไหวตัวทันก็กลายสภาพเป็นวิญญาณไปเสียแล้ว มือสังหารตรงเข้าไปเก็บแฟ้มเอกสารยัดใส่กระเป๋าเงินสด แล้วเดินจากไปอย่างลอยนวล กว่าตำรวจจะบุกเข้าไปในห้องนั้น ก็ต้องไปทำหน้าที่สัปเหร่อเก็บศพแทน

ไม่หรอก ตำรวจมิเพียงเก็บศพได้สองศพ ยังเก็บได้ลายนิ้วมือของบอร์นบนกล่องไฟด้วย หลักฐานชิ้นนี้ทำให้พาเมล่า แลนดี้ ถึงกับปวดหัว เพราะเธอต้องล้วงลูกเข้าไปถึงองค์กรลับนามเทรดสโตนที่ปิดไปแล้ว แล้วถึงได้รู้ว่าลายนิ้วมือนี้เป็นของเจ้าหน้าที่ในวงนักสืบของทางราชการเสียเอง

……
ภาพตัดไปในห้องหรูของโรงแรมแห่งหนึ่ง
……

เศรษฐีใหญ่ชาวรัสเซีย ผู้ทรงอิทธิพลด้วยเป็นเจ้าของธุรกิจผิดกฎหมายต่างๆ มากมาย รวมทั้งเป็นเจ้าของบ่อขุดเจาะน้ำมันด้วย เขาพูดกับมือสังหารขณะเปิดประตูห้องเข้าไปว่า

“นายมาช้า”

“ทุกอย่างเรียบร้อย เงิน แฟ้ม และลายนิ้วมือบอร์น” มือสังหารพูดไปคนละเรื่องพลางโยนกระเป๋าลงบนโต๊ะ

เศรษฐีรัสเซียเปิดกระเป๋าดูของ หยิบแฟ้มออกมาพลิกดู หยิบเงินมาสองปึกโยนให้มือสังหารแล้วบอกว่า “เครื่องบินของนายจะออกในไม่กี่นาทีนี้แล้ว เงินที่เหลือรอให้งานเสร็จแล้วค่อยรับ”

เพชฌฆาตหน้าหยกเดินมาหยิบเงิน แกะปืนก๊อกแก๊ก เตรียมตัวอาบน้ำ เพื่อเดินทางไปทำงานชิ้นสุดท้าย นั่นคือทำลายหลักฐานที่พูดได้ หากบอร์นยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีพยานหลักฐานว่าเขาไม่ได้ทำงานนี้ แต่ถ้าหากเขาหายสาบสูญไปจากโลกนี้ ผีย่อมพูดให้ศาลฟังไม่ได้

……
ภาพตัดไปที่ชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย
…..

บอร์นกำลังวิ่งออกกำลังกายที่ชายหาดเหมือนเคย

มาเรียไปเดินจ่ายตลาดซื้อกับข้าวอย่างเพลิดเพลิน

เก๋งเซอฟิโร่คันงามปาดเข้ามาจอดบนหัวหาด ชายหนุ่มผู้หนึ่งร่างกายกำยำ สวมแว่นตาดำ หน้าตาคมสัน เดินเข้าไปในศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ยื่นรูปของบอร์นให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วถามว่า “รู้จักคนคนนี้ไหม เขาเป็นเพื่อนกับผมน่ะ ญาติของเขาเสีย ผมต้องการส่งข่าวให้เขาทราบ”

ตั้งแต่เห็นรถคันนี้มาวิ่งวนผิดสังเกต บอร์นก็จับตามองอยู่ห่างๆ แสร้งเดินไปซื้อน้ำเปล่าแล้วยืนดื่มคนละฟากถนน ทว่าเฝ้าดูชายผู้นี้อยู่ตลอด เขารู้สึกถึงรังษีของการฆ่าและความตายรอบๆ กายคนผู้นี้

เสื้อที่ฆ่าคนบ่อยๆ ยังกลายเป็นสาง
คนที่ฆ่าคนบ่อยๆ ก็ย่อมมีลักษณะที่คล้ายเสือ

เมื่อแน่ใจว่าคนผู้นี้ต้องมาตามหาเขาด้วยประสงค์ร้ายแน่นอน บอร์นรีบวิ่งไปขึ้นรถจี๊ป สตาร์ทเครื่องตะบึ่งไปรับมาเรีย เขาบีบแตรเรียกเธอให้มาขึ้นรถ เสียแตรได้เรียกมือสังหารผู้นั้นให้หันมามองด้วย

นมไก่ไก่รู้
ตีนงูงูเห็น
นักฆ่าย่อมจับสัญญาณอะไรบางอย่างของนักฆ่าด้วยกันได้

มือสังหารรีบวิ่งกลับไปขึ้นรถแล้วขับตามบอร์นไป

ขณะขับรถหนีไปนั้นมาเรียเฝ้าถามบอร์นว่าเกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่า “เราพลาดแล้วมาเรีย เราเปิดเผยตำแหน่งทำให้พวกเขาตามมาได้”

“เธอคิดมากหรือเปล่าบอร์น”

“ผู้ชายคนนั้น มาเรีย รถคันนั้น เสื้อผ้า การแต่งตัว ทั้งท่าทางการเดิน”

“ไม่เอาน่าบอร์น เธออาจจะคิดผิด”

“ไม่ มาเรีย ไม่ผิด ต้องเป็นพวกมัน เทรดสโตน”

“เอาอีกแล้วหรือบอร์น เทรดสโตนอีกแล้วหรือ มันจบแล้วนะ”

“พวกมันไม่จบ – แค่ไหนมาเรีย รถคันนั้นอยู่ห่างจากเราแค่ไหน” บอร์นซิ่งรถไปถามไปพลาง

“อืมม์ม์ม์ ประมาณ 50 หลา”

บอร์นใช้ประเภทของรถให้เป็นประโยชน์ เขาหักรถจี๊ปตัดเข้าทางลัดซึ่งเป็นทางขรุขระรถเก๋งตามไปไม่ได้ มือสังหารจอดรถคำนวนทิศทางและสภาพถนนแล้วควบรถอ้อมไปหาพวกเขา

เมื่อทะลุออกมาถึงถนน บอร์นบอกมาเรียว่า “เปลี่ยนกันมาเรีย เธอมาขับแทนฉัน” แล้วโยกตัวย้ายเก้าอี้ทั้งๆ ที่รถยังวิ่งไปด้วยความเร็ว พอสลับที่นั่งกันเสร็จ บอร์นก็เปิดลิ้นชักล้วงปืนสั้นออกมาเช็กสภาพให้พร้อมต่อสู้ เขาบอกให้มาเรียขับรถตัดถนนลุยป่าลงไปอีกครั้ง แล้วบอกให้เธอขับรถข้ามสะพานไปให้ได้

มือสังหารเห็นท่าว่าจะตามบอร์นไม่ทันแน่แล้ว เมื่อเห็นรถจี๊ปมุ่งตรงไปสะพานเช่นนั้น เขาก็เปลี่ยนแผนใหม่ ไม่ขับรถตามแล้ว หักรถเข้าข้างทาง เปิดท้ายรถหยิบเอากระเป๋าปืนไรเฟิลวิ่งไปหาตำแหน่งที่มองเห็นรถจี๊ปบนสะพานได้สะดวก

ขณะที่รถจี๊ปกำลังวิ่งไปบนสะพาน

“เธอต้องคิดผิดแน่ๆ เลยบอร์น เห็นไหม รถคันนั้นไม่ตามเรามาแล้ว”

“ไม่ มาเรีย ไม่ผิดแน่นอน เป็นพวกมันแน่นอน”

เธอหันมามองหน้าเขาเหมือนจะตำหนิที่เขาตีตนไปก่อนไข้

“เปรี้ยง!” เสียงระเบิดกระสุนจากปืนไรเฟิล หัวกระสุนพุ่งมาด้วยความเร็ว ทะลุกระจกหลังรถ เจาะทะลวงเข้าท้ายทอยของมาเรียต่อหน้าต่อบอร์นในเสี้ยววินาทีที่เธอหันมาตำหนิเขานั่นเอง

รถเสียหลักถลาตกสะพาน บอร์นพยายามถีบประตูรถจนเปิดออก เขาพยายามเข้าไปช่วยมาเรีย แต่สายไปเสียแล้ว เธอตายแล้ว คมกระสุนนัดนั้นฉกาจฉกรรจ์เกินแก้ เขาจึงดำน้ำหนีไป

มือสังหารแน่ใจว่ายิงถูกคนขับรถคันนั้นแน่นอน เขามั่นใจว่าคนผู้นั้นคือบอร์น หลังจากมายืนแฝงอยู่ในฝูงชน เช็คผลงานจนแน่ใจดีแล้ว เขาก็เดินจากไป

ที่ริมแม่น้ำห่างออกไป บอร์นยืนดูเจ้าหน้าที่นำซากรถขึ้นจากน้ำ รู้สึกอาลัยรักในมาเรียมาก เขานำสิ่งของและรูปของเธอมาเผาทิ้งเพื่อทำลายหลักฐานต่างๆ รูปสุดท้ายเป็นรูปของทั้งคู่กำลังโอบกอดและหยอกล้อกัน เขาเผารูปนั้นไม่ลง จึงเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก

ยิ่งคิดถึงเหตุการณ์ที่มาเรียคอยให้การช่วยเหลือ คอยเป็นกำลังใจ คอยพูดปลอบประโลมมากเท่าไหร่ บอร์นยิ่งโมโหมากขึ้นเท่านั้น เขามุ่งหน้ากลับบังกะโล เก็บข้าวของเฉพาะที่สำคัญแล้วเดินทางจากไป

บอร์นไปไหนนะหรือ?

