“ฉากเฉือนคม 1” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

April 7, 2008 at 1:38 am

.
.

ก่อนจะเล่าถึงหนังไตรภาคชุดนี้ ผมขอแนะนำผู้ประพันธ์มันขึ้นมาเสียหน่อยนะครับ

โรเบิร์ต ลัดลั่ม คือผู้สร้าง เจสัน บอร์น ขึ้นมาในโลกหนังสือ เขาขี้เกียจหายใจกระทั่งลาโลกด้วยโรคหัวใจวายเมื่อปี 2001 แปลกที่ว่าหนังสือนับอีกกว่า 10 เล่ม กลับถูกผลิตออกมาภายใต้นามปากกานี้อย่างสม่ำเสมอ ซ้ำเป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีเสียด้วยซี หนังสือเหล่านี้มาจากไหนกันนะหรือ? หรือว่าเขานั่งเขียนพวกมันอยู่บนสวรรค์แล้วโยนลงมาให้สำนักพิมพ์กระนั้นหรือ?

ให้ตายเถอะ! หรือนี่ยังไม่ใช่ความเหนือชั้นที่เขาได้วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนตาย??!!

ความจริงคือ เขามอบหน้าที่นี้ให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ ใช้นามปากกาที่เขาเพียรสร้างมานับสามสิบปี ให้นักเขียนที่ผ่านด่านพิจารณาคุณสมบัติ เข้าทรงเขียนหนังสือแทน แล้วพิมพ์หนังสือเหล่านั้นออกมาในนามปากกา “โรเบิร์ต ลัดลั่ม” อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้ จึงทำให้ชื่อของเขาไม่เคยตายไปจากวงการน้ำหมึกที่เขารัก แน่ล่ะ นักเขียนร่างทรงเหล่านั้นล้วนได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่การลงทุนเหมือนกัน นัยว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าโบราณว่าเปี๊ยบ

เอาล่ะ รู้ซึ้งถึงความเก๋าพอคร่าวๆ ของผู้ประพันธ์แล้ว งั้นเรามาเข้าฉากเฉือนคมกันเลยนะ

.

The Borne Identity คือชื่อหนังภาคแรก

หนังเริ่มเรื่องด้วยพระเอกของเราคือ เจสัน บอร์น ถูกยิงตกน้ำลอยตุ๊บป่องๆ อยู่กลางทะเล ซาตานคงจะกลัวว่าหากเขาตายไปโลกนี้จะไร้เสียซึ่งความมันส์ เขาจึงไม่ตาย ชาวประมงช่วยเขาขึ้นเรือ ผ่าเอาลูกกระสุนที่หลังออก เจอเลเซอร์ซึ่งฉายออกมาเป็นเลขบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ฝังอยู่ใต้ผิวหนังของเขาด้วย

“Do you know who I am?” บอร์น เฝ้าถามชาวประมงเหล่านั้น คำตอบคือ “พวกเฮาบ่ฮู้ดอกเสี่ยว”

ขึ้นฝั่งได้ บอร์น มุ่งหน้าสู่ Zurich เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ ณ ที่นั้น เขาเด๋อๆ ด๋าๆ เข้าแบ้งค์ไปเอาของตามเลขบัญชีที่ฝังไว้ในร่างกาย เจ้าหน้าที่นำหีบเก็บของมาให้ ในนั้นมีพาสปอร์ตจากแทบทุกประเทศที่สำคัญ เงินก้อนโต และปืนหนึ่งกระบอก บอร์น เอาเฉพาะพาสปอร์ตกับเงิน เก็บปืนใส่กล่องเก็บไว้เหมือนเดิม แล้วเดินจากไป

การเข้าไปเอาของเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดเผยตำแหน่งว่าเขายังไม่ตาย ศูนย์ปฏิการเทรดสโตน ออกตามล่าเขา เนื่องเพราะเขาทำงานพลาดและพัวพันกับคดีดำหลายคดี ตำรวจสวิตฯจึงออกตามล่าเขาทันที บอร์น ใช้พาสปอร์ตอเมริกันหนีเข้าสถานทูต นั่นเหมือนกับการพาตัวเข้าไปติดกับ

“You! red bag!!ๆๆ put your hand up!!ๆๆ” เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตสั่งเสียงดัง พลางย่างสามขุมเข้ามาจากสี่ทิศ บอร์น ปราดหางตาเหยี่ยวเฉี่ยวโฉบดูสถานการณ์โดยรอบ สมองประมวลผลแล้วคำนวนคำสั่งต่อร่างกายอย่างรวดเร็ว แล้วจู่โจมออกด้วยสัญชาตญาณของอาวุธทำลายล้างเคลื่อนที่มูลค่าหลายล้านดอลล่าซึ่งซ่อนอยู่ในความเป็นเขา – เจสัน บอร์น

เบื้องลึกในจิตใจเขาเป็นคนดี เขาจึงไม่ฆ่าใคร เพียงแต่สยบพวกเขาเหล่านั้นลง หยิบเอาวิทยุสื่อสารเพื่อฟังความเคลื่อนไหวของตำรวจทั้งหลาย แกะเอาแผนที่ตัวอาคารจากผนังแล้ววางแผนหนีได้อย่างลอยนวล

เขาเจอมาเรียที่ถนนอีกครั้ง หลังจากที่เห็นหล่อนเถียงกับเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตสหรัฐ หล่อนกำลังต้องการเงิน ตกอับ เขายื่นข้อเสนอให้เธอพลัน

“20,000 to Paris, you drive, I pay, that’s simple”

เธอลังเล

เขาโยนเงินให้ก่อน 10,000 ดอลล่า คนกำลังต้องการเงิน มีหรือที่เห็นเงินแล้วจะไม่ตาโต

เธอกับเขาจึงขึ้นรถไปด้วยกัน

 

11 comments

  1. อื้อฮือ !!

