“สองชีวิต คนที่ 1” โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

March 15, 2008 at 1:33 pm

.
.

“ครูที่ดีจะสั่งสอนชี้แนะให้ศิษย์รู้จักผิดชอบดีชั่ว แล้วประพฤติปฏิบัติตามคำชี้แนะนั้น ทว่าครูที่เยี่ยมยอดสามารถสอนศิษย์ได้โดยไม่ต้องเคี่ยวเข็ญบังคับ หากแต่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาอยากจะทำตามผู้เป็นครูเอง”

ใครพูดประโยคนี้เอาไว้งั้นหรือ?

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะผมอ่านมานานจนลืมชื่อผู้พูดไปแล้ว

หากสาระสำคัญของคำพูดประโยคนี้อยู่ที่ประกายความคิดอันจักทำให้ผู้อ่านทราบถึงความหมายของการเป็นครูที่ดี หรือว่าเป็นบุคคลต้นแบบให้ผู้อื่นได้ทำตัวตาม ว่าเป็นแบบไหน ควรจะเป็นอย่างไรแล้วละก้อ ถ้างั้นใครจะเป็นผู้พูดประโยคนี้ขึ้นมาก็ช่างเถิด ถือเสียว่าลมปากวูบนั้นได้กลายเป็นตัวอักษรปรากฏขึ้นมาให้พวกคุณได้อ่านเล่นๆ ในที่นี้ก็แล้วกันนะ

บุคคลท่านแรกที่ผมจะกล่าวถึงนี้ท่านไม่ใช่เป็นครูในความหมายที่หมายถึงคนบางประเภทที่ต้องไปยืนอยู่หน้าชั้นเรียน แล้วพร่ำสอนนักศึกษาถึงทฤษฎีหรือว่าความเชื่อบางอย่างที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาเท่านั้น

หากแต่ท่านยังเป็นครูในความหมายของคนคนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกนี้ แล้วทุ่มเทชีวิตศึกษาวิทยาศาสตร์ ศาสนา ปรัชญา ระบบการศึกษาและสังคมการใช้ชีวิตร่วมกันของมนุษย์ แล้วนำทฤษฎีต่างๆ เหล่านี้มาผสมผสานกับการปฏิบัติบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริงได้อย่างน่าทึ่ง

เบอร์ทรันด์ รัสเซล (Bertrand Russell) คือบุคคลที่ผมกำลังกล่าวถึง

และบทความ “ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” ของท่านผู้เฒ่า คือเรื่องที่ผมกำลังจะกล่าวถึงในลำดับต่อไป โดยไม่สาวไปหาประวัติส่วนอื่นของท่านให้ยืดยาวและเสียเวลา

ท่านผู้เฒ่าเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเมื่อตอนท่านมีอายุ 95 ปี ต่อมามันได้กลายเป็นบทความที่ทรงอิทธิพลต่อนักคิดนักเขียนรุ่นหลังให้ได้ศึกษา ว่าผลึกความคิดของชายชราผู้ใช้เวลากว่า 9 ทศวรรษเศษในการเพาะบ่มความรู้นั้น ท้ายที่สุด ท่านมองโลกด้วยท่าทีเช่นไร

“What I lived for” คือชื่อบทความในภาษาอังกฤษ

เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล เพื่อเป็นการให้เกียรติท่านผู้เป็นเจ้าของบทความ เพื่อไม่เป็นการดูถูกผู้อ่านแถวนี้จนเกินไป และท้ายที่สุด เพื่อสนองความเท่ในอารมณ์ของผม ถ้างั้น ผมจะขอคัดลอกบทความในฉบับภาษาอังกฤษมาให้พวกคุณอ่านก่อนก็แล้วกันนะครับ

Three passions, simple and overwhelm mingly strong, have governed my life: the longing for love, the search for knowledge and unbearable pity for the suffering of mankind.

These passions, like great winds, have blown me hither and thither, in a wayward course, over a deep ocean of anguish, reaching to the very verge of despair.

I have sought love, first, because it brings ecstasy – ecstasy so great that I would often have sacrificed all the rest of life for a few hours of this joy. I have sought it, next, because it relieves loneliness – that terrible loneliness in which one shivering consciousness looks over the rim of the world into the cold unfathomable lifeless abyss.

I have sought it, finally, because in the union of love I have seen, in a mystic miniature, the prefiguring vision of the heaven that saints and poets have imagined. This is what I sought and thought it might seem too good for human life, this is what – at last – I have found.

