K : Knitting

ก่อนจะถักผ้าสักผืน
ควรถามตัวเองว่าอยากได้ลายแบบไหน
ต้องใช้กี่ห่วงโซ่ต่อหนึ่งช่วงลาย ..

 .

เลือกไหมพรม ที่มีสีสันและคุณสมบัติอย่างใจ
ค่อยบรรจงถัก ถัก ถัก แล้วก็ถักไป
ไม่นานนักผ้าผืนใหม่ ย่อมสำเร็จได้ด้วยมือเรา ..

.

knitting.jpg

.

.

ข้อควรระวัง :  

ไม่ควรวางไหมพรมไว้ใกล้แมวขี้เซา เพราะคุณอาจไม่อยากปลุกเขาเพื่อเอามาถักต่อได้  ..😀
((อ่อ !! ในรูปเป็นโครเชต์นะคะ ส่วนนิตติ้งต้องรอให้ใกล้หนาวจึงค่อยเอามาถักค่ะ))

12 comments

  1. สวัสดีค่ะ
    ถักไม่เป็น…แต่อยากให้มีคนถักให้ 555+ ทำไงคะ

    มาทักทายก่อนงานจะวุ่นวายไปมากกว่านี้ หุหุ

    โชคดีค่ะ

  2. สวัสดีตอนใกล้เที่ยงค่ะ ..

    หัดถักไม่ยากหรอกค่ะ ไม่ยาก ๆ อยากทำเป็นไหมคะคุณ Esc ฯ คุณ Z2you ถ้าสนใจยินดีแนะให้ค่ะ แต่ต้องขึ้นเหนือมาหาถึงที่นา .. อิอิ

    ล้อเล่นค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีเวปไซต์แนะนำการทักเบื้องต้นให้สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานได้ศึกษาอยู่แล้ว ลองหาดูนะคะ ทำเล่นเพลิน ๆ แต่ได้งานเป็นชิ้นเป็นอันดีค่ะ ..

    .
    .

    สุขสันต์วันดี ๆ ขอให้มีวันที่แสนสุขค่ะ ..🙂

  3. หวัดดีเจ้าคะพี่มะแขว่น

    อ๊า…เค้าถักโครเชเป็นละตะเอง (มะเชื่อช่ายป่ะ) ๕๕๕ แต่นิตติ้งยังไม่เคย เห็นว่าง่ายกว่าโครเชอีก

    ฝึกถักแล้วมีมาธิดีเหมือนกันนะ ใครไม่เคยก็ลองดูคะ
    อีกอย่างคือ ครอสติด อันนี้ง่าย ชอบแบบไหน ลายไหนก็เลือกได้

    แล้วพี่มะแขว่นละเจ้าคะ ถักไปถึงไหนแล้ว ระวังกาฟิวส์ให้ดีเน้อ เดี๋ยวก็แอบเอามาเล่น😉

  4. หวัดดีจ้าหนูบาล์ม ..

    หนูก็ถักเป็นหรือคะ ดีค่ะ ดี ๆๆ .. ปีก่อนพี่มะแขว่นถักแต่นิตติ้งค่ะ มาปีนี้ก็ถักแต่โครเชต์เป๋นแต้เป๋นว่าเลยละ

    ตัวสีเทาที่เห็นอยู่นี่เสร็จไปแล้ว พี่ใช้ด้ายซัมเมอร์เบอร์ 16 ถักเส้นเดียว พอรีดแล้วมันจะพริ้ว ๆ สวมได้สบายไม่ร้อนเหมือนถักสองเส้นควบ ตอนนี้กำลังเริ่มถักตัวใหม่อีกแล้วล่ะค่ะ ..