    เห็นประโยค “You! red bag!!ๆๆ put your hand up!!ๆๆ” เข้า
    ข้าพเจ้ารึก็นึกว่าตัวเองตาฝาด
    ที่ไหนได้ ” ๆ ” เค้าได้โกอินเตอร์ไปแล้วนั่นเอง

    5555555+

    .

    ขอตอนต่อไปด่วนเลยนะคะป๋า
    ใคร่อ่านต่อแล้วค่ะ😀

  2. เอ๊า มา มาอ่านตอนที่สองกันต่อเลยนะ

    ส่วนเรื่องเจ้า “ๆ” ได้โกอินเตอร์นั้น
    นั่นสิเนอะ เครื่องมือเครื่องไม้ของภาษาอังกฤษนี่
    สู้ของภาษาไทยไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ

    อ่านต่อเถิ๊ด

    เพี้ยง!

  3. ฉากเฉือนคม 2

    .
    .

    อย่า! อย่าไว้ใจ…
    มดที่ใกล้น้ำตาล
    ภู่ภมรใกล้ดอกไม้สวย
    น้ำมันใกล้ประกายไฟ
    ชายหนุ่มและหญิงสาวก็ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไม่ควรไว้ใจให้อยู่ใกล้กัน – ไม่งั้นยุ่ง!

    มาเรีย ก็เช่นกัน ชีวิตของเธอยุ่งเหมือนฝอยขัดหม้อตั้งแต่ยอมให้บอร์นขึ้นรถแล้วขับพาหนี

    ขบวนการเทรดสโตนออกตามล่าประมาณว่าแทบจะพลิกแผ่นดินแผ่นหญ้าขึ้นมาตรวจสอบ ภาพจากกล้องวงจรปิดทุกตัวทั้งในสถานทูตและตามถนนรนแคมถูกรีเพลย์ดูอย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าเขาขึ้นรถคันนั้นไปกับเธอ ภาพและประวัติของเธอทั้งหมดจึงถูกเปิดขึ้นแล้วจัดเข้าแฟ้มในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด – เธอยุ่งแล้วซีคราวนี้

    บอร์น ก็ยุ่ง ที่ลากเธอเข้ามาพัวพันในชีวิต แม้เขาจะสูญเสียความจำ แต่สัญชาตญาณดิบของนักฆ่า ความคิดอันสุขุมละเอียดอ่อนของนักสืบยังคงอยู่ แน่ละ รวมถึงความแข็งสากในความเป็นชายก็ยังต้องการความนุ่มนวลในความเป็นหญิงอยู่ดีนั่นเอง

    ระหว่างทางขณะจอดพักในเซอร์วิสแห่งหนึ่ง เธอพยายามถามว่าเขาเป็นใคร? มาจากไหนกันแน่? คำตอบคือ “ฟักแฟง แตงไทย ฉันจำอะไรไม่ได้จริงๆ นะเธอ” ตอบเสร็จบอร์นได้จำแนกแยกแยะสถานการณ์โดยรอบของเซอร์วิสให้เธอฟังว่า มีคนกี่คน มีรถกี่คัน มีทางออกทางหนีอย่างไร ใครมีอาวุธที่ควรต้องระวังมากที่สุด แล้วถามเธอกลับไปว่า “now why I know that?”

    เธอได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ

    เขาพาเธอหลบไปอยู่ในอพาร์ตเม้นต์หรูกลางกรุงปารีส ณ ที่นี้ นักฆ่าชั้นหัวกะทิในเครือข่ายได้รับข้อมูลและถูกสั่งให้ไปเก็บบอร์นซะ

    ฉากการต่อสู้บนอพาร์ตเม้นต์นี้ก็ตื่นเต้นดีไม่น้อย คือเริ่มจากบอร์นพยายามโทรเช็คตามเบอร์ที่อยู่ในโทรศัพย์ ทำให้เขารู้ว่าฝ่ายตรงข้าม(เอ…หรือจะเรียกว่าฝ่ายเดียวกันดี)รู้แล้วว่าเขายังไม่ตายและเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

    ขณะที่เขายังไม่ทันตั้งตัว มือสังหารก็พังกระจกเข้ามา สู้กันด้วยปืนพักหนึ่งแล้วก็สู้กันด้วยมือ-เท้า นักฆ่ามีสนับมือมีด เฉือนบอร์นแต่พอเจ็บพอคัน บอร์นคลำไปบนโต๊ะหยิบได้ปากกาด้ามหนึ่ง เป็นปากกาลูกลื่นธรรมดา แต่พอมาตกอยู่ในมือของบอร์นมันกลับกลายเป็นเขี้ยวเล็บให้เขาได้อย่างน่ากลัว