With equal passion I have sought knowledge. I have wished to understand the hearts of men. I have wished to know why the starts shine. And I have tried to apprehend the Pythagorean power by which number holds sway above the flux. A little of this, but not much, I have achieved.

Love and knowledge, so far as they were possible, led upward toward the heavens, but always pity brought me back to earth. Echoes of cries of pain reverberate in my hearts. Children in famine, victims tortured by oppressors, helpless old people a hated burden to their sons, and the whole world of loneliness, poverty and pain make a mockery of what human life should be. I long to alleviate the evil, but I cannot, and I too suffer.

This has been my life, I have found it worth living, and would gladly live it again if the chance were offered me.

.
.

“ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” แปลโดย ธเนศวร์ เจริญเมือง

มีอารมณ์สามอย่างที่ได้กำหนดชีวิตของฉัน อารมณ์เหล่านี้ง่ายๆ แต่รุนแรงยิ่งนัก ได้แก่ 1. การโหยหาความรัก 2. การค้นหาความรู้ และ 3. ความรู้สึกสงสารเวทนาอย่างยิ่งต่อผู้คนที่ต้องทุกข์ยากลำเค็ญ อารมณ์เหล่านี้เป็นเสมือนพายุใหญ่ที่ซัดกระหน่ำฉันไปทางโน้นทางนี้ตามยถากรรม เหนือมหาสมุทรลึกแห่งความเจ็บปวดรวดร้าว และไปจรดสุดฝั่งแห่งความท้อแท้สิ้นหวัง

ในประการแรก ฉันค้นหาความรัก เพราะความรักทำให้เกิดความสุขล้น ความสุขล้นที่ยิ่งใหญ่จนกระทั่งฉันยอมสละช่วงชีวิตที่เหลือเพื่อแลกกับความสุขล้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น

ประการที่สอง ฉันค้นหาความรัก เพราะความรักบรรเทาความเปลี่ยวเหงา ความเปลี่ยวเหงาในที่ที่คนคนหนึ่งมองเลยไปยังสุดขอบโลก ได้เห็นเหวที่ลึกสุดหยั่งได้ เหวที่หนาวเหน็บและไร้ชีวิตวิญญาณใด

และในประการสุดท้าย ฉันค้นหาความรัก เพราะความรักเมื่อสุขสมนั้น ฉันได้เห็นภาพย่ออันน่าพิศวงของสวรรค์ที่เหล่าเทพและกวีได้จินตนาการเอาไว้

นี่คือสิ่งที่ฉันได้ค้นหา และแม้ว่ามันจะดูดีเกินไปสำหรับมนุษย์ แต่ในที่สุดฉันได้พบแล้ว

ด้วยอารมณ์แบบเดียวกัน ฉันได้ค้นหาความรู้ ฉันปรารถนาจะเข้าใจจิตใจของคน อยากจะรู้ว่าเหตุใดดาวจึงส่องแสง ฉันได้พยายามจะเรียนรู้พลังของกลุ่ม Pythagoreans (กลุ่มปัญญาชนที่สนใจศึกษาบทบาทของตัวเลขจากวิชาคณิตศาสตร์, ดาราศาสตร์, ดนตรี และวิชาว่าด้วยวิญญาณเข้าสิงร่างอื่น – Metempsychosis) ที่เห็นว่าตัวเลขสำคัญเหนือการเปลี่ยนแปลง ฉันประสบความสำเร็จในการค้นหาความรู้เหล่านั้นแม้ไม่มากนัก

ความรักและความรู้ อย่างน้อยเท่าที่ฉันได้ค้นพบ นำฉันขึ้นไปสู่สวรรค์ แต่แล้ว ความรู้สึกสงสารเวทนาก็นำฉันกลับคืนสู่โลกอยู่ร่ำไป เสียงร่ำไห้จากความเจ็บปวดของผู้คนดังกึกก้องในใจฉัน เด็กน้อยผู้หิวโหย เหยื่อถูกทรมานโดยผู้กดขี่ คนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้กลายเป็นภาระอันน่าชังของลูกๆ และทั้งโลกแห่งความเปลี่ยวเหงา ความยากไร้ และความเจ็บปวดเหมือนจะเยาะเย้ยว่า โลกมนุษย์ควรเป็นเช่นไรกัน ฉันปรารถนาจะขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น แต่ฉันก็ทำไม่ได้ และฉันเองก็ต้องเจ็บปวดไปด้วย

นี่คือชีวิตของฉัน ฉันได้พบว่าชีวิตนี้มีค่านัก และฉันยินดีที่จะมีชีวิตอีกครั้งถ้าหากมีโอกาส

.
.