เขากำลังจะตามล้างแค้นให้มาเรีย และสืบหาตัวตนที่หายไปของเขาคืน

ถึงเวลาแล้ว ได้เวลาที่พญาเสือผู้มาซุ่มซ่อนไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ต้องติดเขี้ยวเล็บออกผงาดผาดโผนในวงการนักสืบและนักฆ่า เพื่อทวงถามถึงความยุติธรรมที่ถูกปล้นชิงไป เห็นทีงานนี้ฝ่ายตรงข้ามคงต้องเตรียมชีวิตของนักฆ่าอีกหลายคนเอาไว้เซ่นสังเวยความแค้นนี้อย่างแน่นอน

อย่ารอคอย จงติดตามด้วยความระทึกในดวงหทัยพลัน!

19 comments

  1. ฮ้า ฮ้า มาไม้ไหนกันเนี่ย!?
    ท่านเล่าได้ฉกาจฉกรรจ์นัก
    ขนาดว่าข้าพเจ้าดูแล้วนะเนี่ยบอร์นตอนนี้
    ยังอ่านตามด้วยมันส์ในอารมณ์

    เดี๋ยวหาป๊อปคอร์นสักถุงโค้กสักถ้วยก่อน!

    อ้อ..แม้แต่ ‘เสื้อ’ ยังฆ่าคนได้! ร้ายกาจ! ร้ายกาจ!

    คารวะ

  2. อื้อ ฮือ !!
    อื้อ ฮือ !!
    อื้อ ฮือ !!

    .

    ฮือ ๆ ๆ ..
    น่าสงสาร “มาเรีย” กะ “บอร์น” จังนะคะท่านป๋าสอ

    ว่าแล้วขอได้โปรดส่งตอนต่อไปมาพลัน !!
    อย่าปล่อยให้ท่านดินนั้นต้องหอบข้าวโพดคั่วคอย ..
    😀

  3. โธ่ๆๆๆ พี่เถ้าก้อ แวะมาแซวน้องแซวนุ่งด้วยเมตตาอีกแล้วนะเนี่ย

    อืมม์ ก็เปลี่ยนบรรยากาศบ้างน่ะขอรับ หาเรื่องอะไรที่ตื่นเต้ลล์มันส์ๆ มาเล่าสู่กันฟังบ้าง ชีวิตจะได้เพิ่มรสชาติขึ้นมาบ้างไงล่ะพระคุณพี่

    อ้อ ขอบคุณนะขอรับสำหรับ “เสื้อ” ตัวนั้น

    เกล้ากระผมพิมพ์รีบๆ น่ะท่านพี่ ไม่ได้ใช้เวลาตรวจทานมากนัก เสร็จปุ๊บ อ่านซ้ำอีกรอบ แล้วก็โพสต์เลย

    ฉะนั้นอย่าแปลกใจไปเลยขอรับ หากเห็นผมสะกดคำผิดหรือว่าหลุดสำนวนเอ๋อๆ ไปบ้าง

    .
    .

    เจ้าของบ้านขอรับ

    อืมม์ มาเรียมารับเคราะห์แทนบอร์นแท้ๆ เลย ถ้าหากพวกเขาไม่สลับที่นั่งกันซะก่อนละก้อ คนที่ตายคงจะเป็นบอร์น

    ผมดูหนังเรื่องนี้แบบดูเอาพล็อตเรื่องน่ะครับ ดูการวางจังหวะจะโคนสไตล์นักสืบชั้นดี หนังมันเดินเรื่องฉลาดดี ไม่หน่อมแน้มและไม่เว่อร์เหมือนเจมส์ บอนด์ ด้วย เจสัน บอร์น ดูเหมือนคนเดินดินกินข้าวเหนียวส้มตำปูปลาร้าดี

    เอ๊า ขอตอนต่อไป งั้นผมก็จัดตอนต่อไปให้ดังใจเลยละกัน

    .
    .

    คุณแซด

    ไม่อู้งานก็อ่านได้ หากอู้งานยิ่งอ่านดีนะคุณเอ๋ย ตื่นเต้นกลัวเจ้านายจะจับได้ดีพิลึกล่ะ!

    .
    .

    ยัยหมิว

    เออนะ ยัยหมิวล่ะเนี่ย หายต๋อมแต๋มเหมือนสาวน้อยตกน้ำไปเลย ท่าทางจะยุ่งจริงๆ ซะกระมัง

    หากแวะผ่านมาอ่าน ยังไงก็ขอให้โชคดีมีความสุขมากๆ นะตะเอง – โอมมม เพี้ยง!

    .
    .

    ป.ล. เคยสงสัยกันไหมว่า ก่อนเป่าคาถาทำไมต้องว่า “โอม” ด้วย ใครรู้บ้างเอ่ย?

    ติ๊กตอกๆๆ

  4. ฉากเฉือนคม ภาค 2 (2)

    .
    .

    เจสัน บอร์นโดยสารเรือเข้าเมืองเนเปิ้น ประเทศอิตาลี่ พอเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ข้อมูลของเขาก็โผล่แดงโร่ขึ้นที่ศูนย์ CIA กรุงลอนดอน หน่วยย่อยไม่รอช้า รายงานเข้าศูนย์ใหญ่ที่สหรัฐฯทันที

    ณ สำนักงานใหญ่ กำลังมีการประชุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่การลอบซื้อข้อมูลลับผิดพลาดจนทำให้มีคนตายสองคน

    พาเมล่า แลนดี้ ขุดคุ้ยข้อมูลเก่าๆ ของเทรดสโตนออกมาแฉอย่างไม่ยั้ง

    แอบบ๊อต (ผู้สั่งให้มือสังหารไปฆ่า คองกลิ้น หัวหน้าหน่วยเทรดสโตนในภาคหนึ่ง) พยายามปกป้องตัวเองเต็มที่

    มาแชล ผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ซึ่งนั่งเป็นประธานการประชุมได้แต่มองดูทั้งสองงัดข้อมูลออกมาโต้กัน

    “เจสัน บอร์น คือผู้ลงมือฆ่าคนทั้งสอง เขาเป็นกุญแจไขคดีที่เราต้องการตัวมากที่สุด” พาเมล่า แลนดี้ หรือที่เพื่อนร่วมงานมักจะเรียกสั้นๆว่า แพม สรุป

    “ไม่เอาน่าแพม บอร์นตายหมกคูน้ำไปแล้ว” ดูเหมือนแอบบ๊อตจะเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

    พลันเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งก็เปิดประตูห้องประชุมเข้ามาแล้วพูดว่า “พาสปอร์ตของเจสัน บอร์นโผล่ที่เนเปิ้นแล้วครับ”

    แพม นึกดีใจที่ได้ข่าวบอร์น

    แอบบ๊อต กลับแสดงสีหน้าไม่แอ๊บแบ๊วเอาซะเลย

    “พวกคุณทั้งสองคนไปลากตัวไอ้ชาติชั่วคนนี้มา หากมันขัดขืนฆ่าได้ทันที ชัดเจนไหม?” มาแชลสั่งเสียงเฉียบ

    แพม รีบโทรไปหาเจ้าหน้าที่กงสุลที่กำลังสอบปากคำบอร์นอยู่ จะว่าสอบปากคำก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะบอร์นไม่ได้พูดอะไรเลย เอาแต่นั่งเฉยเมยเหมือนกำลังรออะไรอยู่

    “เอาน่าไอ้ทิด ร่วมมือกับพวกเราซะเถอะวะ มีอะไรก็รีบๆ คายออกมา ข้าบอกได้เลยว่าเดี๋ยวอีกหน่อยนายก็ต้องเล่นตามเกมส์ของเราอยู่ดี” เจ้าหน้าที่กงสุลขู่บอร์น พอดีโทรศัพท์ดังขึ้น เขากดรับสาย บอร์นเงยหน้ามองทันทีเหมือนกัน ราวกับว่านั่นเป็นโทรศัพท์ที่เขาควรจะรับสายเสียเอง

    เสียงเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ สั่งเจ้าหน้าที่กงสุลในโทรศัพท์ดังเล็ดลอดออกมา พอที่จะทำให้บอร์นได้ยินด้วยว่า “ฟังนะคุณ เจสัน บอร์น เป็นคนที่ CIA ต้องการตัวมาก ให้คุณควบคุมตัวเขาไว้เดี๋ยวนี้”

    “ครับ” เจ้าหน้าที่รับคำ มือหนึ่งกดปิดสัญญาณโทรศัพท์ อีกมือชักปืนออกจากเอวเอี้ยวตัวจะเข้าจับกุม

    บอร์นนั่งรออยู่แล้ว เขารอเวลานี้ เขารอโทรศัพท์สายนี้ เมื่อแน่ใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงโทรมาสั่งงานแน่นอนแล้ว เขาก็ลงมือทันที

    เคลื่อนไหวครั้งเดียวแต่ยิงหมัดออกสองเปรี้ยง

    หมัดแรกเขวี้ยงเข้าปลายคางของเจ้าหน้าที่กงสุลผู้นั้น

    หมัดที่สองเสยเข้ากระโดงคางของเจ้าหน้าที่อีกนายที่ยืนคุมเชิงอยู่

    แม้ในห้องจะไม่มืดและมองไม่เห็นท้องฟ้า ทว่าดาวและเดือนก็เคลื่อนไหวให้ทั้งสองเห็นวูบวาบ บอร์นหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากเป้ แกะชิปโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมาเสียบใส่เครื่อง ดูดสัญญาณเพื่อเชื่อมเบอร์โทรศัพท์ของคนผู้นั้นเข้าใส่เครื่องโทรศัพท์ของตน เสร็จแล้วก็เดินจากไป

    บอร์นจิ๊กกุญแจรถของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมาด้วย เขาเดินกดสัญญาณในลานจอดรถไปเรื่อย กระทั่งเจอรถคันนั้น เอาป้ายทะเบียนปลอมติดทับแล้วขับออกไป