    หลังจากถูกบอร์นเอาปากกาเสียบไปหลายฉึก กระทั่งแทงแทรกหว่างนิ้วจนสนับมีดหลุดมือ นักฆ่าผู้นั้นเห็นท่าว่าเก็บบอร์นไม่ได้แน่แล้ว จึงกระโดดตึกฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้บอร์นและตำรวจสืบไปถึงองค์กรลับได้

    บอร์นพามาเรียซึ่งอยู่ในอาการช็อกสุดขีดหนี เขากลัวเธอจะมาถลำลึกด้วยจนเกินไป จึงแนะนำว่าเธอควรจะไปหาตำรวจ นำเงินที่เขาให้กับพาสปอร์ตของเขาไป แล้วบอกว่าเธอไม่รู้ไม่เห็นและไม่เกี่ยวข้องกับเขาด้วยประการทั้งปวง เธอตอบสวนกลับมาว่า “เธอดูรูปของฉันกับเธอสิบอร์น นี่มันรูปที่ถ่ายจากในสถานทูต จากถนน และจากที่ต่างๆ ซึ่งไม่น่าจะใช่การกระทำของคนธรรมดา ต้องเป็นตำรวจเท่านั้นถึงจะทำแบบนี้ได้ เธอคิดว่าฉันจะปลอดภัยเมื่อไปมอบตัวงั้นหรือ?”

    ขณะเถียงกันอยู่นั้น ตำรวจฝรั่งเศสก็เดินเข้ามาหาพวกเขาซึ่งอยู่ในรถ

    “last chance – โอกาสสุดท้ายนะมาเรีย” บอร์นยื่นข้อเสนอ

    เธอดึงเข็มขัดนิรภัยมารัดตัวแทนคำตอบ

    บัดนั้น Mini Austin สีแสดทะยานออกจากแหล่งเหมือนลูกศรหลุดจากแล่ง ตำรวจวิ่งกลับไปขึ้นรถขับตามพวกเขาไป ฉากการไล่ล่าอันระทึกพลันอุบัติขึ้นในบัดดล

    (หนังเรื่อง The Bourne นี้ ได้รางวัลเรื่องการจัดฉากการต่อสู้ได้ระทึกใจที่สุด โดยเฉพาะฉากการใช้รถไล่ล่ากัน ยิ่งภาคสองตอนที่ไล่ล่ากันในกรุงมอสโก ที่ถนนรนแคมแคบๆ เล็กๆ ด้วยนะ – สุดยอด!)

    เอาเป็นว่าพี่บอร์นพาน้องมาเรียหนี เอ๊ย หลบหนีตำรวจไปได้ก็แล้วกันเน๊าะ เขาต้องการให้เธอปลอดภัย จึงบอกว่าเต็มใจพาเธอหนีไปก่อน แล้วเขาจะแยกทางจากเธอไปคนเดียว เธอนึกถึงญาติผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในฟาร์ม พวกเขาจึงมุ่งตรงไปที่นั่น

    ณ บ้านหลังนั้น มีพ่อม้ายกับลูกสาวและลูกชายเล็กๆ อยู่สามชีวิต อ้อ สี่ชีวิตกับหมาพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์รูปหล่อและใจดีตัวหนึ่งน่ะ ในคืนนั้น บอร์นเดินเข้าไปดูเด็กๆ หลับปุ๋ยกันอย่างสบาย เขารู้สึกผิดที่เข้ามาพัวพันกับครอบครัวนี้ จึงปลงใจว่า เช้าขึ้นมาจะรีบจากครอบครัวนี้ไปทันที แต่ว่าเพียงแค่คิดจะรอให้ถึงตอนเช้าก็สายไปเสียแล้ว

    เช้าวันนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังจะรับประทานอาหารเช้าพร้อมกัน เด็กน้อยสองคนก็ถามหาเจ้าหมาหน้าซื่อกันให้แซ่ด พ่อจึงปลอบใจไปว่า “เอาน่าลูก มันไม่ไปไหนหรอก มันอาจจะไปทำธุระส่วนตัวเดี๋ยวคงกลับ”

    “แต่มันไม่เคยพลาดอาหารเช้าพร้อมพวกเรานะพ่อ” ลูกสาววัย 3-4 ขวบพูดงอนๆ

    เพียงแค่นี้ เพียงแค่การผิดสังเกตที่หมาหายไปเพียงเท่านี้ บอร์นก็สั่งเสียงเฉียบ “ทุกคน! ทุกคนอย่าเข้าใกล้หน้าต่าง และหลบลงไปห้องใต้ดินเดี๋ยวนี้!”