ในสังคมครูของชาวอังกฤษ ทุกคนล้วนรู้ดีว่า ท่านผู้เฒ่าผู้นี้เป็นครูที่ยิ่งใหญ่เพียงใด มีจิตวิญญาณความเป็นผู้สอน ผู้ให้ ผู้ถ่ายทอดความรู้ซึ่งมากยิ่งกว่าคำพูด ยิ่งกว่าทฤษฎีที่ท่านเชื่อมั่นและได้สั่งสอนศิษย์ ท่านเป็นครูทั้งความคิดและการกระทำ ที่ได้ดำเนินตนเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์อย่างครอบคลุมแทบทุกด้านเป็นเวลาร่วมร้อยปี

ผู้เฒ่าตายเมื่อปี ค.ศ. 1970 สิริรวมอายุทั้งสิ้น 98 ปี

มีผู้วิเคราะห์ว่า บทความ “ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” ของท่านผู้เฒ่านี้เอง ที่เป็นพลังหนุนอยู่เบื้องหลัง หรือก่อแรงบันดาลใจให้เกิดบทความชิ้นหนึ่งของ “ยอดคุณครู” อีกผู้หนึ่งของสังคมไทย

ท่านผู้นี้เป็นใคร และบทความนั้นมีเนื้อหาอย่างไร มาติดตามในตอนหน้านะครับ.

6 comments

  1. ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณสิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    บทความเรื่อง “What I lived for” ของ Bertrand Russell นั้น ช่างให้แรงบันดาลใจได้ดีจริง ๆ และขอชื่นชม คุณธเนศวร์ เจริญเมือง ด้วยค่ะที่ถ่ายทอดออกมาเป็น “ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” ได้อย่างสวยงาม กินใจ

    .
    .

    ขอตอนต่อไปเลยนะคะคุณป๋า
    ข้าพเจ้าใคร่อยากอ่านบทความของ “ยอดคุณครู” ที่เกริ่นไว้แล้วล่ะค่ะ
    😀

  2. โอยยยย มึน!

    เมื่อกี้ไปตะลอนโม้ในบ้านหนอนของพี่วินทร์ เลียววาริณ มาน่ะ มึนหัวตึ๊บเลย

    ด้วยเหตุนี้เป็นมูล ข้ออ้างที่จะขอผัดเพี้ยน “สองชีวิต คนที่ 2” จึงฟังขึ้นด้วยประการทั้งปวง (หะแรกผมว่าจะใช้ชื่อเรื่องว่า “สองคนสองคม” แล้วล่ะ แต่ฟังดูเหมือนชื่อหนังเกินไปหน่อย อีกทั้งเดี๋ยวผมจะประมวล เจสัน บอร์น ทั้งสามภาค มาเขียนสนุกๆ ให้พวกคุณๆ อ่านกันด้วย กะว่าจะใช้ชื่อว่า “ฉากเฉือนคม” น่ะขอรับเจ้านาย)

    เอาเถอะเอา ไหนๆ ผมก็ไปโม้ไว้ที่โน่นซะหยดย้อยหยาดเยิ้มแล้ว จึงขอก๊อปมาจากบ้านหนอนเอามาฝากคุณๆ ที่นี่ด้วยละกัน

    อ่านเถิ๊ด!

  3. รู้แบบไหนคือ “รู้เฉพาะตน” …… โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตคุณวินทร์หน่อยนะครับ

    ผมขออธิบายความหมายของข้อธรรมที่คุณน้องการ์ตูนสงสัยเสียหน่อย จะว่าเป็นความรู้ของผมซะทีเดียวก็ไม่เชิงหรอก หากแต่เป็นเรื่องราวเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมฟังมาจากพระอาจารย์ที่ผมเคารพนับถือน่ะครับ

    เริ่มเรื่องกันเลยนะครับ

    บักสีดา(ฝรั่ง)ผู้หนึ่ง บินตะบึ่งมาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อสมภพ โชติปัญโญ ที่จังหวัดสกลนคร

    แน่ล่ะ ความที่เขาเป็นนักศึกษา นักปรัชญา นักจิตวิทยา จึงไม่สยบยอมกับคำสอนของหลวงพ่อง่ายๆ อยู่แล้ว

    “นิพพานเป็นอย่างไรหลวงพ่อ?” บักสีดา(ฝรั่ง)ของเรายิงคำถาม(เป็นภาษาอังกฤษ)ใส่หลวงพ่อ

