รู้แบบไหนคือ “รู้เฉพาะตน” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

March 16, 2008 at 5:43 am

.
.

ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตคุณวินทร์หน่อยนะครับ

ผมขออธิบายความหมายของข้อธรรมที่คุณน้องการ์ตูนสงสัยเสียหน่อย จะว่าเป็นความรู้ของผมซะทีเดียวก็ไม่เชิงหรอก หากแต่เป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมฟังมาจากพระอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือน่ะครับ

เริ่มเรื่องกันเลยนะครับ

บักสีดา(ฝรั่ง)ผู้หนึ่ง บินตะบึ่งมาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อสมภพ โชติปัญโญ ที่จังหวัดสกลนคร

แน่ล่ะ ความที่เขาเป็นนักศึกษา นักปรัชญา นักจิตวิทยา จึงไม่สยบยอมกับคำสอนของหลวงพ่อง่ายๆ อยู่แล้ว

“นิพพานเป็นอย่างไรหลวงพ่อ?” บักสีดา(ฝรั่ง)ของเรายิงคำถาม(เป็นภาษาอังกฤษ)ใส่หลวงพ่อ

“บอกไม่ได้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน สภาวะนั้นเป็นเรื่องที่ต้องรู้เฉพาะตน” พระผู้ผ่านโลกมามาก เคยศึกษาและทำงานในโลกตะวันตกมานานจนเชี่ยวอังกฤษระดับนักเลงภาษา คือใช้ได้คล่องอายตนะทั้งการพูด อ่าน เขียน ฟัง ในด้านหลักธรรมรึท่านก็อ่านพระไตรปิฎกจบหลายรอบ(โดนหลวงปู่ชาใช้อุบายบอกให้อ่านตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาสแล้ว) อีกทั้งหลักปฏิบัติเล่า ท่านก็ผ่านการทุ่มเทความเพียรภาวนามานับสิบปีในกระท่อมกลางป่า – ตอบบักสีดานิ่มๆ

“Why? monk! บ๊ะ! ทำไมถึงจะบอกคนอื่นไม่ได้ เอะอะอะไรขึ้นมาก็..รู้เฉพาะตนๆ ลองเป็นผมสิ ถ้าผมรู้ผมต้องบอกได้แน่ๆ” บักสีดาทำท่าอวดฉลาดขึ้นมาเสียแล้วซี

“เอางี้แล้วกัน ถ้าฉันไม่เคยกินรสหวานมาเลยสักครั้งในชีวิตนี้ คุณจะอธิบายรสหวานให้ฉันเข้าใจได้อย่างไร?” ท่านก็สู้อุตส่าห์หาอุบายมาโปรดสัตว์

“อ้าว ท่าน หวานก็คือหวานนั่นแหละ ท่านมาถามผมทำไม”

“ก็บอกแล้วไงว่าอาตมาไม่รู้ เพราะไม่เคยกินมาก่อนเลยในชีวิต จึงขอถามหน่อยว่า รสหวานนี่ มันสั้นหรือมันยาว? มันขาวหรือมันดำ?”

ผ่านการอึ้งไปสองวินาที และหลังจากสมองทั้งสองซีกทำงานค้นหาคำตอบอย่างหนัก บักเสี่ยวจึงพูดขึ้นว่า “อืมม์ มันไม่สั้นไม่ยาวหรอกท่าน ไม่ขาวไม่ดำด้วย มันเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งเท่านั้น”

“ธรรมะของพระพุทธองค์ก็เหมือนกันนั่นแหละ” เมื่อได้โอกาสท่านจึงอธิบายให้บักสีดาฟัง “รสชาติของธรรมะก็เช่นกัน อาตมาไม่สามารถบอกคุณได้หรอกว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างไร แม้แต่พระพุทธเจ้าก็บอกสิ่งนั้นให้ใครรู้ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน ที่พระองค์ทรงทำได้คือพยายามอธิบายเทียบเคียงให้รู้ และทรงบอกว่าทำอย่างไรถึงจะรู้ หรือว่าเข้าถึงสิ่งนั้นๆ ได้…คุณเห็นต้นอ้อยนั่นไหม?” ท่านชี้ลงไปที่ต้นอ้อยซึ่งขึ้นอยู่ริมศาลาเล็กๆ ในป่านั้น