    “มันอะไรกันนี่หือมาเรีย?” ชายผู้นั้นถามญาติสาว

    “เอาน่า ทำตามที่เขาบอกก่อน” เหมือนว่าหล่อนจะเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของบอร์น

    เมื่อทุกคนหลบไปแล้ว บอร์นเปิดลิ้นชักโต๊ะดู เห็นกล่องลูกปืนลูกซอง เขาหยิบมันใส่กระเป๋าเสื้อ สอดส่ายสายตาหาตำแหน่งที่คิดว่ากระบอกปืนน่าจะซ่อนอยู่ แน่ล่ะ บนหลังตู้แน่ๆ เข้ามั่นใจ และความเชื่อมั่นนั้นก็ไม่ผิด

    บอร์นออกหลังบ้าน เขาคิดว่ามือสังหารต้องซุ่มอยู่บริเวณหน้าบ้าน รอเขาออกไปตอนเช้าแล้วเป่าด้วยกระสุนนัดเดียวเป็นแน่ เมื่ออ้อมไปตามข้างบ้านกระทั่งมองเห็นถังบรรจุแก๊สที่อยู่หน้าบ้านแล้ว (บ้านในเมืองหนาวที่อยู่ในฟาร์มจะมีถังแก๊สสำหรับทำความร้อนและหุงต้มแทบทุกบ้าน) บอร์นก็ระเบิดมันขึ้นด้วยกระสุนจากปืนลูกซอง ควันไฟที่ฟุ้งโขมงดำปี๋นั้น ทำให้มือสังหารที่ซุ่มอยู่มองไม่เห็น คำนวนไม่ออกว่าบอร์นกำลังทำอะไรอยู่

    คลิ๊ฟ โอเว่น รับบทเป็นมือสังหารรูปหล่อที่มีฝีมือระดับพระกาฬผู้มาพร้อมกับปืนไรเฟิลซุ่มยิง มองเลิกลั่กหาบอร์น ที่มาก่อกวนสร้างความสงสัยและจุดสนใจหน้าบ้าน แล้ววิ่งหนีไปบนพื้นซึ่งเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนไปทางหลังบ้าน

    กล้องจากปืนไรเฟิลอัตโนมัติซึ่งเป็นเขี้ยวเล็บของมือสังหารพยายามจับความเคลื่อนไหวของบอร์นให้อยู่ในทางปืน ทว่าอยู่ไกลเกินไปและเต็มไปด้วยต้นไม้ กระสุนที่สาดออกจากลำกล้อง จึงเพียงแต่เฉียวบอร์นไปมาเท่านั้น มือสังหารกระชากท่อนเก็บเสียงเก็บเข้ากระเป๋าแล้ววิ่งตามสะกดรอยตามบอร์นไป

    เมื่อไปถึงทุ่งหญ้าหลังบ้าน สถานการณ์จึงพลิกกลับ กลายเป็นว่าบอร์นต่างหาก ที่เป็นฝ่ายซุ่มรอยิงมือสังหารคืนบ้าง แต่พี่คลิ๊ฟ โอเว่น ที่เล่นบทโหดนี้ไม่ยอมผลีผลามตามบอร์นไปง่ายๆ อยู่แล้ว เขามีความอึดความอดทนในการรอคอยตามแบบฉบับพลซุ่มยิงชั้นยอด จึงกำปืนไรเฟิลมั่น รอจังหวะให้บอร์นเปิดเผยตำแหน่ง จะได้ส่งกระสุนเข้าไปฝากในหัวสักนัดสองนัด

    สงครามจิตวิทยาของมือสังหารพลันอุบัติเป็นคำรบสอง

    บอร์น สาดกระสุนปืนขึ้นฟ้าดั่งสนั่นหวั่นไหว ทำให้นกน้อยใหญ่ตกใจตื่นตีปีกร้องเกรียวกราว คลิ๊ฟ โอเว่น ซึ่งซุ่มอยู่ในความหนาวเย็นมานานกว่าและอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขาพยายามสืบเท้าไปตามทิศทางของเสียงปืนเมื่อครู่ บอร์นย่อมไม่อยู่ตรงตำแหน่งนั้นอยู่แล้ว เขาวิ่งอ้อมมาดักรออยู่ในอีกตำแหน่งหนึ่ง ครั้นพอเห็นร่างคนเคลื่อนไหวอยู่ในทุ่งหญ้า ก็ยกลูกซองแฝดขึ้นประทับไหล่ สับไกลงทันที

    ก้องกัมปนาทแผดขึ้นท่ามกลางสโนว์หนาวขาวโพลน!

    ร่างของ คลิ๊ฟ โอเว่น หมุนคว้างก่อนล้มลง

    บอร์น สืบเท้าเข้าหา ยิงเบาๆ ซ้ำอีกนัดเพื่อเมคชัวร์ (เอ…มีปืนที่ยิงเบาๆ ได้หรือเปล่าหว่าเนี่ย?)

    หลังจากพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบประสาเพื่อนเก่าและคนอาชีพเดียวกันแล้ว คลิ๊ฟ โอเว่น ก็ขอตัวไปเข้าเฝ้ายมทูต บอร์น หยิบเอาย่ามของเขาไป ค้นเจอของไม่กี่ชิ้น แต่โทรศัพท์มือถือนั่นต่างหากที่สำคัญที่สุด มันสามารถทำให้เขาติดต่อกลับไปยังศูนย์ปฏิการลับได้

    หลังจากมอบเงินก้อนใหญ่ให้มาเรียและส่งเธอขึ้นรถเดินทางหนีไปกับญาติแล้ว บอร์นก็เริ่มปฏิบัติการตามล้วงลูกเจ้านายเก่าคืนบ้าง

    บอร์น โทรเข้าศูนย์ หัวหน้ารับสายด้วยคิดว่าเป็นมือสังหารส่งข่าวการสังหารบอร์นแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับคือ

    “Your man death. 5.20 P.M. today at…(สะพานอะไรหว่า จำชื่อไม่ได้)…no partner, you come alone and take of your jacket over the bridge”

    โทรนัดเจอกันกลางสะพานเสร็จ บอร์นก็ออกเดินทางไปล่วงหน้าทันที

    แล้วคิดหรือว่าระดับผู้บริหารองค์กรลับข้ามชาติเช่นนี้จะเดินทางมาติดกับของบอร์นคนเดียวง่ายๆ

    โปรดติดตามด้วยความระทึกในตอนต่อไปพลัน!