    “บอกไม่ได้ บอกไม่ถูกเหมือนกัน สภาวะนั้นเป็นเรื่องที่ต้องรู้เฉพาะตน” พระผู้ผ่านโลกมามาก เคยศึกษาและทำงานในโลกตะวันตกมานานจนเชี่ยวอังกฤษระดับนักเลงภาษา คือใช้ได้คล่องอายตนะทั้งการพูด อ่าน เขียน ฟัง ในด้านหลักธรรมรึท่านก็อ่านพระไตรปิฎกจบหลายรอบ(โดนหลวงปู่ชาใช้อุบายบอกให้อ่านตั้งแต่ตอนเป็นฆราวาสแล้ว) อีกทั้งหลักปฏิบัติเล่า ท่านก็ผ่านการทุ่มเทความเพียรภาวนามานับสิบปีในกระท่อมกลางป่า – ตอบบักสีดานิ่มๆ

    “Why? monk! บ๊ะ! ทำไมถึงจะบอกคนอื่นไม่ได้ เอะอะอะไรขึ้นมาก็..รู้เฉพาะตนๆ ลองเป็นผมสิ ถ้าผมรู้ผมต้องบอกได้แน่ๆ” บักสีดาทำท่าอวดฉลาดขึ้นมาเสียแล้วซี

    “เอางี้แล้วกัน ถ้าฉันไม่เคยกินรสหวานมาเลยสักครั้งในชีวิตนี้ คุณจะอธิบายรสหวานให้ฉันเข้าใจได้อย่างไร?” ท่านก็สู้อุตส่าห์หาอุบายมาโปรดสัตว์

    “อ้าว ท่าน หวานก็คือหวานนั่นแหละ ท่านมาถามผมทำไม”

    “ก็บอกแล้วไงว่าอาตมาไม่รู้ เพราะไม่เคยกินมาก่อนเลยในชีวิต จึงขอถามหน่อยว่า รสหวานนี่ มันสั้นหรือมันยาว? มันขาวหรือมันดำ?”

    ผ่านการอึ้งไปสองวินาที และหลังจากสมองทั้งสองซีกทำงานค้นหาคำตอบอย่างหนัก บักเสี่ยวจึงพูดขึ้นว่า “อืมม์ มันไม่สั้นไม่ยาวหรอกท่าน ไม่ขาวไม่ดำด้วย มันเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่งเท่านั้น”

    “ธรรมะของพระพุทธองค์ก็เหมือนกันนั่นแหละ” เมื่อได้โอกาสท่านจึงอธิบายให้บักสีดาฟัง “รสชาติของธรรมะก็เช่นกัน อาตมาไม่สามารถบอกคุณได้หรอกว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างไร แม้แต่พระพุทธเจ้าก็บอกสิ่งนั้นให้ใครรู้ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน ที่พระองค์ทรงทำได้คือพยายามอธิบายเทียบเคียงให้รู้ และทรงบอกว่าทำอย่างไรถึงจะรู้ หรือว่าเข้าถึงสิ่งนั้นๆ ได้…คุณเห็นต้นอ้อยนั่นไหม?” ท่านชี้ลงไปที่ต้นอ้อยซึ่งขึ้นอยู่ริมศาลาเล็กๆ ในป่านั้น

    “เห็นสิท่าน”

    “เห็นมีดนั่นไหม?” ท่านถามต่อ

    “ครับ”

    “หยิบเอามีดนั้นแล้วเดินไปตัดอ้อย ปอกเปลือกมันออก ควั่นมันเป็นแว่น แล้วเคี้ยวชิมดูด้วยตัวเอง แล้วเมื่อนั้นแหละ คุณจะเข้าใจความหวานได้โดยไม่ต้องไปถามคนอื่นๆ อีกฉันใด…

    …ธรรมะก็เหมือนกันฉันนั้น คุณไม่มีทางที่จะรู้ หรือว่าเข้าใจได้เลยว่าธรรมะที่แท้จริงเป็นเช่นไรด้วยการอ่านหนังสือต่างๆ หรือว่าฟังในสิ่งที่คนอื่นพยายามพูดให้คุณเข้าใจ เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งที่ท่านผู้นั้นได้บอกเทียบๆ เคียงๆ ให้คุณได้รู้ว่าธรรมะเป็นอย่างไร แต่มันไม่ใช่ของจริง เป็นแต่เพียงสัญญาหรือว่าความจำได้หมายรู้เท่านั้น แม้แต่การที่คุณจะเข้าใจคำพูดนั้นๆ ของท่านผู้นั้นได้ ก็เพราะคุณมีประสบการณ์หรือมีความรู้อะไรบางอย่างเอาไว้เทียบเคียงด้วยเช่นกัน ซึ่งอาการเหล่านี้ไม่ใช่ธรรมะแท้…