    ม่วมอ๊กม่วนใจ๋ขนาดนั๊กเลย อิอิ ..😀

  5. แมวคงคิดว่าถักให้มันอยู่มั้งคะคุณเจี๊ยบ..^^
    ท่านอนแบบว่า ประกาศความเป็นเจ้าของดีมาก

  6. ถ้าจะจริงค่ะคุณปั้น .. มาดเค้านี่เหลือรับประทานจริง ๆ 5555+

    ดีที่เป็น “แม่สีดา” นะคะ มะก่อนมี “เจ้าแตงโม” (ลูกสาวแม่สีดาเค้าน่ะค่ะ) อีกตัวนึงเวลาถักนิตติ้งทีเจี๊ยบจะปวดหัวมาก เพราะเค้าซน ชอบคุ้ยตะกร้าทำให้ไหมพันกันได้อยู่ตลอดเวลา

    อ่อ แล้วชื่อของเจ้าเหมียวนี่เจี๊ยบไม่ได้ตั้งเองหรอกนะคะ แต่เป็นเพื่อนบ้านอีกหลังนึงที่สีดาเค้าชอบไปขลุกเล่นด้วยเค้าตั้งให้ค่ะ แล้วตอนนี้เจ้าหล่อนก็ได้ฉายาว่า “สีนวล” อีกชื่อนึงค่ะ ..🙂

  7. “ดู! ดู้! ดู! ดู๋! มาดูท่านอนของแม่สีนวลเค้าสิมะกอกเอ๊ยยยยยย ได้ใจซะไม่มีล่ะ เซ็กซี่สุดๆ”

    “แม่สีดา โว้ยยยย กาฟิวส์ เธอชื่อแม่สีดา พี่มะแขว่นเพิ่งบอกเมื่อวานนี่ไง นายนี่ หลงรักเค้าทั้งที ยังจำชื่อเธอผิดอีก”

    “หะ อ้าว หล่อนชื่อสีดาเหรอ? ข้านึกว่าชื่อสีนวล เห็นตัวเนียนๆ นวลๆ เลยเรียกสีนวลเฉยเลย แต่พูดก็พูดเถอะมะกอกเพื่อนเลิฟส์เอ๋ย ชื่อนั้นสำคัญไฉน หากใจของเราสองตัวตรงกัน ชะมิ? ชะมิ?”

    “นายนี่เป็นเอามากเสียแล้วล่ะกาฟิวส์เอ๊ย หลงรักหลงชอบหล่อนทั้งที แต่แค่ชื่อแส้เธอจะเรียกให้ถูกก็ยังไม่ได้ มิน่าล่ะ ร้องเพลงเกี้ยวเธอแทบตาย หล่อนถึงไม่ชายตามองดูนายสักที ลองเอาหัวแม่มือตรองดูให้ถี่ถ้วน คิดถึงอกนายบ้างเป็นไรล่ะเพื่อน หากมีแมวสาวหน้าตาแอ๊บแบ๊วมาแอบชอบนาย แต่ดันเรียกชื่อว่ากาฝากแทนที่จะเป็นกาฟิวส์ นายจะรู้สึกยังไงบ้าง? หือ พ่อแมวกาฝาก”

    “อืมมม ช่ายๆๆๆ นายพูดมีเหตุผล เอาล่ะๆ ข้าสำนึกผิดแล้ว ต่อไปจะเรียกชื่อหล่อนให้ถูก ไม่เรียกสีนวลอีกแล้ว นะจ๊ะๆ แม่สีดาจ๋า ให้อภัยพี่กาฟิวส์รูปหล่อด้วยนะจ๊ะ ต่อไปพี่จะกลับเนื้อกลับตัว เปลี่ยนใจเสียใหม่ จะไม่เรียกแม่ว่าสีนวลอีกแล้ว นะจ๊ะๆ แม่สีนวล อุ๊บ! แม่สีดาสุดที่เลิฟส์ส์ส์ส์ส์ส์”

    “หึๆ ยังเรียกผิดเรียกถูกอยู่ดีนั่นแหละน้า ว่าแต่ว่า ไม่ร้องเพลงปลอบขวัญหล่อนสักเพลงหรือ?”

    “อ่ะ ล่ายๆๆๆๆ กระดกจังหวะกลอง ร้องเสียงกีต้าร์ให้ข้าทีปะไรล่ะมะกอก เดี๋ยวๆ เอาเพลงอะไรดี อืมมมม เพลง I don’t want to talk about it ของป๋าร็อด สจ๊วต ไปเลยเป็นไงล่ะ

    I can tell by your eyes that you’ve prob’bly been crying forever, and the stars in the sky don’t mean nothing to you, they’re a mirror.