    คล้อยอีกครู่ สัญญาณโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เจ้าหน้าที่กงสุลผู้นั้นกดรับสาย อ้อ บอร์น ก็ดักฟังอยู่ด้วยเหมือนกัน เสียงหญิงผู้นั้นพูดขึ้นว่า “ฉันชื่อพามาล่า แลนดี้ เป็นรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ขอทราบสถานการณ์เกี่ยวกับเจสัน บอร์น”

    “เอ่อ เขาหนีไปแล้วครับ”

    “ฟังนะคุณ เจสัน บอร์น เป็นบุคคลที่อันตรายมาก อาทิตย์ก่อนเขาฆ่าคนสองคนที่เบอร์ลิน คุณรีบปิดล้อมพื้นที่ พยายามจับกุมเขาให้ได้ และจดทุกอย่างให้ละเอียดด้วย”

    ขณะฟังทั้งสองสนทนากัน บอร์นก็จดชื่อและเบอร์โทรของผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ด้วย แต่พอได้ยินคำว่า “เขาฆ่าคนสองคนที่เบอร์ลิน” บอร์นเกิดสับสนขึ้นมาอีกแล้ว ภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่ถูกเขายิงตายในกรุงเบอร์ลินผุดขึ้นมาหลอกหลอนในหัว เขารีบสลัดความคิดนั้นออกไป

    บอร์นรู้ว่าในกรุงเบอร์ลินมีเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันอยู่คนหนึ่ง เขาจึงเดินทางไปหาเผื่อจะได้ข้อมูลอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง

    …………..
    …………..

    มือสังหารผู้นั้นเดินเข้ามาในบ้าน ครั้นพอปิดประตูบ้าน เขาสังเกตเห็นสัญญาณไฟผิดสังเกต จึงกดอะไรก๊อกๆ แก๊กๆ ดูเผินๆ เหมือนเป็นการเปิดแอร์เปิดไฟ แล้วเดินตรงไปที่ตู้เย็นในครัว เปิดตู้เย็นออก แทนที่จะหยิบน้ำหรือเครื่องดื่ม เขากลับหยิบปืนออกมาเฉยเลย

    บอร์นเดินเงียบๆ ตามหลังเขามาด้วย มือสังหารผู้นั้นยิ้มขณะหันปากกระบอกปืนเข้าใส่บอร์น (เข้าใจเล่นจริงๆ นะพี่โรเบิร์ต ลัดลั่มเนี่ย ให้มือสังหารเอาตู้เย็นเป็นที่เก็บปืนเฉยเลย)

    “ฉันเอากระสุนออกหมดแล้ว” บอร์นพูด

    “มิน่าถึงเบาๆ” เพื่อนเก่ายิ้ม

    บอร์นพยายามซักถามถึงองค์กรเทรดสโตน มือสังหารผู้นั้นตอบว่าองค์กรถูกปิดไปแล้ว ทุกคนตายเรียบยกเว้นบอร์นกับเขา บอร์นพยายามซักถามถึงพาเมล่า แลนดี้ ว่าหล่อนเป็นใคร? เข้ามาคุมเทรดสโตนต่อใช่ไหม? เพื่อนผู้นั้นบอกว่าเขาไม่รู้จักเธอ บอร์นจึงถีบซะตกเก้าอี้หงายเก๋ง

    เขาลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้เหมือนเดิมแล้วพูดว่า “ฉันนึกว่านายจะมาฆ่าฉันซะอีก” พูดพลางเหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือ

    เอาแล้วซี ยุ่งแล้ว บอร์นจับอาการผิดสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ของเขาได้แล้ว

    “นายทำอะไร? หือ นายแจ้งไปแล้วใช่ไหม?” ดูเหมือนบอร์นจะรู้แล้วว่า ตอนที่เขาเข้าบ้านมาแล้วกดปุ่มอะไรข้างประตูนั้น ที่แท้เป็นการส่งสัญญาณไปถึงตำรวจนั่นเอง “ลุกขึ้น ลุกขึ้นมา” บอร์นออกคำสั่ง

    “หากนายจะรีบหนีตอนนี้ก็ยังได้นะ เอากุญแจรถในเสื้อโค๊ตฉัน แล้วออกไปทางหลังบ้าน” เพื่อนเก่าบอก

    พลันสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้น บอร์นหันไปดู

    “ป้าบ!” แข้งดีดขึ้นใส่มือที่ถือปืนของบอร์น ทำให้ปืนกระเด็นหลุดมือ แล้วฉากการต่อสู้ของทั้งสองก็ดำเนินต่อไป มาเริ่มหวาดเสียวหน่อยก็ตอนที่มือสังหารถูกต่อยถลาเข้าครัวแล้วหยิบมีดเล่มยาวขาวจั๊วขึ้นมาได้

    ในภาคหนึ่งเราจะเห็นฉากที่บอร์นใช้ปากกาลูกลื่นเป็นอาวุธสู้กับสนับมือมีด ในภาคนี้บอร์นหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาเป็นอาวุธแทน

    ว่ากันว่ากระดาษนั้นทำมาจากไม้ ถ้างั้นการม้วนหนังสือเล่มหนึ่งให้แน่นๆ มันคงมีสภาพไม่ต่างจากท่อนไม้ดีๆ นี่เอง

    การต่อสู้ของยอดสายลับนั้นคล้ายการต่อสู้ของยอดมือกระบี่เต็มที เพราะต้องอาศัยการชิงไหวชิงพริบในการเกาะกุมจังหวะ ชิงโอกาสที่จะฟาดหรือฟันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาวุธในมือว่าจะเป็นมีดหรือม้วนกระดาษ

    ผ่านการนัวเนียกอดคอตีเข่าจนมีดและหนังสือหลุดมือ ทั้งสองเสียหลักล้มเกลี้ยงกอดรัดฟัดเหวี่ยงบนพื้นบ้าน บอร์นถูกมือสังหารเอาเท้าล็อครัดคอ เขาดิ้นจนดึงมือหลุดออกมาได้ จึงกำหมัดอัดเข้าปลายคางเพื่อนรักไปสองสามพลั่ก เมื่อหลุดจากการถูกขารัดคอ บอร์นคว้าได้สายไฟฟ้าจึงใช้มันรัดคอเพื่อนเล่นๆ คืนบ้าง สงสัยจะรัดแรงและนานไปหน่อยเพื่อนผู้นั้นจึงแลบลิ้นล้อเลียนบอร์นซะงั้นเอง

    จัดการมือสังหารผู้นั้นเสร็จ บอร์นก็เดินไปเปิดท่อแก๊สทิ้งไว้ หยิบหนังสือเล่มเมื่อครู่เดินเข้าครัว เปิดเครื่องปิ้งขนมปัง เสียบหนังสือเข้าไปให้แน่น เดินออกหลังบ้านไปขึ้นรถ

    จังหวะนั้นตำรวจสามนายเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ ขณะที่กำลังย่องจะเข้าตรวจค้นภายใน แก๊สที่อัดเต็มอยู่ในบ้านก็ได้ประกายไฟจากเครื่องปิ้งขนมปังพอดี๊ พอดี

    “บึ๊ม!” บ้านหลังนั้นระเบิดเบาๆ เจ้าหน้าที่ทั้งสามนายกระเด็นกระดอน

    บอร์นขับรถหนีไปอีกตามเคย เป้าหมายต่อไปของเขาคือตามสืบว่าพาเมล่า แลนดี้ มาพักอยู่ที่ไหน และคิดจะทำอะไรกับเขา และเช่นกัน ทางเดียวที่เขาจะรู้ที่มาที่ไปของตัวเองได้ นั่นคือต้องตามล้วงลูกขบวนการนี้ให้ได้

    บอร์นจะทำยังไงต่อไปละเนี่ย?

    ตึ๊กตั๊ก!
    ตึ๊กตั๊ก!
    ตึ๊กตั๊ก!

  5. ตึ๊กตั๊ก !
    ตึ๊กตั๊ก !
    ตึ๊กตั๊ก !

    .
    .

    ตอนต่อไป ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ .. ด้วยจ้า ..

    .
    .

    เอ๋ ..

    เรื่อง “โอม” อ่ะนะ
    ไม่เห็นจะยากเลยค่ะป๋า

    การเป่าลมเราต้องสูดลมหายใจเข้าไป “อม” ไว้ก่อนไงคะ
    พอจะเป่าคาถาไปปู๊ด ๆ ๆ นั้น ต้อง “อม” ลมไว้ให้เยอะกว่าเดิม
    พออมไว้จนแก้มป่อง-ปูด-โป่งจาก “อม” ก็กลายเป็น “โอม” ไงล่ะ

    ใช่ปะ ๆ ๆ
    ใช่ไหมคะท่านป๋าสออออออออ ..
    😀

  6. ใช่ค่ะ แอบอ่านก็ให้ความรู้สึกตึ่นเต้นมากขึ้นอีก หุหุ

    แต่อ่านแล้วก็ให้เกิดอาการอยากดูอีกรอบซะงั้น
    วันหยุดว่างๆ จะชะแว๊ปไปหามาดูสามภาครวดเลยน่าจดีนะเนี่ย

    ส่วนเรื่องโอม ไม่ทราบเลยค่ะ – -“

  7. เอ๋า .. !!

    แล้วเรื่อง “โอม” ที่ข้าพเจ้าบอกไว้นั่น
    ท่านรอง ฯ ไม่เชื่อกันหรือคะ ?