    …ธรรมะแท้เป็นเรื่องที่ต้องสัมผัสได้ด้วยจิตใจของผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมเท่านั้น สิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งปวง หากใครก็ตามพูดอะไรออกมา นั่นหมายถึงต้องมีสมมุติบัญญัติเป็นคำพูด เป็นภาษาต่างๆ ธรรมะแท้เป็นสภาวะที่เหนือสมมุติ จึงไม่สามารถใช้คำพูดใดๆ มาบอกเล่าหรือบรรยายได้เลย เหมือนรสหวานที่คุณไม่สามารถบรรยายให้อาตมาเข้าใจได้นั่นเอง”

    บักสีดาพยักหน้าหงึกๆ ทำท่าจะเข้าใจ

    อีกประมาณเดือนหนึ่งต่อมา หลังจากบักเสี่ยวของเราตั้งใจเจริญสติปัฏฐานสี่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน อดอาหารทรมานกิเลสตัวหยิ่งผยองอีกสิบเจ็ดวัน หมอก็ต้องน้ำตาร่วงต่อความโง่งมของตนเอง ด้วยเริ่มเข้าใจลางๆ ขึ้นมาแล้วว่า บทธรรมที่มีความหมายว่า “เป็นสิ่งที่ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตน” นั้นมีสภาวะเช่นไร

    จบแล้วครับ

    .
    .

    อันนี้เป็นส่วนเสริมของผมเอง

    “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต” นี่เป็นพุทธพจน์ที่ทรงตรัสเอาไว้

    หากเจ้าชายสิตทัตถะเป็นพระตถาคตขึ้นมาได้เพราะตรัสรู้ธรรม ฉะนั้น หากใครก็ตามที่มาปฏิบัติจนกระทั่งรู้ธรรมเห็นธรรมนั้นบ้าง ก็ย่อมเข้าถึงสภาวะความเป็น “พุทธะ” เหมือนกัน เหตุนั้น ท่านเหล่านั้นที่ได้รู้ในเรื่องเดียวกัน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ยปากถามกันอีกให้วุ่นวายขายปลาช่อน หรือต้องใช้ภาษามาบรรยายให้ยุ่งยากเหมือนฝอยขัดหม้อ

    กล่าวโดยสรุปคือ ศาสนาพุทธนี่ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสำคัญที่สุดนะครับ หากแต่เป็นสัจจธรรมที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด

    กระนั้น หากไม่มี “ผู้บรรลุสภาวะ” นั้นๆ ไปก่อน แล้วนำมาสอน มาเทียบเคียงให้คนรุ่นหลังเข้าใจแล้ว ก็ยากที่คนอื่นๆ จะคิดค้นสภาวะนั้นๆ ได้ง่ายๆ ผมไม่ปฏิเสธว่าไม่มี หรือมีคนแบบนั้นไม่ได้นะครับ มีบุคคลเช่นนั้นได้เหมือนกัน ซึ่งท่านเรียกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเหล่านั้นก็รู้จริง เห็นจริง (เล่นจริง เจ็บจริงเหมือนน้องจีจ้าเลย) เหมือนพระพุทธเจ้าเปี๊ยบ แต่ไม่มีความสามารถพอที่จะบัญญัติเป็นศาสนาขึ้นมาสอนคนอื่นๆ ได้ เพราะไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า(วุ้ย เรื่องมันยาว)

    ท้ายที่สุด ความสำคัญของพระรัตนตรัย คือ
    ธรรมะ หรือว่าสภาวะแห่งความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย
    พุทธะ ผู้รู้สภาวะนั้นๆ ก่อน แล้วบัญญัติเป็นหลักศาสนาขึ้น
    สังฆะ ผู้ปฏิบัติตามคำสอนจนรู้และเข้าใจสภาวะนั้นๆ จนเป็นพุทธะเหมือนกัน

    ขอทิ้งท้ายตรงนี้ด้วยพุทธพจน์อีกสักบทนะครับว่า

    “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราตถาคตจะเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานไปแล้วก็ตาม แต่หลักธรรมคำสอนที่เราตถาคตตรัสไว้ดีแล้ว จะเป็นศาสดาของพวกเธอแทนเราตถาคต”

    .
    .