    ดวงตาของแม่สีดาบอกพี่ว่า แม่ร้องไห้เพราะคิดถึงพี่ตลอดเวลา
    ดวงดาวบนฟ้ากว้างนั้น คือกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนให้แม่เห็นความเศร้าภายในใจตัวเอง

    I don’t want to talk about it, how you broke my heart.
    If I stay here just a little bit longer,
    If I stay here, won’t you listen to my heart, whoa, heart?

    พี่กาฟิวส์ไม่อยากพูดถึงเรื่องเก่าๆ คราวที่แม่สีดาหักอกพี่อีกแล้ว
    พี่จะขาดใจตายแล้วล่ะ
    หากพี่จะมีชีวิตต่อไปได้อีกสักนิด
    หากพี่จะยังทรงกายต่อไปได้อีกสักหน่อย
    ได้ไหมแม่สีดา? ได้ไหมที่แม่จะเงี่ยหูฟังเสียงจากก้นบึ้งของหัวใจพี่สักครั้ง…ได้ไหม?

    If I stand all alone, will the shadow hide the color of my heart;
    blue for the tears, black for the night’s fears.
    The star in the sky don’t mean nothing to you, they’re a mirror.

    หากพี่กาฟิวส์จากไปแล้ว
    คงจะเหลือเพียงเงาอดีตที่ซ่อนอยู่ในรูปของแสงเงา
    สีฟ้าเข้มตอนกลางวันคือน้ำตาของพี่
    สีดำมืดยามค่ำคืนคือความปวดปร่าในอก
    หากแม่สีนวลแหงนมองดูท้องฟ้าไม่ว่ายามใด แม่จะเข้าใจความเศร้าในหัวอกของพี่กาฟิวส์

    I don’t want to talk about it, how you broke my heart.
    If I stay here just a little bit longer,
    if I stay here, won’t you listen to my heart, whoa, heart?

    พอเถิดแม่สีดา พอเถิด
    พี่ไม่อยากจะพูดถึงอดีตอันแสนหวานของเรา
    และวีธีการอันแยบยล-ยอกย้อนที่แม่ใช้หักอกพี่
    ด้วยเวลาอันน้อยนิดของพี่ที่ยังเหลืออยู่นี้
    ได้ไหมแม่สีดา? แม่จะฟังเสียงจากก้นบึ้งหัวใจของพี่ได้ไหม?

    I don’t want to talk about it, how you broke this ol’ heart.
    If I stay here just a little bit longer,
    if I stay here, won’t you listen to my heart, whoa, heart?
    My heart, whoa, heart.

    พี่กาฟิวส์สัญญาว่าจะไม่พูดถึงอดีตของเรา
    ฟังเถิดแม่สีดา ฟังเถิด
    ได้ยินไหม ได้ยินเสียงเต้นอย่างอ่อนล้าของใจโทรมๆ ดวงนี้ไหม
    ว่ามันเศร้าสร้อยและทรมานเจียนขาดใจเพียงใดแล้ว”

    (แปลมั่วๆ อย่าได้ถือสาพี่สอ เลยนะจ๊ะ)

    “อะห้า วันนี้เศร้าเชียวนะกาฟิวส์”

    “นายไม่เข้าใจหรอกมะกอก หากนายไม่เคยมีความรัก และไม่เคยอกหัก นายไม่มีวันเข้าใจข้าได้หรอก”

    “นายนี่นะ อกหัก?”

    “ใช่สิ!”

    “เมื่อไหร่? ยังไง?”

    “เมื่อตอนที่เข้ามาที่นี่ แล้วเห็นแม่สีดานอนนิ่งเฉย ไม่สนใจใยดีข้าเลย”

    “น่า นะ นายก็ แม่สีดาเค้าพักผ่อนอยู่ เดี๋ยวรอให้เธอตื่นก่อนสิ ค่อยคุยกันก็ยังได้”

    “ขนาดนอนหลับแล้วเธอยังเชิดหน้าใส่ฉัน”

    “คิดมากแล้วกาฟิวส์ เธอตั้งใจซะที่ไหน”

    “ไม่รู้ล่ะ งอนแล้ว”

  8. โธ่ ถัง กะละมัง หม้อ ..
    พ่อนะพ่อกาฟิวส์ทำไปได้ 555+

    .
    .
    .