    โธ่เอ้ย !!
    ไอ้เรารึอุตส่าห์ “อำ” 555555555+ ..😆

    -มารดำ-

  8. มาแล้วเน้อ ปี้น้องทั้งหลาย สหายทั้งมวล
    เอ๊ะ ได้ยินใครบ่นถึง
    แหมๆ ป๋าสอนั่นเอง เค้ามาแล้วละตะเอง
    มาอ่านบอร์นเล่นด้วยละ เค้าดูภาคไหนไปไม่รู้ชื่อ ” THE BOURNE ALTIMATUM” มันเป็นภาคไหนละ อ้ายทิด ฮึ!!!!!
    คาดว่าน่าจะภาค 3 น่า
    .
    .
    อัพบล็อกแล้วเน้อ เด๋วจะหาว่าเราอู้ ชิชะ

  9. เจ้าของบ้านขอรับ

    อืมม์ เรื่องโอมเอาไว้ก่อนนะคุณ ผมขอไปเปิดดูสมุดบันทึกก่อน แล้ววันหลังจะมาเล่าให้ฟัง

    แม้จะจำได้เลาๆ แต่ก็ไม่อยากมั่วไปน่ะขอรับ คิดว่าความหมายของคำๆ นี้ น่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง ในฐานะเป็นคำที่คนไทยนิยมใช้กันทั้งประเทศแต่ไม่รู้ความหมาย และที่มาที่ไปที่แท้จริง

    ส่วนความหมายของโอมที่ท่านกล่าวมานั้น

    บ้าแล้ว!

    ปี๊บๆ!!

    กิ้วๆ!!

    .
    .
    .

    คุณแซดขอรับ

    อ่ะ นั่นแน่ แอบอ่านเวลางานจริงๆ ด้วย

    อืมม์ แสดงว่าผมโม้ได้ผล ไม่เสียน้ำลายเปล่า โม้ซะจนคุณอยากจะดูอีกรอบแล้วหรือนี่

    หุ หุ หุ

    .
    .
    .

    ยัยหมิว

    หะมาแว้ววววว (แหม ถ้าตัดสระอะออกละก้อ – ฮึ่ม! สวยผิวเลยนะนั่น สำนวนสุพรรณเด๊ะ)

    แม่นแล้วจ้า บอร์นภาคที่คุณเธอว่ามาน่ะ บอร์นภาค 3 จ้า

    รออีกหน่อยๆ รับรองว่าจะนำกลับมาเล่าให้ฟังใหม่อย่างแน่นอน

    .
    .
    .

    เอ๊า ตอนนี้มาอ่านภาค 2 ตอนที่ 3 กันก่อนเน๊าะ

  10. ฉากเฉือนคม ภาค 2 (3)

    .
    .

    เจสัน บอร์น แน่ใจว่า พาเมล่า แลนดี้ เดินทางมาถึงกรุงเบอร์ลินแล้ว

    เขายังแน่ใจอีกว่า ที่กรุงเบอร์ลินนี้ต้องมีศูนย์ปฏิการชั่วคราวของ CIA อย่างแน่นอน

    เขาแน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่อีกแน่ะว่า เธอก็เป็นคน เธอต้องทำงาน เธอต้องกิน และเธอต้องนอนด้วย ซึ่งผู้บริหารระดับสูงอย่างเธอต้องไม่พักในที่ทำงานเด็ดขาด ต้องพักในโรงแรมหรูที่ไหนสักแห่งในกรุงเบอร์ลินอย่างแน่นอน

    หากรู้ว่าเธอพักที่ไหนเขาย่อมหาเธอพบ

    หากหาเธอพบเขาย่อมตามไปจนถึงศูนย์บัญชาการ

    หากตามไปถึงศูนย์บัญชาการเขาย่อมสืบรู้อะไรอีกมาก

    หยิบหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและโรงแรมสำคัญต่างๆ ในกรุงเบอร์ลินได้ บอร์นก็ใช้โทรศัพท์สาธารณะ โทรถามเจ้าหน้าที่เค้าเตอร์ประจำโรงแรมต่างๆ ว่ามีคนชื่อพาเมล่า แลนดี้ เข้าพักไหม โทรไปเรื่อย กระทั่งโทรไปถึงโรงแรมมาริออต เจ้าหน้าที่สาวบอกว่ามีคนชื่อนี้พักอยู่ในโรงแรม บอร์นวางสายแล้วเดินทางไปโรงแรมนั้นทันที

    ครั้นพอเดินเข้าไปในโรงแรม จะปรี่ไปถามหาแพมกับพนักงานที่เค้าเตอร์ก็กะไรอยู่ เดี๋ยวจะเป็นที่สงสัยไป บอร์นจึงโทรเข้าไปก่อนแล้วให้ทางศูนย์โอเปอเรเตอร์ต่อสายไปหาแพม เขาค้างสายเอาไว้อย่างนั้น แล้วเดินเข้าไปหาพนักงานสาว แจ้งว่าอยากจะติดต่อคนชื่อพาเมล่า แลนดี้ พนักงานที่เค้าเตอร์ต่อเบอร์ภายในขึ้นไปห้องของแพม แต่ต่อไม่ได้เพราะสายไม่ว่าง (แหงะแซะ ก็บอร์นยังค้างสายที่มือถือเอาไว้อยู่น่ะ)

    235 คือเบอร์โทรภายในที่เจ้าหน้าที่สาวกดขึ้นไป เธอเงยหน้าขึ้นบอกว่า “ขอโทษค่ะ สายไม่ว่าง”

    “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ” บอร์นรู้เบอร์ห้องของเธอแล้ว จึงขึ้นไปซุ่มดูอยู่ห่างๆ

    แพม แต่งตัวเสร็จก็ออกจากห้องเดินทางไปศูนย์บัญชาการเพื่อสั่งงาน บอร์นสะกดรอยตามไปห่างๆ

    เมื่อเห็นเธอเดินขึ้นไปบนอาคารแห่งหนึ่ง บอร์นเลือกขึ้นตึกฝั่งตรงข้ามเพื่อใช้กล้องส่องทางไกลส่องสืบดูว่าเธอกำลังจะทำอะไรกับเขากันแน่

    ในห้องบัญชาการ แพมสั่งงานฉับๆ ตามสไตล์สาวมั่น วางแผนงานการสืบหาบอร์นอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งที่อยู่เก่า ข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขา การเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ แล้วสรุปสุดท้ายว่า

    “เอาเลยทุกคน ลุยกันเลย เราเคยควบคุมทุกอย่างในชีวิตเขามาตั้งหลายปี ต้องนำหน้าเขาให้ได้สักก้าวสิน่า ถ้าทุกคนอยากกลับบ้านละก้อ หาบอร์นให้เจอ”

    บนยอดตึกฝั่งตรงข้าม บอร์นประกอบปืนไรเฟิลติดกล้อง ปรับพิกัดเป้าปืนไปที่แพม แล้วต่อโทรศัพท์เข้าไปคุยกับเธอ

    “ฮัลโล พาเมล่า แลนดี้” เธอรับสาย

    “ผมคือเจสัน บอร์น”

    “เฮ้ย! เร็วเข้าบอร์นโทรมา หาตัวเขาเร็ว” เสียงเจ้าในที่ในห้องซุปซิบกันใหญ่ แพมให้นำเสียงของบอร์นเข้าลำโพงจะได้ฟังกันทั้งห้อง แผนกสืบหาตำแหน่งที่มาของสัญญาณโทรศัพท์ก็ลงมือค้นหากันจ้าละหวั่น

    “คุณมาคุมเทรดสโตนหรือ?” บอร์นถาม

    “ไม่ เทรดสโตนปิดไป 2 ปีแล้ว” แพมตอบ

    “คุณต้องการอะไรจากผม?” บอร์นซักต่อ พลางปรับเป้าปืนจับเหม็งเข้าขมับของเธอ สอดนิ้วเข้าโกร่งปืนพร้อมเหนี่ยวไกทุกขณะ

    “เบอร์ลิน บอร์น ลืมแล้วหรือนายฆ่าคนไปสองคนที่เบอร์ลิน”

    อึ้ง – สมองของบอร์นปั่นป่วนขึ้นมาด้วยภาพเก่าๆ ตอนที่เขาลงมือสังหารเนสกี้กับภรรยาผุดขึ้นมาอีกแล้ว

    “บอร์น?” แพมถามเมื่อเห็นเขาเงียบไป

    บอร์นแนบหน้าเข้ากับปืนไรเฟิลอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ในห้องนั้นด้วย เธอเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ในองค์กรเทรดสโตนเหมือนกัน เขาจำเธอได้ จึงพูดกับแพมว่า

    “ผมต้องการมอบตัว”

    “โอเค ได้ แล้วคุณจะมอบตัวยังไงล่ะ?”

    “ให้คนที่ผมรู้จักพาผมเข้าไป”

    “ใคร?”