    หมายเหตุ : ผมเคยอ่านเจอบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของคุณวินทร์ที่ตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ไปว่า “…หากแม้ไอน์สไตน์ไม่ได้เป็นคนคิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ก็ต้องมีคนค้นพบมันเข้าจนได้สักวันนั่นแหละ…” (เขียนมั่วจากความจำ) ผมชอบคำพูดนี้ครับ

    หากวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่พยายามค้นหาความถูกต้องที่สมบูรณ์ที่สุดไซร้ ผมว่าพวกเขาเหล่านั้น(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ต้องค้นพบอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายยิ่งกว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบเสียด้วยซ้ำเลยล่ะครับ

    ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยงครับ ความรู้ก็เหมือนกัน มันจะวิวัฒนาการไปเรื่อยเปื่อยตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งของมันนั่นแหละ เหตุปัจจัยเท่าที่ไอน์สไตน์พบจึงเกิดเป็นทฤษฎีต่างๆ ของเขา ซึ่งมีถึงสี่มิติเป็นส่วนประกอบกัน มันได้ไปฆ่าทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่หลายทฤษฎีเลยทีเดียว ผมเชื่อเสมอมาว่า เหตุปัจจัยที่จะปรุงแต่งสภาวะการดำรงอยู่ของเอกภพนั้นยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากที่ยังไม่ถูกค้นพบ (อาจจะเพราะมนุษย์ยังไม่ได้สร้างมันขึ้นมา เหมือนสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือการปรุงแต่งเหตุปัจจัยของมนุษย์)

    ทราบมาว่านักวิทยาศาสตร์จากหลายประเทศ กำลังซุ่มสร้าง “CERN – เครื่องตรวจจับอนุภาคของกลุ่มแอตลาส” เพื่อจะนำไปสู่การไข “ทฤษฎีสรรพสิ่ง” อยู่ในห้องใต้ดินที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ และได้ประกอบชิ้นส่วนสุดท้ายเข้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ผมได้แต่ภาวนาให้พวกเขาค้นพบ “ของจริง” เจ๋งๆ ที่จะทำให้เข้าใจสรรพสิ่งดังว่านั้นเสียที จะได้เลิกค้นหากันอีกต่อไป?

    สาธุ

  4. สวัสดีสายๆ วันอาทิตย์ค่ะ
    ได้อ่านธรรมะแต่เช้าเช่นนี้ ช่างดีจริงๆ ^__^

    สาธุ สาธุ สาธุ

  5. สองชีวิต คนที่ 2 (จบ)……..โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .
    .

    “โดยทั่วไปแล้วบุคคลที่มีความสามารถมักจะมีอารมณ์ดี และเคารพต่อธรรมะ เพราะว่าบุคคลที่มีความสามารถก็มิใช่อื่นไกลเลย เปรียบเหมือนมวลเส้นเลือดลมอันปลอดโปร่งดี เป็นช่องทางให้วิชาแห่งสากลโลกไหลผ่านได้โดยสะดวก

    ฉะนั้น ท่านเหล่านั้นจึงมีธรรมะอยู่เป็นทุน มิเพียงแต่จะเป็นจำนวนมาก แต่หากเป็นทุนที่ไม่รู้จักหมดสิ้น”

    วรรคทองนี้เป็นของยอดคุณครูชาวไทยที่ผมกำลังจะกล่าวถึงผู้นี้เอง

    ท่านมีประวัติการทำงานมายาวนาน สร้างสาธารณะประโยชน์มานับชิ้นงานไม่ถ้วนทั่ว กระทั่งได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เคยขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการบริหารบ้านเมืองมาก็มาก ซึ่งคงไม่ต้องนำมากล่าวยกย่องกันอีกให้เสียเวลา เพราะนามว่า…

    “ป๋วย อึ๊งภากรณ์”

    …คงจะเป็นยี่ห้อการันตีความดีงามที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังนามนี้ได้เป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง

    “คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ต้องระลึกถึงคุณธรรม 3 ข้ออยู่เสมอ คือ ความจริง ความงาม และความดี กล่าวโดยย่อ ความจริงหมายถึงสัจธรรมและหลักวิชา ความงามหมายถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้มนุษย์มีวัฒนธรรมและความเพลิดเพลินเป็นการอดิเรก รวมทั้งการกีฬาประเภทต่างๆ ความดีนั้นหมายถึงการไม่เบียดเบียนประทุษร้ายต่อกัน ความซื่อสัตย์สุจริต และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”

    ย่อหน้าดังกล่าวเป็นเหมือนฉากย่อของชีวิต เป็นอุดมการณ์ในการทำงาน หรือว่าอุดมคติต่อเพื่อนมนุษย์ที่อาจารย์ป๋วย เชื่อมั่นและยึดถือปฏิบัติมาตลอดเวลาอย่างสม่ำเสมอ