    เชิญตามสบายเถอะนะท่าน ..
    จะ “สีดา” หรือว่า “สีนวล” ก็เชิญท่านเรียกตามสะดวกละกัน ..
    ข้าพเจ้าว่าแม่แมวตัวนี้นั้นเค้าคงไม่ถือสาหาความ ..

    .
    .

    จริงสิ พ่อมะกอกคะ พี่มะแขว่นวานไปกระทุ้งป๋าสอให้หน่อยสิ ..
    หลายวันมานี้ป๋าเค้าไม่มีเรื่องอะไรมาหย่อนให้อ่านเลยอ่ะ ..
    จะสั้น จะยาว ก็เอามาฝากกันบ้างนะคะ .. นะ นะ นะ ..

    แล้วจะเตรียมเทียนแก้วไว้ให้ค่ะ ..🙂
    -มะแขว่น & มารดำเจี๊ยบเจี๊ยบ-

  9. “เอาใหญ่แล้วนะแม่คุณ พี่มะแขว่น
    ติดอกติดใจไปยกใหญ่แล้วละสิ

    อ่ะ ล่าย ล่าย ล่าย เดี๋ยวมะกอกขออนุญาตป๋าสอก่อน

    ป๋าครับ!
    ป๋าสอครับ!
    ได้ไหมครับ?”

    เงียบ…………………………..
    ………………………………….
    ………………………………….
    ………………………………….
    …………………………………
    ปู๊ด…………………………….
    ………………………………..
    ………………………………..
    …………………………………

    “หะ หือ? เมื่อกี้เสียงไรกาฟิวส์ นายได้ยินไหม?”

    “คริ คริ คริ ข้าตดเองแหละมะกอก”

    “อ้าว! เวร! งั้นไปไกลๆ เลยไป
    อือ หือ กลิ่นงี้ ใส้เน่าหรือเปล่านายนี่”

    “คริ คริ ไปก็ได้
    ว่าแต่นายจะไปถามป๋าสอเขาให้เสียเวลาทำไหม๋
    โพสต์ๆ ไปเถอะ ป๋าเขาไม่ว่าไรหรอก”

    “ล่าย ล่าย ล่าย
    โอมมมม เพี้ยง!”

  10. ภูตพฤกษา………………………….โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    ณ หมู่บ้านโป่งนางแมว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เย็นวันหนึ่ง แดดผีตากผ้าอ้อมสาดแสงหม่นทั่วทิวป่า เฉกเช่นกับจิตใจของผู้คนทั้งขบวน ที่หม่นหมองด้วยความอาลัยต่อการตายทั้งกลมของอีเขียว หญิงสาวชาวบ้านป่าผู้เป็นภรรยาของไอ้จอน

    ไอ้เฉียบ พี่ชายของอีเขียวทำหน้าที่แบกคานหามศพด้านหน้า เดินหนักอึ้งด้วยความรู้สึกภายในจิต ที่วนเวียนผุดขึ้นถามตัวเองซ้ำๆ ซากๆ ว่า ‘อีเขียวมันเพิ่งจะอายุ 20 ปี ทำไมมันต้องมาตายตั้งแต่ยังสาวเช่นนี้ ทำไมชะตากรรมของมันช่างอาภัพและโหดร้ายกับมันเหลือเกิน’

    ขบวนศพยังคงมุ่งหน้าต่อไปตามทางเกวียนสายนั้น โดยมีจุดหมายอยู่ที่ป่าช้าของวัดเขาถ้ำหมี เพื่อนำศพของอีเขียวไปเผาที่นั่น

    สองข้างทางเป็นป่าเต็ง-รังที่เพิ่งระบัดใบเขียวจากการได้รับฝนห่าใหญ่เมื่อหลายวันก่อน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหมดหน้าแล้งในปีนี้แล้ว จั๊กจั่นในป่าที่กำลังกรีดปีกร้องระงมจะเงียบเสียงเป็นพักๆ ในคราวที่ขบวนศพเดินผ่าน และต้นไม้ในป่าที่ปลอดลมต่างยืนนิ่ง ราวกับเป็นการยืนไว้อาลัยต่อการจากไปของอีเขียว