“เห็นสิท่าน”

“เห็นมีดนั่นไหม?” ท่านถามต่อ

“ครับ”

“หยิบเอามีดนั้นแล้วเดินไปตัดอ้อย ปอกเปลือกมันออก ควั่นมันเป็นแว่น แล้วเคี้ยวชิมดูด้วยตัวเอง แล้วเมื่อนั้นแหละ คุณจะเข้าใจความหวานได้โดยไม่ต้องไปถามคนอื่นๆ อีกฉันใด…

…ธรรมะก็เหมือนกันฉันนั้น คุณไม่มีทางที่จะรู้ หรือว่าเข้าใจได้เลยว่าธรรมะที่แท้จริงเป็นเช่นไรด้วยการอ่านหนังสือต่างๆ หรือว่าฟังในสิ่งที่คนอื่นพยายามพูดให้คุณเข้าใจ เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งที่ท่านผู้นั้นได้บอกเทียบๆ เคียงๆ ให้คุณได้รู้ว่าธรรมะเป็นอย่างไร แต่มันไม่ใช่ของจริง เป็นแต่เพียงสัญญาหรือว่าความจำได้หมายรู้เท่านั้น แม้แต่การที่คุณจะเข้าใจคำพูดนั้นๆ ของท่านผู้นั้นได้ ก็เพราะคุณมีประสบการณ์หรือมีความรู้อะไรบางอย่างเอาไว้เทียบเคียงด้วยเช่นกัน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมะแท้…

…ธรรมะแท้เป็นเรื่องที่ต้องสัมผัสได้ด้วยจิตใจของผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมเท่านั้น สิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งปวง หากใครก็ตามพูดอะไรออกมา นั่นหมายถึงต้องมีสมมุติบัญญัติเป็นคำพูด เป็นภาษาต่างๆ ธรรมะแท้เป็นสภาวะที่เหนือสมมุติ จึงไม่สามารถใช้คำพูดใดๆ มาบอกเล่าหรือบรรยายได้เลย เหมือนรสหวานที่คุณไม่สามารถบรรยายให้อาตมาเข้าใจได้นั่นเอง”

บักสีดาพยักหน้าหงึกๆ ทำท่าจะเข้าใจ

อีกประมาณเดือนหนึ่งต่อมา หลังจากบักเสี่ยวของเราตั้งใจเจริญสติปัฏฐานสี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน อดอาหารทรมานกิเลสตัวหยิ่งผยองอีกสิบเจ็ดวัน หมอก็ต้องน้ำตาร่วงต่อความโง่งมของตนเอง ด้วยเริ่มเข้าใจลางๆ ขึ้นมาแล้วว่า บทธรรมที่มีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตน” นั้นมีสภาวะเช่นไร

จบแล้วครับ

.
.

อันนี้เป็นส่วนเสริมของผมเอง

“ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต” นี่เป็นพุทธพจน์ที่ทรงตรัสเอาไว้

หากเจ้าชายสิตทัตถะเป็นพระตถาคตขึ้นมาได้เพราะตรัสรู้ธรรม ฉะนั้น หากใครก็ตามที่มาปฏิบัติจนกระทั่งรู้ธรรมเห็นธรรมนั้นบ้าง ก็ย่อมเข้าถึงสภาวะความเป็น “พุทธะ” เหมือนกัน เหตุนั้น ท่านเหล่านั้นที่ได้รู้ในเรื่องเดียวกัน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ยปากถามกันอีกให้วุ่นวายขายปลาช่อน หรือต้องใช้ภาษามาบรรยายให้ยุ่งยากเหมือนฝอยขัดหม้อ

กล่าวโดยสรุปคือ ศาสนาพุทธนี่ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสำคัญที่สุดนะครับ หากแต่เป็นสัจจธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด

