ร้อยแปดพันเก้า : ดอกไม้โปรยทาน

เดือนพฤษภาคม มีวันพิเศษอยู่ถึงห้าวัน คือ วันที่ 1 วันแรงงานแห่งชาติ, วันที่ 5 วันฉัตรมงคล, วันที่ 13 วันพืชมงคล, วันที่ 16 วันหยุดพิเศษตามประกาศของรัฐบาล และวันที่ 17 วันวิสาขบูชา ด้วยเหตุที่มีวันหยุดราชการหลายวันเช่นนี้ทำให้ต้องวางแผนในการทำงานเล็กน้อย เพื่อป้องกันปัญหาอันไม่พึงประสงค์เนื่องจากวันทำการจำกัดที่อาจเกิดขึ้นได้

 กิจกรรมยามว่างคราวนี้ มาชวนทุกท่านทำ ดอกไม้โปรยทาน ค่ะ คนไทยนิยมโปรยทานในงานบวช งานกฐิน ผ้าป่า โดยมีความเชื่อว่าเป็นการโปรยบุญให้แก่ผู้มาร่วมงาน และผู้ที่เก็บเหรียญได้จะไม่นำไปใช้จ่าย แต่นิยมเก็บไว้เป็นสิริมงคล หรือเป็นขวัญถุงเพื่อค้าขายดีทำมาหากินคล่อง และแม้แต่งานศพของบางพื้นที่จะมีการโปรยทานเช่นกัน หากเป็นการโปรยเพื่อซื้อทางให้วิญญาณผู้ล่วงลับกลับบ้านได้ ผู้ที่เก็บได้จะนำไปทำบุญต่อ เพื่ออุทิศบุญแก่ผู้ล่วงลับ

 การทำเหรียญโปรยทานโดยทั่วไปจะทำกันง่ายๆ ด้วยการห่อหุ้มด้วยกระดาษเงิน กระดาษทอง และหากจะมีการประดิดประดอยเพิ่มขึ้น ก็ด้วยการพับริบบิ้นห่อหุ้มให้มีสีสันและลักษณะสวยงามยิ่งขึ้น แต่เหรียญโปรยทานจากริบบิ้นมักมีเหลี่ยม มีมุมสัมผัสที่ทำให้ผู้รับบาดเจ็บได้ จึงอยากลองปรับโฉมเหรียญโปรยทานให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้ไหมพรมห่อหุ้มดูค่ะ ลองทำไปด้วยกันนะคะ

นอกจากนี้ หากใส่แม่เหล็กแทนเหรียญ ก็ออกมาเป็น ‘ดอกไม้แม่เหล็ก’ ใช้ติดโน้ตเล็กๆ ไว้บนแผ่นเหล็ก หรือ ข้างตู้เย็นได้ด้วยค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากไม่มีอุปกรณ์ทำดอกไม้เราสามารถใช้ไหมพรมห่อหุ้มเหรียญโปรยทานด้วยโครเชต์ นิตติ้ง หรืออุปกรณ์อื่นก็ได้ค่ะ

 หมายเหตุประจำก้าว :     
การ คิดนอกกรอบ เป็นโอกาสในการแก้ปัญหา และก่อเกิด นวัตกรรม

About these ads

16 comments

  1. คุณเจี๊ยบ หากเป็นไปได้นะค่ะ ควรจะใช้เศษไหมที่มีอยู่ก็ดี

    1. เห็นด้วยค่ะ

      การใช้เศษไหมทำให้ได้งานที่หลากสีสัน ทั้งสามารถใช้ประโยชน์กับไหมพรมที่มีเหลือๆ อยู่ได้อย่างเต็มที่ เป็นการจัดการทรัพยากรที่ดีค่ะ

  2. โอ๊ะ!! เจ๋งค่ะ เวลาเค้าโปรยมาโดนศรีษะจะได้ไม่เจ็บ ^^”