    “มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ปารีส ผมเคยร่วมงานกับเธอ เธอดูแลเรื่องข้อมูลและกำลังบำรุงต่างๆ, ถนนอเล็กซานเดอร์สตาร์ท, 30 นาที, ใต้หอนาฬิกาโลก, ส่งเธอมาคนเดียว, ส่งโทรศัพท์คุณให้เธอ” บอร์นสั่งเป็นชุด

    “ถ้าหาเธอไม่เจอล่ะ?” แพมคิดเล่นเหลี่ยม

    “หาง่าย เธอยืนอยู่ข้างๆ คุณไงล่ะ”

    ทุกคนหันควับมองลอดมูลี่เลิกลั่ก พยายามมองหาตำแหน่งที่คิดว่าบอร์นน่าจะซ่อนตัวเฝ้ามองดูพวกเขาอยู่

    (ฉากนี้หนังทำได้ฉลาดมาก ดนตรีก็มีส่วนทำให้คนดูเกิดอารมณ์สะใจไปด้วย ที่เห็นเจ้าหน้าที่ที่กำลังเดินเครื่องพลิกแผ่นดินล่าบอร์นเต็มสูบ แต่เขากลับอยู่ใกล้ๆ แถวนั้นเอง ซ้ำยังเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ ถือไพ่เหนือกว่า และล้ำหน้าพวกเขาไปแล้วหนึ่งก้าว)

    นิกกี้ คือผู้หญิงที่บอร์นพูดถึงและนัดให้ออกมาพบ หลังจากติดสัญญาณดักฟังในตัวเธอ มอบโทรศัพท์ของแพมให้เธอแล้ว เธอก็ถูกส่งไปตามนัด

    บอร์นเลือกสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านเป็นจุดนัดพบ เพื่อป้องกันไม่ให้พลซุ่มยิงฆ่าเขาได้ ครั้นได้เวลานัด รถรางก็วิ่งเอื่อยๆ แหวกฝูงชนที่กำลังเดินประท้วงมา บอร์นโทรหานิกกี้ สั่งให้เธอขึ้นไปบนรถราง

    แอ๊บบอต แสดงอาการร้อนรนกว่าเพื่อน แหง๋ล่ะ เพราะบอร์นเป็นกุญแจเปิดประตูคุกให้เขาในหลายคดี จึงรีบกระชุ้นแพมว่า “บอร์นอยู่บนรถแพม รีบส่งกำลังตามนิกกี้ขึ้นไปเดี๋ยวนี้”

    แต่กว่าจะส่งกำลังแหวกฝูงชนขึ้นไปบนรถได้ บอร์นก็ช้อนแขนนิกกี้ลงรถรางไปแล้ว ระหว่างแหวกฝูงชนไปนั้น บอร์นซักถามเธออย่างหนัก เขาถามว่าพาเมล่า แลนดี้คือใคร? เธอมาคุมเทรดสโตนใช่ไหม?”

    แพม ฟังคำถามต่างๆ เหล่านั้นทางเครื่องดักฟังที่ติดอยู่ในตัวนิกกี้ แล้วรู้สึกได้ว่าบอร์นไม่รู้เรื่องที่มีคนตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจริงๆ

    “พวกเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่?” บอร์นถามนิกกี้

    “อาทิตย์ที่แล้วไงบอร์น คุณฆ่าคนไปสองคน” นิกกี้ตอบ

    “บ้าชมัด! อาทิตย์ที่แล้ว 4 พันไมล์จากนี้ บนชายหาดอินเดีย พวกมันมาฆ่าฉัน แต่พลาดทำให้มาเรียตาย” บอร์นตะคอกใส่นิกกี้ แล้วลากเธอเข้าห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งในอุโมงค์ ทำให้สัญญาณการดักฟังขาดหายไป

    ถึงตอนนี้แพมมั่นใจแล้วว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำอยู่เบื้องหลังจริงๆ

    หลักจากซักถามข้อมูลบางอย่างจากนิกกี้จนพอใจแล้วบอร์นก็ปล่อยเธอไป

    …………….
    …………….

    บนศูนย์บัญชาการ แพมสั่งให้ลูกน้องค้นข้อมูลเกี่ยวกับมาเรียด้วย เธอมั่นใจว่าบอร์นไม่ได้ฆ่าคนสองคนที่เบอร์ลินเมื่ออาทิตย์ก่อน

    ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ กำลังง่วนอยู่กับการทำงานอยู่นั้น เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งก็เดินเข้ามากระซิบกับแอ๊บบอตเบาๆ ว่า “ผมมีอะไรบางอย่างจะบอกครับ”

    พอคนทั้งสองลงไปถึงชั้นล่างตรงแผงควบคุมไฟฟ้าในตัวอาคาร ที่ถูกระเบิดตัดสายไฟ และเก็บลายนิ้วมือของบอร์นได้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็อธิบายให้แอ๊บบอตฟังเป็นฉากๆ ว่า “ท่านครับ ผมว่าการวางระเบิดนี้มีเงื่อนงำน่าสงสัย ผมว่ามันน่าจะเป็นการวางแผนป้ายผิดให้บอร์นครับ…

    …ท่านดูตรงนี้นะครับ สายไฟเส้นนี้เดินไปคนละฝั่งตัวอาควร ถ้าหากเป็นฝีมือบอร์น หรือเป็นใครก็ตามที่ฉลาดพอที่จะคิดแผนนี้ได้ ย่อมไม่วางระเบิดตรงจุดนี้เป็นอันขาด…” มือสังหารอธิบายอีกเป็นฉากๆ จนแอ๊บบอตพยักหน้าพอใจในหลักการนั้น ฟังเสร็จแล้วเกิดติดใจ จึงพูดขึ้นว่า

    “ไหน คุณอธิบายใหม่อีกทีสิ”

    เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกำลังตั้งท่าจะอธิบายใหม่ ขณะที่เขายืดตัวขึ้นเพื่อชี้ตำแหน่งสายไฟนั้น…

    “ซวบ!” แอ๊บบอตปิดปากเขา แล้วใช้มีดเสียบเขาซะงั้นเอง แหง๋ล่ะ ก็ในเมื่อแผนนี้เขามีส่วนร่วมในการคิดด้วย และมันกำลังจะถูกเปิดโปง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้นี้เป็นอีกหนึ่งในจำนวนคนที่สามารถแฉมันออกมาได้ แอ๊บบอตจึงไม่ปล่อยเขาเอาไว้แน่นอน

    ………………..
    ………………..

    หลังจากบอร์นผละจากเจ้าหน้าที่ไป เขามุ่งตรงไปโรงแรมแห่งหนึ่งกลางกรุงเบอร์ลิน ดูเหมือนเขาจะทำความจำบางอย่างหล่นเอาไว้ในนั้น จึงต้องการเข้าไปพิสูจน์ดูให้รู้แจ้ง

    เขาแสร้งว่าจะเปิดห้องพัก โดยเจาะจงเลือกห้องเองว่า เคยพักที่ห้องนั้นมาแล้วจึงอยากจะพักอีก พนักงานที่เค้าเตอร์บอกว่าห้องไม่ว่าง แต่ห้องข้างๆ กันนั้นว่างเขาจะพักใหม่ บอร์นตอบตกลงทันที

    เมื่อขึ้นไปถึงชั้นนั้น บอร์นตรงไปห้องที่คิดว่าเคยเข้าไปทำงานชิ้นหนึ่งทันที เผอิญว่าแขกที่มาพักไม่อยู่ เขาจึงใช้กุญแจผีไขเข้าไปข้างใน

    หลังจากสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง บอร์นก็รู้ว่า ภาพชายหญิงที่ผุดขึ้นมาหลอกหลอนเขาอยู่นั้น คือวลาดีมีร์ เนสกี้ กับภรรยา ซึ่งถูกเขายิงตายในห้องนี้นั่นเอง ตอนนั้นเขาได้รับภารกิจให้มาฆ่าเนสกี้คนเดียว แต่ภรรยาของเขาอยู่ในห้องด้วยและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอจึงต้องตายด้วย บอร์นจัดฉากว่าพวกเขาทะเลาะกัน แล้วภรรยาลงมือฆ่าสามีก่อนยิงตัวตายตาม

    ขณะที่เรื่องราวทั้งหลายเริ่มกระจ่างขึ้นนั้น พลันโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น บอร์นจับอาการผิดสังเกตนั้นได้ จึงเดินออกมาดูที่ห้องโถง เห็นเงาคนวิ่งพลุกพล่านลอดใต้ประตูเข้ามา จึงเดินไปแนบสายตาดูที่รูประตู เห็นตำรวจหน่วยพิเศษพร้อมอาวุธครบมือกรูกันขึ้นมาเป็นขบวน บอร์นปะติดปะต่อเรื่องราวว่า คงจะเป็นเพราะพาสปอร์ตที่เขายื่นแสดงเป็นหลักฐานตอนบุ๊คเข้าพักนั้นเอง จึงทำให้เจ้าหน้าที่บุกขึ้นมาจะจับตัวเขาในห้องที่จองเอาไว้

    โดยไม่รอชักช้า บอร์นรีบหนีออกทางหน้าต่าง ปีนขึ้นไปตามท่อน้ำทิ้งสู่ดาดฟ้า แล้ววิ่งเลาะตามดาดฟ้าหนีไปเรื่อย เจ้าหน้าที่ก็ไล่ตามมา แต่ไม่ทัน บอร์นหนีลงมาถึงพื้นได้แล้ว เขาก็เดินปะปนไปกับผู้คนบนถนนทันที

    เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานปิดล้อมพื้นที่ ตรวจค้นบุคคลที่น่าสงสัยทั้งหมด ทั้งรูปร่าง ลักษณะท่าทาง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ทรงผมของบอร์นถูกรายงานทางวิทยุสื่อสารเป็นทอดๆ ไป

    ตำรวจเจอบอร์นแล้ว จึงวิทยุสกัดจับกันไปทั่ว ยุ่งแล้วซีงานนี้ บอร์นท่าจะหนีไม่รอดแน่แล้ว

    เขาวิ่งหนีไปทางสถานีรถไฟ หยุดยืนดูแผนที่และตารางการเดินรถแวบหนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าจำได้ไม่พลาด บอร์นก็วางแผนเล่นซ่อนหากับเจ้าที่ตำรวจทันที

    ที่สถานีรถไฟจะมีรถสองขบวนวิ่งสวนทางกัน เยื้องเวลากันนิดหน่อย บอร์นแสร้งขึ้นรถไฟที่จอดอยู่ ลวงให้เจ้าหน้าที่ตามขึ้นไปจับ ครั้นพอรถไฟอีกขบวนวิ่งสวนมา เขาก็ลงจากรถขบวนนั้น วิ่งกระโดดตัดหน้ารถไฟข้ามไปอีกฝั่ง ทิ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจร้องแรกแหกกระเชิงอยู่อีกฝั่ง ต้องรอให้รถไฟวิ่งผ่านไปก่อนถึงจะตามจับเขาได้