  4. ตึ๊ก ตั๊ก !
    ตึ๊ก ตั๊ก !
    ตึ๊ก ตั๊ก !

    .

    อ่านสำนวนของท่านป๋าสอแล้วระทึกใจปนขำดีจัง

    อ้อ .. ท่านคะ
    ตอนนี้มันต่อจากตอนที่ 1 โดยไม่มีเรื่องใหม่มาขัดจังหวะ
    ขออนุญาติไม่เอาขึ้นกระเช้าใหม่ละกันเนาะ
    ข้าพเจ้าว่าอ่านต่อในหน้าเดียวกันได้อย่างนี้มันต่อเนื่องดี

    ขอตอนต่อไปด้วยค่า ขะใจ๋ ๆ 😀

  5. สวัสดีตอนบ่ายวันอังคารค่ะ
    มาลงชื่อว่าอ่านแล้วค่ะ

  6. เอาๆๆ มาๆๆ มาอ่านตอนจบของภาคหนึ่งกันเร้ววววว

    หูยยยย เหนื่อย ไม่น่าเกิดมาเป็นคนชอบโม้เล้ยยย

    คือว่า ไอ้เจ้าหนังเรื่องนี้น่ะ มันมีสามภาคน่ะคุณๆ เอ๋ย หะแรกผมว่าจะเล่าแบบลัดๆ ตอนละภาค ตัดมาเฉพาะฉากมันส์ๆ ไหง๋ได้ เล่ามาสามตอนแล้วเพิ่งจะจบภาคแรกเอง – ฮ่วย! วัยรุ่นเซ็งเป็ดเลย

    แล้วนี่ยังเหลืออีกตั้งสองภาคแน่ะ จะมิยาวเป็นเก้าตอนสิบตอนไปซะรึ – ฮ่วย! (อีกรอบเถอะ!)

    เอาๆๆ เอาเถอะเอา ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว หากผมไม่ลงนรกแล้วใครจะลง หากคิดจะทำสิ่งใดแล้วทำครึ่งๆ กลางๆ มีหรือที่ชาตินี้จะทำอะไรสำเร็จเป็นกะชาวบ้านเขา โบราณท่านยังว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น “เลยนี่นา บางท่านก็ว่า “หนังสือเล่มหนาๆ ถูกเขียนขึ้นมาทีละตัวอักษร” ด้วยแน่ะ!

    ที่ผมเขียนๆ ไปนี่ พวกคุณอย่าได้หลงดีใจไปเทียวนาว่าผมเขียนให้อ่านฟรีๆ

    บุญกุศลใดๆ อันจักพึงเกิดพึงมีจากการนี้ ผมยกยอดมาเข้าบัญชีใจเรียบร้อยแล้ว เช่นว่า

    ทาน – ผมให้ทั้งความรู้คู่ความบันเทิง
    สมาธิ – หากไม่รู้จักข่มใจมีหรือจะเขียนหนังสือยาวๆ ได้
    ปัญญา – การรู้จักคิดวิเคราะห์ แยกแยะ ใคร่ครวญ และเชื่อมโยมเรื่องราวต่างๆ

    เห็นไหม? ผมได้ผลประโยชน์เข้าตัวไปเต็มๆ เห็นปานนี้ พวกคุณก็อ่านกันไปเท้อะ ไม่ยอมเขียนมาให้ผมอ่านบ้างก็ช่างปะไรล่ะ ไม่ได้บุญแล้วอย่ามาขอแบ่งจากผมซะให้ยาก – โนเวย์ ไม่มีทาง!

    เช๊อะ!

  7. ฉากเฉือนคม 3

    .
    .

    กลยุทธสามก๊กบทหนึ่งมีว่า “ล้อมวุ่ยช่วยจ้าว” (เอ..ใช่ป่าวหว่า? ผมอาจจะจำชื่อเมืองผิดน่ะขอรับ) ใจความสำคัญของกลยุทธนี้มีว่า ขณะที่กองทัพของโจโฉกำลังรุมโจมตีเมืองจ้าวอยู่นั้น ม้าเร็วได้วิ่งมาขอความช่วยเหลือจากขงเบ้ง ป๋าขงฯของเราเต๊ะท่าจุ้ย เอามือซ้ายไขว้หลัง ใช้มือขวาที่ถือพัดขนพญาอินทรีย์พัดเบาๆ พลางแหงนหน้าดูดาวทั้งๆ ที่เท้ายังติดดิน แล้วฟันธงเปรี้ยงลงไปว่า หากคิดจะช่วยรัฐจ้าวแล้วละก้อ มิจำเป็นต้องยกทัพไปรัฐจ้าวดอก ควรที่จะยกทัพไปทำท่าว่าจะเข้าตีรัฐวุ่ย รับรองว่ากองทัพของโจโฉเป็นต้องถอยกำลังปรู๊ดดดด กลับไปช่วยรัฐวุ่ยซึ่งเป็นหัวเมืองหน้าด่านที่สำคัญอย่างแน่นอน