    วันหยุดมากมายจริงๆ แต่ข้าพเจ้าก็ได้หยุดเท่าเดิม และยังคงทำงานไม่ทันเช่นเดิม 555+

    สุขสันต์วันนี้ค่ะ ^__^

    1. 55555+

      ข้าพเจ้ายังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยค่ะ รู้แต่ว่าพรุ่งนี้ และสุดสัปดาห์นี้ต้องอยู่เวร รวมถึงต้องเลื่อนโปรแกรมลาพักผ่อนที่ตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันกับแม่ไปเป็นเดือนหน้า เพราะไม่เช่นนั้นจะมีวันทำการไม่ครบ 15 วัน ซึ่งจะเป็นเหตุให้โดนตัดเบี้ยโน่น นั่น นี่ไปอีกหมื่นฝ่าๆ ไปตามระเบียบราชการ

      เฮ้ยยยย !

      นี่ขนาดว่าหาวันหยุดไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ยังทำงานไม่ค่อยจะทันเหมือนกันค่ะ วิ่งเข้าเดินออกระหว่างห้องยานอก กะ วอร์ดจนรองเท้าสึก แถมต้องรับศึกกับวาระการประชุมแน่นเอี้ยดอีกตะหาก อยากแบ่งตัวได้เหมือนอะมีบ้าจังอ่ะ จะได้ไปทำทุกอย่างที่ พณฯ ต้องการได้ 55555+

      .
      .

      บ่นไปงั้นแหละค่ะ
      บ่นให้ท่านอ่านเอามันส์เล่นๆ .. อิอิ

      ขอให้สนุกกับงานนะคะ
      แล้วเราจะพบความสุขในการทำงานถ้วนหน้ากัน .. สู้ๆ ค่า ^^ v

  3. สวยจัง

    ผมมีไอเดียเพิ่มอีกนะคุณ คือถ้าหากต่อก้านให้ดอกไม้เหล่านี้ สั้นบ้างยาวบ้าง ทำเป็นช่อ ใส่แจกันสวยๆ ประดับตามโต๊ะในบ้าน เป็นช่อดอกไม้เยี่ยม หรือจะมอบให้คนรักก็น่าจะไม่ผิดกติกาเลิฟส์แต่อย่างใดด้วย

    .

    .

    .

    ผมเอาบทความที่ลงในก้าวรอก้าวฉบับนี้มาฝากด้วยจ้า

    1. สวยเพราะคนทำเค้าสวยน่ะค่ะ

      (( อนุญาติให้แอบแหวะได้ค่ะ กรุณาอย่าทำต่อหน้า โปรดรักษาน้ำใจกันนิดนึง 5555+ ))

      .
      .

      เจ๋งค่ะ !

      ขอบคุณมากที่ช่วยต่อยอดไอเดียนี้ให้ คาดว่าจะเป็นการสร้างผลงาน สร้างรายได้ให้กับผู้ที่สนใจได้

      และแน่นอนที่สุดคือ ผู้คิดค้น แตกหน่อ ต่อยอดให้ จักได้บุญไปเต็มๆ เลยค่ะ

      ป.ล. ขอบคุณสำหรับของฝากด้วยค่า

  4. แอปเปิล, มะละกอ, กล้วย, ส้ม……………………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    -แอปเปิล-

    .

    คัมภีร์ไบเบิลบันทึกเอาไว้ว่าแอปเปิลคือผลไม้บาปในสวนเอเดนที่ซาตานล่อลวงให้ เอวา หรือว่า อีฟ ปลิดกิน แล้วแบ่งปันให้ อดัม กินเอาบุญด้วย และนั่นคือปฐมบทแห่งบาปมหันต์ที่มวลมนุษย์จะต้องชดใช้ตามคนคู่แรก โดยพระเจ้าได้ประทานโอวาทแด่อิตถีเพศว่า “เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองเจ้า”

    ฝ่าย อดัม – เอกบุรุษที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาหมาดๆ ก็ผงาดเข้ารับบาปตามหล่อนไปด้วยว่า “เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าจะเป็นผงคลีดิน”

    พ่อซาตานรูปหล่อ! นี่พ่อฯจะรู้ไหมหนอว่าทุกวันนี้โลกก็เต้นระบำอย่างเร่าร้อนบนความใคร่ในรูปลักษณ์ผลแอปเปิลแหว่งวิ่นที่ติดอยู่บน iMac iPad iPod iPhone ฯลฯ ไม่น้อยหน้าอดัมกับอีฟที่ต้องรับบาปเมื่อครั้งกระโน้นเลย – งึด!