กระนั้น หากไม่มี “ผู้บรรลุสภาวะ” นั้นๆ ไปก่อน แล้วนำมาสอน มาเทียบเคียงให้คนรุ่นหลังเข้าใจแล้ว ก็ยากที่คนอื่นๆ จะคิดค้นสภาวะนั้นๆ ได้ง่ายๆ ผมไม่ปฏิเสธว่าไม่มี หรือมีคนแบบนั้นไม่ได้นะครับ มีบุคคลเช่นนั้นได้เหมือนกัน ซึ่งท่านเรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเหล่านั้นก็รู้จริง เห็นจริง (เล่นจริง เจ็บจริงเหมือนน้องจีจ้าเลย) เหมือนพระพุทธเจ้าเปี๊ยบ แต่ไม่มีความสามารถพอที่จะบัญญัติเป็นศาสนาขึ้นมาสอนคนอื่นๆ ได้ เพราะไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า(วุ้ย เรื่องมันยาว)

ท้ายที่สุด ความสำคัญของพระรัตนตรัย คือ
ธรรมะ หรือว่าสภาวะแห่งความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย
พุทธะ ผู้รู้สภาวะนั้นๆ ก่อน แล้วบัญญัติเป็นหลักศาสนาขึ้น
สังฆะ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนจนรู้และเข้าใจสภาวะนั้นๆ จนเป็นพุทธะเหมือนกัน

ขอทิ้งท้ายตรงนี้ด้วยพุทธพจน์อีกสักบทนะครับว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราตถาคตจะเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วก็ตาม แต่หลักธรรมคำสอนที่เราตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราตถาคต”

.
.

หมายเหตุ : ผมเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของคุณวินทร์ที่ตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ไปว่า “…หากแม้ไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นคนคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ก็ต้องมีคนค้นพบมันเข้าจนได้สักวันนั่นแหละ…” (เขียนมั่วจากความจำ) ผมชอบคำพูดนี้ครับ

หากวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่พยายามค้นหาความถูกต้องที่สมบูรณ์ที่สุดไซร้ ผมว่าพวกเขาเหล่านั้น(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ต้องค้นพบอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายยิ่งกว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบเสียด้วยซ้ำเลยล่ะครับ

ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงครับ ความรู้ก็เหมือนกัน มันจะวิวัฒนาการไปเรื่อยเปื่อยตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งของมันนั่นแหละ เหตุปัจจัยเท่าที่ไอน์สไตน์พบจึงเกิดเป็นทฤษฎีต่างๆ ของเขา ซึ่งมีถึงสี่มิติเป็นส่วนประกอบกัน มันได้ไปฆ่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่หลายทฤษฎีเลยทีเดียว ผมเชื่อเสมอมาว่า เหตุปัจจัยที่จะปรุงแต่งสภาวะการดำรงอยู่ของเอกภพนั้นยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ยังไม่ถูกค้นพบ (อาจจะเพราะมนุษย์ยังไม่ได้สร้างมันขึ้นมา เหมือนสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือการปรุงแต่งเหตุปัจจัยของมนุษย์)

ทราบมาว่านักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ กำลังซุ่มสร้าง “CERN – เครื่องตรวจจับอนุภาคของกลุ่มแอตลาส” เพื่อจะนำไปสู่การไข “ทฤษฎีสรรพสิ่ง” อยู่ในห้องใต้ดินที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และได้ประกอบชิ้นส่วนสุดท้ายเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมได้แต่ภาวนาให้พวกเขาค้นพบ “ของจริง” เจ๋งๆ ที่จะทำให้เข้าใจสรรพสิ่งดังว่านั้นเสียที จะได้เลิกค้นหากันอีกต่อไป?

สาธุ

One comment

  1. อื้อฮือ .. !!

    “หวาน” ที่พระอาจารย์ท่านเปรียบไว้ อธิบายได้แจ่มแจ้งดีแท้นะคะ ขอบพระคุณท่านป๋าสอเหลือเกินค่ะที่กรุณามาถ่ายทอดให้เป็นธรรมทาน

    สาธุ 😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s