    บอร์นไม่เคยดูสามก๊ก เขาไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของขงเบ้ง จึงไม่รู้จักกลอุบายนี้

    ให้ตายเถอะ! เขาฉลาดพอที่จะคิดแผนของตัวเองได้หรอกน่า

    บอร์นไปถึงสะพานจุดนัดหมายแต่ไก่โห่ เขาเดินสำรวจบริเวณนั้นโดยรอบ ความที่เขาเป็นคนหนุ่มรูปหล่อและนิสัยดี ชอบเอาใจเขามาใส่ใจเรา เขาจึงเข้าไปนั่งอยู่ในความคิดของเจ้าหน้าทีทั้งหลายว่า หากได้รับคำสั่งให้มาซุ่มคุ้มกันหัวหน้า และคอยมาดักจับเขาแล้วละก้อ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะวางกำลังตรงจุดไหน ซุ่มอยู่ตรงตำแหน่งใดบ้าง ครั้นศึกษาสถานที่จนแจ้งใจดีแล้ว เขาก็ขึ้นไปซุ่มรออยู่บนยอดตึกแห่งหนึ่ง

    5.20 P.M. ถึงเวลานัดแล้ว

    บอร์นใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูบนสะพานอยู่ตลอด เห็นนักสืบบางคนปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวทำท่าทางเหมือนกำลังยืนชมวิวอยู่ หากแต่สอดส่ายสายตาสำรวจความเคลื่อนไหวไปทั่ว บางคนก็แสร้งนั่งรถเที่ยว บ้างก็เนียนปลอมเป็นคนทำความสะอาดก้มๆ เงยๆ เก็บขยะไม่สนใจใคร หากแต่เงี่ยหูฟังสัญญาณการเคลื่อนไหวของทีมอยู่ตลอด

    โน่น บนยอดตึกโน่นอีกล่ะ พลซุ่มยิงพร้อมปืนไรเฟิลเข้าประจำตำแหน่งแล้ว

    นั่น รถตู้อีกคันมาจอดซุ่มอยู่ข้างทางนั่น คงเป็นหน่วยจับสัญญาณการใช้โทรศัพท์เป็นแน่

    เอาล่ะ เห็นรถตู้แล้ว ได้การละ บอร์นเดินตรงไปที่รถตู้คันนั้น พลางต่อโทรศัพท์ไปหาอดีตหัวหน้าที่ยืนถอดเสื้อแจกเกตพาดบนราวสะพานแล้วพูดว่า

    “คุณโกหก คุณทำผิดคำสัญญา”

    “เฮ้ย บอร์น เดี๋ยวเสี่ยว คุยกันก่อน”

    “ไม่ล่ะ ฉันไม่คุย คุณพาคนมาเยอะนี่นา” พูดพลางบอร์นก็เดินไปถึงรถตู้ที่จอดซุ่มอยู่ข้างถนน เขาแอบเข้าด้านหลัง ติดสัญญาณติดตามไว้ใต้ท้องรถแล้วเดินโฉบเฉยทำหน้าเนียนไม่รู้ไม่ชี้เหมือนหมาตด

    “ฟักแฟง แตงไทย ทำไมเอ็งถึงไม่ออกมาว่ะ” หัวหน้าทำท่าหัวเสียที่แผนล่อบอร์นออกมาติดกับดักพลาดอีกแล้ว ดูเหมือนแกจะรู้ตัวเหมือนกันว่า สถานการณ์ตอนนี้บอร์นต่างหากที่เป็นฝ่ายอยู่ในที่ลับ แต่พวกเขาตกอยู่ในที่แจ้ง

    ครั้นพอกลับไปถึงศูนย์บัญชาการลับในกรุงปารีส แกสั่งลูกน้องสองคนให้คอยเฝ้าดูผู้คนที่จะมาป้วนเปี้ยนแถวนั้นตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แกไม่รู้ว่าขณะนั้น บอร์นได้ขับรถสะกดรอยตามมาห่างๆ กระทั่งรู้แหล่งบัญชาการลับแล้ว

    “ดึกดื่นคืนนี้พี่ยังเฝ้าคอยเหมือนก่อน มิได้หลับนอนเฝ้าแต่ทอดถอนฤทัย” เปล่า – บอร์นไม่ได้ครวญเพลงนี้เล่นดอก หากแต่ขณะที่ยามทั้งสองคนกำลังเฝ้าสังเกตการณ์อยู่นั้น สัญญาณกันขโมยของรถหลายคันที่จอดเรียงกันอยู่ข้างถนนถัดไปนั้น ได้ดังอี๊ดอ๊อดๆๆๆระงมขึ้น

    เจ้าหน้าที่ทั้งสองจำต้องเดินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น บอร์นได้โอกาสล่ะทีนี้ เขารีบปีนขึ้นไปบนตึกนั้นทันที เล็ดลอดเข้าไปล้วงไข่อดีตหัวหน้าในรังลับนั้นจนได้

    หัวหน้าเองก็สงสัยว่าเสียงอะไรดังวุ่นวายอยู่บนถนนด้านล่าง ครั้นกำลังจะเดินไปดูที่หน้าต่าง ไฟในตัวอาคารก็ดับพรึ๊บ!