    โอ… ฤๅ ผลไม้บาปนี้จะเป็นอาวุธทรงพลังที่พ่อฯใช้ต่อกรกับความบริสุทธิ์ดุจตูดเด็กเกิดใหม่ โดยมีมวลมนุษย์ “ผู้ไม่รู้” แต่อวดฉลาดตะกายขึ้นเหยียบความเขลาจนเต็มตีน เป็นเครื่องเล่นของพ่อฯกระนั้นหรือ?

    .

    .

    -มะละกอ-

    .

    มะละกอมีสรรพคุณหลายอย่าง ผลสุกเป็นยาระบายอ่อนๆ เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี สตรีมีครรภ์ก็ด้วย แม้ไม่ช่วยให้คลอดบุตรง่ายแต่ระบายปุดๆ อย่างแน่นอน

    ผลดิบมีสารพาเพน (papain) ใช้หมักเนื้อให้นุ่ม มีสรรพคุณในการช่วยย่อย

    ยางมะละกอดิบช่วยแก้พิษหอยคัน

    หอยคัน?

    ทะลึ่ง!

    โอ สาธุชนชาวเมืองผู้น่ารักทั้งหลายอย่าได้กล่าวหาว่าผมสัปดี้โสโดกไปถึงอวัยวะบางส่วนของเพศแม่ที่เราท่านถลันออกมาลืมตาดูโลกกันเลย

    ประสาจิ๊กโก๋บ้านนอกเช่นผมที่เชี่ยวในเชิงงมหอยขม หรือที่ถนัดปากขานกันว่า หอยจูบ นั้น (ไหมล่ะ! – แค่ชื่อหอยก็ไพเราะแล้วใช่ไหม รสชาติของแกงอ่อมหอยจูบใส่ใบชะพลูนั้นยิ่งไม่ควรนำไปเปรียบกับอาหารประเภทใดอีกด้วย เพราะนอกจากจะแซบอีหลีอีหลอกระด้อกระเดี้ยแล้ว แกงอ่อมหอยจูบยังเป็นอาหารแห่งความรัก นั่นคือกว่าจะได้กินเนื้อหอย ผู้กินต้องลงทุนจูบปากหอย จูบแล้วดูด – จุ๊บๆ เนื้อหอยจะหลุดหลั๊วเข้าปาก – เสร็จโจร!)

    (อ้าว เรากำลังคุยเรื่องหอยคันกันอยู่ แล้วหอยจูบมาแย่งซีนได้ไงนี่)

    นักเลงงมหอยเช่นผมนั้นคุ้นชินกับพิษหอยคันเป็นอย่างดี เจ้าหอยชนิดนี้จะตัวน้อยๆ ลอยอยู่ในห้วยหนองคลองบึง มันจะคายพิษออกมาในน้ำ ให้บักหำน้อยที่แก้ผ้างมหอยขมคือผมและผองเพื่อน ต้องคันคะเยอทั้งเนื้อตัว ครั้นพอกลับถึงบ้าน พ่อแม่ – บุพการี จะรี่เข้าปลิดมะละกอดิบมากรีดเอายางทาตุ่มตามตัว มันช่วยดับพิษคันของหอยน้อยให้หำน้อยเช่นผมได้ชะงัดนัก

    (อ้าว! เวร เราจะคุยกันเรื่องหอยหรือเรื่องมะละกอมิทราบ)

    (วุ้ย จบเรื่องมะละกอไปเลยดีกว่า)

    .