    ทว่าแม้จะเป็นดีเพียงใด แต่พิษการเมืองก็ไม่เคยไว้หน้าใคร มันได้ซัดท่านผู้นี้ให้จำต้องลี้ภัยไปอยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

    ณ ที่นั้น เมื่อท่านมีเวลาว่าง ท่านมักจะออกมานั่งอ่านหนังสือหรือว่าบทความดีๆ แกล้มน้ำชา อาบแสงแดดอุ่น และกระชุ้นหัวใจให้กระชุ่มกระชวยด้วยการหันไปมอง มิสซิสมาเกร็ท ผู้เป็นภรรยา เธอผู้คอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจให้ท่านอยู่เสมอ

    ผมไม่แน่ใจดอกว่าอาจารย์ป๋วยเคยได้อ่านบทความ “ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” ของ เบอร์ทรันด์ รัสเซล หรือไม่ คนอื่นๆ ก็คงไม่มีใครทราบเช่นกัน ยกเว้นอาจารย์ป๋วย แต่ความที่เป็นนักเลงหนังสือระดับหนอนแก่ในห้องหนังสือเก่าเช่นท่าน ผมขอเดาเอาว่า งานเขียนของนักคิดนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คงจะเคยไหลผ่านคลองจักษุของท่านบ้างแหละน่า – พวกคุณล่ะ คิดเหมือนผมไหม?

    บทความ “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” เป็นผลึกความคิดที่ตกออกมาในลักษณะที่คล้ายกันกับบทความ “ฉันอยู่เพื่อสิ่งใด” ของเบอร์ทรันด์ รัสเซล เหลือเกิน

    ท่านอาจารย์ป๋วยจะเคยอ่านบทความชิ้นนั้นหรือไม่ก็ตามทีเถิด เพราะกล่าวถึงที่สุดแล้ว โดยมากท่านผู้มีประสบการณ์ชีวิตสูง ผ่านการมองโลกอย่างครบแง่ แลดูสังคมได้อย่างประณีตทุกระดับชั้น ล้วนจักมีผลึกความคิดที่ตกออกมาคล้ายกันเช่นนี้อยู่นั่นเอง

    เหตุนั้น อย่าช้าอยู่เลยท่านผู้ใฝ่แสวงหาความจริง ความงาม และความดี ทั้งหลายเอ๋ย เชิญทัศนาบทความชิ้นนี้อีกสักครั้งเถิด (แม้บางท่านอาจจะเคยอ่านมาหลายรอบแล้วก็ตาม) กรุณาอ่านช้าๆ อย่าผลีผลามดื่มเหมือนอาหารแดกด่วนที่วัยรุ่นชอบกิน (อายุไม่น้อยกันแล้วหนาพวกคุณๆ นี่น่ะ) ตรองให้ดีๆ เถิดขอรับ ผมรับรองว่าความดีจากใจของชายชราจะฉานฉายออกมาให้พวกคุณได้เห็นในบทความชิ้นนี้อย่างแน่นอน

    .
    .

    “คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน”

    .

    เมื่อผมอยู่ในครรภ์มารดา ผมต้องการให้แม่รับประทานอาหาร ที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับ ความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสุขภาพของแม่และเด็ก

    ผมไม่ต้องการมีพี่น้องมาก อย่างที่พ่อแม่ผมมีอยู่ และแม่จะต้องไม่มีลูกถี่นัก

    พ่อกับแม่แต่งงานกันถูกกฎหมายหรือธรรมเนียมประเพณีหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่สำคัญที่พ่อกับแม่ ต้องอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ทำความอบอุ่นให้ผมและพี่น้อง

    ในระหว่าง 2-3 ขวบแรก ซึ่งร่างกายและสมองผมกำลังเติบโต ในระยะที่สำคัญผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผม ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์

    ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต

    ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่จะรวยหรือจน จะอยู่ในเมือง หรือชนบทแร้นแค้น

    เมื่ออกจากโรงเรียนแล้ว ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่า ผมได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม

    บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่หรือประทุษร้ายกัน

    ประเทศของผมควรจะมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาของมนุษย์ทั้งโลก และประเทศของผมจะต้องมีโอกาสรับเงินทุนจากต่างประเทศ มาใช้ประโยชน์

    ผมต้องการให้ชาติของผม ได้ขายผลผลิตแก่ต่างประเทศด้วยราคาอันเป็นธรรม

    ในฐานะที่ผมเป็นชาวนาชาวไร่ ผมก็อยากมีที่ดินของผมพอสมควรสำหรับทำมาหากิน มีช่องทางได้กู้เงินมาขยายงาน มีโอกาสรู้วิธีทำกินแบบใหม่ๆ มีตลาดดี และขายสินค้าได้ราคายุติธรรม