    ขบวนศพเคลื่อนไปจนถึงต้นเลียบใหญ่ ที่ยืนสยายใบแผ่กิ่งก้านร่มครึ้มอยู่ริมทางฝั่งขวามือ พลันก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดขึ้น

    “โพล๊ะ!” เสียงคานไม้ไผ่ที่แบกศพของอีเขียวหัก ร่างไร้วิญญาณที่ใช้ผ้าห่มและเสื่อกกห่อ หล่นฟาดพื้นดังตุ๊บใหญ่ ตรงโคนต้นเลียบพอดี

    “ฉิบหายแล้วคราวนี้!” ลุงเพา สัปเหร่อใหญ่ที่เดินนำหน้าพูดขึ้น “กูบอกแล้วน๊า ให้เปลี่ยนไม้คานก็ไม่เชื่อ ไอ้ไม้สีสุกเก็บข้ามปีพรรค์นี้มันทนน้ำหนักผีได้ที่ไหน” ขณะพูดแกจ้องหน้าไอ้โจนอย่างคาดคั้นให้ยอมรับผิด

    “โธ่ ลุง ไม้ไผ่ออกลำเบ่อเร่อขนาดนี้ ฉันก็นึกว่ามันคงจะทน ใครจะนึกว่าจะเปราะ อีกอย่างศพอีเขียวนี่ก็หนักยังกะกระสอบข้าวสาร”

    “นั่นปะไรไอ้นี่ เถียงคำไม่ตกฟาก ไป! ไปตัดคานหามมาใหม่!” ลุงเพาตวาดเสียงขุ่น ไอ้โจนกับไอ้เฉียบเดินไปรับเอามีดอีโต้จากผู้ใหญ่จงแล้วเดินเข้าป่าไปตัดไม้

    หลังจากแผ่นหลังของทั้งสองกลืนหายเข้าไปในป่า ผู้ใหญ่จงก็หันไปทางลุงเพากล่าวขึ้นเรียบๆ ว่า

    “ข้าเคยได้ยินคนโบร่ำโบราณพูดไว้ ว่าคานหามผีหักตรงไหนวิญญาณมันจะสิงอยู่แถวๆ นั้นไม่ใช่รึตาเพา?”

    สัปเหร่อใหญ่ถอนหายใจฟืด แหงนหน้าขึ้นมองต้นเลียบใหญ่แล้วกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าก็ได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน”

    ระหว่างรอคานแบกศพอันใหม่ ชาวบ้านทั้งสิบกว่าคนกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มๆ บ้างยืน บ้างนั่ง ต่างพูดคุยกันเบาๆ ด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับเรือกสวนไร่นา ที่กำลังเริ่มลงมือหว่านไถในปีนี้ ไอ้จอนที่เพิ่งสูญเสียเมียรักและว่าที่ลูกคนแรกไป ปลีกตัวเดินออกมาที่ศพอีเขียว เขานั่งลงมองฝ่าเท้าอันหยาบกร้านและซีดเซียวของศพ ริมฝีปากสั่นระริกเหมือนกำลังจะหลุดคำพูดใดออกมา แต่ทว่าความอาลัยอาวรณ์ที่ท่วมท้นในหัวอกนั้น ได้ท่วมทับคำพูดจนเกินจะกล่าว ในกระแสธารอันเชี่ยวกรากของความเศร้าโศก ที่เอ่อล้นออกมาเป็นหยดน้ำตาสองสายไหลอาบแก้มนั้น เขาเฝ้าพร่ำรำพันกับร่างไร้วิญญาณว่า

    ‘โธ่ อีเขียวเอ๊ย เอ็งกะข้าได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาปีกว่าๆ บุกป่าฝ่าดงถากถางไร่พอจะมีที่ทำกินกับเขาแล้ว แต่นี่เอ็งกลับมาด่วนตายจากข้าไป ตอนท้องใหม่ๆ เอ็งเฝ้าเพ้อว่าอยากจะได้ลูกคนหัวปีเป็นผู้ชาย จะได้เป็นเรี่ยวแรงช่วยงานไร่ นี่เอ็งกำลังจะคลอดมันออกมาแล้ว ทำไมมันต้องมาลงเอยแบบนี้ด้วย ทำไม?’