    .

    -กล้วย-

    .

    “กล้วยแน่ะเฮ้ย!”

    คือคำสบถของ พ่อใหญ่ ขรรค์ชัย บุญปาน ในบัญชร “ของดีมีอยู่” ของท่าน

    พ่อใหญ่ฯจะหาบกล้วยมาแจกให้นักการเมืองที่ท่านเห็นว่าทะลึ่งซ่อนปล้นสะดมชาติลึกๆ ในพื้นสภาเรียบๆ ทว่าเร้นลับจนยากที่คนธรรมดาจะแจ้งในเหลี่ยมคูของพวกเขา หากมิใช่ผู้ส่องทะลุกมลสันดอนของท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้อย่างพ่อใหญ่ฯ

    “บ่ะเฮ้ย!”

    คือคำอุทานของผมที่กำซาบแซบในสำนวนการด่าอย่างสุภาพและน่ารักของท่าน

    เมื่อควันคำสบถของพ่อใหญ่ฯจางคลายไปกับสายน้ำลายที่กระเซ็นออกมาพร้อมกับกลิ่นอันชวนรัญจวนใจแล้ว เส้นความรู้ที่สั้นดุจหางอึ่งของผมก็ทะลึ่งยาวขึ้นอีกสามเซี๊ยะว่า “กล้วย” มีสรรพคุณหลายอย่างจริงๆ ทุกส่วนของต้นกล้วยล้วนนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น เช่น ต้นเป็นอาหารหมู หยวกเป็นอาหารคน ใบใช้ห่อสารพัดของ ปลีกินสดแกล้มน้ำพริก ทำแกงเลียงหรือจะชุปแป้งทอดก็อร่อยเหาะ ผลดิบนำมาแกงคั่วก็ดีแกงป่าก็ได้ ผลห่ามเป็นยาแก้ท้องเสีย ผลสุกเป็นยาไส้และใช้ด่าคนได้อย่างน่ารักแต่เจ็บแสบ ฯลฯ

    การปอกกล้วยสุกนอกจากจะง่ายจนกลายเป็นสำนวนไทยแล้ว คุณหญิง – Ugly Princess ของชาวหนอน ยังเขียนเอาไว้ในก้าวรอก้าวฉบับก่อนโน้น ประมาณว่า “อะไรที่พอดีจะดีทั้งนั้น เช่นการปอกกล้วย ถ้ากล้วยสุกพอดีจะปอกง่าย สบายบรื๋อเบบี้ดอล”

    “บ่ะเฮ้ย!” (แล้วผมจะทะลึ่งอุทานอีกทำไมมิทราบล่ะนี่หือ)

    สัปดนธรรมเช่นผมพลันแวบไปถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ท่านเคยเขกกบาลให้ฟังว่า ร่างกายของคนเรานี้ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะหาความเป็นคนไม่ได้เลย

    การที่พระพุทธเจ้าเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น โครงร่าง โครงกระดูก ฯลฯ ก็เพื่อจะทำลาย “ความรู้สึก” หรือ “ความยึดมั่น” ว่าเป็นตัวตน เป็นเรา เป็นเขา ถ้าหากนักปฏิบัติท่านใด “ม้างกายได้” (สำนวนของหลวงปู่หลุย จันทสาโร) หรือว่า “ตีกายแตก” (สำนวนของคุณแม่จันดี โลหิตดี) กระทั่งเห็นว่าเป็นธาตุสี่ ที่ทำงานในรูปแบบของอวัยวะน้อยใหญ่ได้เมื่อใด เมื่อนั้นจึงจะชื่อว่าถือเอาความสุขในทางพระนิพพาน

    อุปมาธรรมที่ท่านยกขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพคือต้นกล้วย

    ต้นกล้วย มองเผินๆ เหมือนจะเป็นต้น มีแก่น มีแกน แต่แท้จริงแล้วต้นกล้วยประกอบขึ้นจากกาบ หากเราลอกกาบกล้วยออกไปเรื่อยๆ จะไม่เหลือความเป็นต้นกล้วยเลย เช่นเดียวกับร่างกาย ถ้าแยกอวัยวะน้อยใหญ่ออกเมื่อใดก็จะไม่มีความเป็นคนเหลืออยู่ฉันนั้น

    .