    ระหว่างที่มีรถไฟมาเป็นม่านบังตาให้นั้น บอร์นวิ่งขึ้นไปบนสะพาน แสร้งว่าข้ามไปฝั่งโน้น แต่ไปถึงกลางสะพาน ก็กระโดดลงไปในเรือที่กำลังแล่นผ่านมา ขากระแทกกับเหล็กเจ็บเจียนขาดใจ แต่ต้องจำใจหนีต่อ

    ระหว่างที่เรือแล่นคล้อยไปถึงสะพานถัดไป บอร์นก็ใช้ตะขอเหล็กเกี่ยวสะพานเอาไว้ แล้วดึงตัวขึ้นไปตามตะขอนั้น

    เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งจะวิ่งตามมา เกิดความสับสน บางคนคิดว่าเขาวิ่งข้ามสะพานไปแล้ว บางคนก็ว่าเขาอยู่ในเรือต่างหาก ต่างพยายามค้นหาบอร์นในจุดอื่น ปล่อยให้เขาปีนขึ้นมาบนสะพานแล้วเดินปะปนไปกับผู้คนได้อีกครั้ง

    รถไฟอีกขบวนได้เวลาออกพอดี บอร์นกระเผลกๆ ขึ้นไปทันก่อนที่ประตูจะปิดลง เขาหนีลอยนวลได้อีกครั้งตามสไตล์พระเอกรูปหล่อ และสุดแสนจะฉลาดปราดเปรื่อง

    ………………..
    ………………..

    พาเมล่า แลนดี้ เข้าไปตรวจห้องที่บอร์นเพิ่งจะเข้าไป เธอจำได้ว่าในห้องนั้นเคยมีคดีฆาตกรรม ทำให้เธอปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาได้อีกมาก ขณะที่กำลังตรวจห้องอยู่ ลูกน้องผู้หนึ่งก็เข้ามารายงานว่า มีคนพบศพเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งอยู่ข้างๆ ตู้ไฟที่มีลายมือของบอร์น แพมแน่ใจว่าแอ๊บบอตต้องรู้เห็นเกี่ยวกับการตายของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น

    แอ๊บบอตเองก็เดินทางมาที่โรงแรมนั้นเหมือนกัน ครั้นพอรู้ว่าบอร์นหนีไปแล้ว เขาดูชื่อโรงแรมอีกครั้ง จึงรู้ว่าบอร์นมาที่นี่ทำไม เขามาสืบหาตัวตนของเขานั่นเอง แอ๊บบอตรู้สึกเหนื่อยที่ความลับของเขากำลังจะถูกเปิดโปง จึงขอตัวเดินทางกลับห้องพัก

    เมื่อขึ้นไปถึงห้อง เขาโทรศัพท์หาเศรษฐีรัสเซียที่เคยขายความลับของชาติให้ สั่งให้เขารีบฆ่าบอร์นให้ได้ ไม่งั้นทุกคนที่เกี่ยวข้องจะยุ่งกันหมด

    เศรษฐีรัสเซียรู้สึกโมโหที่ถูกออกคำสั่งแบบนั้น และโมโหมือสังหารในสังกัดด้วย ที่บอกว่าบอร์นตายที่อินเดียแล้ว

    แอ๊บบอตกลัดกลุ้มเหลือกำลัง จึงเปิดเหล้าดวดดื่มดับอารมณ์ เขารู้สึกได้ว่ามีคนเดินมาข้างหลัง และแน่ใจด้วยว่า คนผู้นั้นต้องเป็นเจสัน บอร์น

    “คงไม่มีประโยชน์ที่ฉันจะร้องขอความช่วยเหลือสินะ” แอ๊บบอตพูดทั้งที่ยังไม่ได้หันไปดู

    “คุณฆ่าเธอทำไม?” บอร์นหมายถึงมาเรีย เขากดศีรษะแอ๊บบอตลงบนโต๊ะ แล้วใช้ของสิ่งหนึ่งจ่อที่หัว

    “นายต่างหากละบอร์นที่ฆ่าเธอ นายไม่สมควรหนีขึ้นรถของเธอไปตั้งแต่แรกแล้ว”

    แอ๊บบอตบันดาลโทสะพูดแฉเรื่องราวต่างๆ ออกมาหมดเปลือก แล้วท้าทายบอร์นว่า

    “เอาสิบอร์น เอาเลย ฆ่าเลย ฆ่าฉันเลยสิถ้านายแน่จริง”

    “มาเรียไม่อยากให้ใครตาย และนั่นคือเหตุผลเดียวที่คุณไม่ตาย!” บอร์นกระแทกเสียง พลางกระแทกเครื่องบันทึกเทปที่จอหัวแอ๊บบอตเมื่อครู่ลงบนโต๊ะ

    เกมส์โอเว่อร์แล้วสำหรับแอ๊บบอต บอร์นได้หลักฐานที่เป็นเสียงพูดของเขาหมดแล้ว

    บอร์นจากไปได้สักพัก แพมก็เข้ามา แอ๊บบอตนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเก้าอี้ ยกปืนชี้มาที่แพม แล้วพูดว่า “ผมไม่เสียใจหรอก ผมไม่เสียใจเลยที่ได้ทำทุกอย่างลงไป และเรื่องราวมันมาจบแบบนี้” พูดเสร็จก็กระดกปลายปืนขึ้นใส่คางแล้วเหนี่ยวไกทันที

    ………………….
    ………………….

    มือสังหารรัสเซียที่เคยเดินทางไปเก็บบอร์นที่อินเดียถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง

    “ไหนคุณบอกว่าผมมีเวลาพักผ่อน 2 เดือน” เขาพูดกับเศรษฐีรัสเซียด้วยสีหน้าเฉยเมย

    “ก็ไหนแกบอกว่าบอร์นตายแล้ว” พูดเสร็จเศรษฐีใหญ่ก็ลดกระจกลง สั่งออกรถทันที

    แค่นี้ก็เจ็บเหลือแสนแล้วสำหรับมือสังหารชั้นยอด การมีประวัติว่าทำงานพลาด ยิงคนชุ่ย มั่วฆ่าคนผิด นี้สร้างความเจ็บแค้นได้มากยิ่งกว่าการถูกก่นด่าด้วยคำหยาบคายว่า “หน้าตัวเมีย, หน้าตัวผู้, ถ่อย, สถุล” เหมือนที่ ฯพณฯ ท่านผู้ทรงเกียรติในสภาบางประเทศด่ากันเสียอีก

    เขาจึงออกล่าบอร์นอีกครั้งทันที

    ตึ๋งดืด!
    ตึ๋งดืด!
    ตึ๋งดืด!

  11. สวัสดีก่อนเที่ยงวันเสาร์ค่ะ

    นิยายกำลังสนุกเลยค่ะ แล้วข้าพเจ้าจะรออ่านตอนต่อไปนะคะ

    เนื่องด้วยเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์แล้ว
    ข้าพเจ้าขอลาหยุดกลับบ้านสักสี่วันนะคะ

    ขอให้ทุกท่านมีความสุข สนุกสนานกับปีใหม่ไทยค่ะ
    จะเดินทางใกล้ไกลก็ขอให้สะดวก ปลอดภัย
    เย็นกาย เย็นใจ สุขสันต์ทุกวันคืนค่ะ

    รักษาสุขภาพทั้งกายและใจกันด้วยนะคะ
    ขอให้ทุกท่านโชคดีค่ะ ^__^

  12. สวัสดียามดึกค่ะ

    .

    วันนี้ไปบ้านย่ามาค่ะ
    อากาศฮ้อนขนาดนั๊ก ฮ้อนดีแต้ ๆ เลยล่ะเจ้า

    จบข่าว.-

    .
    .

    อ่า .. ท่านป๋าสอคะ

    เรื่อง “โอม” น่ะข้าพเจ้าก็แค่คุ้น ๆ ค่ะ
    นึกไม่ออกว่าแท้จริงแล้วคำนี้มีที่มาว่าอย่างไร
    แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าไปรบกวนเทพกูเกิ้ลแล้วนะคะ
    รอคำตอบจากท่านเลยละกันค่ะ

    อิ
    อิ

    และที่จะไม่ทักไม่ได้ก็คือ
    “ฉากเฉือนคม” สนุกมากค่ะ มาเขียนต่อด้วยนะคะป๋า
    รออ่านอยู่จ้า

    .
    .

    สวัสดีค่ะคุณ Z

    ป่านนี้คงถึงบ้านแล้วละมั้ง
    หวังว่าการเดินทางจะเรียบร้อยดี
    ขอให้มีเด็ก ๆ มารุมรดน้ำแต่พองามนะคะ อิอิ

    สนุกและมีความสุขอย่างเต็มที่ค่ะ

    .
    .