    “Borne!, that’s him!” เขาพูดกับนิกกี้ ลูกน้องสาวสวย และเป็นการบอกกับตัวเองว่าตกเป็นเป้าของการสืบค้นของบอร์นแล้ว

    บอร์นเข้าไปในห้องนั้นได้ด้วยวิธีการใดก็ไม่รู้ ดูเหมือนว่าเขาจะคล้ายภูตผีปีศาจเข้าไปทุกที ที่คิดจะเข้านอกออกในอาคารไหนล้วนได้ทั้งสิ้น เขาต่างจากผีหน่อยเดียวตรงที่ว่า หากผีโผล่ที่ไหนที่ทำได้ก็เพียงแค่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน แต่การปรากฏกายขึ้นของบอร์นนี่สิ นอกจากความน่ากลัวที่ติดตามมากับเขาเหมือนเงาตามตัวแล้ว ยังมีกลิ่นไอของความตายซึ่งคล้ายเป็นลมหายใจของยมทูตที่แฝงอยู่ในร่างเขาด้วย

    บอร์นหยุดการเคลื่อนไหวของอดีตหัวหน้าด้วยการใช้ปืนจ่อหัว เขาหันหน้ามาเผชิญหน้าบอร์น แล้วถามว่า “What the hell are you doing man? – เกิดอะไรขึ้นกับนายหือ? บอร์น!”

    “ข้อยบ่ฮู้ เอ๊ย I don’t know”

    “ชิด! นายจำอะไรไม่ได้นี่เอง” หัวหน้าหัวเสีย “นายทำงานพลาด – บอร์น พลาดอย่างมหันต์”

    บอร์นสับสน ความจำผุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมาว่าเขาถูกส่งให้ไปสังหารศัตรูทางการเมืองคนสำคัญของอเมริกาบนเรือลำหนึ่ง แต่คนผู้นั้นอยู่กับเด็กๆ หลายคน บอร์นกลัวเด็กเป็นอันตราย เขาจึงยกเลิกภารกิจนั้นกลางคัน ทำให้ถูกยิงหลังตกน้ำป๋อมแป๋มเหมือนสาวน้อยถูกยิงตกตุ่มน้ำในงานวัด

    เขาจำอะไรลางๆ ขึ้นมาได้บ้างแล้ว

    จังหวะนั้น ลูกน้องสองคนที่อยู่ด้านล่างตามขึ้นมาพอดี ฉากการต่อสู้จึงอุบัติขึ้นอีกครั้ง สัญชาตญาณบอกบอร์นว่า องค์กรลับนี้อยากจะฆ่าเขาปิดปากเพื่อป้ายผิดในอีกหลายๆ คดี ทางเดียวที่จะรอดไปได้คือต้องต่อสู้ฝ่าวงล้อมออกไป

    ผ่านการเล่นเอาลูกปืนจั๊กจี้พุงกันอยู่พักใหญ่ เจ้าหน้าที่สองนายที่บุกขึ้นมาทนความจั๊กจี้ไม่ไหว นอนดิ้นสิ้นใจคาบันไดทั้งคู่

    เจ้าหน้าที่คนที่สามที่บุกตามขึ้นมานี่ซี ตาหมอนี่พกปืนกลขึ้นมาด้วยแน่ะ หมอพยายามจี้ลูกปืนเข้าใส่พุงของบอร์นอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู บอร์นเห็นท่าจะสู้ไม่ไหว ครั้นจะยื้อเวลาต่อไปก็กลัวจะมีกำลังมาเสริมอีก เขาพลันคิดแผนการอันบรรเจิดเลิศภพจบแดนขึ้นมาได้

    บอร์นถีบร่างเจ้าหน้าที่พุงพลุ้ยที่สิ้นใจคาราวบันไดลงไป แล้วกระโดดนอนนาบบนร่างนั้น หมายใช้เป็นโล่ป้องกันกระสุนและลดแรงกระแทก

    ขณะที่ลอยลิ่วลงไปนั้น มือสังหารที่วิ่งเวียนขึ้นมาตามบันไดวนคงนึกไม่ถึงว่าบอร์นจะเล่นแผนนี้จึงไม่ทันระวังตัว

    “ดุ๋ย!” เสียงลูกปืนเจาะเข้ากบาลของเขาอย่างถนัดถนี่

    “อ๋อย!” บอร์นครางด้วยความจุกขณะหล่นลงมากระแทกบนร่างเจ้าหน้าที่ที่เขาใช้เป็นเบาะรองการกระแทก

    เขาโซซัดโซเซออกไป

    อดีตหัวหน้าโซซัดโซเซตามลงมาหมายเด็ดหัวเขาให้ได้

    ที่ด้านนอก มือสังหารผู้หนึ่งนั่งซุ่มรออยู่ในรถ หน้าตาของเขาเฉยชาราวกับรูปสลักขณะหมุนลำกล้องเก็บเสียงติดปลายปืน เขากำลังรอ – รอคนผู้นั้นที่กำลังโซซัดโซเซมา