    .

    -ส้ม-

    .

    พระอาจารย์จรัญ ทักขญาโณ แห่งวัดหลวงขุนวิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางปฏิบัติให้ผม ได้อุปไมยธรรมให้ฟังต่อไปอีกว่า

    การประคองสติให้ตั้งอยู่กับกายหรือการพิจารณากายของนักปฏิบัติใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะจิตของคนเราคุ้นชินอยู่กับการคิดเรื่องนอกตัว พอเราจะตั้งสติให้ควบคุมจิตอยู่ในกาย สติจึงมักจะขาด ไม่ต่อเนื่อง

    สติของนักปฏิบัติใหม่นั้นเหมือนผลส้ม

    การฝึกนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมในเบื้องแรกจึงเหมือนกับการมาเก็บผลส้ม แล้วประคองผลส้มนั้นเอาไว้กับตนให้ได้นานๆ แต่คนเรามีมืออยู่สองข้าง แล้วยังต้องเคลื่อนไหวไปมาทำงานอย่างอื่นด้วย พอเราไปทำงานอย่างอื่น ส้มก็จะหลุดมือไม่อยู่กับเราอีกต่อไป

    สติที่เพิ่งจะฝึกตั้งเอาไว้ในกายใหม่ๆ ก็จะหลุดง่ายเช่นกัน เพราะจิตจะคุ้นชินกับความคิด เมื่อจิตแส่ส่ายออกไปกับเรื่องราวอื่นๆ สติจึงมักจะขาดไปกับเรื่องนั้นๆ ด้วย

    การละทิ้งการงานอื่นๆ ในเบื้องแรก แล้วมุ่งปฏิบัติจนสติแข็งแกร่งมั่นคง กำซาบอยู่ในทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า เห็นแจ้งในอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งภายในและภายนอก สติแบบนี้จะไม่ขาดอีกต่อไป จะรู้สึกตัวตื่นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะอยู่ในอิริยาบถใดหรือกำลังทำงานประเภทไหน ไม่เว้นแม้กระทั่งหลับ

    อุปไมยเหมือนผลส้มที่เราปอกเปลือกแล้วกลืนกินลงท้อง ผลส้มนั้นจะกลายเป็นสารอาหารไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย เมื่อส้มอยู่ในตัวเช่นนี้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะหกคะเมนตีลังกายังไง ส้มจะไม่มีทางหลุดออกนอกกายเป็นอันขาด

    มือของนักปฏิบัติผู้เข้าถึงธรรมระดับนี้จะว่างเสมอสำหรับการงานทุกประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อโลก คือต่อสังคมทั้งในวงแคบและขอบกว้าง

    นี้เป็นความหมายแท้ของการทำงานแบบจิตว่าง ไม่ได้ว่างแบบด้นเอาเดาเอง แต่ว่างแบบรู้เท่าเอาทันกับทุกสิ่งและทุกเรื่องที่จิตจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

    .

    .

    http://sites.google.com/site/watluangkhunwin/j3khun-win-1

    .

    .

    -คม-

    .

    “นักเขียนคุณภาพทุกคนที่ผมรู้จัก (ทั้งส่วนตัวและไม่ส่วนตัว) เป็นนักอ่านระดับหนอนทั้งนั้น ผมยังไม่เคยเจอนักเขียนคนไหนที่ไม่ชอบอ่านและไม่อ่านเลยครับ

    การอ่านหนังสือนี้ควรอ่านแบบหลากหลายมากกว่าอ่านเอาปริมาณ นั่นคืออ่านทุกอย่างที่ขวางหูขวางตา อ่านแล้ววิเคราะห์ อ่านระหว่างบรรทัด ยิ่งอ่านกว้าง ความคิดก็ยิ่งกว้าง นี่เป็นคุณสมบัติของนักเขียน”

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “ต้องสัก!”