    ก่อนนอนคืนนี้
    ไปแอบคอยสาดน้ำ “คนบ้า” แถวนี้ก่อนจั๊กน่อย
    จะได้หายร้อนกายและคลายร้อนในใจโดยทั่วกัน

    สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ
    -จขบ.-😀

  13. เอ๊า ก่อนจะเล่าเรื่องบอร์นตอนจบ ขอไขความเกี่ยวกับที่มาและความหมายของคำว่า “โอม” กันก่อนก็แล้วกันนะคุณๆ เอ๋ย

    “โอม” ไม่ใช่คำในพุทธศาสนา เป็นคำของศาสนาฮินดู ที่ท่องบ่นถึงเทพเจ้าสำคัญสามตนอันเป็นที่นับถือของฮินดูศาสนิกชนทั้งหลาย (แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะบางลัทธิจะนับถือพระเจ้าเฉพาะองค์ไป ไม่นับถือหมดทุกองค์)

    โอม รู้จักกันในอีกนามว่า “ตรีมูรติ” หรือว่า “จอมเทพสามตน”

    โอม เป็นคำที่เกิดจากการนำคำสามคำมารวมกัน คือ อะ อุ มะ

    ตามตำรากล่าวว่า

    “อะ” คือคำย่อนามของพระศิวะ หรือว่า พระอิศวร เทพเจ้าแห่งการทำลาย สื่อถึงการแตกดับของสรรพสิ่ง (คล้ายกับหลักอนัตตาคือความสิ้นสูญในพระพุทธศาสนา)

    “อุ” คือคำย่อนามของพระวิษณุ หรือว่า พระนารายณ์ เทพเจ้าแห่งการรักษา สื่อถึงการคงอยู่ มีอยู่ของทุกรูปนาม (คล้ายกับหลักทุกขัง คือการดำรงอยู่แห่งสภาวะทุกข์ทั้งหลาย)

    “มะ” คือคำย่อนามของพระพรหม (พรหมะ) เทพเจ้าผู้สร้าง สื่อถึงการกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ (คล้ายกับหลักอนิจจัง คือความไม่เที่ยงในสิ่งทั้งมวล)

    เมื่อนำคำย่อทั้งสามนี้มารวมกัน จึงเกิดเป็นคำว่า “โอม” หรือ “อะอุมะ” นั่นเอง

    กิ๊ปกี้วๆๆ จบแล้วล่ะ

    เอาล่ะ เอา งั้นมาเข้าเรื่องของเจสัน บอร์น ตอนจบของภาค 2 กันเลยเน๊าะ

    โอมมม อึ๊บ!

  14. ฉากเฉือนคม ภาค 2 (จบ)

    .
    .

    บอร์นเดินทางไปมอสโควเพื่อสืบหาลูกสาวคนเดียวของวลาดิมีร์ เนสกี้และภรรยาที่ถูกเขาฆ่าตาย เขาต้องการไปสารภาพผิดกับเธอ ไปเล่าความจริงทั้งหมดให้เธอฟัง ว่าแม่ของเธอไม่ได้ฆ่าพ่อเธอหรอก เขาต่างหากที่เป็นคนลงมือฆ่าคนทั้งสอง

    ระหว่างที่บอร์นไปสืบหาสาวน้อยเนสกี้อยู่นั้น ตำรวจมอสโควก็ออกตามล่าบอร์นชนิดที่ว่าแทบจะกอบสโนว์มาต้มหาดีเอ็นเอกันเลยทีเดียว

    ตำรวจได้เบาะแสจากกลุ่มคนขับแท็กซี่ว่า เห็นชายผู้หนึ่งมีลักษณะคล้ายคนที่ตำรวจกำลังตามหา เดินเขยกๆ เหมือนดังว่าเปี๊ยบ มาว่าจ้างรถแท็กซี่ให้ไปส่งยังที่แห่งหนึ่งเมื่อสักครู่นี้เอง เพื่อนที่ขับแท็กซี่ด้วยกันจึงโทรไปหาโชวเฟอร์คนที่ขับรถไปส่งบอร์น ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน แค่นี้ตำรวจก็รู้ตำแหน่งของบอร์นแล้ว

    ตำรวจทั้งหมดจึงมุ่งไปที่นั่น มือสังหารที่คอยฟังสัญญาณวิทยุอยู่ก็รู้แล้ว เขากลับรถมุ่งหน้าไปหาบอร์นเหมือนกัน

    ขณะที่บอร์นลงไปสอบถามถึงสาวน้อยเนสกี้กับคุณยายผู้หนึ่ง เป็นขณะที่โชวเฟอร์แท็กซี่ที่จอดรออยู่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน และรู้ว่าบอร์นเป็นคนที่ทางการกำลังต้องการตัว เขาจึงสตาร์ทเครื่องฉึ่งบึ่งหนีไปทันที

    เห็นเช่นนั้น บอร์นรู้แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น จึงรีบหนีออกจากบริเวณนั้นทันที เขาหนีไปตามทางเท้าเลาะคูน้ำ ซึ่งคิดว่าเป็นทางที่ปลอดคนและน่าจะปลอดภัยที่สุด

    “ตางหนูหนูไต่ ตางไหน่ไหน่เตียว” เป็นคำพูดคนเมืองเหนือ หากจะแปลเป็นภาษาไทยกลางก็น่าจะแปลได้ว่า “ทางใครทางมัน แต่ละคนถนัดไม่เหมือนกัน” มือสังหารที่ตามล่าบอร์นย่อมถนัดในการล่า การสังเกตและเดาความคิดของบอร์น ว่าเขาน่าจะหลบหนียังไง น่าจะใช้เส้นทางไหน

    ให้ตายเถอะ! เขาเดาถูกเสียด้วยซี มือสังหารเห็นบอร์นเดินกะเผลกๆ อยู่ข้างคลองน้ำ จึงรีบปาดบีเอ็มดับเบิ้ลยูคันหรูเข้าเทียบข้างทาง ลงจากรถแล้วก็งัด 9ม.ม. ออกมาส่อง ซัดเปรี้ยงเข้าให้หนึ่งนัด กระสุนเจาะหัวไหลซ้ายบอร์น ขณะจะยิงซ้ำ ตำรวจรัสเซียที่ตามมาถึงกลับคิดว่าเขาเป็นคนร้ายมายิงปืนเล่นกลางถนนรนแคมยังงี้ จึงเข้าจับกุม กว่าจะเคลียร์กันรู้เรื่อง บอร์นก็หายไปแล้ว

    มือสังหารวิ่งตามไป

    บอร์นเดินหน้าซีดเข้าร้านขายของ ปรี่ไปหยิบว้อกก้าหนึ่งขวด แผนที่กรุงมอสโคว และผ้าเช็ดจานหนึ่งมัด ยามจะเข้ามาตรวจค้น บอร์นจึงสยบยามทั้งสองนายนั้นให้นอนนิ่งๆ แล้วเดินออกหลังร้านไป

    ที่หลังร้าน สโนว์ลอยลงมาเบาๆ พื้นแฉะๆ ถนนแคบๆ เล็กๆ ผู้คนขวักไขว่ เป็นบรรยากาศที่หาได้ทั่วไปแทบทั้งปีในรัสเซีย บริเวณนั้นมีรถแท็กซี่จอดอยู่หลายคัน คนขับยืนคุยไล่หนาวกันเป็นกลุ่ม บอร์นเดินปรี่ไปทำท่าจะชิงเอารถ มีรึที่โชว์เฟอร์เหล่านั้นจะยอม

    ก่อนที่จะทันได้วางมวยกัน รถตำรวจก็วิ่งเข้ามาจอด ตำรวจสองนายเดินตรงเข้ามาหาบอร์น เขาแสร้งยืนกระดกว้อกก้าอั๊กๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ครั้นตำรวจเข้ามาใกล้และจะทำการจับกุม บอร์นจึงหันไปพ่นว้อกก้ารสแรงแสบร้อนใส่ตาตำรวจนายหนึ่ง เก็บตำรวจอีกนายด้วยหมัดอย่างรวดเร็ว พี่ๆ โชว์เฟอร์ทั้งหลายถึงกับเบิ่งตาค้าง เห็นเช่นนั้นแล้ว จึงไม่มีใครคิดจะเข้าไปต่อแยกับเขา บอร์นจึงขึ้นแท็กซี่คันหนึ่งแล้วขับออกไป

    ฉากการขับรถไล่ล่ากันในกรุงมอสโควนี้สนุกและตื่นเต้นดี จนเล่าไม่ถูกว่าควรจะเล่าแบบไหนถึงจะได้ภาพเหมือนในหนัง เอาเป็นว่า พี่บอร์นของเราขับรถไป เอาเหล้าเทกรอกล้างแผลไป เอาผ้าอุดปากแผลไม่ให้เลือดไหล ดูแผนที่คำนวนเส้นทางหนีไปด้วย แต่แล้วพี่บอร์นก็ไม่คิดจะหนีขึ้นมาดื้อๆ ซะงั้นเอง

    เพราะอะไรงั้นหรือ?

    คืองี้ๆๆ

    ระหว่างที่ขับรถหนีไปนั้น มีรถจี๊ปสีดำคันหนึ่งพุ่งชนรถแท็กซี่ที่บอร์นขับอย่างแรง ซ้ำยังวิ่งคู่ขนานกันคนละฟากคลองตามบอร์นไปชนิดกัดไม่ปล่อย สัญชาตญาณนักสืบบอกบอร์นว่า คนขับรถคันนั้นต้องไม่ธรรมดา เห็นร่างลางๆ ของเขา ทำให้บอร์นเกิดความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก จึงกลับหลังหัน 180 องศาย้อนกลับไปดูให้รู้แจ้ง

    และแล้ว…

    “เฮ้ย! บักเสี่ยวที่ฆ่าน้องมาเรียนี่หว่า” (บอร์นน่าจะคิดแบบนี้)

    “ไหมล่ะ! บักทิดบอร์นจริงๆ ด้วย” (มือสังหารผู้นั้นก็น่าจะคิดแบบนี้เหมือนกัน)

    ทั้งสองจึงพัวพันกันนัวเนีย กระทั่งสลัดรถตำรวจคันอื่นๆ จนตามไม่ทัน แล้ววิ่งผลุบหายเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน มือสังหารใช้ความได้เปรียบของประเภทรถที่ใหญ่กว่าให้เป็นประโยชน์ พยายามขับอัดก๊อปปี้รถของบอร์นให้ติดผนัง แล้วยิงทะลุประตูไป กะว่า “เอาให้ตาย!ๆ ต้องเอาให้ตายกันไปข้างเลยหรือ?!” เหมือนคำต่อว่าของนายกฯ เปี๊ยบ

    บอร์นน่าจะยืมคำของนายกฯที่ด่านักข่าวมาใช้เหมือนกันว่า “คิดได้แค่นี้เองหรือ?! หือ! ผมอยากรู้ว่าคุณคิดได้แค่นี้เองหรือ!?”