    (ตรงนี้หนังเล่นกับขา) ขณะที่มือสังหารนั่งรออย่างใจเย็น ขาของบอร์นก็กระเผลกๆ ออกมา โดยมีขาของอดีตหัวหน้ากระเผลกๆ ตามล่าบอร์นออกมาด้วย (นึกถึงหนังเรื่อง The unusual suspect เลยแฮะ)

    (ภาพตัดไปตัดมาอีกวูบ) มือสังหารเปิดประตูรถ ขาของบอร์นกระเผลกๆ มาบนฟุตบาต มือสังหารยกปืนขึ้นแล้วเหนี่ยวไก

    “ปุ๊กลิ๊ก” เสียงลูกปืนรีดผ่านลำกล้องเก็บเสียง

    ร่างที่ล้มลงกลับกลายเป็นหัวหน้าองค์กรลับเทรดสโตนไปเสียนี่

    มือสังหารย่างสามขุมเข้าไปหาอีก เล็งปืนใส่หน้าผากแล้วก้อ.. “ปุ๊กลิ๊กๆ” เสียงลูกปืนรีดผ่านลำกล้องอีกสองนัด เมื่อแน่ใจว่าทำงานไม่พลาดแล้ว มือสังหารผู้นี้จึงหนีมาเมืองไทย (“หนีตามระเบียบ”ไงล่ะ แน่ละ ไม่มีใครจับเขาได้แน่นอน เว้นเสียแต่ตำรวจไทยใจหาญนามว่า “ละม่อม”)

    ……………….

    ……………….

    หลายวันต่อมา…

    ภาพตัดเข้าสู่ศาลตำรวจประเทศสหรัฐอเมริกา

    ผู้บริหารระดับสูงผู้หนึ่งจัดแถลงข่าวการทำงานผิดพลาดขององค์กรเทรดสโตน แล้วสรุปปิดท้ายว่า เจสัน บอร์น ได้ฆ่าหัวหน้าของตัวเองและหนีไปแล้ว ขณะนี้กำลังถูกทางการตามจับกุมอยู่

    ขณะที่เสียงผู้บริหารท่านนี้ดังกระหึ่มออกไปนั้น ภาพตัดไปยังท้องทะเลกระทั่งถึงชายหาดแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้น มาเรียได้นำเงินก้อนโตที่บอร์นมอบให้ มาเปิดธุรกิจรถมอเตอร์ไซค์เช่าเที่ยวชายหาดอยู่ ขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บสิ่งของ พลันเสียงของชายผู้หนึ่งก็ดังขึ้น

    “เธอคงยุ่งมากสินะ”

    “อ๋อ แหง๋ล่ะ…” เธอตอบ พลันนึกขึ้นได้ว่าน้ำเสียงคุ้นๆ

    เธอจึงหันไปดู

    เขายิ้มให้

    เธอยิ้มตอบ

    เขายังยิ้มอีก

    เธอยิ่งยิ้มไม่ยอมหุบ

    วุ้ย! พอเถอะ! อยากจูบกันก็จูบเถอะ จะมัวยิ้มให้เสียเวลาทำไมมิทราบ!

    …………………..

    ตะดึ๋งๆๆๆ กลองพลันโซโล่ขึ้น

    ตะแด๋วๆๆๆ กีต้าร์กรีดเสียงตาม

    ดนตรีประกอบหนังเรื่องนี้ก็ทำได้แปลก สดใหม่ดีอย่าบอกใครเชียว

    จบภาคหนึ่ง.

  8. อะโห !! สุดยอด ๆ ๆ ๆ

    นี่มันผลงานของนักโม้ชัด ๆ เลยนะนี่
    อานิสงค์บุญใดที่อยากได้ ก็ขอให้ได้อย่างเอนกอนันต์นะคะ

    เพี้ยง !!

    .

    แต่ทว่า ท่านป๋าสอช่วยจัดทำบัญชีให้รัดกุมโตยเน้อ
    อย่าเผลอเอามาใส่เลขบัญชีใจของข้าพเจ้าเข้าเชียวนา
    เพราะว่าตอนนี้ใกล้จะเข้าสู่โหมด “นักโม้” ด้วยอีกคนแล้วล่ะค่ะ

    .

    เชิญทุกท่านมาพบกับ “จอมมารดำ” ได้ที่นี่
    เร็ว ๆ นี้ ..

    โอ้วววว ..
    เย้ !!

    😀

  9. หึๆ

    หล่อนเพี้ยนไปด้วยอีกคนแล้วจริงๆ นั่นแหละ

  10. ให้รู้กันบ้างสิคะท่านป๋า
    ว่าวิชา “มารดำ” น่ะบ้าได้ขนาดไหน !!

    อิ
    อิ

    .

    วันนี้ยิ้มสวยเชียวค่ะท่านรอง ฯ Z
    ทำงานผ่านไปด้วยดีใช่ไหมคะ (( ดีกว่าเมื่อวานแล้วด้วยนี่นา))
    สู้ ๆ ค่ะ
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s