    ถาม : พี่วินทร์คิดอย่างไรกับ “ค่านิยมของการสัก” ครับ?

    ตอบ : ผมเองก็ชอบสักครับ มันแกร่งกว่าประดู่เต็ง รัง และตะเคียนเยอะเลย!

    ต้องยอมรับนะครับว่ามนุษย์เราใจมักอ่อนแอ ต้องการที่พึ่งพึงทางใจ การสัก การหาหมอดู วัตถุมงคลก็อยู่ในข่ายเดียวกัน จะมากหรือน้อย จะลุ่มหลงขนาดไหนก็ขึ้นกับปัญญาของแต่ละคน

    .

    .

    “วรนุช! จอมยุทธ์ใหญ่”

    ถาม : ผมสงสัยมานานแล้วครับคุณอา ว่าพวก “จอมยุทธ์” เนี่ยเค้าเป็นใครกันแน่ครับ จริงๆ แล้วเค้ามีหน้าที่อะไรแล้วเค้าจะท่องยุทธจักรกันไปทำไมครับ?

    ตอบ : ผมเคยตั้งคำถามนี้เหมือนกัน อีกจุดหนึ่งคือ พวกนี้ไม่ค่อยอาบน้ำ เจอทีไรก็สวมชุดเดิมทุกที!

    ในนวนิยายเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร จอมยุทธบางคนต้องขายอาหาร เช่นเดียวกับงานหลายชิ้นของโก้วเล้ง ก็มีจอมยุทธ์ที่ทำงานเลี้ยงชีพด้วย เข้าใจว่า การเป็นสมาชิกไม่ว่าจะเป็นพรรคเทพหรือพรรคมารไม่มีเงินเดือนให้ ไม่เหมือนพรรค xxx ของเรา ท่อน้ำเลี้ยงอุดมสมบูรณ์ กรีดกรายไปมาในวงการยุทธจักรได้นานๆ

    .

    .

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  5. สุดยอดไอเดียอีกแล้วค่ะน้องเจี๊ยบ พี่ทำเหรียญโปรยทานแบบใช้ริบบิ้นไว้ตั้งเยอะแยะ เพื่อจะเอาไว้ใช้ในงานบวชลูกชายคนกลาง แต่พอมาเห็นแบบไหมพรม สงสัยต้องทำเพิ่มซะแล้ว ขอบคุณมากนะคะสำหรับไอเดียดีๆแบบนี้ อ้อ แล้วหมวกไหมพรมของพี่เสร็จรึยังคะ ลูกสาวจะเดินทางปลายเดือนนี้แล้วค่ะ เสร็จแล้วโทรบอกด้วยนะคะ

  6. ขอบคุณค่ะพี่อ้อย

    ดอกไม้โปรยทานฝีมือพี่ คงสวยไม่เหมือนใครแน่ๆ ค่ะ เชื่อมือ ๆ ส่วนหมวกของน้องนั้นจะรีบจัดการให้โดยด่วนเลย เรียบร้อยเมื่อไรจะไปส่งให้ทันทีค่า

    ^ ^

  7. อุปกรณ์ทำดอกไม้ชื่อ loom flower ค่ะ สามารถหาซื้อได้ตามร้านงานฝีมือทั่วไป สนนราคาอยู่ที่ 25 – 40 บาท ตามพื้นที่และตามแต่ราคาทุนที่คุณแม่ค้าเค้าหาได้มาค่ะ

    คุณประเสริฐลองหามาทำดูได้เลยค่ะ ^^

  8. สาธุ กับ ความนุ่มนวลด้วยครับ

    ป.ล. เค้ามาเจอกับ keyword “โปรยทาน”
    กะลังหาอยู่ว่าจะจัดหาแบบไหน อย่างไรดี ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s