    บอร์นหมอบหลบกระสุนปืนของมือสังหาร แล้วยิงทะลุประตูออกไปเหมือนกัน แต่ไม่ได้ยิงใส่คน เขายิงใส่ยางรถของศัตรู

    เมื่อรถถูกยิงเจาะยางแตกก็เสียหลัก วิ่งปัดเป๋ บอร์นแตะเบรกให้รถจี๊ปถลำออกหน้า แล้วตวัดกลับมาขับชนเข้ากลางคันแล้วดันรถคันนั้นไปด้วยความเร็ว

    มือสังหารยกปืนขึ้นเล็งหมายจะเป่าบอร์นให้ดับดิ้นในบัดดล

    ทว่า…

    “โครม!” บอร์นขับรถดันรถของมือสังหารอัดก๊อปปี้กับเสาอุโมงค์ใต้ดินอย่างจัง

    บอร์นกะเผลกๆ ออกจากรถ ยกปืนจ่อเล็งพร้อมยิงถ้าหากมือสังหารไม่ตายและคิดจะต่อสู้อีก ครั้นเห็นเขานอนหายใจรวยรินอยู่ บอร์นนึกถึงคำของมาเรียที่บอกว่าไม่อยากให้ใครตายอีกขึ้นมา จึงไม่ฆ่าเขา แล้วเดินจากไป

    บอร์นสืบไปจนพบสาวน้อยเนสกี้ผู้นั้น เล่าความจริงทั้งหมดให้เธอฟัง กล่าวขอโทษกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด แล้วเดินกะเผลกๆ จากไปอีก

    ไม่กี่วันต่อมา ข่าวการจับกุมเศรษฐีรัสเซียที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายก็โผล่ตามสื่อแขนงต่างๆ

    …………………..
    …………………..

    ภาพตัดวืดไปยังกรุงนิวยอร์ค

    ขณะที่พาเมล่า แลนดี้ กำลังนั่งทำงานอยู่นั้น บอร์นอยู่บนตึกแห่งหนึ่ง เขาต่อสายไปหาเธอ พูดจาทักทายกันนิดหน่อย เธอขอบใจสำหรับเทปบันทึกเสียงของแอ๊บบอต เพราะนั่นเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยไขคดีทั้งหมด บอร์นบอกไม่เป็นไร ขณะที่เขาจะวางสาย เธอก็พูดขึ้นว่า

    “เดวิด เวบ คือชื่อจริงของเธอ” แล้วเล่าประวัติคร่าวๆ ให้ฟัง

    บอร์นอึ้งไปพักหนึ่งที่รู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเขา เขาชะโงกหน้ามองออกนอกหน้าต่าง (ไม่ได้ใช้กล้องส่องทางไกลแอบดูเธอแต่อย่างใด) แล้วพูดขึ้นว่า

    “พักผ่อนบ้างนะแพม คุณดูเหนื่อยๆ”

    แพมหันหลังควับ มองทะลุกระจกออกไปในเมืองใหญ่ เธอคงอยากจะเจอบอร์น เธอคงคิดว่าตัวเองตกเป็นเป้าให้เขาลอบมองอีกแล้ว ถ้าหากเขาคิดจะฆ่าเธอ คงง่ายดายและครึกครื้นยิ่งกว่าการเล่นสาดน้ำปะแป้งในประเพณีสงกรานต์ (เกี่ยวกันไหมหว่าเนี่ย?)

    บนถนนที่มีผู้คนเดินขวักไขว่นับหมื่นนับแสนในกรุงนิวยอร์ค ชายหนุ่มผู้หนึ่ง สูงโปร่ง จมูกโด่งแต่ดั้งหัก เดินด้วยท่าทางทะมัดทะแมงปะปนไปในนั้นด้วย

    เขาล่ะ – เจสัน บอร์น

    ตะดึ๋งงงงงงง

    ตะแน๊ววววว

    เอ๊า โซโล่โลด

    .
    .

    จบภาค 2.

  15. ป๋าสอนี่อะน๊า
    เอาบอร์นสุดหล่อไปโยงกะบทสัมภาษณ์ของท่านนายกซะงั้น
    ทำไปด้ายยย .. !! 55555555+

    .

    ตอนนี้ป๋าเล่าได้สนุก มันส์สุด ๆ
    อ่านแล้วไม่อยากให้จบเลยล่ะค่ะ
    ชอบที่สุดก็คือประโยค “ตางหนูหนูไต่ ตางไหน่ไหน่เตียว”
    เจ๋งค่ะ !!
    เลือกคำมาใช้ได้เก่งยังกะนักทำแกงโฮะมืออาชีพเลยทีเดียว

    (( ถ้าขออ่านภาค 3 ต่อ จะเป็นไรไหมคะ ? ))

    และที่ขาดเสียไม่ได้เลยก็คือ
    ต้องขอบคุณมากค่ะสำหรับที่มาของคำว่า “โอม”
    คนที่เคยสงสัยคงได้คำตอบที่กระจ่างใจเสียทีเนาะ

    .
    .

    วันนี้ข้าพเจ้ากับน้องชายร่วมกันดำหัวขอพรพ่อกับแม่ค่ะ
    จากนั้นก็พากันไปบ้านของญาติผู้ใหญ่
    แล้วกลับมาพร้อมกับพรปีใหม่ อิ่มสุข สมความตั้งใจ

    ส่วนพรุ่งนี้ทางเหนือถือเป็น “วันเนาว์” ให้อยู่กับที่
    ทำความสะอาดบ้านเรือนครั้งใหญ่
    จากนั้นจึงไปร่วมสรงน้ำพระที่วัดกันตอนบ่าย
    แต่ข้าพเจ้าติดเวร คงสรงน้ำพระที่บ้านเสียก่อนในตอนเช้า
    แล้วค่อยเข้าวัดใน “วันพญาวัน” โน่นเลย

    จบข่าว.

    .

    สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ😀

  16. ขอภาค 3 ต่อเลยงั้นรึ?

    ล่ายๆๆ แต่วันหลังละกัน
    วันนี้ตกอารมณ์ตีสต์แตก
    ขี้เกียจโม้ขึ้นมาซะงั้นเอง

    ใครที่ไปเที่ยวสงกรานต์ก็ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ

    ส่วนคนที่กลับเข้าเวรทำงานแล้ว ยิ่งต้องขอให้ทำงานอย่างสนุกคูณสองไปเลย

    อืมม์ พูดถึงแกงโฮ๊ะแล้วน้ำลายสอ หอมกลิ่นพริก กลิ่นถั่วเน่าโชยมาเชียว ซอยหน่อไม้ผสมลงไปอีกหน่อยเน๊าะ ขยุ้มวุ้นเส้นมาหั่นแต่พองามใส่แต่พอดี ต้มแกงให้เข้าน้ำ ปรุงรสให้เข้าเนื้อด้วยเดียดเกลือ เดาะน้ำตาล ชิมดูให้ซู่ซ่า แค่นี้ หากจะให้ดียิ่งขึ้นควรจะมีตำบ่าหนุน ซ่าบ่าเขือ หรือจอผักกาด ชนิดใดก็ได้มาวางคู่เพื่อให้หล่อน(แกงโฮ๊ะ)มิเปล่าเปลี่ยวบนขันโตก…

    แร่วๆๆๆ แร่วกัน!! แล้วจะไปคิดถึงมันทำไมไอ้พวกหูฉลาม หมูหัน หรือเป็ดโฟร์ซีซั่นมวลขะนั้น

    หน้าที่ของอาหารชนิดใดก็ตามล้วนแต่เพื่อบำเรอลิ้น บำรุงกายมิใช่หรือ?

    ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติก็มิเคยบันทึกเอาไว้แม้แต่คำเดียวว่า คนกินตุ๋นหม้อละหลายหมื่นแล้วตดหอม อุจจาระเลอค่าแม้หมู่หนอนและแมลงวันมิควรดอมดม!

    ธัมโม

    สังโฆ

    ทว่า…

    มองไปมองมา เจอแต่ครัวซองเพื่อนเกลอที่คอยอยู่เคียงข้างเกล้ากระผมในยามนี้ อย่ากระนั้นเลย จินตนาการให้เธอ(ครัวซอง)เป็นปั้นข้าวจี่ไปซะเลยเป็นไร

    บ๊ะ! ไหมล่ะ เอาเหอะน่า แค่แสร้งทำใจว่าอร่อยหน่อยเดียว เคี้ยวเล่นเพลินปากดีเหมือนกันแหละน่าที่รัก

  17. อรุณสวัสดิ์วันเนาว์จ้า

    .

    มองไปมองมา
    ไหงมีแต่คนแก่ เอ้ย !! คนสวยคนหล่อมาเฝ้าบล๊อกล่ะนี่
    ละอิ๊ดละอ่อนหายต๋อมกั๋นเลยน่อ

    แล้วผ่อเลาะ
    ป๋าสอก็ช่างสาธยายถึงอาหารการกินได้จนเห็นภาพเลยค่ะ
    ข้าพเจ้าละเชื่อแล้วว่าท่านทำอาหารได้และทำเป็นจริง ๆ
    แถมยังมอง “ครัวซอง” เป็น” ข้าวจี่” ได้ขนาดนี้
    เค้าเรียกว่าฝีมือดีบวกกับมีจินตนาการระดับเทพเลยล่ะค่ะ
    555555+

    .

    ส่วนภาค 3 นั้น ข้าเจ้ารอวันหลังก่อนก่ได้
    หากคืนนี้ถ้าฝนฟ้าเป๋นใจ๋ จขบ.จะเข้ามาโม้ฮื้อฟังพ่องเน้อ

    .

    สุขสันต์วันจันทร์ค่ะ😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s