    ผู้ใหญ่จงที่กำลังยืนคุยอยู่ในกลุ่มคนแก่เฝ้าสังเกตมันอยู่ เห็นใบหน้าอันกร้านเกรียมของมัน ที่ยิ่งหมองคล้ำมากขึ้นจากไฟของการพลัดพรากเผาผลาญ แกจึงเดินเข้ามาตบบ่ามันเบาๆ พูดให้กำลังใจขึ้นว่า

    “ทำใจเสียเถอะวะไอ้จอน คนเราเกิดมามันต้องตายทั้งนั้นแหละวะ อีเขียวมันไปดีแล้ว เอ็งอย่าไปอาลัยอาวรณ์มันให้มากนักเลย” ผู้อาวุโสกว่าทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิพูดพลางหน่วงบีบไหล่ให้เขาได้สติ ทว่าสภาพของมันตอนนี้ เหมือนไม่มีหูไว้ฟังคำปลอบประโลมใดๆ ทั้งสิ้น เอาแต่สะอื้นไห้และรำไรรำพันต่อดวงชะตา

    คล้อยอีกครู่ ไอ้เฉียบก็เดินออกมาจากป่า โดยมีไอ้โจนแบกไม้มะเกลือที่ขึ้นชื่อเรื่องความทน ความเหนียว ต้นเท่าขาเดินตามหลังมา

    ขณะมัดศพของอีเขียวติดกับคานไม้มะเกลือนั้น แดดผีตากผ้าอ้อมอ่อนแสงหม่นลงไปมาก อากาศนิ่งอบอ้าวราวจะมีฝน พอมัดศพเสร็จ ไอ้เฉียบกับไอ้โจนก็รับหน้าที่แบกศพเหมือนเดิม ครั้นพอยกศพขึ้นบ่าและกำลังจะก้าวขาเดินนั้น ต้นเลียบใหญ่ก็สั่นซู่ๆ ราวกับถูกลมกรรโชก

    “เฮ้ย!!” เสียงอุทานดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ทุกคนต่างแหงนคอตั้งบ่ามองขึ้นไปบนต้นไม้ ทว่าทุกสิ่งล้วนสงบนิ่งดุจเดิม ถ้าไม่มีใบไม้สดหลายใบที่กำลังปลิวลงมา ชาวบ้านคงนึกว่าพวกตนหูแว่วไปเอง

    “ไป ไป ไอ้เฉียบ ไอ้โจน เดินทางต่อได้แล้วโว้ย” เสียงลุงเพาผ่าขึ้นในความเงียบ ขบวนศพจึงเดินออกไปจากบริเวณนั้น ไกลออกไป ไกลออกไปจนลับตา ทว่าบนต้นเลียบใหญ่นั้นเหมือนมีมวลความรู้สึกลึกลับชนิดหนึ่งสิงสถิตอยู่อย่างว้าเหว่ และเงียบเหงา

    คืนแล้ว…

    วันเล่า…

    หลังจากเผาศพอีเขียวได้ 7 วัน ไอ้จอนและบรรดาญาติพี่น้องจึงจัดงานทำบุญกระดูกขึ้น โดยตอนเช้าได้นิมนต์ท่านพระครูฯ กับพระรวม 4 รูปจากด่านช้าง มาฉันที่บ้าน ชักบังสุกุลและถวายสังฆทานเสร็จท่านก็ลาญาติโยมกลับ