    ในฐานะที่ผมเป็นกรรมกร ผมก็ควรจะมีหุ้นส่วน หรือมีส่วนในโรงงาน หรือบริษัทห้างร้านที่ผมทำงานอยู่

    ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์ ผมก็ต้องการอ่านหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่นๆ ที่ไม่แพงนัก จะฟังวิทยุดูโทรทัศน์ก็ได้ โดยไม่ต้องทนรบกวนจากโฆษณามากนัก

    ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูกอย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอหาพยาบาลได้สะดวก

    ผมจำเป็นต้องมีเวลาว่างสำหรับเพลิดเพลินกับครอบครัว มีสวนสาธารณะที่เขียวชอุ่ม สามารถมีบทบาทและชมศิลปวรรณคดี นาฏศิลป์ ดนตรี วัฒนธรรมต่างๆ เที่ยวงานวัด งานลอยกระทง งานนักขัตฤกษ์ งานกุศลอะไรได้พอสมควร

    ผมต้องการอากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ น้ำบริสุทธิ์สำหรับดื่ม

    เรื่องอะไรที่ผมทำเองไม่ได้หรือได้แต่ไม่ดี ผมก็จะขอความร่วมมือกับเพื่อนฝูง ในรูปสหกรณ์หรือสโมสร หรือสหภาพ จะได้ช่วยซึ่งกันและกัน

    เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรให้ส่วนรวมตามอัตภาพ

    ผมต้องการโอกาสที่มีส่วนร่วมในสังคมรอบตัวผม ต้องการมีส่วนในการวินิจฉัยโชคชะตาทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของชาติ

    เมียผมต้องการโอกาสต่างๆ เช่นเดียวกับผม และเราสองคนควรจะได้รับความรู้ถึงวิธีการวางแผนครอบครัวที่ดี

    เมื่อแก่ ผมและเมียก็ควรได้ประโยชน์ตอบแทนจากการประกันสังคม ซึ่งผมได้จ่ายบำรุงตลอดมา

    เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายแบบโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามการเมือง ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ ตายเพราะน้ำ หรืออากาศเป็นพิษ หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

    เมื่อตายแล้วยังมีสมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้

    นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่นๆ บ้าง

    ตายแล้วเผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป

    นี่แหละคือความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่ควรให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของทุกคน.

    .
    .
    .

    วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2542 ณ บ้านหลังหนึ่ง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยอดคุณครูผู้เฒ่าวัย 83 ปี ได้ละโลกนี้ไปอย่างสงบ ยังถ้อยวลี “…ตายแล้ว เผาผมเถิด อย่าฝัง คนอื่นจะได้มีที่ดินอาศัยและทำกิน และอย่าทำพิธีรีตองในงานศพให้วุ่นวายไป…” นี้หวนกลับมาให้เครือญาติได้รำลึกถึงแล้วน้อมปฏิบัติต่อสังขารของท่านตามเจตนารมณ์ที่ผู้เป็นเจ้าของได้ถ่ายทอดเอาไว้

    แม้ตายแล้วท่านยังคิดทำตน(ศพ)ให้ประโยชน์ถึงปานนั้น

    เห็นปานนี้แล้ว ยังมิควรอีกหรือที่จะน้อมรำลึกถึงท่าน ในฐานะยอดคุณครูผู้ใช้การกระทำตราบชั่วชีวิตเป็นกระดานดำและแท่งช็อกจารคำสอน

    โคลงอีกบทหนึ่งของท่านอาจารย์ป๋วยที่ผมจะขอนำมาปิดท้าย ณ ที่นี้ ได้สื่อสำแดงอัตตาความมุมานะที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ไว้ประดับโลกได้อย่างสวยงามและน่าทึ่งในความคิด ควรที่อนุชนรุ่นหลังจะน้อมนำมาตรึกตรอง โคลงนั้นมีว่า

    “กูชายชาญชาติเชื้อ…….ชาตรี
    กูเกิดมาก็ที………………..หนึ่งเฮ้ย
    กูคาดก่อนสิ้นชี-………….วาอาตม์
    กูจักไว้ลายเว้ย……………โลกให้แลเห็น”

    .

    – ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ –

  6. ขอบคุณมากค่ะท่านป๋าสอ

    .

    ขอแปะไว้ก่อนเน้อ
    เดี๋ยวกลับมาอ่านนะคะ แป๊บเดียวค่ะ
    จริง จริ๊งงง .. !!
    😀

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s