    เมื่อเสร็จงานบุญ การฉลองบาปก็เริ่มขึ้น เหล้าป่าหลายขวดถูกลำเลียงออกมา และไก่อีกหลายตัวถูกเชือดทำต้มข่าไก่เป็นแกล้ม ในถิ่นกันดารงานรื่นเริงเช่นนี้ เพียงแค่เคาะขวดเคาะถ้วยคลอกับการแหกปากร้องเพลงลูกทุ่ง ก็กลายเป็นวงมโหฬีขับกล่อมชีวิต ที่ไม่เคยแห้งแล้งสุนทรียะของบ้านป่าได้แล้ว การดื่มกินมาหยุดเอาก็ตอนเย็นมากแล้ว จึงต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

    หลายวันต่อมาไอ้โจนเดินทางมาธุระที่บ้านญาติในหมู่บ้านเขาถ้ำหมี ครั้นจะพูดคุยกันธรรมดาชีวิตมันก็จะขาดรสชาติ เหล้าป่าดีกรีแรงจึงเป็นตัวเร่งให้การสนทนาออกรส พูดคุยกันเพลินไปหน่อยตั้งแต่บ่ายจนคล้อยค่ำ ไอ้โจนจึงขอตัวกลับไปบ้านที่หมู่บ้านโป่งนางแมว

    เขาถีบรถจักรยานมาตามทางเกวียนเส้นนั้น เดินทางมาจนถึงต้นเลียบใหญ่ ภาพที่คานแบกศพอีเขียวหักก็เด่นชัดขึ้นมาในมโนภาพของเขา แต่ใจที่กึ่มด้วยน้ำเมาทำให้คนกล้า แม้แต่ช้างยังตัวเท่ามด ประสาอะไรกับผีที่ไม่มีตัวตน อีกอย่าง ปืนลูกซองแฝดที่สะพายอยู่บนไหล่นั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญของความกล้าด้วย

    ขณะถีบจักรยานและผิวปากเป็นเพลงสาวสวนแตงไปนั้น มีเสียงพรึบพรับขึ้นในป่าซ้ายมือ ไอ้โจนหยุดรถชะเง้อมองตามเสียงนั้น เพราะถ้าหากเป็นสัตว์ป่าจะได้ยิงไปทำกับข้าว ทว่าเสียงนั้นกลับเงียบไปเสียเฉยๆ ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวให้เห็น

    “แหม จิบไม่กี่จอก ทำเอาหูแว่วไปได้เหมือนกันนี่กู” พูดกับตัวเองเบาๆ แล้วหันกลับมาถีบจักรยานเดินทางต่อไป พอจักรยานวิ่งผ่านต้นเลียบใหญ่ไปเท่านั้น ไอ้โจนรู้สึกหนักอึ้งขึ้นที่อานหลัง จึงเอี้ยวตัวกลับไปมองให้หายสงสัย

    “อ้าว เฮ้ย! อีเขียว!” เร็วเท่าความคิด เขากระโดดทิ้งรถจักรยานไปทันที พอตั้งหลักได้ก็มองหาผีอีเขียว ซึ่งตอนนี้มันไปปรากฏกายยืนทะมึนอยู่ใต้ต้นเลียบใหญ่ ปืนลูกซองแฝดถูกปลดลงจากไหล่ในทันใด ยกขึ้นได้ก็สับไกใส่ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็ง

    แรงระเบิดของดินกำมะถันจากลำลูกซองทั้งสองสะท้านสะเทือนป่า แต่ไม่สามารถทำอะไรร่างดำทะมึนของอีเขียวได้ มันแสยะยิ้มยะเยือกมองดูการเปลี่ยนลูกปืนของไอ้โจน อย่างไม่เกรงกลัวต่ออานุภาพอันทรงพลังของลูกปืน พลันร่างนั้นก็วิ่งขึ้นต้นเลียบใหญ่ แล้วห้อยหัวลงมาช้าๆ

    พอเปลี่ยนลูกปืนเสร็จ ไอ้โจนก็ตวัดปลายปืนขึ้น สาดลูกตะกั่วทั้งสิบแปดเม็ดใส่ทันที แทนที่ภูตนั้นจะหยุดหลอกหลอนกลับห้อยหัวลงมาเรื่อยๆ ผมยาวสยายลงมาลากดิน ลิ้นก็ปลิ้น ตาก็เหลือก

    ไอ้โจนหายเมาเป็นปลิดทิ้ง ที่พึ่งของเขาคือปืนลูกซองที่อยู่ในมือ ด้วยปืนนี้เขาเคยล้มสัตว์น้อยใหญ่มามากต่อมาก จึงหวังว่ามันจะสำแดงเดชปราบผีร้ายได้ แต่ยิงจนลูกกระสุนหมดสายเข็มขัดรอบเอวแล้ว เขาจึงรู้ว่าตัวเองคิดผิด

    “ผีหลอกโว้ย! ผีหลอกกูโว้ย!” เขาวิ่งตะโกนก้องป่าไปที่หมู่บ้านโป่งนางแมว วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปจนถึงบ้านลุงเพา ที่เขาคิดว่าจะเป็นที่พึ่งให้เขาได้

    ตอนนั้นพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว โพล้เพล้จวนมืดเต็มแก่ ชาวบ้านจึงอยู่กับบ้านกับเรือนกันแล้ว พอได้ยินเสียงไอ้โจนวิ่งตะโกนโหวกเหวกมาเช่นนี้ จึงพากันเดินมาดูที่บ้านลุงเพาว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมให้ไอ้โจนสงบสติอารมณ์ และเล่าเรื่องราวออกมาได้ก็ใช้เวลานาน พอรู้ว่ามันถูกผีหลอกที่ต้นเลียบใหญ่ จึงมีความเห็นพ้องกันว่า ผีตนนั้นต้องเป็นผีอีเขียวที่คานแบกศพของมันไปหักที่ตรงนั้นแน่นอน

    พอผ่านเหตุการณ์นั้นมา ในช่วงพลบค่ำทางเกวียนสายนั้นจะเป็นเส้นทางสู่แดนสนธยาทันที กระนั้นแม้แต่กลางวันแสกๆ ก็ยังเคยมีคนเจอเหตุการณ์สยองเหมือนไอ้โจน คือว่าระหว่างที่เขาถีบจักรยานผ่านไปแถวต้นเลียบใหญ่นั้น รู้สึกหนักที่อานหลัง พอหันกลับไปมองก็เห็นร่างดำๆ ของผู้หญิงซ้อนท้ายรถจักรยานมาด้วย แม้ไม่เห็นชัดตาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการวิ่ง

    กาลต่อมา ได้เกิดภัยแล้งขึ้นในเขตอำเภอด่านช้าง เกิดไฟป่าเผาไหม้ป่าไม้เสียหายเป็นอย่างมาก ต้นเลียบใหญ่ต้นนั้นก็ถูกไฟเผาไปด้วย และนั่นคือบทอวสานของวิญญาณผีอีเขียว

    ปัจจุบันนี้ หากใครผ่านไปแถวหมู่บ้านโป่งนางแมว และหมู่บ้านเขาถ้ำหมี เขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีแล้วละก้อ ลองถามชาวบ้านที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป รับรองว่าหลายคนยังคงจำตำนานของผีอีเขียว และต้นเลียบใหญ่ต้นนั้นได้ เพราะมันยังคงยืนต้นทะมึนอย่างลึกลับ และวังเวงในความรู้สึกของผู้คนในย่านนั้น มาตราบเท่าทุกวันนี้.

    .

    .

    ป.ล. เรื่องจริงนะเออ ไม่ได้โม้!
    เออ แหะ โม้หน่อยๆ เหมือนกันแหละ
    แต่เค้าโครงมาจากเรื่องจริง และไอ้โจน ไอ้จง ไอ้เฉียบ เหล่านี้ ล้วนมีตัวตนจริง แต่ตอนนี้เป็นลุงโจน ลุงจง ลุงเฉียบ หมดแล้วแหละ

    ไม่เชื่อ?

    โทรไปถามแกดิ
    มือถือก็มีใช้กันไม่ใช่รึ?

  11. ว๊าว ๆๆๆๆ ..

    อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านป๋าสอ เอ้ย !! พ่อมะกอก กะ กาฟิวส์ ..
    ขอบคุณที่จัดมาให้ตามคำขอ ..

    จัดเข้ากระเช้าแป๊บนะคะ เดี๋ยวจะได้นั่งอ่านสบาย ๆ .. อิอิ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s